ตอนที่ 248. อุบาย "วางเพลิงเผาใจ"

 บรรดาขุนนางข้าราชการทั่วทั้งเมืองกังตั๋งได้ทยอยมาล็อบบี้จิวยี่เป็นหลายระลอก พวกหนึ่งต้องการให้ยอมจำนน อีกพวกหนึ่งต้องการให้ทำสงคราม แต่ร้อยพันลิ้นของขุนนางข้าราชการเมืองกังตั๋งก็ไม่สามารถทำให้จิวยี่ปริปากเปิดเผยท่าทีได้ว่าตัวจิวยี่เองจะเอาอย่างไรกันแน่ จะเอาสงครามหรือจะเอาสันติภาพ

            แต่พลันที่พบหน้าขงเบ้ง จิวยี่กลับโต้เถียงกับโลซกและเปิดเผยท่าทีว่าได้ตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะเสนอให้ซุนกวนอ่อนน้อมกับโจโฉ และแทนที่จิวยี่จะเจรจาความสงครามกับขงเบ้งซึ่งเป็นแขกผู้มาเยือน การณ์กลับกลายเป็นว่าจิวยี่โต้เถียงกับโลซกแทน แต่การโต้เถียงของจิวยี่นั้นเป้าหมายที่แท้จริงกลับอยู่ที่ขงเบ้ง

            การที่จิวยี่ซึ่งเป็นผู้บัญชาการกองทัพเรือเดินทางมาจากฐานทัพเรือที่ปากอ่าวเมืองเองฮออย่างเร่งร้อน ย่อมแสดงอยู่ในตัวว่าจิวยี่มีความร้อนใจด้วยข่าวศึกโจโฉเพราะเกรงว่าจะยกมาตีเมืองกังตั๋ง เป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนธาตุแท้แห่งจุดยืนของจิวยี่ที่มีต่อแคว้นกังตั๋งโดยมิพักต้องอาศัยคำพูด และการที่จิวยี่เป็นเพื่อนกับซุนเซ็กมาแต่ก่อน ยึดมั่นในคำสั่งเสียฝากฝังของซุนเซ็กยามใกล้ตายให้ช่วยทำนุบำรุงซุนกวนให้เหมือนหนึ่งกับเป็นตัวซุนเซ็กเอง จิวยี่จึงเป็นหลักชัยสำคัญของแคว้นกังตั๋งที่มีภารกิจทางประวัติศาสตร์ของชายชาติทหารที่จะต้องปกป้องรักษาเมืองกังตั๋งไว้เป็นสมบัติของตระกูล “ซุน” ตลอดไป นี่คือความนัยเบื้องลึกแห่งบึงใจของจิวยี่ และอีกประการหนึ่งจิวยี่คือญาติที่เป็นดองกับครอบครัวของซุนกวน เพราะภรรยาจิวยี่เป็นน้องสาวของภรรยาซุนเซ็ก โดยศักดิ์จิวยี่จึงมีฐานะเป็นพี่ดองของซุนกวน

            ด้วยเหตุสามประการนี้แม้จิวยี่จะมิได้ปริปากพูดว่าตัดสินใจในปัญหาสันติภาพและสงครามว่าอย่างไร แต่ผู้มีปัญญาย่อมแจ้งได้ว่าจุดยืนของจิวยี่คือผลประโยชน์ของแคว้นกังตั๋งและตระกูล “ซุน” ไม่มีวันยินยอมอ่อนน้อมกับโจโฉเป็นเด็ดขาด แต่การที่จะทำสงครามกับโจโฉนั้นเป็นการใหญ่หลวงนัก ลำพังทหารของแคว้นกังตั๋งย่อมขัดสน จำต้องร่วมมือกับเล่าปี่ซึ่งจิวยี่คาดคะเนว่าการที่เล่าปี่เสียทีโจโฉแตกหนีไปอยู่เมืองกังแฮจนขงเบ้งต้องเป็นทูตเดินทางมาเมืองกังตั๋งนั้น เล่าปี่มีฐานะร้อนรนมากกว่าซุนกวน ดังนั้นจิวยี่จึงต้องการให้ความร่วมมือทำสงครามกับโจโฉระหว่างซุนกวนกับเล่าปี่เป็นความร่วมมือที่เล่าปี่ต้องเป็นฝ่ายวิงวอนร้องขอและทำให้ฝ่ายกังตั๋งเป็นฝ่ายได้ชัยชนะในศึกการทูตครั้งสำคัญนี้ เพราะหากขงเบ้งต้องร้องขอความช่วยเหลือก็จะตกอยู่ในฐานะที่เป็นรอง เป็นเพียงผู้อาศัยหรือบริวารของซุนกวนเท่านั้น

            เพราะเหตุนี้สงครามทางการทูตแบบสามเส้าระหว่างซุนกวน โจโฉ เล่าปี่ ที่จิวยี่ได้เปิดฉากโจมตีขงเบ้งโดยเอาโลซกเป็นตัวผ่านว่าจะยอมจำนนต่อโจโฉจึงเป็นกลลวงเพื่อบีบบังคับให้ขงเบ้งต้องแสดงท่าทีคัดค้านและเมื่อนั้นขงเบ้งก็จะตกอยู่ในวงล้อมแห่งกลลวงทางการทูตของจิวยี่

            ขงเบ้งฟังคำโต้เถียงของโลซกกับจิวยี่แล้วกลับนิ่งเฉย ทำทีเป็นทองไม่รู้ร้อน ไม่เข้าร่วมในการโต้เถียงระหว่างจิวยี่กับโลซก คงหยิบถ้วยน้ำชาขึ้นมาจิบแล้วโบกพัดขนนกไปมา แต่ใบหน้ากลับอมยิ้มอย่างเย็นชา

            อาการขงเบ้งทั้งนี้แสดงว่าขงเบ้งไม่ยอมตกเข้าไปในวงล้อมกลลวงทางการทูตของจิวยี่ กลับอาศัยรอยยิ้มอย่างเยือกเย็นที่ปรากฏบนใบหน้าเป็นกระบวนท่าที่สำคัญในการตีโต้กลลวงของจิวยี่ และนี่คือการรุกโดยอาศัยพลังไร้สภาพเข้าโจมตีจิวยี่นั่นเอง

            จิวยี่เห็นขงเบ้งนั่งนิ่งไม่พูดจา แต่ใบหน้ากลับแฝงไว้ด้วยรอยยิ้มแบบเยาะหยันจึงสงสัยว่าขงเบ้งยิ้มเยาะตนเองที่พูดว่าต้องการอ่อนน้อมกับโจโฉ จึงสำคัญว่าขงเบ้งกำลังเดินเข้าสู่วงล้อมกลลวงทางการทูต เป็นแต่เกรงใจไม่กล้าเอ่ยปาก จึงได้แต่ยืนอยู่ปากหลุมแห่งกลลวงนั้น เหตุนี้จิวยี่จึงเปิดช่องให้ขงเบ้งถลำลงสู่หลุมกลลวงและเอ่ยปากคัดค้านการยอมจำนนโดยถามขงเบ้งว่าที่ท่านยิ้มเยาะหยันครั้งนี้เป็นการยิ้มเยาะข้าพเจ้าหรือ

            ขงเบ้งฟังคำจิวยี่แล้วก็แจ้งในความคิดของจิวยี่ ไม่ยอมก้าวลงไปในหลุมที่ขุดล่อไว้นั้น ตอบไปเสียอีกทางหนึ่งว่าข้าพเจ้าหาได้หัวเราะเยาะหยันท่านไม่ ที่หัวเราะทั้งนี้เป็นการหัวเราะเยาะโลซกต่างหากเพราะไม่รู้สถานการณ์ตามที่เป็นจริง

            ทั้งโลซกและจิวยี่ได้ฟังคำขงเบ้งดังนั้นต่างรู้สึกผิดหวัง จิวยี่นั้นผิดหวังเพราะขงเบ้งไม่ก้าวลงหลุมแห่งกลลวง ส่วนโลซกผิดหวังเพราะสำคัญว่าขงเบ้งเป็นพวกเดียวกับตัว ไฉนจึงกลับมาหัวเราะเยาะกันเอง จึงรีบกล่าวกับขงเบ้งว่าเหตุไฉนท่านจึงมาหัวเราะเยาะข้าพเจ้าว่าไม่รู้สถานการณ์เล่า

            ขงเบ้งจึงตอบว่าการที่ท่านแม่ทัพมีความคิดเห็นให้แคว้นกังตั๋งอ่อนน้อมต่อโจโฉนั้นชอบด้วยเหตุผลและธรรมเนียมยิ่งนัก

            จิวยี่ครั้นได้ฟังขงเบ้งเอ่ยปากเผยจุดยืนแบบเดียวกับตัวตามที่ได้โต้เถียงกับโลซกก็ตกตะลึง แต่ไม่เชื่อหูตนเองว่าขงเบ้งจะหมายความตามที่เข้าใจหรือไม่ จึงกล่าวย้ำขึ้นว่าคำอันท่านกล่าวทั้งนี้แสดงว่าท่านรู้สถานการณ์กระจ่างแจ้ง ดังนั้นจึงเห็นด้วยกับข้าพเจ้าที่จะให้ยอมจำนนต่อโจโฉหรือว่ามิใช่

            ขงเบ้งจึงกล่าวว่าแผ่นดินทุกวันนี้โจโฉครองอำนาจรัฐยิ่งใหญ่เกรียงไกร ทำการภายใต้พระปรมาภิไธยของฮ่องเต้ ใครไหนก็ไม่อาจต้านทานได้ ลิโป้ อ้วนเสี้ยว อ้วนสุด เล่าเปียว ที่บังอาจแข็งข้อกับโจโฉก็ถูกปราบปรามราบคาบสิ้นแล้ว คงเหลือแต่พระเจ้าอาเล่าปี่แต่ผู้เดียวซึ่งไม่รู้จักประเมินสถานการณ์ให้ถูกต้อง กลับแข็งข้อขัดขืนต่ออำนาจรัฐ จึงเสียทีแตกหนีไปอยู่ที่เมืองกังแฮ วันข้างหน้าจะเป็นหรือตายประการใดก็ยังไม่แน่ใจนัก การที่ท่านแม่ทัพมีความเห็นให้อ่อนน้อมกับโจโฉเป็นการช่วยขจัดเภทภัยให้แก่แคว้นกังตั๋ง สามารถคุ้มครองพี่น้องบุตรภรรยาให้ปลอดภัย ทั้งจะได้ลาภยศสรรเสริญจากโจโฉเป็นอันมาก ชะตาแห่งสวรรค์ได้กำหนดดังนี้แล้วใครเล่าจะฝืนได้ โลซกท่านจะฝืนลิขิตสวรรค์ได้อย่างไรกัน

            โลซกได้ฟังดังนั้นก็โกรธขงเบ้ง ตวาดใส่ขงเบ้งว่าตัวมึงสู้อุตส่าห์เดินทางข้ามทะเลมาถึงเมืองกังตั๋งคิดจะมาเกลี้ยกล่อมให้เจ้านายกูยกบ้านเมืองให้แก่โจโฉจอมทรราชกระนั้นหรือ

            โลซกกล่าวถ้อยคำหยาบช้าโดยไม่เกรงใจขงเบ้งแม้แต่น้อย ทั้ง ๆ ที่ขงเบ้งเป็นแขกเมืองและโลซกเป็นผู้พามาเมืองกังตั๋งด้วยตนเอง ขงเบ้งไม่สนใจถ้อยคำของโลซก สายตาจ้องไปที่หน้าจิวยี่ เห็นจิวยี่ตั้งใจฟังด้วยความสนใจจึงกล่าวว่าอันการที่จะอ่อนน้อมกับโจโฉนั้นหาต้องหวั่นเกรงอันตรายใด ๆ และหาต้องยากลำบากแต่ประการใดไม่ ทั้งไม่จำเป็นที่จะต้องส่งของไปบรรณาการ คำนับอ่อนน้อมเป็นเมืองขึ้นแล้วมอบตราสำคัญประจำตำแหน่งให้แก่โจโฉแต่ประการใด เพียงแต่ใช้ทูตนั่งเรือแล่นใบไปกับคนเพียงสองคนเท่านั้น หากโจโฉได้คนสองคนนี้ไปครองแล้วก็จะเลิกทัพกลับไปเมืองหลวงอย่างง่ายดาย

            จิวยี่ได้ฟังดังนั้นจึงรีบถามขงเบ้งว่าอันคนสองคนนี้เป็นใครกัน จึงสามารถทำให้โจโฉเลิกทัพกลับเมืองหลวงได้ง่ายดังคำท่าน

            ขงเบ้งจึงว่าท่านจะถามว่าคนสองคนนี้เป็นใครไปทำไมกัน อันแคว้นกังตั๋งกว้างใหญ่ มีผู้คนเป็นจำนวนมาก การที่จะมอบคนเพียงสองคนให้แก่โจโฉก็เหมือนหนึ่งใบไม้สองใบร่วงลงจากป่าใหญ่จะกระทบอะไรนักหนา หรืออีกนัยหนึ่งหยิบเมล็ดข้าวออกจากยุ้งฉางใหญ่เพียงสองเมล็ดจะพร่องอะไรกันนักหนา กังตั๋งคล้ายกับมิได้สูญเสียสิ่งใดแม้แต่น้อย แต่จะทำให้กองทัพร้อยหมื่นของโจโฉต้องเลิกทัพกลับเมืองหลวง ช่วงชิงเอาชัยชนะอันยิ่งใหญ่ได้โดยไม่ต้องรบ

            จิวยี่ได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งงุนงงสงสัย เร่งเร้าถามขงเบ้งต่อไปว่าคนสองคนนี้เป็นใครกันแน่ และถ้ามอบสองคนนี้แก่โจโฉแล้ว โจโฉจะเลิกทัพกลับเมืองหลวงจริงละหรือ

            ขงเบ้งเห็นจิวยี่กำลังถลำลงมาในค่ายกลที่วางดักไว้อย่างซับซ้อนและมีเงื่อนงำ จึงตีสีหน้าเป็นปกติกล่าวขึ้นอย่างราบเรียบว่า เมื่อครั้งที่ข้าพเจ้าอยู่ที่เขาโงลังกั๋งได้ยินกิตติศัพท์ว่าโจโฉมีคำสั่งให้สร้างปราสาทขึ้นหลังหนึ่งที่ริมแม่น้ำเจียงโห มีความใหญ่โตอัครฐานงดงามราวเทพพิมาน ขนานนามว่าปราสาทนกยูงทองแดง แล้วได้คัดเลือกหญิงงามทั่วแผ่นดินมาไว้ปรนเปรอบำรุงบำเรอความสุข ทั้งนี้เนื่องเพราะโจโฉเป็นโคแก่ มักมากด้วยกามคุณ ชอบเสพหญ้าอ่อนเป็นอาจิณ ลูกเมียผู้ใดในแผ่นดินโฉมสะคราญก็ซื้อหากวาดต้อนมาไว้ที่ปราสาทแห่งนี้

            ขงเบ้งเห็นจิวยี่นิ่งฟังอย่างตั้งใจจึงกล่าวต่อไปว่า โจโฉได้ยินกิตติศัพท์ว่าที่แคว้นกังตั๋งนี้มีคหบดีหนึ่งชื่อว่าเกียวก๊กโล มีบุตรสาวสองคนโฉมสะคราญกว่าใครในแผ่นดิน ผู้พี่ชื่อว่าไต้เกี้ยว ผู้น้องชื่อว่าเสียวเกี้ยว โจโฉได้ตั้งความปรารถนาว่าไม่ว่าจะเป็นประการใดก่อนจะตายจะต้องได้สองนางนี้มาปรนเปรอความสุข ดังนั้นการที่โจโฉกรีฑาทัพมาตั้งอยู่ฝั่งเหนือของแม่น้ำแยงซีเตรียมที่จะโจมตีแคว้นกังตั๋งหาใช่ความปรารถนายึดครองดินแดนกังตั๋งแต่ประการใดไม่ เพราะดินแดนตงง้วนอันกว้างใหญ่ก็ปกครองไม่ทั่วถึงอยู่แล้ว โจโฉยกกองทัพใหญ่มาครั้งนี้เจตนาแท้จริงคือต้องการได้สองนางแซ่เกี้ยวแห่งกังตั๋งไปปรนนิบัติรับใช้ในวัยชราเท่านั้น จึงควรที่ท่านแม่ทัพจะได้ติดต่อเจรจากับท่านเกียวก๊กโลขอซื้อสตรีสองนางนี้เอาไปบรรณาการแก่โจโฉ ท่านแม่ทัพใช้เงินทองไม่ถึงพันชั่งเป็นค่าซื้อตัวสองนาง ก็สามารถทำให้โจโฉเลิกทัพกลับไปได้ ดังนี้ย่อมนับว่าคุ้มค่ายิ่งนัก

            ขงเบ้งเห็นจิวยี่เริ่มมีสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นบึ้งตึง นัยน์ตาเริ่มแดงก่ำ จึงสำทับต่อไปว่าการมอบหญิงงามไปเป็นบรรณาการเช่นนี้ใช่ว่าจะมีแต่ครั้งนี้ ในประวัติศาสตร์ตัวอย่างก็มีมาหลายครั้งหลายหน ดังเช่นการมอบพระนางไซซีเป็นบรรณาการเพื่อให้ข้าศึกเลิกทัพแล้วแก้แค้นเอาในภายหลัง ก็เป็นที่รู้ดีกันทั่วไป ไฉนท่านจึงไม่รีบตัดสินใจดำเนินการตามแบบอย่างที่ปรากฏในประวัติศาสตร์

            เมื่อขงเบ้งกล่าวจบ จิวยี่ได้ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า ที่ท่านกล่าวความว่าโจโฉยกทัพใหญ่มาเมืองกังตั๋งเพียงเพื่อต้องการสองนางแซ่เกี้ยว ท่านมีหลักฐานอะไรเป็นข้อพิสูจน์ยืนยันในเรื่องนี้

            ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นจึงว่าโจโฉมีบุตรผู้หนึ่งชื่อว่าโจสิด เป็นผู้สันทัดเชิงกวีและกาพย์กลอน เพียงสะบัดปลายพู่กันก็สามารถแต่งกาพย์กลอนได้จบบทหนึ่ง เมื่อโจโฉสร้างปราสาทที่ริมแม่น้ำเจียงโหแล้วได้สั่งให้โจสิดแต่งบทกวีประดับไว้ที่ปราสาทหลังนี้ตามแบบอย่างอันเป็นธรรมเนียมนิยม เพื่อแสดงเจตนารมย์ของโจโฉในการก่อสร้างปราสาทว่าเพื่อรอรับรองสองนางแซ่เกี้ยวแห่งกังตั๋ง

            จิวยี่ได้ฟังดังนั้นจึงถามต่อไปว่าท่านพอจะจำบทกวีที่โจสิดแต่งนี้หรือไม่

            ขงเบ้งจึงว่าข้าพเจ้าเป็นผู้สนใจใฝ่ในบทกวีที่มีมาในแผ่นดิน ไยจะจำบทกวีสำคัญบทนี้มิได้เล่า จิวยี่จึงว่าถ้าเช่นนั้นท่านลองท่องบทกวีนี้ให้ข้าพเจ้าฟังดูสักหน่อยเป็นไร

            ในขณะที่กล่าวนั้นใบหน้าจิวยี่สีแดงก่ำ ใบหูและนัยน์ตาก็สีแดงก่ำ แต่ยังสู้ข่มอารมณ์ไว้เป็นปกติ
 ขงเบ้งจึงว่าถ้าเช่นนั้นข้าพเจ้าจะท่องบทกวีนี้ให้ท่านฟังตามที่จะจำได้ แล้วขงเบ้งจึงท่องโคลงบทนั้นว่า

            “ปารัศว์ซ้ายขวา ซึ่งเราทำไว้ชื่อว่าหยกหลงกับกิมฮอง
            ข้าจะกอดนางสองเกี้ยวไว้ทั้งซ้ายขวา ให้มีความสุขทุกเวลา
            มิให้อนาทรเลย”

            สิ้นคำโคลงของขงเบ้ง จิวยี่ลุกขึ้นยืนด้วยอาการโกรธจนตัวสั่น “ดังเอาเพลิงไปจุดเข้าในหัวใจ จึงลุกขึ้นชี้มือไปฝ่ายทิศเหนือตรงเมืองเกงจิ๋ว ว่าเหม่อ้ายศัตรูแผ่นดินเฒ่า มึงโอหังเจรจาประมาทกูเล่น”

            ในขณะที่กล่าวจิวยี่ใช้มือทุบโต๊ะดังผาง! สนั่น จนป้านชาและถ้วยชากระเด็นกระดอนตกลงที่พื้นแตกเป็นเสี่ยง ๆ 

            ขงเบ้งเห็นจิวยี่มีอาการโกรธสุดตัวเช่นนั้น จึงลุกขึ้นทำทีห้ามปรามจิวยี่ว่าท่านจะโกรธโจโฉไปไยกัน “เหตุใดแผ่นดินท่านมิรัก จะมารักหญิงสองคนนี้ประโยชน์อันใด”

            จิวยี่ยังโกรธไม่สร่าง แต่ฝืนใจตอบคำขงเบ้งว่า “ท่านไม่รู้หรือนางไต้เกี้ยวผู้พี่นั้นเป็นภรรยาซุนเซ็กนายเรา นางเสียวเกี้ยวผู้น้องก็เป็นภรรยาของเรา โจโฉเจรจาหยาบช้าทั้งนี้เราจึงโกรธ”

            ขงเบ้งได้ฟังคำจิวยี่ดังนั้นก็แสร้งทำเป็นตกใจ รีบคำนับขออภัยจิวยี่แล้วว่า “ข้าพเจ้าไม่รู้เลย ซึ่งได้ว่ากล่าวทั้งนี้ผิดนักหนา ขอท่านจงได้อดโทษเถิด”

            จิวยี่ยังคงยืนหันหน้าไปทางทิศเหนือข้างเมืองเกงจิ๋ว เอามือชี้ไปด้วยอารมณ์โกรธว่า “อ้ายศัตรูเฒ่าคนนี้ข้ามิขอเหยียบแผ่นดินร่วมเลย”

            ขงเบ้งเคยใช้ธาตุไฟอันเป็นพลังจักรวาลเผาผลาญกองทัพโจโฉถึงสองครั้ง มาครั้งนี้ก็ได้ใช้ธาตุไฟคือเพลิงแห่งโทสะอันเป็นพลังจักรวาลภายในกายผลาญใจจิวยี่จนเป็นผุยผง และต้องเปิดเผยความในใจท่าทีและจุดยืนที่พร้อมทำสงครามกับโจโฉโดยมิขอเหยียบแผ่นดินร่วม ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ลิ้นลมขุนนางร้อยพันลิ้นแห่งเมืองกังตั๋งก็ไม่สามารถทำให้จิวยี่ปริปากแม้แต่สักคำเดียว.
  

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘