ตอนที่ 25. แผนสังหารทรราชย์

 ตั๋งโต๊ะ ณ บัดนี้ วางตนอยู่เหนือฮ่องเต้ ถืออำนาจบาทใหญ่ข่มเหงขุนนางข้าราชการและสังหารราษฎรอย่างโหดร้ายทารุณ ทั้งยังเป็นใจให้สมัครพรรคพวกกระทำเช่นเดียวกัน ละเมิดไม่ยำเกรงกฎหมายและศีลธรรม ดังนั้นตั๋งโต๊ะจึงกลายเป็นทรราชย์ ที่เสียงสาปแช่งดังก้องกระหึ่มทั่วสารทิศ

            ความเจ็บแค้นของขุนนางข้าราชการและประชาชนที่มีต่อตั๋งโต๊ะเพิ่มระดับขึ้นทุกวัน จนเกินกว่าระดับที่ขุนนางข้าราชการและราษฎรเคยเคียดแค้นชิงชังสิบขันที

            แต่ทว่าความเคียดแค้นชิงชังนั้น ยังไม่สามารถทำอะไรกับตั๋งโต๊ะได้ เพราะ     ตั๋งโต๊ะมีกำลังทหารอยู่ในมือ กุมอำนาจทั้งปวงในเมืองหลวงไว้หมดสิ้น และยังมีลิโป้ทรชนผู้เป็นปิตุฆาตอยู่ข้างกายเกือบตลอดเวลา ดังนั้นในขณะที่ทุกคนเคียดแค้นชิงชัง ใคร่จะสังหารตั๋งโต๊ะเสียทุกลมหายใจ แต่ความรักตัวกลัวตายที่มีอยู่ทุกตัวคน จึงทำให้บรรยากาศการเมืองในเมืองหลวงอึมครึม ตึงเครียดและหวาดผวา

            แต่การทั้งปวงนั้นเมื่อเลยขีดคั่นของความพอดีไปแล้ว ผลร้ายและวิบัติย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นแม้จะรักตัวกลัวตายแต่เมื่อถึงจุดหนึ่งแล้ว ความที่รักตัวกลัวตายก็พ่ายแก่ความคิดจิตใจที่เห็นแก่ประโยชน์สุขของบ้านเมืองและราษฎร

            เมื่อเป็นเช่นนี้ความคิดที่จะสังหารตั๋งโต๊ะ กำจัดภัยร้ายแรงของแผ่นดินจึงก่อเกิดและงอกงามขึ้นในความนึกคิดจิตใจของขุนนางข้าราชการและราษฎรโดยทั่วไป บ้างก็คิดสังหารตั๋งโต๊ะโดยลำพังตน บ้างก็ร่วมคิดอ่านกับพวกพ้อง

แต่ท่ามกลางกระแสความคิดที่จะสังหารตั๋งโต๊ะเสียนั้นก็ย่อมมีบางความคิดที่ต้องการครอบงำอำนาจรัฐแบบตั๋งโต๊ะเสียเอง บ้างก็ต้องการแสวงหาโอกาสเป็นใหญ่ในบ้านเมือง เพราะตราบใดที่ตั๋งโต๊ะยังมีชื่ออยู่ในบัญชีคน หลายคนย่อมหมดโอกาสที่จะมีอำนาจวาสนาดังปณิธาน

ดังนั้นไม่ว่ามูลเหตุจูงใจในการคิดสังหารตั๋งโต๊ะจะเป็นอย่างไร แต่โดยผลที่ตรงกันทั้งหมดก็คือ “ต้องลบชื่อตั๋งโต๊ะออกจากบัญชีคน ย้ายไปอยู่ในบัญชีผี” ให้จงได้

ฝ่ายเง่าฮูขุนนางราชสำนักทำราชการมาแต่ครั้งแผ่นดินพระเจ้าฮั่นเต้ ถึงรัชกาลพระเจ้าเหี้ยนเต้เป็นสี่แผ่นดิน อายุก็ล่วงวัยจนผมสีขาวเจริญงามแซมผมเก่าที่เคยดำสนิทจนคล้ายกับสีดอกเลา มีความเดือดร้อนด้วยราชสำนักและขุนนางข้าราชการจากพฤติการณ์ทรราชย์ของตั๋งโต๊ะเป็นที่ยิ่ง มาคำนึงว่าบัดนี้แผ่นดินเป็นทุกข์เข็ญด้วยน้ำมือทรราชย์ แต่หามีผู้ใดออกหน้ากล้าหาญผลาญชีวิตของทรราชย์ผู้นี้ไม่ หากปล่อยเฉยไว้ก็มีแต่ยิ่งกำเริบก่อกรรมทำเข็ญหนักขึ้นไปอีก ตัวเราก็อายุปูนนี้แล้ว แม้ไม่ฆ่าตั๋งโต๊ะเสียเราก็ตายอยู่ดี กระไรเลยเราจะสังหารตั๋งโต๊ะเสีย ทำคุณแก่ราษฎร และข้าวแดงแกงร้อนที่ราชวงศ์ฮั่นได้ทำนุบำรุงเลี้ยงดูเรามา

ถึงวันฮ่องเต้ออกว่าราชการ เง่าฮูจึงเอามีดเหน็บซ่อนไว้ในเสื้อ ครั้นได้เวลาเสด็จขึ้นเง่าฮูก้มลงกราบถวายบังคมแล้วร้องไห้ โดยหามีผู้ใดทันสังเกตไม่ ในใจเง่าฮูนั้นกราบทูลขอถวายบังคมว่าข้าพเจ้าขอพลีชีวิตเพื่อแทนคุณพระราชวงศ์ฮั่น ปกป้องชาติ พิทักษ์ราษฎร หากการไม่สมความคิด คงจะไม่มีโอกาสมาเข้าเฝ้าอีกแล้ว จึงกราบถวายบังคมลาเสียล่วงหน้า แล้วออกมาคอยทีอยู่ที่ประตูพระราชวัง

พอตั๋งโต๊ะออกมาถึงประตูพระราชวัง เง่าฮูก็ล้วงมีดออกจากเสื้อจะแทงตั๋งโต๊ะ ตั๋งโต๊ะเห็นเง่าฮูจะจ้วงแทงก็เอี้ยวตัวหลบ จับมือเง่าฮูที่ถือมีดอยู่นั้นไว้ ลิโป้ตามมาได้เข้าช่วยตั๋งโต๊ะ ปัดมือเง่าฮูจนมีดหลุดจากมือแล้วร่วงลง จับเง่าฮูไว้ แล้วถามว่าเหตุใดจึงคิดฆ่าบิดาเรา

เง่าฮูมิได้เกรงแก่ความตาย ด่าว่าตั๋งโต๊ะเป็นทรราชย์ ทำชั่วช้าต่อแผ่นดินและราษฎร อย่าว่าแต่ตัวกูซึ่งเป็นมนุษย์เลย แม้เทพยดาอารักษ์ก็จักสังหารตั๋งโต๊ะเสีย

ตั๋งโต๊ะได้ยินก็โกรธจึงสั่งให้เอาตัวเง่าฮูไปประหารที่หน้าประตูกำแพงพระนคร สั่งให้แล่เนื้อออกทีละชิ้นเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างสืบไป

ระหว่างที่ผู้คุมนำตัวเง่าฮูไปประหารตามบัญชาของตั๋งโต๊ะนั้น ราษฎรได้แห่ล้อมติดตามดูและสงสารเง่าฮูเป็นยิ่งนัก เง่าฮูได้ร้องด่าตั๋งโต๊ะไปตลอดทาง และเรียกร้องให้อาณาประชาราษฎรร่วมกันล้างทรราชย์ตั๋งโต๊ะให้จงได้ แม้ระหว่างที่ถูกแล่เนื้อออกทีละชิ้น เง่าฮูก็ยังร้องด่าตั๋งโต๊ะและประกาศยอมพลีชีวิตเพื่อให้เป็นประกายความคิดในจิตใจปวงชนที่จะร่วมกันคิดอ่านกำจัดตั๋งโต๊ะไม่ขาดปากจนสิ้นใจตาย

หลังจากนั้นตั๋งโต๊ะก็ระมัดระวังตัวมากขึ้น จัดทหารองครักษ์ล้อมตัวติดตามทุกแห่งหน ป้องกันการลอบสังหารที่อาจเกิดขึ้นอีก

ข่าวการสังหารโฮไทเฮา หองจูเปียน พระสนม และขุนนางต่าง ๆ รวมทั้งราษฎรตำบลหยงเซีย และล่าสุดถึงการประหารเง่าฮูอย่างโหดร้ายทารุณ กระพือโหมทั้งในเมืองหลวงและในทุกหัวเมืองอย่างรวดเร็ว กระทบความรู้สึกของผู้คน ก่อผลสะเทือนใจทั้งแผ่นดิน
 ฝ่ายอ้วนเสี้ยวเจ้าของความคิดเรียกตั๋งโต๊ะเข้าเมืองหลวง และเป็นพวกเก่าของ โฮจิ๋นนั้น หลังจากรับโปรดเกล้าให้เป็นเจ้าเมืองปุดไฮแล้ว ก็ได้ซ่องสุมผู้คนฝึกทหารคิดจะทำการอย่างเดียวกับที่เตียวก๊กและพวกโจรโพกผ้าเหลืองเคยทำมา นั่นคือคอยหาโอกาสยกทัพเข้าเมืองหลวงด้วยข้ออ้างขจัดทรราชย์ พิทักษ์ฮ่องเต้ ทำนุบำรุงราษฎร
ครั้นประเมินสถานการณ์ว่าถึงจุดที่ขุนนางข้าราชการและราษฎรเหลือทนตั๋งโต๊ะแล้ว จึงทำหนังสือลับถึงอ้องอุ้นขุนนางข้าราชสำนักผู้ใหญ่รุ่นราวคราวเดียวกับเง่าฮูว่า “ทุกวันนี้ตั๋งโต๊ะทำการหยาบช้า ขบถต่อแผ่นดินดังนี้ หามีผู้ใดคิดล้างตั๋งโต๊ะไม่ ซึ่งเราออกมาอยู่ครั้งนี้ใช่จะนิ่งนอนใจอยู่หามิได้ อุตส่าห์เกลี้ยกล่อมผู้คนฝึกหัดให้ชำนาญในการสงครามอยู่มิได้ขาด เพราะมีกตัญญูเราจะอาสากำจัดตั๋งโต๊ะเสียให้จงได้ ถ้าท่านเห็นพร้อมด้วยเราแล้วจงเร่งคิดการข้างในเถิด เราจะยกกองทัพไปทำการ”

หนังสือลับของอ้วนเสี้ยวนี้ฉลาดและเข้าท่ากว่าที่เคยวางแผนให้โฮจิ๋นเรียกกองทัพหัวเมืองเข้าเมืองหลวง เพราะวางแผนให้พวกขุนนางข้าราชสำนักก่อการข้างในพระนครก่อน ตัวเองจะยกทัพไปกำจัดตั๋งโต๊ะต่อไป ผิดพลั้งอย่างไรตัวอยู่ข้างนอกย่อมปลอดภัย แต่พวกข้างในย่อมตายก่อน หากการสำเร็จตัวคุมกองทัพอยู่ย่อมยึดอำนาจรัฐเอาได้โดยสะดวก ความคิดดังนี้เสมอด้วยแผนของลิยู กุนซือเจ้าปัญญาที่เคยเสนอให้ ตั๋งโต๊ะดำเนินการ ทำให้สิบขันทีและโฮจิ๋นฆ่าฟันกันเองแล้วยึดอำนาจในภายหลัง จนประสบผลสำเร็จมาแล้ว

อ้องอุ้นขุนนางผู้ใหญ่สี่แผ่นดิน แรงอยู่ด้วยใจกตัญญูต่อพระราชวงศ์ฮั่น ทั้งอยู่ใกล้เหตุการณ์ในเมืองหลวง อกอัดแน่นด้วยความเคียดแค้นชิงชังทรราชย์ เห็นหนังสือลับของอ้วนเสี้ยวแล้วมองข้ามความคิดที่ซ่อนอยู่ในเนื้อความของหนังสือนั้น เห็นตามความคิดของอ้วนเสี้ยวที่จะกำจัดตั๋งโต๊ะเสีย แต่ “คิดวิตกอยู่มิได้ขาด” ในที่สุดก็ตัดสินใจเคลื่อนไหวเพื่อนขุนนางข้าราชการ เพราะคิดว่าลำพังตัวเองจะคิดทำการไม่ตลอด

ดังนั้นวันหนึ่งหลังจากฮ่องเต้ออกว่าราชการและเสด็จขึ้นแล้วอ้องอุ้นจึงแอบกระซิบกับขุนนางเก่า ๆ ที่สนิทชิดเชื้อว่าวันนี้เป็นมงคลวารครบรอบวันเกิดของเรา ขอเชิญท่านไปกินโต๊ะกันให้เป็นที่สำราญที่บ้านในยามค่ำ

อ้องอุ้นคงจะเห็นว่าโจโฉก็เป็นเชื้อสายขุนนางเก่าคนหนึ่ง ทั้งเคยสนิทชิดเชื้อกับโฮจิ๋นมาก่อน แม้บัดนี้จะไปรับใช้ใกล้ชิดกับจอมทรราชย์ตั๋งโต๊ะก็ตาม แต่น่าจะมีความทุกข์ร้อนด้วยแผ่นดิน จึงเชิญโจโฉมาร่วมงานเลี้ยงด้วย

ครั้นเพลาค่ำขุนนางข้าราชการที่รับคำเชิญได้มาร่วมงานเลี้ยงโดยพร้อมเพรียงกัน เพราะมิได้ระแคะระคายว่าจะมีเรื่องใหญ่ถึงคอขาดบาดตาย และหากได้รู้ล่วงหน้าก่อนว่าจะเป็นเรื่องปรึกษาหารือเพื่อสังหารตั๋งโต๊ะ หลายคนคงจะอ้างป่วย เจ็บ หรือติดภารกิจอื่นมากินโต๊ะไม่ได้ก็ได้
 ในขณะที่ขุนนางข้าราชการกำลังกินโต๊ะเสพสุรากันอย่างเบิกบานใจนั้น         อ้องอุ้นก็ร้องไห้โฮออกมา ขุนนางข้าราชการในที่นั้นสงสัยจึงถามว่าวันนี้เป็นงานมงคลวันเกิดของท่าน ไฉนท่านจึงมาร้องไห้ให้เป็นลางเสียฉะนี้เล่า
อ้องอุ้นจึงว่าความจริงวันนี้หาใช่วันเกิดของเราไม่ แต่จำเป็นต้องอ้างว่าเป็นงานวันเกิด เพื่อจะได้เชิญพวกท่านมาร่วมงานโดยไม่เป็นที่สงสัยของฝ่ายตั๋งโต๊ะ แล้วว่านับแต่ตั๋งโต๊ะเข้ามาอยู่ในเมืองหลวงได้ก่อกรรมทำเข็ญมากมายกลายเป็นทรราชย์ไปแล้ว “เรามีความร้อนใจนัก อุปมาดังนอนในกองเพลิง เราเล็งไปไม่เห็นผู้ใดจะช่วยคิดทำนุบำรุงให้แผ่นดินเป็นสุขได้ เราจึงร้องไห้”
 ขุนนางทั้งปวงฟังแล้วกระทบเข้ากับความรู้สึกที่อัดอยู่ในอก จึงพากันร้องไห้ เหตุที่การร้องไห้นี้มิได้มีความคิดหรือแผนการใด ๆ ที่จะกำจัดตั๋งโต๊ะ การร้องไห้แบบนี้จึงเป็นการร้องไห้แบบสิ้นคิดของคนสิ้นคิด หาประโยชน์อันใดมิได้
โจโฉซึ่งกินโต๊ะอยู่ในที่นั้นด้วยเห็นเหตุการณ์แล้ว ปล่อยให้คนเหล่านั้นร้องไห้กันไปครู่หนึ่งพอสะแก่ใจแล้วจึงหัวเราะปรบมือขึ้นด้วยเสียงอันดังแล้วว่า “เสียแรงเป็นขุนนางผู้ใหญ่มาแต่ก่อน คิดการเท่านี้มิตลอดแล้วสิชวนกันมานั่งร้องไห้”

อ้องอุ้นได้ฟังก็โกรธแล้วว่าท่านมาตบมือหัวเราะเยาะขุนนางผู้ใหญ่ที่มีใจภักดีต่อแผ่นดินเป็นการไม่ชอบ ปู่ บิดา และตัวเองก็เป็นข้ากินเบี้ยหวัดเงินปีในแผ่นดินของราชวงศ์ฮั่นตลอดมา หารู้คุณกตัญญูต่อแผ่นดินไม่ เราจะคิดล้างตั๋งโต๊ะเสียทดแทนคุณแผ่นดินทำนุบำรุงราษฎรให้เป็นสุข แต่คิดการไม่ตลอดเพราะตั๋งโต๊ะมีกำลังทหารมาก อำนาจในราชสำนักก็อยู่ในมือตั๋งโต๊ะสิ้น เราจึงร้องไห้ เหตุไฉนตัวจึงมาตบมือหัวเราะเยาะเราเล่า

โจโฉจึงว่าข้าพเจ้าเห็นว่าการกำจัดทรราชย์ต้องมีแผนการที่แยบยล และต้องมีผู้รับผิดชอบปฏิบัติที่ปรีชากล้าหาญ จึงจักสำเร็จได้ แต่พวกท่านไม่ทำในสิ่งเหล่านี้กลับมานั่งร้องไห้กันอยู่ ซึ่งไม่ใช่หนทางที่จะกำจัดทรราชย์ได้ ดังนี้ข้าพเจ้าจึงหัวเราะ

แล้วโจโฉก็หาเสียงเอากับเหล่าขุนนางต่อไปว่า “ซึ่งปู่ บิดาข้าพเจ้าเป็นข้าราชการมาแต่ก่อนนั้น ข้าพเจ้าก็คิดกตัญญูต่อแผ่นดินอยู่ ทำไมแค่ตั๋งโต๊ะนี้จะฆ่าเสียเมื่อใดก็ได้”

อ้องอุ้นดีใจระคนสงสัยจึงซักโจโฉว่าความคิดอ่านของท่านเป็นประการใด จึงจะสามารถขจัดตั๋งโต๊ะเสียได้ การครั้งนี้เป็นการใหญ่ของแผ่นดิน ท่านอย่าได้พูดตามอำเภอใจคะนองเป็นอันขาด จะพากันตายสิ้น

โจโฉจึงหาเสียงต่อไปว่า “ซึ่งข้าพเจ้าทำความเพียรไปฝากตัวให้ตั๋งโต๊ะใช้สอยจนสนิทมาทุกวันนี้ ใช่จะเห็นลาภสักการสิ่งใดหามิได้ เพราะคิดกตัญญูต่อแผ่นดิน จะคิดฆ่าตั๋งโต๊ะเสียให้จงได้ แต่ขัดสนด้วยอาวุธดีไม่มีถือ ข้าพเจ้ารู้ว่ากระบี่สั้นอย่างดีของท่านมีอยู่ ถ้าท่านเป็นใจด้วยดั่งนี้แล้ว ข้าพเจ้าจะขอยืมกระบี่สั้นเหน็บซ่อนเข้าไปให้ถึงตัวตั๋งโต๊ะแล้วฆ่าเสีย จึงจะตัดศีรษะเอามาให้ท่านจงได้”

โจโฉอ้างเอาความกตัญญูต่อแผ่นดินในการไปอยู่ด้วยตั๋งโต๊ะ และคิดฆ่าตั๋งโต๊ะเสียก็เพื่อขจัดทรราชย์แทนคุณแผ่นดิน อันเป็นที่ประทับใจและซึ้งใจของทุกคน เป็นแต่โจโฉไม่ได้บอกว่าความคิดของตนนั้นเมื่อสำเร็จแล้ว อำนาจรัฐจะเป็นอย่างไร

ความคิดที่จะสังหารตั๋งโต๊ะของโจโฉก็คือความคิดและแผนการอย่างเดียวกับเง่าฮู ขุนนางสี่แผ่นดินซึ่งถูกแล่เนื้อจนตายไปนั่นเอง แต่ความต้องการยืมกระบี่ดีของอ้องอุ้นนี่สิ แสดงถึงความคิดที่กำหนดทางหนีทีถอยของโจโฉอย่างล้ำลึก
 เนื่องเพราะถ้าแผนการรั่วไหลก่อน ทุกคนก็จะต้องร่วมรับผิดด้วย จึงเท่ากับเป็นการปิดปากทุกคนในที่นั้นมิให้ความลับแพร่งพราย แม้หากลงมือแล้วการไม่สำเร็จก็ยังมีพวกที่คอยช่วยเหลือ เพราะกลัวการซัดทอด หรือหากจะพลาดพลั้งถึงตายก็จะไม่ตายแบบเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย เนื่องจากมีเพื่อนเดินทางไปเมืองผีด้วยกันหลายคน และ “กระบี่ดี” ที่ว่านั้น ยังสามารถยกอ้างเป็นเหตุผลเพื่อเอาตัวรอดในยามคับขันได้อีกด้วย.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓