ตอนที่ 251. ข้าร่วมเจ้า บ่าวร่วมนาย
จิวยี่คิดสังหารขงเบ้งมิใช่เพราะความโกรธแค้นขงเบ้งเป็นการส่วนตัว แต่เป็นเพราะเกรงว่าสติปัญญาความคิดของขงเบ้งที่เหนือกว่าตัวจิวยี่เองนั้น จะเป็นอันตรายต่อแคว้นกังตั๋งในวันหน้า แต่ครั้นได้ฟังข้อเสนอของโลซกให้อาศัยจูกัดกิ๋นผู้เป็นพี่ชายของขงเบ้งชักจูงให้ขงเบ้งตีจากเล่าปี่มารับราชการด้วยแคว้นกังตั๋งอันจะเป็นประโยชน์ต่อแคว้นกังตั๋งในอนาคต จิวยี่ก็เห็นชอบกับข้อเสนอนั้น
จิวยี่ได้ยกย่องความคิดของโลซกเป็นอันมากว่าข้อเสนอที่ให้จูกัดกิ๋นชักจูงขงเบ้งมาเป็นฝ่ายกังตั๋งนั้น นอกจากจะได้ประโยชน์แก่กังตั๋งในปัจจุบันในการทำสงครามกับ โจโฉแล้ว ยังจะขจัดภยันตรายจากฝ่ายเล่าปี่ในอนาคตอีกด้วย แล้วว่าในวันพรุ่งนี้ข้าพเจ้าจะเชิญจูกัดกิ๋นมาว่ากล่าวให้ทำตามแผนการความคิดของท่าน
โลซกได้ฟังดังนั้นจึงคำนับลาจิวยี่กลับออกไป
ความคิดจิตใจของจิวยี่มิได้คิดเห็นเอาผลประโยชน์ของส่วนตัวเป็นที่ตั้ง หากคิดเอาแต่ผลประโยชน์ของกังตั๋งเป็นหลักชัย เพราะถ้าหากขงเบ้งยอมรับราชการด้วยกังตั๋งแล้ว ด้วยสติปัญญาความสามารถของขงเบ้งย่อมทำให้ขงเบ้งกลายเป็นคู่แข่งในทางราชการกับจิวยี่ แต่จิวยี่มิได้นึกอิจฉาริษยาหรือหวั่นเกรงในเรื่องนี้ กลับหวังเอาแต่ประโยชน์ของกังตั๋งเป็นหลักแห่งการตัดสินใจ ต่างกันอย่างลิบลับกับนักการเมืองในชั้นหลังที่พยายามกีดกันคนดีมีฝีมือไม่ให้เข้ามาร่วมงาน แม้หากเข้ามาร่วมงานการเมืองแล้วก็พยายามกีดกันทำลายด้วยเกรงว่าจะเป็นคู่แข่ง ซึ่งเป็นความคิดที่เห็นแก่ตัวและถือเอาประโยชน์ตนเป็นที่ตั้งยิ่งกว่าประโยชน์ของบ้านเมือง
ความรักและความชังของวีรชนกับทรชนนั้นต่างกันตรงที่วีรชนรักชาติมากกว่ารักตัว จะชังใครก็เพราะผู้นั้นเป็นอันตรายต่อชาติมิใช่เพราะเป็นคู่แข่งหรืออันตรายต่อตัว ต่างกับทรชนจะรักจะชังใครก็ถือเอาประโยชน์ตนเป็นใหญ่กว่าประโยชน์ของชาติบ้านเมือง
ในวันรุ่งขึ้นจิวยี่ได้ไปที่กองบัญชาการทหารส่วนหน้าซึ่งตั้งอยู่ชายทะเลอันเป็นที่นัดชุมนุมพลเพื่อเตรียมความพร้อมในการเคลื่อนทัพสู่สมรภูมิ บรรดาที่ปรึกษาแม่ทัพนายกองและขุนนางทั้งปวงของแคว้นกังตั๋งได้ชุมนุมพร้อมกันตามคำสั่งของจิวยี่เมื่อวันวาน
จิวยี่ได้ตรวจพลทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนที่มาพร้อมกันในที่นั้น ปรากฏว่าขุนนางทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนได้มาชุมนุมอย่างพร้อมเพรียงกัน ขาดก็แต่เทียเภารองผู้บัญชาการใหญ่ไม่มาร่วมชุมนุมตามคำสั่ง คงมีแต่เทียจู๋ผู้บุตรมาแทน
จิวยี่เห็นดังนั้นก็สงสัยจึงไต่ถามเทียจู๋ว่าเทียเภาบิดาท่านเหตุไฉนจึงไม่มาร่วมงานตรวจพลในครั้งนี้
เทียจู๋ได้รายงานจิวยี่ว่า หลังจากกลับบ้านเมื่อวันวานแล้ว เทียเภาบิดาข้าพเจ้าป่วยอยู่ไม่สามารถมาร่วมงานในวันนี้ได้ จึงให้ข้าพเจ้ามาแทนเพื่อรายงานความต่อท่าน
ความจริงเทียเภาเป็นขุนนางฝ่ายทหารชั้นผู้ใหญ่ของแคว้นกังตั๋งตั้งแต่ครั้งซุนเกี๋ยน มีอาวุโสด้วยวัยและยศยิ่งกว่าจิวยี่ มีฐานะเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ของเมืองกังตั๋ง แต่มาครั้งนี้ซุนกวนกลับไว้วางใจตั้งให้จิวยี่ซึ่งยังหนุ่มอยู่เป็นผู้บัญชาการใหญ่ของกองทัพที่จะทำสงครามกับโจโฉ เทียเภาจึงมีมานะว่าตัวเราเป็นผู้ใหญ่กลับกลายเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจิวยี่ซึ่งเป็นผู้น้อย หากเข้าร่วมประชุมครั้งใดก็ต้องนั่งในที่อันต่ำกว่า จะได้รับความอัปยศแก่คนทั้งปวง เทียเภาน้อยใจตัวดังนี้จึงแสร้งทำเป็นป่วยแล้วให้เทียจู๋ผู้บุตรมารายงานความแก่จิวยี่แทนตัว
จิวยี่ฟังความจากเทียจู๋แล้วรู้สึกประหวั่นใจว่าน่าจะมีความนัยอยู่เบื้องหลังแต่เนื่องจากเทียเภาเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ทั้งได้ให้บุตรมาแจ้งความขัดข้องที่มาร่วมชุมนุมมิได้ จิวยี่จึงเกรงใจมิไต่ถามเอาความอีกต่อไป
ครั้นจิวยี่ตรวจพลเสร็จสิ้นแล้ว จึงลุกขึ้นกล่าวประกาศแก่คนทั้งปวงว่า “กองทัพโจโฉยกมาครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก อันเราจะคิดอ่านทำการนั้นจะโลเลมิได้ ท่านทั้งปวงจะทำการด้วยเรา ใครอย่าเกียจคร้านย่อหย่อน ถ้าผู้ใดมิเต็มใจเขม้นทำการ เราก็จะตัดศีรษะเสียตามพระอัยการศึก”
ว่าแล้วจิวยี่จึงประกาศถึงความชอบธรรมของกองทัพกังตั๋งว่าโจโฉเป็นศัตรูราชสมบัติ ใช้อำนาจเผด็จการทรราชข่มเหงรังแกอาณาประชาราษฎร และยังกักขังพระเจ้าเหี้ยนเต้ไว้ในพระบรมมหาราชวัง เป็นภาระหน้าที่ของปวงชนทั่วทั้งแผ่นดินที่จะต้องร่วมมือร่วมใจกันกำจัดโจโฉให้จงได้
จิวยี่ได้ย้ำถึงวินัยทหารของกองทัพกังตั๋งว่ากองทัพยาตราไปถึงที่ใดห้ามมิให้ทหารทุกคนข่มเหงรังแกอาณาประชาราษฎร ห้ามปล้นชิงวิ่งราวเอาสิ่งสินของราษฎร ห้ามข่มเหงรังแกสตรี ห้ามเมาสุราอาละวาด ห้ามค้ายาเสพติดและของเถื่อน ห้ามคุมบ่อน ซ่อง หรือสถานเริงรมย์ เมื่อมีคำสั่งบุกต้องบุก จะสงสัยแคลงใจหรือหวาดกลัวใด ๆ ไม่ได้ เมื่อมีคำสั่งถอยต้องถอยโดยพลัน จะดึงดันหวังเอาสิ่งใดเป็นประโยชน์หรือเพื่อเห็นแก่ชัยชนะเฉพาะหน้ามิได้ เมื่อมีคำสั่งให้เคลื่อนไปทางซ้ายหรือทางขวาให้ปฏิบัติตามสัญญาณโดยเคร่งครัด มีสัญญาณหยุดให้หยุดในทันที ถึงเวลากินให้กินตามเวลา ถึงเวลาพักให้พักตามเวลา ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องฟังผู้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด ผู้บังคับบัญชาต้องเอาใจใส่ดูแลทุกข์สุขของทหาร ห้ามมิให้ข่มเหงรังแกโดยไม่เป็นธรรม หากผู้ใดฝ่าฝืนวินัยทัพจะลงโทษประหารชีวิต
แล้วจิวยี่จึงถามคนทั้งปวงว่าความอันเราได้กล่าวประกาศทั้งนี้มีผู้ใดสงสัยหรือเห็นว่าปฏิบัติตามมิได้ก็ให้ทักท้วง บรรดาคนทั้งปวงได้ฟังดังนั้นจึงร้องพร้อมกันว่า “รักษาวินัย รุกไปสู่แนวหน้า ฟังคำบัญชาแม่ทัพ”
เมื่อคนทั้งปวงเข้าใจระเบียบวินัยในการบัญชาทัพดีแล้ว จิวยี่จึงให้จัดกระบวนทัพเป็นหกกระบวน โดยกระบวนแรกให้อุยกาย ฮันต๋ง เป็นกองทัพหน้าคุมกองเรือรบในบังคับบัญชา และให้เคลื่อนพลในทันทีไปตั้งมั่นอยู่ที่ปากน้ำสำกั๋ง กระบวนที่สองให้เจียวขิม จิวถ้าย คุมกองเรือรบกองที่สอง กระบวนที่สามให้เล่งทอง พัวเจี้ยง คุมกองเรือรบกองที่สาม กระบวนที่สี่ให้ไทสูจู้ ลิบอง คุมกองเรือรบกองที่สี่ กระบวนที่ห้าให้ลกซุน ตังสิด คุมกองเรือรบกองที่ห้า และกระบวนที่หกให้ ลิหอง จูตี เป็นหน่วยลาดตระเวนและสอดแนม
ให้กระบวนที่สองถึงกระบวนที่หกยกเตรียมพร้อมเพื่อฟังคำสั่งให้หนุนตามกองทัพหน้าไปที่ปากน้ำสำกั๋งพร้อมกับกองทัพหลวงซึ่งจิวยี่จะคุมด้วยตนเอง และให้เกณฑ์กำลังทัพบกจากทั้งหกหัวเมืองที่ขึ้นต่อเมืองกังตั๋งไปชุมนุมพลพร้อมกันที่ปากอ่าวสำกั๋ง
บรรดาแม่ทัพนายกองทั้งปวงฟังคำสั่งจิวยี่แล้วเดินเข้ามารับป้ายคำสั่งแล้วคำนับลาจิวยี่เพื่อปฏิบัติการตามคำสั่งต่อไป
ฝ่ายเทียจู๋ผู้บุตรเทียเภาเห็นจิวยี่ตรวจพลสวนสนามประกาศวินัยศึกและจัดแจงกระบวนทัพเข้มงวดกวดขันดังนั้นก็รู้สึกศรัทธาเลื่อมใสในความปรีชาสามารถบัญชากองทัพของจิวยี่ ครั้นเลิกชุมนุมพลแล้วเทียจู๋จึงกลับไปบ้าน เล่าความทั้งปวงให้เทียเภาผู้บิดาทราบ
เทียเภาฟังคำเทียจู๋ผู้บุตรแล้วรู้สึกประหลาดใจ ซักไซร้ไต่ถามรายละเอียดของการจัดกระบวนทัพ การปลุกขวัญกำลังใจทหาร การประกาศวินัยทัพ และการระดมพล เห็นครบถ้วนชอบด้วยกระบวนการจัดทัพใหญ่ทั้งทัพบก ทัพเรือ และการบัญชาการทหาร ราวกับว่าเคยผ่านราชการสงครามมาหลายสิบปีก็ตกใจ สำนึกว่าที่ปรามาสจิวยี่ว่าเป็นคนหนุ่มไม่รู้หลักการบัญชาทหารแต่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการใหญ่เพราะอาศัยความใกล้ชิดสนิทสนมกับซุนกวนนั้น เป็นความสำคัญผิดของตัวเองแต่โดยแท้
สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ได้บรรยายว่า “เทียเภาได้แจ้งดังนั้นก็ตกใจ เอามือลูบอกเข้าว่า จิวยี่นี้กูคิดว่าเป็นเด็กมิได้รู้สิ่งใด กลับรู้ดีกว่าผู้ใหญ่อีกเล่า ทั้งมีสติปัญญาสามารถจัดแจงทหาร วางกองทัพถูกที่ตามขบวนศึก สมควรที่จะเป็นแม่ทัพหลวงได้ แลตัวกูมาคิดประมาทดังนี้ผิดมิควร”
เทียเภานี้สมกับเป็นเสาหลักสำคัญของเมืองกังตั๋ง มิได้มานะแบบวัวชน ผิดแล้วไม่รู้จักสำนึกผิด ครั้นเห็นจิวยี่จัดแจงกองทัพถูกต้องตามหลักแห่งพิชัยสงคราม ความคิดที่เคยปรามาสจิวยี่ไว้จึงกลับกลายเป็นความนับถือเลื่อมใส รีบสั่งนายทหารคนสนิทให้เอาชุดเครื่องแบบและเสื้อเกราะมาสวมแล้วผลุนผลันออกจากบ้านพักตรงไปที่บ้านของจิวยี่
จิวยี่รู้ว่าเทียเภามาพบก็รีบออกมาต้อนรับ คารวะเทียเภาตามธรรมเนียมแล้วถามว่าเทียจู๋แจ้งว่าท่านป่วย บัดนี้หายดีแล้วหรือ
เทียเภาได้ฟังดังนั้นก็คำนับจิวยี่แล้วว่า ความจริงข้าพเจ้ามิได้ป่วย แต่ให้เทียจู๋ผู้บุตรไปแจ้งความเท็จต่อท่านว่าป่วย โทษข้าพเจ้าครั้งนี้ผิดนักหนา ข้าพเจ้ามาขอขมาท่านที่นึกปรามาสท่านว่าเป็นเด็ก ไม่รู้การพิชัยสงคราม แล้วน้อยเนื้อต่ำใจไม่ไปร่วมการชุมนุมพลในวันนี้ ขอท่านจงอภัยให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด
จิวยี่ได้ฟังดังนั้นรีบคำนับตอบเทียเภาอย่างนอบน้อมแล้วว่าท่านอย่าได้ถือสาเรื่องนี้อีกต่อไปเลย ศึกใหญ่ข้างหน้ารออยู่ ต้องอาศัยสติปัญญาความสามารถและประสบการณ์ของท่านช่วยคิดอ่านการสงครามให้สมกับที่นายเราได้ไว้วางใจ
เทียเภากล่าวขอบคุณจิวยี่แล้วคำนับลาออกมา
ครั้นวันรุ่งขึ้นจิวยี่จึงให้ทหารไปเชิญจูกัดกิ๋นพี่ชายขงเบ้งเข้ามาพบ แล้วว่าจูกัดเหลียง-ขงเบ้ง น้องชายท่านมีสติปัญญาเป็นอันมาก ไฉนจึงยอมหดหัวงอเท้าเป็นข้าของเล่าปี่ซึ่งไม่มีอนาคต ผู้มีสติปัญญาดังขงเบ้งนี้ชอบที่จะมารับราชการอยู่ด้วยเมืองกังตั๋งเรา ทั้งตัวท่านก็รับราชการอยู่ที่นี่ พี่น้องจะได้พร้อมหน้ากัน บัดนี้ขงเบ้งอยู่ที่เมืองกังตั๋งของเราแล้ว ดังนั้นจึงไหว้วานท่านช่วยเจรจาเกลี้ยกล่อมหว่านล้อมขงเบ้งให้อยู่ด้วยเจ้านายเรา เสริมสร้างขุมกำลังแห่งแคว้นกังตั๋งให้พรั่งพร้อมทั้งด้านกำลังรบ และด้านกำลังสติปัญญา
จูกัดกิ๋นจึงว่าข้าพเจ้ามาทำราชการอยู่เมืองกังตั๋งนี้ก็ช้านานแล้ว ยังมิได้ทำความดีความชอบสิ่งใดให้คุ้มกับข้าวแดงแกงร้อนที่ได้รับจากเจ้านาย การณ์เพียงเท่านี้ท่านจะปรารมภ์ไปไยเล่า ข้าพเจ้าขออาสาไปว่ากล่าวกับขงเบ้งให้มาทำราชการอยู่ด้วยท่านเอาเป็นความชอบไว้ภายหน้า
จิวยี่ได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ จึงว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ท่านจงรีบไปดำเนินการ จูกัดกิ๋นจึงคำนับลาจิวยี่ รีบขี่ม้าตรงไปหาขงเบ้งที่เรือนรับรองแขกเมือง
ฝ่ายขงเบ้งหลังจากใช้กลอุบายเอาชัยชนะทางการทูตจนกังตั๋งต้องประกาศสงครามกับโจโฉแล้ว ก็ตั้งใจเตรียมการที่จะไปเยี่ยมจูกัดกิ๋นผู้พี่ ก่อนที่จะติดตามกองทัพไปปากอ่าวเมืองสำกั๋ง ครั้นได้ทราบว่าจูกัดกิ๋นมาเยี่ยมก็ดีใจ รีบออกไปต้อนรับถึงนอกเรือนรับรอง
สองพี่น้องที่พรากจากกันมาเป็นเวลานานได้คำนับกันตามธรรมเนียม แล้วขงเบ้งจึงเชิญจูกัดกิ๋นเข้าไปสนทนาที่ข้างใน ต่างคนต่างไต่ถามสารทุกข์สุขดิบทางด้านครอบครัวและความเป็นอยู่ส่วนตัวกันแล้วจูกัดกิ๋นก็ร้องไห้
ขงเบ้งเห็นดังนั้นก็ประหลาดใจ รีบถามขึ้นว่าพี่ท่านมาร้องไห้บัดนี้ด้วยเรื่องสิ่งใดหรือ
จูกัดกิ๋นจึงกล่าวขึ้นว่า น้องเรายังจำเรื่องแป๊ะอี้ซกแจ๋ วีรชนในอดีตได้หรือไม่
ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นก็แจ้งความคิดของจูกัดกิ๋นผู้พี่ชายว่าการที่ยกเรื่องแป๊ะอี้ซกแจ๋ขึ้นมากล่าวทั้งนี้เห็นทีจะไม่ใช่ความคิดของพี่เรา แต่คงเป็นจิวยี่เสี้ยมสอนให้มาหว่านล้อมตัวเราเป็นมั่นคง แต่กระนั้นก็สมควรที่จะฟังความให้สิ้นกระแสความก่อนแล้วค่อยแก้ไขต่อภายหลัง ขงเบ้งคำนึงดังนี้แล้วจึงกล่าวกับจูกัดกิ๋นว่าเรื่องราวของแป๊ะอี้ซกแจ๋เป็นเรื่องราวแต่ครั้งโบราณ พี่ท่านจะยกเรื่องนี้ขึ้นมาถามด้วยเหตุใดกัน
จูกัดกิ๋นจึงว่า “เจ้าว่าดังนี้เหมือนหนึ่งหาคิดถึงพี่น้องไม่ อันแป๊ะอี้ซกแจ๋พี่น้องสองคนนี้เกิดร่วมท้อง กินนมร่วมกัน ถึงจะไปทำราชการก็มิได้แยกย้ายกันอยู่ ถึงจะตายที่ไหนก็ตายด้วยกันเพราะสามารถความรัก อันเจ้ากับพี่เกิดมาด้วยกัน แลทำราชการต่างคนต่างอยู่ มิได้เห็นหน้ากันทุกค่ำเช้า ไม่เหมือนประเพณีพี่น้องแต่ก่อน มิได้ความอัปยศแก่เขาหรือ”
ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นก็มั่นใจว่าจูกัดกิ๋นรับคำสั่งจิวยี่ให้มาเกลี้ยกล่อมชักจูงเพื่อให้ออกจากเล่าปี่มาอยู่ด้วยซุนกวน หาใช่เจตนาอันแท้จริงของจูกัดกิ๋นไม่
ดังนั้นขงเบ้งจึงกล่าวว่า ความอันพี่ท่านกล่าวทั้งนี้คลาดเคลื่อนจากความหมายที่แท้จริงอันปรากฏอยู่แต่โบราณมา เพราะว่าแป๊ะอี้กับซกแจ๋สองคนนี้เป็นบุตรขุนนางผู้ใหญ่ในยุคก่อนรัชกาลพระเจ้าจิวบู๊อ๋อง ก่อนบิดาจะถึงแก่ความตายได้สั่งเสียให้แต่งตั้งซกแจ๋เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งทางการเมืองแทน ครั้นบิดาถึงแก่กรรมลงซกแจ๋ไม่ยอมรับตำแหน่ง เพราะต้องการให้ตำแหน่งตกทอดแก่แป๊ะอี้ซึ่งเป็นผู้พี่จึงลอบหนีไปเสียเพื่อเปิดทางให้แป๊ะอี้ได้รับตำแหน่งโดยมิขัดกับคำสั่งเสียของบิดา แต่แป๊ะอี้นั้นรักน้องและเคารพคำสั่งเสียของบิดาก็ไม่ยอมรับตำแหน่งและหลบหนีไปเช่นเดียวกัน
ขงเบ้งได้กล่าวสืบไปว่าครั้นพระเจ้าจิวบู๊อ๋องได้ปราบดาภิเษกสถาปนาราชวงศ์จิวขึ้นแทนราชวงศ์เดิม แป๊ะอี้กับซกแจ๋ภักดีต่อพระราชวงศ์เก่า รู้สึกละอายใจที่ต้องกินข้าวแดงแกงร้อนของราชวงศ์ใหม่ ไม่อาจทนทานอยู่ได้ สองพี่น้องจึงพากันหลบหนีออกจากเมืองหลวงเข้าไปอยู่ในหุบเขา และอดตายในที่สุด เกียรติภูมิที่แป๊ะอี้ ซกแจ๋จงรักภักดีต่อเจ้าจึงเป็นที่ศรัทธาเลื่อมใสของปวงชน กลายเป็นวีรชนแห่งยุคสมัยแต่นั้นมา.
จิวยี่ได้ยกย่องความคิดของโลซกเป็นอันมากว่าข้อเสนอที่ให้จูกัดกิ๋นชักจูงขงเบ้งมาเป็นฝ่ายกังตั๋งนั้น นอกจากจะได้ประโยชน์แก่กังตั๋งในปัจจุบันในการทำสงครามกับ โจโฉแล้ว ยังจะขจัดภยันตรายจากฝ่ายเล่าปี่ในอนาคตอีกด้วย แล้วว่าในวันพรุ่งนี้ข้าพเจ้าจะเชิญจูกัดกิ๋นมาว่ากล่าวให้ทำตามแผนการความคิดของท่าน
โลซกได้ฟังดังนั้นจึงคำนับลาจิวยี่กลับออกไป
ความคิดจิตใจของจิวยี่มิได้คิดเห็นเอาผลประโยชน์ของส่วนตัวเป็นที่ตั้ง หากคิดเอาแต่ผลประโยชน์ของกังตั๋งเป็นหลักชัย เพราะถ้าหากขงเบ้งยอมรับราชการด้วยกังตั๋งแล้ว ด้วยสติปัญญาความสามารถของขงเบ้งย่อมทำให้ขงเบ้งกลายเป็นคู่แข่งในทางราชการกับจิวยี่ แต่จิวยี่มิได้นึกอิจฉาริษยาหรือหวั่นเกรงในเรื่องนี้ กลับหวังเอาแต่ประโยชน์ของกังตั๋งเป็นหลักแห่งการตัดสินใจ ต่างกันอย่างลิบลับกับนักการเมืองในชั้นหลังที่พยายามกีดกันคนดีมีฝีมือไม่ให้เข้ามาร่วมงาน แม้หากเข้ามาร่วมงานการเมืองแล้วก็พยายามกีดกันทำลายด้วยเกรงว่าจะเป็นคู่แข่ง ซึ่งเป็นความคิดที่เห็นแก่ตัวและถือเอาประโยชน์ตนเป็นที่ตั้งยิ่งกว่าประโยชน์ของบ้านเมือง
ความรักและความชังของวีรชนกับทรชนนั้นต่างกันตรงที่วีรชนรักชาติมากกว่ารักตัว จะชังใครก็เพราะผู้นั้นเป็นอันตรายต่อชาติมิใช่เพราะเป็นคู่แข่งหรืออันตรายต่อตัว ต่างกับทรชนจะรักจะชังใครก็ถือเอาประโยชน์ตนเป็นใหญ่กว่าประโยชน์ของชาติบ้านเมือง
ในวันรุ่งขึ้นจิวยี่ได้ไปที่กองบัญชาการทหารส่วนหน้าซึ่งตั้งอยู่ชายทะเลอันเป็นที่นัดชุมนุมพลเพื่อเตรียมความพร้อมในการเคลื่อนทัพสู่สมรภูมิ บรรดาที่ปรึกษาแม่ทัพนายกองและขุนนางทั้งปวงของแคว้นกังตั๋งได้ชุมนุมพร้อมกันตามคำสั่งของจิวยี่เมื่อวันวาน
จิวยี่ได้ตรวจพลทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนที่มาพร้อมกันในที่นั้น ปรากฏว่าขุนนางทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนได้มาชุมนุมอย่างพร้อมเพรียงกัน ขาดก็แต่เทียเภารองผู้บัญชาการใหญ่ไม่มาร่วมชุมนุมตามคำสั่ง คงมีแต่เทียจู๋ผู้บุตรมาแทน
จิวยี่เห็นดังนั้นก็สงสัยจึงไต่ถามเทียจู๋ว่าเทียเภาบิดาท่านเหตุไฉนจึงไม่มาร่วมงานตรวจพลในครั้งนี้
เทียจู๋ได้รายงานจิวยี่ว่า หลังจากกลับบ้านเมื่อวันวานแล้ว เทียเภาบิดาข้าพเจ้าป่วยอยู่ไม่สามารถมาร่วมงานในวันนี้ได้ จึงให้ข้าพเจ้ามาแทนเพื่อรายงานความต่อท่าน
ความจริงเทียเภาเป็นขุนนางฝ่ายทหารชั้นผู้ใหญ่ของแคว้นกังตั๋งตั้งแต่ครั้งซุนเกี๋ยน มีอาวุโสด้วยวัยและยศยิ่งกว่าจิวยี่ มีฐานะเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ของเมืองกังตั๋ง แต่มาครั้งนี้ซุนกวนกลับไว้วางใจตั้งให้จิวยี่ซึ่งยังหนุ่มอยู่เป็นผู้บัญชาการใหญ่ของกองทัพที่จะทำสงครามกับโจโฉ เทียเภาจึงมีมานะว่าตัวเราเป็นผู้ใหญ่กลับกลายเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจิวยี่ซึ่งเป็นผู้น้อย หากเข้าร่วมประชุมครั้งใดก็ต้องนั่งในที่อันต่ำกว่า จะได้รับความอัปยศแก่คนทั้งปวง เทียเภาน้อยใจตัวดังนี้จึงแสร้งทำเป็นป่วยแล้วให้เทียจู๋ผู้บุตรมารายงานความแก่จิวยี่แทนตัว
จิวยี่ฟังความจากเทียจู๋แล้วรู้สึกประหวั่นใจว่าน่าจะมีความนัยอยู่เบื้องหลังแต่เนื่องจากเทียเภาเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ทั้งได้ให้บุตรมาแจ้งความขัดข้องที่มาร่วมชุมนุมมิได้ จิวยี่จึงเกรงใจมิไต่ถามเอาความอีกต่อไป
ครั้นจิวยี่ตรวจพลเสร็จสิ้นแล้ว จึงลุกขึ้นกล่าวประกาศแก่คนทั้งปวงว่า “กองทัพโจโฉยกมาครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก อันเราจะคิดอ่านทำการนั้นจะโลเลมิได้ ท่านทั้งปวงจะทำการด้วยเรา ใครอย่าเกียจคร้านย่อหย่อน ถ้าผู้ใดมิเต็มใจเขม้นทำการ เราก็จะตัดศีรษะเสียตามพระอัยการศึก”
ว่าแล้วจิวยี่จึงประกาศถึงความชอบธรรมของกองทัพกังตั๋งว่าโจโฉเป็นศัตรูราชสมบัติ ใช้อำนาจเผด็จการทรราชข่มเหงรังแกอาณาประชาราษฎร และยังกักขังพระเจ้าเหี้ยนเต้ไว้ในพระบรมมหาราชวัง เป็นภาระหน้าที่ของปวงชนทั่วทั้งแผ่นดินที่จะต้องร่วมมือร่วมใจกันกำจัดโจโฉให้จงได้
จิวยี่ได้ย้ำถึงวินัยทหารของกองทัพกังตั๋งว่ากองทัพยาตราไปถึงที่ใดห้ามมิให้ทหารทุกคนข่มเหงรังแกอาณาประชาราษฎร ห้ามปล้นชิงวิ่งราวเอาสิ่งสินของราษฎร ห้ามข่มเหงรังแกสตรี ห้ามเมาสุราอาละวาด ห้ามค้ายาเสพติดและของเถื่อน ห้ามคุมบ่อน ซ่อง หรือสถานเริงรมย์ เมื่อมีคำสั่งบุกต้องบุก จะสงสัยแคลงใจหรือหวาดกลัวใด ๆ ไม่ได้ เมื่อมีคำสั่งถอยต้องถอยโดยพลัน จะดึงดันหวังเอาสิ่งใดเป็นประโยชน์หรือเพื่อเห็นแก่ชัยชนะเฉพาะหน้ามิได้ เมื่อมีคำสั่งให้เคลื่อนไปทางซ้ายหรือทางขวาให้ปฏิบัติตามสัญญาณโดยเคร่งครัด มีสัญญาณหยุดให้หยุดในทันที ถึงเวลากินให้กินตามเวลา ถึงเวลาพักให้พักตามเวลา ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องฟังผู้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด ผู้บังคับบัญชาต้องเอาใจใส่ดูแลทุกข์สุขของทหาร ห้ามมิให้ข่มเหงรังแกโดยไม่เป็นธรรม หากผู้ใดฝ่าฝืนวินัยทัพจะลงโทษประหารชีวิต
แล้วจิวยี่จึงถามคนทั้งปวงว่าความอันเราได้กล่าวประกาศทั้งนี้มีผู้ใดสงสัยหรือเห็นว่าปฏิบัติตามมิได้ก็ให้ทักท้วง บรรดาคนทั้งปวงได้ฟังดังนั้นจึงร้องพร้อมกันว่า “รักษาวินัย รุกไปสู่แนวหน้า ฟังคำบัญชาแม่ทัพ”
เมื่อคนทั้งปวงเข้าใจระเบียบวินัยในการบัญชาทัพดีแล้ว จิวยี่จึงให้จัดกระบวนทัพเป็นหกกระบวน โดยกระบวนแรกให้อุยกาย ฮันต๋ง เป็นกองทัพหน้าคุมกองเรือรบในบังคับบัญชา และให้เคลื่อนพลในทันทีไปตั้งมั่นอยู่ที่ปากน้ำสำกั๋ง กระบวนที่สองให้เจียวขิม จิวถ้าย คุมกองเรือรบกองที่สอง กระบวนที่สามให้เล่งทอง พัวเจี้ยง คุมกองเรือรบกองที่สาม กระบวนที่สี่ให้ไทสูจู้ ลิบอง คุมกองเรือรบกองที่สี่ กระบวนที่ห้าให้ลกซุน ตังสิด คุมกองเรือรบกองที่ห้า และกระบวนที่หกให้ ลิหอง จูตี เป็นหน่วยลาดตระเวนและสอดแนม
ให้กระบวนที่สองถึงกระบวนที่หกยกเตรียมพร้อมเพื่อฟังคำสั่งให้หนุนตามกองทัพหน้าไปที่ปากน้ำสำกั๋งพร้อมกับกองทัพหลวงซึ่งจิวยี่จะคุมด้วยตนเอง และให้เกณฑ์กำลังทัพบกจากทั้งหกหัวเมืองที่ขึ้นต่อเมืองกังตั๋งไปชุมนุมพลพร้อมกันที่ปากอ่าวสำกั๋ง
บรรดาแม่ทัพนายกองทั้งปวงฟังคำสั่งจิวยี่แล้วเดินเข้ามารับป้ายคำสั่งแล้วคำนับลาจิวยี่เพื่อปฏิบัติการตามคำสั่งต่อไป
ฝ่ายเทียจู๋ผู้บุตรเทียเภาเห็นจิวยี่ตรวจพลสวนสนามประกาศวินัยศึกและจัดแจงกระบวนทัพเข้มงวดกวดขันดังนั้นก็รู้สึกศรัทธาเลื่อมใสในความปรีชาสามารถบัญชากองทัพของจิวยี่ ครั้นเลิกชุมนุมพลแล้วเทียจู๋จึงกลับไปบ้าน เล่าความทั้งปวงให้เทียเภาผู้บิดาทราบ
เทียเภาฟังคำเทียจู๋ผู้บุตรแล้วรู้สึกประหลาดใจ ซักไซร้ไต่ถามรายละเอียดของการจัดกระบวนทัพ การปลุกขวัญกำลังใจทหาร การประกาศวินัยทัพ และการระดมพล เห็นครบถ้วนชอบด้วยกระบวนการจัดทัพใหญ่ทั้งทัพบก ทัพเรือ และการบัญชาการทหาร ราวกับว่าเคยผ่านราชการสงครามมาหลายสิบปีก็ตกใจ สำนึกว่าที่ปรามาสจิวยี่ว่าเป็นคนหนุ่มไม่รู้หลักการบัญชาทหารแต่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการใหญ่เพราะอาศัยความใกล้ชิดสนิทสนมกับซุนกวนนั้น เป็นความสำคัญผิดของตัวเองแต่โดยแท้
สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ได้บรรยายว่า “เทียเภาได้แจ้งดังนั้นก็ตกใจ เอามือลูบอกเข้าว่า จิวยี่นี้กูคิดว่าเป็นเด็กมิได้รู้สิ่งใด กลับรู้ดีกว่าผู้ใหญ่อีกเล่า ทั้งมีสติปัญญาสามารถจัดแจงทหาร วางกองทัพถูกที่ตามขบวนศึก สมควรที่จะเป็นแม่ทัพหลวงได้ แลตัวกูมาคิดประมาทดังนี้ผิดมิควร”
เทียเภานี้สมกับเป็นเสาหลักสำคัญของเมืองกังตั๋ง มิได้มานะแบบวัวชน ผิดแล้วไม่รู้จักสำนึกผิด ครั้นเห็นจิวยี่จัดแจงกองทัพถูกต้องตามหลักแห่งพิชัยสงคราม ความคิดที่เคยปรามาสจิวยี่ไว้จึงกลับกลายเป็นความนับถือเลื่อมใส รีบสั่งนายทหารคนสนิทให้เอาชุดเครื่องแบบและเสื้อเกราะมาสวมแล้วผลุนผลันออกจากบ้านพักตรงไปที่บ้านของจิวยี่
จิวยี่รู้ว่าเทียเภามาพบก็รีบออกมาต้อนรับ คารวะเทียเภาตามธรรมเนียมแล้วถามว่าเทียจู๋แจ้งว่าท่านป่วย บัดนี้หายดีแล้วหรือ
เทียเภาได้ฟังดังนั้นก็คำนับจิวยี่แล้วว่า ความจริงข้าพเจ้ามิได้ป่วย แต่ให้เทียจู๋ผู้บุตรไปแจ้งความเท็จต่อท่านว่าป่วย โทษข้าพเจ้าครั้งนี้ผิดนักหนา ข้าพเจ้ามาขอขมาท่านที่นึกปรามาสท่านว่าเป็นเด็ก ไม่รู้การพิชัยสงคราม แล้วน้อยเนื้อต่ำใจไม่ไปร่วมการชุมนุมพลในวันนี้ ขอท่านจงอภัยให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด
จิวยี่ได้ฟังดังนั้นรีบคำนับตอบเทียเภาอย่างนอบน้อมแล้วว่าท่านอย่าได้ถือสาเรื่องนี้อีกต่อไปเลย ศึกใหญ่ข้างหน้ารออยู่ ต้องอาศัยสติปัญญาความสามารถและประสบการณ์ของท่านช่วยคิดอ่านการสงครามให้สมกับที่นายเราได้ไว้วางใจ
เทียเภากล่าวขอบคุณจิวยี่แล้วคำนับลาออกมา
ครั้นวันรุ่งขึ้นจิวยี่จึงให้ทหารไปเชิญจูกัดกิ๋นพี่ชายขงเบ้งเข้ามาพบ แล้วว่าจูกัดเหลียง-ขงเบ้ง น้องชายท่านมีสติปัญญาเป็นอันมาก ไฉนจึงยอมหดหัวงอเท้าเป็นข้าของเล่าปี่ซึ่งไม่มีอนาคต ผู้มีสติปัญญาดังขงเบ้งนี้ชอบที่จะมารับราชการอยู่ด้วยเมืองกังตั๋งเรา ทั้งตัวท่านก็รับราชการอยู่ที่นี่ พี่น้องจะได้พร้อมหน้ากัน บัดนี้ขงเบ้งอยู่ที่เมืองกังตั๋งของเราแล้ว ดังนั้นจึงไหว้วานท่านช่วยเจรจาเกลี้ยกล่อมหว่านล้อมขงเบ้งให้อยู่ด้วยเจ้านายเรา เสริมสร้างขุมกำลังแห่งแคว้นกังตั๋งให้พรั่งพร้อมทั้งด้านกำลังรบ และด้านกำลังสติปัญญา
จูกัดกิ๋นจึงว่าข้าพเจ้ามาทำราชการอยู่เมืองกังตั๋งนี้ก็ช้านานแล้ว ยังมิได้ทำความดีความชอบสิ่งใดให้คุ้มกับข้าวแดงแกงร้อนที่ได้รับจากเจ้านาย การณ์เพียงเท่านี้ท่านจะปรารมภ์ไปไยเล่า ข้าพเจ้าขออาสาไปว่ากล่าวกับขงเบ้งให้มาทำราชการอยู่ด้วยท่านเอาเป็นความชอบไว้ภายหน้า
จิวยี่ได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ จึงว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ท่านจงรีบไปดำเนินการ จูกัดกิ๋นจึงคำนับลาจิวยี่ รีบขี่ม้าตรงไปหาขงเบ้งที่เรือนรับรองแขกเมือง
ฝ่ายขงเบ้งหลังจากใช้กลอุบายเอาชัยชนะทางการทูตจนกังตั๋งต้องประกาศสงครามกับโจโฉแล้ว ก็ตั้งใจเตรียมการที่จะไปเยี่ยมจูกัดกิ๋นผู้พี่ ก่อนที่จะติดตามกองทัพไปปากอ่าวเมืองสำกั๋ง ครั้นได้ทราบว่าจูกัดกิ๋นมาเยี่ยมก็ดีใจ รีบออกไปต้อนรับถึงนอกเรือนรับรอง
สองพี่น้องที่พรากจากกันมาเป็นเวลานานได้คำนับกันตามธรรมเนียม แล้วขงเบ้งจึงเชิญจูกัดกิ๋นเข้าไปสนทนาที่ข้างใน ต่างคนต่างไต่ถามสารทุกข์สุขดิบทางด้านครอบครัวและความเป็นอยู่ส่วนตัวกันแล้วจูกัดกิ๋นก็ร้องไห้
ขงเบ้งเห็นดังนั้นก็ประหลาดใจ รีบถามขึ้นว่าพี่ท่านมาร้องไห้บัดนี้ด้วยเรื่องสิ่งใดหรือ
จูกัดกิ๋นจึงกล่าวขึ้นว่า น้องเรายังจำเรื่องแป๊ะอี้ซกแจ๋ วีรชนในอดีตได้หรือไม่
ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นก็แจ้งความคิดของจูกัดกิ๋นผู้พี่ชายว่าการที่ยกเรื่องแป๊ะอี้ซกแจ๋ขึ้นมากล่าวทั้งนี้เห็นทีจะไม่ใช่ความคิดของพี่เรา แต่คงเป็นจิวยี่เสี้ยมสอนให้มาหว่านล้อมตัวเราเป็นมั่นคง แต่กระนั้นก็สมควรที่จะฟังความให้สิ้นกระแสความก่อนแล้วค่อยแก้ไขต่อภายหลัง ขงเบ้งคำนึงดังนี้แล้วจึงกล่าวกับจูกัดกิ๋นว่าเรื่องราวของแป๊ะอี้ซกแจ๋เป็นเรื่องราวแต่ครั้งโบราณ พี่ท่านจะยกเรื่องนี้ขึ้นมาถามด้วยเหตุใดกัน
จูกัดกิ๋นจึงว่า “เจ้าว่าดังนี้เหมือนหนึ่งหาคิดถึงพี่น้องไม่ อันแป๊ะอี้ซกแจ๋พี่น้องสองคนนี้เกิดร่วมท้อง กินนมร่วมกัน ถึงจะไปทำราชการก็มิได้แยกย้ายกันอยู่ ถึงจะตายที่ไหนก็ตายด้วยกันเพราะสามารถความรัก อันเจ้ากับพี่เกิดมาด้วยกัน แลทำราชการต่างคนต่างอยู่ มิได้เห็นหน้ากันทุกค่ำเช้า ไม่เหมือนประเพณีพี่น้องแต่ก่อน มิได้ความอัปยศแก่เขาหรือ”
ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นก็มั่นใจว่าจูกัดกิ๋นรับคำสั่งจิวยี่ให้มาเกลี้ยกล่อมชักจูงเพื่อให้ออกจากเล่าปี่มาอยู่ด้วยซุนกวน หาใช่เจตนาอันแท้จริงของจูกัดกิ๋นไม่
ดังนั้นขงเบ้งจึงกล่าวว่า ความอันพี่ท่านกล่าวทั้งนี้คลาดเคลื่อนจากความหมายที่แท้จริงอันปรากฏอยู่แต่โบราณมา เพราะว่าแป๊ะอี้กับซกแจ๋สองคนนี้เป็นบุตรขุนนางผู้ใหญ่ในยุคก่อนรัชกาลพระเจ้าจิวบู๊อ๋อง ก่อนบิดาจะถึงแก่ความตายได้สั่งเสียให้แต่งตั้งซกแจ๋เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งทางการเมืองแทน ครั้นบิดาถึงแก่กรรมลงซกแจ๋ไม่ยอมรับตำแหน่ง เพราะต้องการให้ตำแหน่งตกทอดแก่แป๊ะอี้ซึ่งเป็นผู้พี่จึงลอบหนีไปเสียเพื่อเปิดทางให้แป๊ะอี้ได้รับตำแหน่งโดยมิขัดกับคำสั่งเสียของบิดา แต่แป๊ะอี้นั้นรักน้องและเคารพคำสั่งเสียของบิดาก็ไม่ยอมรับตำแหน่งและหลบหนีไปเช่นเดียวกัน
ขงเบ้งได้กล่าวสืบไปว่าครั้นพระเจ้าจิวบู๊อ๋องได้ปราบดาภิเษกสถาปนาราชวงศ์จิวขึ้นแทนราชวงศ์เดิม แป๊ะอี้กับซกแจ๋ภักดีต่อพระราชวงศ์เก่า รู้สึกละอายใจที่ต้องกินข้าวแดงแกงร้อนของราชวงศ์ใหม่ ไม่อาจทนทานอยู่ได้ สองพี่น้องจึงพากันหลบหนีออกจากเมืองหลวงเข้าไปอยู่ในหุบเขา และอดตายในที่สุด เกียรติภูมิที่แป๊ะอี้ ซกแจ๋จงรักภักดีต่อเจ้าจึงเป็นที่ศรัทธาเลื่อมใสของปวงชน กลายเป็นวีรชนแห่งยุคสมัยแต่นั้นมา.