ตอนที่ 254. เพลงมัจจุราชใต้เกลียวคลื่น

จิวยี่มองข้ามอันตรายในปัจจุบันที่เผชิญหน้าอยู่กับกองทัพใหญ่ของโจโฉ และคำนึงถึงอันตรายของเมืองกังตั๋งในวันหน้าจึงวางแผนยืมมือโจโฉสังหารขงเบ้งแต่ไม่สำเร็จ ใจก็ผูกความอาฆาตที่จะกำจัดขงเบ้งต่อไป ครั้นทราบรายงานว่าเล่าปี่ส่งคนนำของขวัญมาบรรณาการก็มีความยินดี รำพึงอย่างลืมตัวว่าเมืองกังตั๋งเราปลอดภัยแน่แล้ว ประหนึ่งว่าจิวยี่ได้คิดอ่านแผนการบางอย่างอยู่ในใจ

            จิวยี่จึงสั่งทหารรักษาการณ์ให้ไปเชิญบิต๊กเข้ามาพบที่ศาลาบัญชาการทหาร ครั้นบิต๊กเข้ามาแล้วต่างฝ่ายต่างคำนับปฏิสันถารกันตามธรรมเนียม

            บิต๊กกล่าวขึ้นก่อนว่าเล่าปี่นายข้าพเจ้าทราบว่าท่านยกกองทัพมาตั้งที่ปากน้ำเมืองสำกั๋ง จึงยกกองทัพมาตั้งอยู่ที่เมืองแฮเค้า คอยช่วยเหลือสนับสนุนท่านและส่งข้าพเจ้าเป็นทูตนำเสบียงสัมภาระและของกำนัลมามอบแก่ท่านเป็นทางไมตรี และขอส่งความปรารถนาดีมายังท่านเป็นการส่วนตัวด้วย

            จิวยี่รับมอบข้าวของสัมภาระแล้วกล่าวขอบคุณเล่าปี่ แล้วว่าการสงครามครั้งนี้เป็นหน้าที่ร่วมกันของเล่าปี่นายท่านและซุนกวนนายเรา ที่จะต้องร่วมกันคิดอ่านเอาชนะกองทัพโจโฉ ตีกองทัพโจโฉให้พ่ายกลับภาคเหนือให้จงได้ เล่าปี่มีน้ำใจดังนี้เราขอบใจนักหนา

            ว่าแล้วจิวยี่จึงสั่งให้แต่งโต๊ะเลี้ยงรับรองบิต๊กตามธรรมเนียม

            ระหว่างกินโต๊ะอยู่นั้น บิต๊กได้ปรารภขึ้นว่าขงเบ้งได้จากเล่าปี่มาที่เมืองกังตั๋งนี้นานวันแล้ว เล่าปี่มีความรำลึกถึงเป็นอันมาก อยากจะเชิญขงเบ้งกลับไปเมืองแฮเค้าพร้อมกับข้าพเจ้าเพื่อช่วยเหลือคิดอ่านการสงครามกับโจโฉต่อไป 

            จิวยี่จึงว่าขงเบ้งมาอยู่เมืองกังตั๋ง ได้ร่วมงานคิดอ่านวางแผนการสงครามกับข้าพเจ้าเป็นประจำ และบัดนี้การสงครามกำลังกรุ่นอยู่ ไม่ชอบที่จะเชิญขงเบ้งกลับไป  มิฉะนั้นใครเล่าจะช่วยคิดอ่านกับข้าพเจ้า ขงเบ้งอยู่ทางนี้มีความสุขสบายดีท่านอย่าได้วิตกเลย

            จิวยี่ได้กล่าวต่อไปว่าการศึกครั้งนี้จำเป็นที่จะต้องร่วมปรึกษาหารือกันทั้งสองฝ่าย ข้าพเจ้าใคร่จะปรึกษากับเล่าปี่นายท่าน และตั้งใจที่จะเดินทางไปเมืองแฮเค้าปรึกษากับเล่าปี่โดยตรง แต่การเตรียมการทางด้านนี้เป็นเรื่องใหญ่และสำคัญ ยังไม่ว่างเว้นเลย ดังนั้นจึงกวนใจท่านช่วยนำความไปแจ้งแก่เล่าปี่ว่าข้าพเจ้าขอเชิญให้เดินทางมาที่เมืองสำกั๋งสักครั้งหนึ่ง เพื่อร่วมวางแผนทำศึกกับโจโฉต่อไป

            บิต๊กไม่รู้ทันความคิดจิวยี่จึงรับคำ แล้วว่าข้าพเจ้ากลับไปแล้วจะรายงานให้เล่าปี่ทราบ ครั้นกินโต๊ะเสร็จบิต๊กจึงคำนับจิวยี่ มาลงเรือข้ามอ่าวกลับไปเมืองแฮเค้า

            พอบิต๊กคล้อยหลังออกไปจากศาลาบัญชาการทหาร โลซกมีความสงสัยที่จิวยี่จะเชิญเล่าปี่มาพบจึงเข้าไปสอบถามจิวยี่ว่าท่านเชิญเล่าปี่มาครั้งนี้มีความประสงค์สิ่งใดหรือ

            จิวยี่ได้ฟังก็หัวเราะแล้วว่าท่านไม่เคยได้ยินกิตติศัพท์หรือว่าเมื่อครั้งที่โจโฉวิพากษ์ยอดคนในแผ่นดินนั้น โจโฉเห็นว่าเล่าปี่เป็นคู่แข่งตัวฉกาจ ในวันหน้าไม่เพียงแต่เล่าปี่จะเป็นคู่แข่งคนสำคัญของโจโฉเท่านั้น หากจะเป็นคู่แข่งคนสำคัญของซุนกวนนายเราด้วย ดังนั้นเพื่อกำจัดเภทภัยให้แก่กังตั๋ง ข้าพเจ้าจึงวางแผนกำจัดเล่าปี่เสียในครั้งนี้ ไม่ให้เป็นคู่แข่งของซุนกวนนายเราอีกต่อไป

            โลซกได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ ไม่เห็นด้วยกับความคิดของจิวยี่ และเสนอให้ทำสงครามกับโจโฉให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดไปข้างหนึ่งก่อนแล้วค่อยคิดอ่านข้างเล่าปี่ต่อไป แต่จิวยี่ไม่ฟังคำทัดทาน

            โลซกได้ทัดทานทักท้วงถึงสองครั้งสามครา แต่จิวยี่ก็ยังคงยืนยันความเห็นเดิม โลซกก็ไม่รู้ที่จะว่าประการใดเพราะจิวยี่เป็นผู้ถืออาญาสิทธิ์ในการสงครามครั้งนี้ จึงได้แต่นิ่งเงียบอยู่

            จิวยี่เห็นดังนั้นจึงเรียกนายทหารฝ่ายรักษาความปลอดภัยมาสั่งการกำหนดแผนการสังหารเล่าปี่ โดยกำหนดแผนการว่าเมื่อเล่าปี่มาแล้วจะมีการจัดงานเลี้ยงและรำกระบี่ต่อหน้าแขกเมือง ให้ถือเอาการที่จิวยี่ทิ้งจอกสุราเป็นสัญญาณ ให้ทุกหน่วยพร้อมกันสังหารเล่าปี่เสีย

            ฝ่ายบิต๊กล่องเรือข้ามอ่าวกลับไปถึงเมืองแฮเค้าแล้วรายงานความที่ได้สนทนากับจิวยี่ให้เล่าปี่ทราบทุกประการ เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นจึงว่าในศึกครั้งนี้กองทัพเราเป็นพันธมิตรกับกองทัพเมืองกังตั๋ง ชอบที่ทั้งสองฝ่ายจะได้ร่วมปรึกษาหารือกำหนดแผนการร่วมกัน จึงจะทำการได้โดยสะดวก บัดนี้จิวยี่มีคำเชิญมาถึงเรา หากแม้นไม่ไปก็จะเสียหายต่อความเป็นพันธมิตร ดังนั้นในวันพรุ่งนี้เราจะเดินทางไปปรึกษาหารือกับจิวยี่ที่ปากน้ำเมืองสำกั๋ง

            กวนอูได้ฟังดังนั้นจึงทักท้วงว่าอันจิวยี่ผู้นี้เป็นคนเจ้าเล่ห์เพทุบาย เกลือกว่าจะไม่สุจริต คิดอ่านวางแผนทำร้ายท่าน อนึ่งเล่าขงเบ้งไปอยู่เมืองกังตั๋งบัดนี้ยังมิได้ข่าวคราว และที่จิวยี่เชิญท่านไปครั้งนี้ก็ไม่มีหนังสือขงเบ้งมายืนยันให้สอดคล้องต้องกันจึงเกรงว่าจะเป็นแผนอุบายร้ายของจิวยี่ พี่ใหญ่จงไตร่ตรองให้จงหนัก

            เล่าปี่จึงว่าเมื่อสองเมืองเป็นพันธมิตรต่อกันแล้วย่อมต้องมีความสัตย์สุจริตต่อกัน เป็นไปไม่ได้ที่จิวยี่จะคิดร้ายต่อเราเพราะการศึกข้างโจโฉใหญ่หลวงอยู่ หากเราไม่ไปก็จะเกิดความกินแหนงแคลงใจกัน และทำให้ความเป็นพันธมิตรไม่อาจประสานความร่วมมือกันได้อย่างเต็มที่

            กวนอูจึงว่าหากพี่ใหญ่ตัดสินใจที่จะเดินทางไปแน่แล้ว ข้าพเจ้าขออาสาตามพี่ใหญ่ไปด้วย เตียวหุยได้ฟังคำทัดทานของกวนอูแล้วก็รู้สึกเป็นห่วงเล่าปี่จึงขอร่วมทางไปด้วยอีกคนหนึ่ง

            เล่าปี่จึงว่าเราเดินทางไปครั้งนี้เพื่อประสานมิตรไมตรีและพันธมิตรให้แน่นแฟ้น หากมีผู้คนมากเกินไปจิวยี่ก็จะแคลงใจว่าเราไม่ไว้วางใจ กระนั้นเลยให้กวนอูตามเราไปแต่คนเดียวก็พอแล้ว ส่วนเตียวหุยกับจูล่งและกันหยงให้ทำหน้าที่ป้องกันระวังรักษาเมืองไว้ให้ปลอดภัย ตัวเราไปแล้วจะรีบกลับมาในวันเดียวอย่าได้วิตกเลย

            รุ่งขึ้นเช้าเล่าปี่จึงจัดเรือเร็วลำหนึ่งพร้อมทหารยี่สิบคนติดตามด้วยกวนอูลงเรือข้ามอ่าวไปยังกองทัพเรือของจิวยี่ที่ปากน้ำเมืองสำกั๋ง พอเรือแล่นเข้าไปใกล้ก็เห็นกองทัพเรือของจิวยี่ทอดสมอแน่นขนัดรายเรียงเป็นระเบียบเรียบร้อยตามกระบวนศึก ธงทิวปลิวไสวตามสายลมทะเล เล่าปี่ให้มีจิตใจชื่นบานยิ่งนัก

            ครั้นเรือเล่าปี่เทียบท่า ทหารรักษาการณ์ได้เข้าไปรายงานให้จิวยี่ทราบ จิวยี่ทราบความแล้วจึงถามทหารรักษาการณ์ว่าเล่าปี่มาครั้งนี้มีเรือรบมากี่ลำ และมีทหารตามมาด้วยมากน้อยเท่าใด

            ทหารรักษาการณ์ได้รายงานว่าเล่าปี่มากับเรือเร็วลำเดียวเท่านั้น ทหารที่ติดตามมาก็มีเพียงยี่สิบคน จิวยี่ได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ รำพึงขึ้นในใจว่าเล่าปี่มาครั้งนี้จะไม่มีชีวิตกลับไปเห็นเมืองกังแฮอีกต่อไปแล้ว

            จิวยี่รำพึงดังนี้แล้วจึงเรียกนายทหารฝ่ายความปลอดภัยที่ได้สั่งการไว้ให้เตรียมพร้อมทำการได้ตามแผน และกำชับให้ระมัดระวังใช้ความรอบคอบในการปฏิบัติการตามแผนอย่าให้ผิดพลาดเป็นอันขาด สั่งการแล้วจิวยี่จึงรีบออกจากค่ายไปต้อนรับเล่าปี่ถึงที่ท่าเรือ

            จิวยี่ได้คำนับทักทายเล่าปี่อย่างนอบน้อมด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส เล่าปี่ได้รับคำนับจิวยี่แล้วโอภาปราศรัยตามธรรมเนียม จากนั้นจิวยี่จึงเชิญเล่าปี่เข้าไปที่ศาลาบัญชาการทหาร เชิญให้เล่าปี่นั่งที่โต๊ะว่าราชการเป็นการให้เกียรติอย่างสูงสุด แต่เล่าปี่ไม่ยอมอ้างว่าเป็นแขกไม่ชอบที่จะนั่งในที่สูงกว่าเจ้าบ้าน ทั้งบัดนี้จิวยี่ก็มีฐานะเป็นผู้บัญชาการใหญ่ เป็นตัวแทนของซุนกวนจึงชอบที่จะนั่งเสมอกัน

            จิวยี่ด้วยความที่คิดปองร้ายเล่าปี่จึงคิดกลบเกลื่อนด้วยการอ่อนน้อมยกย่องเพื่อให้เล่าปี่ตายใจ ซึ่งเป็นปกติวิสัยของคนคิดอ่านทำร้ายคน มักจะทำให้ตายใจเสียก่อน แต่ครั้นได้ฟังคำเล่าปี่ก็ไม่อยากขัดใจจึงให้จัดโต๊ะนั่งใกล้กัน แล้วสั่งการให้แต่งโต๊ะเลี้ยงเล่าปี่

            วงดนตรีโบราณของทหารเมืองกังตั๋งได้เริ่มบรรเลงเพลงขับกล่อม ในขณะที่ทหารบริการก็ได้ยกสุราอาหารออกมาต้อนรับ

            เล่าปี่เห็นจิวยี่ให้เกียรติอย่างสูงส่ง ต้อนรับขับสู้ดังนั้นก็เกรงใจ จึงกล่าวถ่อมตัวว่าท่านแม่ทัพใหญ่มีสติปัญญาและเกียรติภูมิสูงส่งนัก เหตุไฉนจึงต้องถ่อมตัวเอาอกเอาใจข้าพเจ้าซึ่งเป็นผู้ด้อยปัญญาถึงเพียงนี้ 

            ในขณะที่งานเลี้ยงต้อนรับเล่าปี่กำลังเริ่มขึ้นนั้น ขงเบ้งนอนเล่นดูแผนที่ดวงดาวคำนวณการอากาศและกระแสลมอยู่ในเรือน้อย พลันได้ยินเสียงดนตรีของทหารดังแว่วมาจากศาลาบัญชาการทหารก็ประหลาดใจว่ากองบัญชาการค่ายหลวงของจิวยี่มีงานใดจึงต้องมีดนตรีขับกล่อมดังนี้

            ขงเบ้งฟังเสียงดนตรีในตอนต้นก็มิได้เฉลียวใจ เพราะเสียงดนตรีพลิ้วแผ่วลอยตามกระแสลมมาราบเรียบราวกับทะเลยามไร้คลื่นลม แต่ครั้นฟังไปทำนองเพลงกลับดุดันราวกับว่าพายุใหญ่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นก็เริ่มพรั่นใจว่างานเลี้ยงครั้งนี้น่าจะมีแผนการร้ายแอบแฝง แต่ใครเล่าที่เป็นเป้าแห่งแผนการร้ายนั้น

            ขงเบ้งเริ่มสงสัย แต่ครั้นประเมินสถานการณ์แล้วไม่มีข่าวคราวการติดต่อจากฝ่ายโจโฉหรือฝ่ายอื่น ดังนั้นจึงสังหรณ์ใจว่างานรับรองครั้งนี้อาจจะเป็นงานรับรองต้อนรับฝ่ายเล่าปี่ สังหรณ์ใจดังนี้ขงเบ้งก็ตกใจ รีบลงจากเรือกึ่งเดินกึ่งวิ่งตรงไปที่ศาลาบัญชาการทหาร

            ในระหว่างนั้นจังหวะและทำนองเพลงพลันเร่งเร้าดุดันมากขึ้น ขงเบ้งกึ่งเดินกึ่งวิ่งแต่โสตก็สดับตรับฟังเสียงเพลง จำแนกจังหวะและทำนองเพลงอย่างละเอียดก็รู้สึกว่าทำนองเพลงพรรณนาความถึงพายุใหญ่ที่กำลังเคลื่อนตัวอยู่ในทะเล ก่อเป็นคลื่นใหญ่ถาโถมหนุนเนื่องประดังอย่างไม่หยุดหย่อน และเสียงเจ้งที่ดังหนักหน่วงในบางช่วงนั้นประหนึ่งว่ามีปลาฉลามร้ายว่ายตามใต้ฟองคลื่นใหญ่ เขม้นมองจ้องฮุบเหยื่ออันอยู่ไม่ไกล

            ขงเบ้งให้หวั่นใจนักว่างานครั้งนี้มีแผนการร้ายเป็นมั่นคง จึงใคร่รู้ว่าผู้ใดคือเป้าหมายของแผนการร้ายนี้ ครั้นเข้าไปใกล้ศาลาบัญชาการทหารเห็นทหารจำนวนมากอารักขาอยู่ภายนอกมีลักษณะเข้มงวดกวดขันนัก ในขณะเดียวกันนั้นตามบริเวณโดยรอบศาลาว่าราชการทหารก็มีทหารติดอาวุธเรียงรายอยู่ภายนอก

            ขงเบ้งมองไปจากภายนอกเห็นทหารแต่งกายแบบชาวชนกลุ่มน้อย ในมือถืออาวุธหลากหลายชนิด ทั้งกระบี่ มีดสั้น และขวานกำลังร่ายรำตามกระบวนเพลง แต่ยามที่หันหน้าหมุนตัวเห็นสายตามีประกายโหดร้ายนัก ก็รู้ว่าเหล่านี้คือมือสังหารภายในที่พร้อมจะสังหารเป้าได้โดยพลัน และยังมีหน่วยสมทบอยู่ภายนอกศาลาบัญชาการทหารอีกจำนวนมาก

            ขงเบ้งมองไปเห็นเล่าปี่นั่งสนทนาอยู่กับจิวยี่พาทีหัวเราะเป็นปกติอยู่โดยไม่รู้ว่ามัจจุราชกำลังเอื้อมหัตถ์มาที่ตัวก็ตกใจ รู้ในทันทีว่าเป้าสังหารตามแผนการของจิวยี่ในครั้งนี้หาใช่ใครอื่นไม่ หากเป็นเล่าปี่เจ้านายผู้ที่ตนภักดีและพร้อมพลีชีวิตให้นั่นเอง

            ขงเบ้งเห็นดังนั้นก็ยิ่งตกใจเป็นอันมาก คิดอ่านแผนการที่จะช่วยชีวิตเล่าปี่ในนาทีวิกฤตให้จงได้ พลันสายตาเห็นบุรุษหนึ่งยืนอยู่ข้างหลังเล่าปี่ไม่ไกลจากจิวยี่นัก ใส่เสื้อเกราะอ่อนชุดออกศึก แต่ใส่เสื้อคลุมสีเขียวตองอ่อนทับไว้อีกชั้นหนึ่ง ผ้าโพกศีรษะสีเขียวตองอ่อนทอดนิ่งอยู่ ใบหน้าสีแดงดังผลพุทราสุก หนวดดุจใยไหมดำยาวถึงอก มือหนึ่งถือง้าว อีกมือหนึ่งแตะกระบี่ที่ข้างกายดูสง่างามน่าเกรงขามนัก

            ขงเบ้งเห็นเช่นนั้นจึงค่อยคลายใจ เพราะเมื่อกวนอูยืนอยู่ข้างกายเล่าปี่ในระยะที่ไม่ห่างจากจิวยี่เท่าใดนักก็มั่นใจว่าเล่าปี่จะไม่เป็นอันตราย ถอนใจรำพึงขึ้นเบา ๆ ว่าเล่าปี่นายเรารอดตายแล้ว

            ขงเบ้งวางใจว่าเล่าปี่จะไม่มีอันตรายเพราะการที่กวนอูยืนอยู่ข้างกายดังนี้ย่อมคล้ายกับกองทัพนับหมื่นคอยคุ้มกันเล่าปี่อยู่ ทั้งระยะที่กวนอูยืนอยู่นั้นก็ใกล้จิวยี่เพียงระยะกระบี่เดียวเท่านั้น ดังนั้นขงเบ้งจึงเดินไปที่ท่าเรือพบกับทหารของเล่าปี่ที่มาด้วยกัน

            ทหารเหล่านั้นเห็นขงเบ้งก็ดีใจ ทักทายกันตามธรรมเนียมแล้วจึงถามว่าเรือเล่าปี่จอดอยู่ที่ไหน ครั้นทราบความแล้วจึงให้ทหารคนหนึ่งพาไปที่เรือแล้วขงเบ้งจึงลงเรือของเล่าปี่คอยทีอยู่

            จิวยี่เสพสุรากินโต๊ะอยู่กับเล่าปี่ ในขณะที่หน่วยสังหารร่ายรำกระบี่และอาวุธอยู่ข้างหน้า เห็นเป็นทีที่จะทำการจึงชำเลืองมองมาที่เล่าปี่ พลันรู้สึกสะดุดตาเห็นบุรุษหนึ่งยืนเป็นสง่าน่าเกรงขามอยู่ด้านหลังเล่าปี่ราวกับว่าเป็นเทพโลกบาลผู้พิทักษ์ประจำทิศก็ประหลาดใจ จึงถามเล่าปี่ว่าทหารคนนี้เป็นผู้ใด

            เสียงเพลงมัจจุราชใต้เกลียวคลื่นยังคงกังวาฬตามสายลมรำเพย ฟังแล้วเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งการรบราฆ่าฟันอันโหดเหี้ยมอำมหิต แต่ขงเบ้งกลับมานั่งตั้งตาคอยเล่าปี่อยู่ที่เรือด้วยความมั่นใจ.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘