ตอนที่ 249. กลยุทธ์สิบตำลึงผลักพันชั่ง

 ขงเบ้งวางกลอุบายใช้ธาตุไฟคือเพลิงแห่งโทสะอันเป็นพลังจักรวาลภายในกายของจิวยี่เผาผลาญค่ายกลอุบายที่จิวยี่วางกลลวงว่าจะอ่อนน้อมต่อโจโฉ เพื่อบีบบังคับขงเบ้งให้ขอร้องจิวยี่ให้ทำสงครามกับโจโฉจนย่อยยับเป็นจุณไป ทำให้จิวยี่ต้องเปิดเผยท่าทีที่ซ่อนอยู่ในใจว่าต้องการทำสงครามกับโจโฉจากปากคำของตนเอง

            ความที่นางไต้เกี้ยวและนางเสียวเกี้ยวสองบุตรีโฉมสะคราญของท่านเกียวก๊กโลเป็นภรรยาของซุนเซ็กคนหนึ่ง และเป็นภรรยาของจิวยี่อีกคนหนึ่งนั้น เป็นข้อมูลที่ขงเบ้งรู้อยู่ก่อนแล้วตั้งแต่ก่อนออกเดินทางมาเมืองกังตั๋งเหมือนกับที่รู้ข้อมูลเป็นอย่างดีว่าลกเจ๊กที่ปรึกษาฝ่ายพลเรือนของซุนกวนเมื่อครั้งที่เป็นเด็กเคยลักส้มในงานจัดเลี้ยงของอ้วนสุดเพื่อจะเอาไปให้มารดา ข้อมูลเหล่านี้แม้ว่าโดยปกติจะไม่ถือว่าเป็นข้อมูลสำคัญทางการทหาร แต่สำหรับผู้บัญชาการทหารที่ปรีชาสามารถแล้ว ย่อมถือว่าข้อมูลประเภทนี้เป็นข้อมูลที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งทางการทหารเพื่อที่จะได้ทราบถึงความสัมพันธ์และลักษณะของความสัมพันธ์ของข้าศึก ดังนั้นแม้ว่าระบบข้อมูลข่าวสารทางการทหารในยุคใหม่ได้ก้าวหน้าไปมากแล้ว ยังปรากฏว่าหน่วยข่าวกรองทางการทหารของหลายประเทศก็ยังให้ความสำคัญเกี่ยวกับข้อมูลเหล่านี้ ดังเช่นบางประเทศเจ้าหน้าที่ข่าวกรองระดับกรมยังต้องเก็บข้อมูลจากหน้าหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับงานศพ งานแต่งงาน และงานพิธีการต่าง ๆ ว่ามีผู้ใดเกี่ยวข้องเป็นเครือญาติหรือเครือข่าย การหยิบเอาเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นเชื้อเพลิงเผาใจจิวยี่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าในยุคสองพันปีก่อนนั้น เสนาธิการทหารของกองทัพเล่าปี่คือจูกัดเหลียง-ขงเบ้งก็ได้ให้ความสำคัญและใช้ข้อมูลประเภทนี้ให้เป็นประโยชน์ทางการทหารแล้ว

            ส่วนบทโคลงที่ขงเบ้งยกขึ้นว่ากล่าวนั้น ความจริงเป็นบทโคลงที่ขงเบ้งปลอมแปลงขึ้น เพราะหลังจากที่โจโฉปราบปรามอ้วนเสี้ยวและตระกูล “อ้วน” ราบคาบแล้ว ได้พบนกยูงทองแดงวิเศษเป็นที่อัศจรรย์ จึงให้ก่อสร้างปราสาทขึ้นหลังหนึ่งเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะและกฤษดานุภาพที่สามารถปราบปรามหัวเมืองฝ่ายเหนือได้สำเร็จ แล้วเอานกยูงทองแดงนั้นประดับไว้บนยอดปราสาท ให้ชื่อว่าปราสาทนกยูงทองแดง ในระหว่างก่อสร้างเห็นว่าปราสาทที่มียอดโดมหลังเดียวไม่โอ่อ่าสง่างามสมกับเกียรติยศและความชอบที่ทำไว้ในแผ่นดิน จึงให้ก่อสร้างปราสาทอีกสองหลังข้างซ้ายและข้างขวาเชื่อมติดต่อถึงกัน ระหว่างยอดโดมมีสะพานทอดถึงกันอีกชั้นหนึ่ง และให้ได้ให้โจสิดบุตรผู้เป็นกวีแต่งโคลงประดับไว้ที่ปราสาทตามอย่างธรรมเนียมนิยม ในบทโคลงของโจสิดเป็นบทโคลงที่เป็นเชิงพรรณนาความรู้สึกนึกคิดของตัวปราสาทนกยูงทองแดงเองว่ามีความยิ่งใหญ่โอ่อ่าอัครฐานเสมอด้วยพระราชวังของพระมหากษัตริย์ ตัวปราสาทหลังกลางได้โอบกอดปราสาทหลังซ้ายขวาไว้โดยมีสะพานทอดเชื่อม สะพานนี้ภาษาจีนออกเสียงว่า “เกี้ยว”  ความหมายที่แท้จริงของโคลงดังกล่าวคือปราสาทหลังกลางได้โอบกอดปราสาทหลังซ้ายขวาไว้ทุกเวลาค่ำเช้ามิให้อนาทรร้อนใจ ซึ่งเป็นคำพรรณนาในลักษณะบุคลาธิษฐานด้วยกวีโวหาร มิได้หมายความถึงนางไต้เกี้ยวหรือนางเสียวเกี้ยวแห่งเมืองกังตั๋ง ซึ่งในขณะนั้นทั้งโจโฉและโจสิดไม่เคยรู้จักและไม่เคยได้ยินนามทั้งสองนี้ แต่ขงเบ้งได้ดัดแปลงสารเป็นว่าโจโฉปรารถนานางไต้เกี้ยวและนางเสียวเกี้ยวผู้โฉมสะคราญแห่งแดนกังตั๋งเพื่อบำรุงบำเรอความสุขในวัยชรา

            ขงเบ้งค่อย ๆ วางกลสุมเพลิงไว้โดยรอบดวงใจของจิวยี่ ตั้งแต่เริ่มกล่าวถึงวิธีการนอบน้อมแก่โจโฉโดยวิธีง่าย ๆ เพียงแค่ส่งคนสองคนไปมอบให้เท่านั้น โจโฉก็จะเลิกทัพกลับไป ทำให้จิวยี่สนใจและหลงเข้าสู่ค่ายกลของขงเบ้ง จากนั้นจึงค่อยแย้มพรายว่าสตรีผู้เลอโฉมสองนางนี้เป็นใคร พอจิวยี่ได้ยินชื่อนางไต้เกี้ยวและนางเสียวเกี้ยว เพลิงโทสะก็ลุกโชนเจิดจ้าขึ้นในหัวใจ แม้จะข่มใบหน้าให้เป็นปกติเพื่อมิให้ขงเบ้งรู้ที แต่เลือดลมภายในกายข่มไว้ไม่อยู่จึงแสดงออกทางสีหน้าและใบหู แม้กระนั้นจิวยี่ก็ยังไม่ตกหลุมพรางโดยง่าย ยังคงถามหาหลักฐานจนกระทั่งให้ขงเบ้งท่องโคลงให้ฟัง แต่ขงเบ้งนั้นเชี่ยวชาญการอักษรศาสตร์ แปลงสารท่องโคลงได้อย่างไม่ติดขัด จิวยี่จึงเชื่อโดยสนิทใจ เพลิงแห่งโทสะจึงระเบิดอย่างรุนแรงจนต้องเปิดเผยจุดยืนที่จะต้องทำสงครามกับโจโฉ ทั้ง ๆ ที่เพิ่งพูดว่าต้องการอ่อนน้อม

            กระบวนท่าที่ขงเบ้งใช้ตอบโต้จิวยี่ในครั้งนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นกลยุทธ์ “สิบตำลึงผลักพันชั่ง” ซึ่งเป็นสุดยอดวิชาของมวยไท้เก๊ก ซึ่งมีหลักการใหญ่ว่าการใช้พลังต้านพลังจะต้องรับแรงปะทะจนเปลืองแรงและเจ็บกายแต่ได้ผลน้อย เพราะเมื่อพลังต้านพลังแล้วผลจะเป็นประการใดก็ขึ้นอยู่กับผลลบของแรงพลังรุกกับแรงพลังต้าน ดังนั้นการใช้พลังที่เบาแรงและได้ผลคือใช้พลังผลักยืมพลังของข้าศึกบวกด้วยพลังของเราเอง แล้วผลักข้าศึกให้พ่ายไป สุดยอดวิชานี้จะหลีกเลี่ยงการปะทะซึ่งหน้า แต่จะหลีกหลบจากพลังของข้าศึก แล้วยักย้ายไปยั้งอยู่ ณ จุดที่ตั้ง ใช้พลังแต่น้อย ผลักพลังรุกอันหนักหน่วงกลายเป็นสองพลังเข้าทำร้ายข้าศึก ขงเบ้งได้ใช้กลยุทธ์สุดยอดของวิชามวยไท้เก๊กคือ “กลยุทธ์สิบตำลึงผลักพันชั่ง” หลบเลี่ยงไม่ทัดทานกลลวงของจิวยี่ ซึ่งเป็นพลังรุกที่ว่าจะอ่อนน้อมกับโจโฉ ยักย้ายถ่ายเทมาอยู่จุดที่ตั้ง ปล่อยให้จิวยี่โต้เถียงกับโลซกจนเป็นทีแล้ว จึงเริ่มใช้พลังผลักโดยวิธียิ้มเยาะเย้ย จากนั้นจึงกระแทกพลังเข้าสมทบด้วยเรื่องที่โจโฉโคแก่บ้าตัณหาปรารถนานางไต้เกี้ยวและนางเสียวเกี้ยวแห่งกังตั๋ง แรงปะทะที่โหมเข้าสู่ใจจิวยี่จึงหนักหน่วงยิ่งนัก จิวยี่แม้ว่าฉลาดเฉลียวจึงมิอาจต้านทานได้ และต้องพ่ายแพ้แก่ศึกการทูตครั้งนี้ต่อขงเบ้งอย่างยับเยิน

            ขงเบ้งเห็นจิวยี่มีโทสะพลุ่งพล่านปานนั้น ก็สำทับซ้ำต่อไปว่าการสงครามกับโจโฉเป็นการใหญ่ของแผ่นดิน ควรต้องพิจารณาไตร่ตรองโดยรอบคอบ ไม่ชอบที่จะใช้อารมณ์ในการตัดสินใจ

            จิวยี่ได้ฟังดังนั้นจึงว่า ข้าพเจ้าได้รับการฝากฝังจากซุนเซ็กให้ช่วยทำนุบำรุงซุนกวน ปกป้องรักษาเมืองกังตั๋ง ทั้งได้รับความไว้วางใจจากชาวตระกูล “ซุน” ประหนึ่งญาติอันสนิท ไหนเลยข้าพเจ้าจะคิดเอาเมืองกังตั๋งไปยกให้โจโฉได้ ความจริงข้าพเจ้าได้ตัดสินใจตั้งแต่ออกจากฐานทัพเรือแล้วว่าการณ์ครั้งนี้จะต้องทำสงครามต่อต้านโจโฉให้สำเร็จ ที่ข้าพเจ้ากล่าวว่าจะยอมอ่อนน้อมกับโจโฉเมื่อสักครู่นี้นั้นข้าพเจ้าได้กล่าวลองใจท่านเท่านั้น แต่การศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก “กำลังความคิดเราผู้เดียวเห็นจะมิสะดวก ขอท่านได้อนุเคราะห์ช่วยทำนุบำรุงด้วย”

            จิวยี่สิ้นพยศแล้ว ความมุ่งมาดปรารถนาที่ตั้งไว้เดิมที่จะให้ขงเบ้งเป็นฝ่ายเอ่ยปากร้องขอความช่วยเหลือจากเมืองกังตั๋งได้กลับกลายเป็นว่ากังตั๋งคือคู่ศึกสงครามกับโจโฉโดยตรง  ในการทำศึกครั้งนี้ลำพังจิวยี่ผู้เดียวก็จะคิดการไม่ตลอด จึงวิงวอนร้องขอให้ขงเบ้งช่วยเหลือ

            ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นจึงค้อมศีรษะคำนับจิวยี่แล้วว่า “ถ้าท่านหาความรังเกียจมิได้ จะให้ข้าพเจ้าช่วยก็พอจะได้อยู่ ผิดชอบประการใดไปภายหน้าก็จะช่วยตักเตือนตามสติปัญญา”

            จิวยี่ได้ฟังดังนั้นก็ยินดี ตรงเข้าไปกุมเอามือทั้งสองของขงเบ้งแล้วกล่าวขึ้นอย่างอ่อนโยนว่า เมื่อได้แรงสติปัญญาของท่านช่วยคิดอ่านการสงครามแล้ว ความศึกที่จะมีมาข้างหน้านี้ก็จะไม่เสียทีการของนายเราทั้งสองฝ่าย ต่อพรุ่งนี้เช้าเมื่อซุนกวนออกว่าราชการแล้ว ข้าพเจ้าจะว่ากล่าวให้ซุนกวนเคลื่อนกองทัพที่เตรียมพร้อมไว้แล้วออกสู่แนวหน้า กำจัดโจโฉเสียให้จงได้

            ขงเบ้งและโลซกเห็นการณ์เป็นไปดังประสงค์ก็มีความยินดี เฉพาะโลซกนั้นมีสีหน้าระรื่นชื่นใจ ครั้นเห็นสมควรแก่เวลาแล้วขงเบ้งและโลซกจึงคำนับลาจิวยี่กลับไปที่อยู่

            ครั้นรุ่งขึ้นได้เวลาประชุมขุนนางข้าราชการ บรรดาที่ปรึกษา แม่ทัพนายกอง และขุนนางทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนเข้าร่วมประชุมพร้อมกันที่ศาลาว่าราชการ ต่างคนต่างเข้ายืนประจำที่ตามตำแหน่ง โลซกได้พาขงเบ้งไปนั่งยังที่นั่งของแขกเมือง ส่วนตัวจิวยี่ยืนตามตำแหน่งของผู้บัญชาการกองทัพเรือ บรรยากาศในที่ประชุมวันนี้ไม่มีการโต้เถียงกันเหมือนวันก่อน เพราะต่างคนต่างฝ่ายต่างมั่นใจว่าการณ์จะเป็นไปตามความปรารถนาของฝ่ายตนตามที่จิวยี่ได้เปิดเผยท่าทีให้แต่ละฝ่ายได้รับทราบเมื่อวันวาน

            พอถึงเวลาซุนกวนออกขึ้นนั่งบนที่ว่าราชการแล้ว ขงเบ้งและบรรดาขุนนางทั้งปวงของเมืองกังตั๋งคำนับซุนกวนพร้อมกัน ซุนกวนได้ทักทายจิวยี่อย่างสนิทสนมเสมือนหนึ่งญาติอันสนิท

            จิวยี่ได้กล่าวขึ้นว่าบัดนี้โจโฉได้กรีฑาทัพใหญ่มาตั้งอยู่ฝั่งเหนือของแม่น้ำแยงซี คุกคามต่อความมั่นคงปลอดภัยของแคว้นกังตั๋ง ท่านจะตัดสินใจคิดอ่านในเรื่องนี้ประการใด

            ซุนกวนฟังคำจิวยี่แล้วไม่ตอบคำ กลับส่งหนังสือของโจโฉให้จิวยี่อ่าน จิวยี่คำนับรับหนังสือจากซุนกวนมาอ่านแล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า “อ้ายศัตรูแผ่นดินเฒ่านี้คิดว่าเมืองกังตั๋งหามีคนดีที่จะรู้เท่าไม่ หวังจะเกลี้ยกล่อมให้ตายใจ”

            จิวยี่ยังพกพาความโกรธจากเพลิงโทสะที่ถูกขงเบ้งเผาผลาญเมื่อวันวานมายังที่ประชุมด้วย พอได้เห็นหนังสือของโจโฉและอ่านความจบ เพลิงแห่งโทสะนั้นก็คุโชนกลับขึ้นมาใหม่ จึงด่าว่าโจโฉเป็น “อ้ายศัตรูแผ่นดินเฒ่า” แต่พอกล่าวสิ้นคำ จิวยี่ก็ได้สติรู้สึกว่าเป็นการกล่าวถ้อยคำรุนแรง เสียมารยาทในที่ประชุมขุนนางจึงยั้งคำที่จะกล่าวสืบไป

            ซุนกวนเห็นอาการจิวยี่ก็มีความเมตตาเพราะสัมผัสได้ว่าอาการทั้งนี้เป็นแต่ความภักดีต่อกังตั๋งและตระกูล “ซุน” เป็นมูลฐาน จึงถามจิวยี่ว่าเนื้อความตามหนังสือของโจโฉนี้ท่านมีความเห็นเป็นประการใด

            จิวยี่ไม่ตอบแต่ถามซุนกวนกลับไปว่า ความทั้งนี้ท่านได้ปรึกษาบรรดาขุนนางข้าราชการแล้วหรือไม่ หากได้ปรึกษาหารือกันแล้ว ที่ประชุมมีความเห็นเป็นประการใด

            ซุนกวนสำคัญว่าจิวยี่ยังไม่ทราบความจึงว่า “ปรึกษายังมิตกลงที่จะให้เราไปคำนับก็ว่า จะให้ต่อสู้ก็ว่า ความสองประการนี้แก่งแย่งกันอยู่จึงให้เชิญท่านมาบัดนี้หวังจะให้ว่าลงให้ขาด”

            จิวยี่ได้ฟังดังนั้นจึงถามว่าเหล่าขุนนางบรรดาซึ่งมีความเห็นจะให้อ่อนน้อมต่อโจโฉนั้นมีผู้ใดบ้าง

            ซุนกวนจึงลำดับชื่อขุนนางฝ่ายที่เห็นว่าควรอ่อนน้อมต่อโจโฉตั้งแต่เตียวเจียวเป็นลำดับไปให้จิวยี่ฟังจนครบถ้วนทุกคน

            จิวยี่ได้ฟังดังนั้นจึงหันหน้าไปถามเตียวเจียวว่า ซึ่งท่านจะให้นายเราไปอ่อนน้อมต่อโจโฉนั้น ท่านมีเหตุผลประการใด

            เตียวเจียวได้ฟังดังนั้นจึงว่าข้าพเจ้าและพรรคพวกเห็นว่าควรอ่อนน้อมกับโจโฉเพราะว่าโจโฉยกทัพใหญ่มาในครั้งนี้ได้ถือรับสั่งของพระเจ้าเหี้ยนเต้เป็นสำคัญ มีไพร่พลกว่าร้อยหมื่นมากกว่ากำลังกองทัพเมืองกังตั๋งเราหลายสิบเท่านัก แม้ว่าเมืองกังตั๋งจะมีความได้เปรียบทางชัยภูมิที่มีทะเลเป็นปราการขวางกั้นอยู่ แต่เมื่อโจโฉได้เมืองเกงจิ๋วแล้ว ทหารเมืองเกงจิ๋วชำนาญการรบทางเรือเหมือนกับทหารเมืองกังตั๋ง ความได้เปรียบจึงหมดไป ดังนี้จึงเห็นว่าหากจะต่อสู้ด้วยโจโฉก็เหมือนหนึ่งขนทรายเอาไปถมทะเล มีแต่จะจมหายไปในทะเลประการเดียวเท่านั้น ดังนั้นเพื่อขจัดเภทภัยให้แก่เมืองกังตั๋งและชาวเมืองทั้งปวงจึงเห็นสมควรอ่อนน้อมต่อโจโฉแล้วค่อยคิดอ่านผ่อนผันแก้ไขในภายหลัง

            จิวยี่ได้ฟังดังนั้นก็มีสีหน้าไม่พอใจ กล่าวขึ้นว่าเมืองกังตั๋งของเราได้สถาปนาอำนาจการปกครองของตระกูล “ซุน” สืบเนื่องมาสามชั่วคนแล้ว ทหารทั้งปวงก็มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ราษฎรก็มีความรักภักดีต่อเจ้านายเราเป็นอันมาก การที่พวกท่านคิดอ่านจะยกเมืองกังตั๋งให้กับทรราชหาควรไม่

            ซุนกวนได้ฟังจิวยี่ว่ากล่าวกับเตียวเจียวดังนั้น จึงถามจิวยี่ว่าเมื่อฝ่ายหนึ่งยังคงมีความเห็นว่าสมควรจะอ่อนน้อมต่อโจโฉ จะให้เราตัดสินใจประการใดเล่า

            จิวยี่จึงว่า “อันโจโฉนี้เป็นที่มหาอุปราชนั้น คือเป็นศัตรูแผ่นดินของพระเจ้าเหี้ยนเต้อีก แลตัวท่านก็มีปัญญาความคิดตั้งอยู่ในสัตย์สุจริต แลจะไปอ่อนน้อมแก่โจโฉอันเป็นคนมิได้ตั้งอยู่ในความสัตย์นั้นจะควรหรือ อนึ่งเมืองกังตั๋งก็บริบูรณ์ด้วยข้าวปลาอาหาร ทั้งผู้คนก็พรักพร้อม ชอบแต่จะคิดกำจัดศัตรูแผ่นดินเสียอีก อนึ่งโจโฉยกกองทัพมาครั้งนี้ก็นานแล้ว ฝ่ายม้าเท้งแลหันซุยนั้นก็เป็นอริเห็นจะระวังหลังอยู่ ประการหนึ่งทหารโจโฉก็เป็นชาวดอน ไม่สันทัดในทางเรือ ถึงจะยกมารบพุ่งก็หาถนัดไม่ แล้วก็เป็นฤดูแล้ง หญ้าแลฟางทั้งปวงก็เห็นไม่พอปากม้าที่จะกิน อันทหารทั้งปวงเล่าก็เป็นชาวป่า จะกินอยู่ผิดสำแดงก็จะป่วยไข้เป็นอันมาก กำลังก็จะน้อยลงทุกที ถึงจะทำการขับเคี่ยวไปก็เสียเปรียบเราอยู่ อันการศึกครั้งนี้ข้าพเจ้ามิได้วิตกเลย จะขออาสาท่านยกไปตั้งอยู่ปากอ่าวเมืองกังแฮ กำจัดเสียให้ได้”

            ความอันจิวยี่ได้ประมาณการสงครามทั้งนี้เป็นไปตามหลักการหยั่งชัยชนะและปราชัยตามคัมภีร์พิชัยสงครามทุกประการ และเป็นเนื้อความทำนองเดียวกับที่ขงเบ้งได้สนทนากับซุนกวนเมื่อตอนแรกที่เดินทางมากังตั๋งนั่นเอง.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘