ตอนที่ 247. เผชิญหน้าสิงห์หนุ่มคะนองเดช

 การแย่งชิงความสนับสนุนจากจิวยี่ของบรรดาขุนนางข้าราชการเมืองกังตั๋งดำเนินไปอย่างคึกคัก ขุนนางข้าราชการฝ่ายพลเรือนต้องการล็อบบี้ให้จิวยี่ยอมอ่อนน้อมกับโจโฉ ในขณะที่ขุนนางข้าราชการฝ่ายทหารต้องการล็อบบี้ให้จิวยี่ทำสงครามกับโจโฉ

            เพราะบรรดาขุนนางข้าราชการเมืองกังตั๋งรู้ดีว่าผู้บัญชาการทหารเรือจิวยี่ผู้นี้นับเป็นเสาหลักสำคัญของแคว้นกังตั๋ง เป็นเพื่อนของซุนเซ็กมาแต่ก่อน ยามที่ซุนเซ็กใกล้จะสิ้นลมก็ได้ฝากฝังความปลอดภัยแห่งแคว้นกังตั๋งไว้กับจิวยี่ แม้ว่าจิวยี่จะไม่ได้อยู่ในที่นั้นด้วย แต่ซุนเซ็กก็ได้กำชับไว้กับศรีภรรยาคือนางไต้เกี้ยวว่าให้ตั้งใจเกลี้ยกล่อมเสียวเกี้ยวผู้เป็นน้องสาวซึ่งเป็นภรรยาจิวยี่ให้จิวยี่มีน้ำหนึ่งใจเดียวกับซุนกวน ปกป้องคุ้มครองกังตั๋งไว้ให้ปลอดภัยสืบไปในเบื้องหน้า

            ความอันซุนเซ็กสั่งเสียทั้งนี้เป็นที่รับรู้กันในหมู่บรรดาขุนนางข้าราชการทั้งปวง ดังนั้นต่างคนจึงต่างรู้ว่าความเห็นของจิวยี่ย่อมมีบทบาทสำคัญต่อการตัดสินใจของซุนกวน

            จิวยี่ทราบความจากทหารรักษาการณ์แล้ว ส่ายศีรษะแสดงกิริยาอาการว่ารำคาญกับพวกขุนนางเมืองกังตั๋งเต็มที เพราะยามบ่ายใกล้พลบแล้วยังไม่เกรงใจ พากันมารบ กวนเวลาส่วนตัวกันไม่หยุดหย่อน

            เสียวเกี้ยวฮูหยินเห็นอาการของสามีดั่งนั้น ด้วยความสำนึกและเข้าใจในภาระหน้าที่ของผู้เป็นสามีต่อความปลอดภัยของกังตั๋ง จึงยุดมือจิวยี่ให้ลุกขึ้นแล้วผลักดันหลังจิวยี่ให้ออกไปพบต้อนรับบรรดาขุนนางอีกครั้งหนึ่ง

            จิวยี่เดินออกมาที่หน้าเรือนรับรอง เห็นขุนนางฝ่ายพลเรือนยืนออกันอยู่เป็นจำนวนมากจึงออกปากเชิญให้เข้าไปสนทนากันในห้องโถง

            จูกัดกิ๋น ลิห้อม และบรรดาขุนนางฝ่ายพลเรือนเห็นจิวยี่ออกมาก็คำนับจิวยี่พร้อมกันแล้วว่าพวกเราทราบว่าท่านเพิ่งเดินทางมาถึง แต่มีเรื่องจำเป็นเร่งด่วนไม่อาจทอดเวลาให้เนิ่นช้าต่อไปได้ จึงต้องรบกวนเวลาท่านในบัดนี้ กล่าวแล้วบรรดาขุนนางเหล่านั้นต่างพากันเดินตามจิวยี่เข้าไปในห้องโถง

            หลังจากทักทายปราศรัยกันตามธรรมเนียมแล้ว จูกัดกิ๋นได้กล่าวขึ้นว่าจูกัดเหลียง-ขงเบ้ง น้องชายของข้าพเจ้าเป็นทูตมาแต่พระเจ้าอาเล่าปี่ เดินทางมาเมืองกังตั๋งเพื่อชักชวนให้นายเราทำสงครามต่อต้านโจโฉ ตัวข้าพเจ้ามีความร้อนใจด้วยความปลอดภัยของแคว้นกังตั๋ง แต่สำนึกว่ามีส่วนได้เสียในการมาของขงเบ้ง เพราะถึงอย่างไรก็หลีกข้อครหามิได้ว่าเป็นพี่น้องกัน ดังนั้นแม้จะมีความเห็นประการใดข้าพเจ้าจะไม่ขอออกความเห็นว่ากล่าว ได้แต่พึ่งสติปัญญาความคิดท่านตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อประโยชน์แห่งกังตั๋งและเจ้านายเรา

            จิวยี่ได้ฟังดังนั้นจึงว่าการบ้านเมืองเป็นเรื่องใหญ่ ไฉนท่านซึ่งเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่จึงไม่ยอมออกความคิดเห็น ตัวข้าพเจ้าเชื่อว่าท่านมีวุฒิภาวะและเป็นที่ไว้วางใจของนายเรา ย่อมสามารถแยกแยะความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้องกับความสัมพันธ์ฉันท์ข้ากับเจ้า บ่าวกับนายได้แจ่มแจ้ง ท่านมีความเห็นประการใดจงว่าไปเถิด อย่าได้เกรงใจต่อไปเลย

            จูกัดกิ๋นจึงว่าข้าพเจ้าละอายแก่ใจ ไม่อาจออกความเห็นในเรื่องนี้ได้ เพราะหากออกความเห็นให้สวามิภักดิ์ก็จะถูกติเตียนว่าเป็นข้าขายเจ้า บ่าวขายนาย ไม่รู้คุณข้าวแดงแกงร้อนเมืองกังตั๋ง ภัยมาถึงตัวแล้วไม่คิดอ่านสู้รบ คิดแต่จะเอาตัวรอด หากจะออกความเห็นให้ทำสงครามกับโจโฉเล่าก็จะถูกติเตียนว่าเห็นแก่ความเป็นพี่น้อง ไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของชาวเมืองกังตั๋ง

            จิวยี่ฟังคำจูกัดกิ๋นแล้วเห็นผิดจากถ้อยคำคนทั้งสองพวกที่มาพบก่อนหน้านี้ ทั้งวาจามีหลักฐานสมกับเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ จึงคะยั้นคะยอให้จูกัดกิ๋นละความระแวงแคลงใจ แล้วออกความเห็นโดยสุจริตก็พร้อมที่จะเต็มใจรับฟัง

            จูกัดกิ๋นจึงว่าขออภัยท่านเถิด อย่าบีบบังคับให้ข้าพเจ้าต้องออกความเห็นในเรื่องนี้เลย  แต่เมื่อท่านเร่งรัดดังนี้ก็จะเสนอในทางหลักการทั่วไปว่าความคิดเห็นใด ๆ ที่จะให้สวามิภักดิ์เป็นความเห็นที่รักตัวกลัวตาย ปรารถนาแต่ความสุขสบายของส่วนตน ส่วนความคิดเห็นใด ๆ ที่จะให้ทำสงครามเป็นความคิดเห็นที่รักชาติ ไม่คำนึงและเสียดายถึงชีวิตตัว

            จิวยี่เห็นจูกัดกิ๋นยืนยันขันแข็งไม่ยอมออกความเห็น ได้แต่แสดงหลักคิดทั่วไปดังนั้นก็หัวเราะแล้วว่าตัวข้าพเจ้าย่อมมีความคิดเห็นเป็นของตนเอง ไว้พรุ่งนี้เมื่อนายเราออกว่าราชการแล้วจะได้ปรึกษาหารือกัน วันนี้พวกท่านกลับไปก่อนเถิด

            จูกัดกิ๋นและเพื่อนขุนนางได้ฟังคำเจ้าบ้านกล่าวดังนี้จึงคำนับลาจิวยี่กลับออกไป

            จิวยี่เดินตามออกมาส่งจูกัดกิ๋นและคณะที่หน้าประตูเรือนรับรอง เห็นกำเหลงนำนายทหารอีกคณะหนึ่งตรงมาที่เรือนรับรอง และกำลังลงจากหลังม้า จึงหยุดรออยู่ที่หน้าบ้าน

            กำเหลงและคณะนายทหารเห็นจิวยี่ยืนอยู่ที่หน้าเรือนรับรองจึงรีบลงจากหลังม้าแล้วพากันเข้ามาคำนับจิวยี่ แล้วว่าพวกข้าพเจ้ามีเรื่องร้อนด้วยการสงคราม ความเห็นไม่ลงรอยกัน ดังนั้นแม้ใกล้ค่ำแล้วก็อดรนทนรอต่อไปมิได้จึงจำเป็นต้องรีบรุดมาพึ่งพาสติปัญญาท่านช่วยตัดสินใจ

            จิวยี่รับคำนับแล้วเชิญคณะนายทหารเข้าไปในห้องโถง ทักทายปราศรัยกันตามธรรมเนียมแล้ว บรรดานายทหารเหล่านั้นได้ปรารภถึงการสงครามที่โจโฉยกกองทัพมาตั้งอยู่ฝั่งเหนือของแม่น้ำแยงซีเหมือนกับที่บรรดาขุนนางชุดก่อนๆ ได้กล่าวกับจิวยี่แล้วว่าพวกเราที่มาพร้อมกันในที่นี้มีความเห็นไม่ลงรอยกัน ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าควรอ่อนน้อมกับโจโฉ อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าควรทำสงครามกับโจโฉ เมื่อไม่ตกลงปลงใจกันดังนี้จึงมาขอให้ท่านวินิจฉัยตัดสินใจ

            พอสิ้นคำปรารภเรื่องสถานการณ์ดังกล่าว บรรดานายทหารที่มานั้นต่างแย่งกันออกความเห็นเพื่อขอให้จิวยี่สนับสนุนความคิดของตัว ต่างคนต่างแย่งกันพูดจนเกิดความสับสนชุลมุนขึ้น

            จิวยี่เห็นเหตุการณ์ดังนั้นจึงตัดบทว่าพวกท่านไม่จำเป็นต้องโต้เถียงกันอีกต่อไป ไว้พรุ่งนี้เมื่อนายเราออกว่าราชการค่อยปรึกษาหารือพร้อมกัน วันนี้ขอให้ทุกคนกลับไปก่อน

            บรรดานายทหารเหล่านั้นจึงคำนับลาจิวยี่กลับออกไป คล้อยหลังคนเหล่านั้นแล้วจิวยี่ก็หัวเราะขึ้นด้วยเสียงอันดังโดยมิได้ปริปากถ้อยคำใด ๆ

            ความที่จูกัดกิ๋นและกำเหลงรวมสองคณะมาขอพบจิวยี่นี้ มีปรากฏอยู่ในฉบับภาษาจีน แต่ไม่ปรากฏในสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) เข้าใจว่าคงเห็นเป็นเรื่องไม่สำคัญและคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้จึงตัดทิ้งไป  ความจริงเรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้นมีนัยยะที่สำคัญอยู่สองประการคือ ประการแรก เป็นเรื่องของการช่วงชิงการสนับสนุนทางความคิดเห็นจากจิวยี่ที่จะมีผลต่อการตัดสินใจของซุนกวน ซึ่งความเห็นที่แตกต่างกันออกเป็นสองฝ่ายนั้นได้ขยายตัวลุกลามทั่วไปในบรรดาขุนนางเมืองกังตั๋ง ดังนั้นต่างคนจึงต่างพากันมาหาความสนับสนุนจากจิวยี่ เท่ากับว่าขุนนางข้าราชการทั้งหมดของเมืองกังตั๋งไม่ว่าฝ่ายทหารหรือพลเรือนต่างได้มาล็อบบี้จิวยี่กันทั่วทุกตัวคน ถึงกระนั้นแล้วจิวยี่ก็ไม่เคยปริปากออกความคิดเห็นของตัวว่าจะมีความเห็นไปข้างไหน อีกประการหนึ่งที่จิวยี่พยายามรวบรัดตัดบทแล้วให้บรรดาขุนนางทุก ๆ คณะรีบกลับไปโดยอ้างว่าไว้เจรจาปรึกษาหารือกันในวันรุ่งขึ้นเมื่อซุนกวนออกว่าราชการนั้น เนื่องเพราะจิวยี่ตระหนักถึงภารกิจสำคัญที่จะต้องเตรียมตัวเตรียมใจไว้เผชิญหน้ากับพญามังกรแห่งโงลังกั๋ง จูกัดเหลียง-ขงเบ้ง เพราะจิวยี่เห็นว่าจำเป็นต้องทำศึกกับขงเบ้งให้แตกหักลงไปก่อน จึงจะตัดสินใจความเมืองและความสงครามระหว่างเมืองกังตั๋งกับโจโฉต่อไปได้

            พอขุนนางฝ่ายทหารกลับออกไปแล้ว จิวยี่ได้กลับมานั่งที่ห้องพักส่วนตัวแล้วเดินไปที่ชานเรือนรับรองซึ่งทอดไปในทะเล ทอดสายตาไปในทะเลอันกว้าง ครุ่นคิดความที่เตรียมการจะเจรจาด้วยขงเบ้ง

            เสียวเกี้ยวฮูหยินเห็นผู้เป็นสามีมีอาการนิ่งสงบก็รู้ว่าครุ่นคิดถึงการสำคัญอยู่จึงไม่เข้าไปรบกวน ปล่อยให้จิวยี่ครุ่นคำนึงอยู่แต่ลำพัง จนตะวันพลบและกำลังจะลับขอบฟ้า ทหารรักษาการณ์ก็ได้เข้ามารายงานว่าบัดนี้โลซกพาขงเบ้งมาถึงหน้าเรือนรับรองแล้ว

            จิวยี่ได้ฟังดังนั้นก็เงียบขรึมลง รีบลุกขึ้นแล้วออกไปที่หน้าเรือนรับรองเพื่อต้อนรับขงเบ้ง จิวยี่ได้เดินออกมาที่หน้าเรือนรับรอง เห็นโลซกพาขงเบ้งเดินเข้ามาก็วางสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ต่างฝ่ายต่างคำนับทักทายกันตามธรรมเนียม แล้วจิวยี่จึงเชิญขงเบ้งเข้าไปสนทนากันที่ห้องรับรอง

            พอนั่งลงเรียบร้อย ยังไม่ทันที่จิวยี่จะว่ากล่าวความประการใด โลซกได้ชิงกล่าวขึ้นก่อนว่า ข้าพเจ้าทราบว่าบรรดาขุนนางทั้งฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหารได้พากันมาคารวะท่าน คนเหล่านั้นคงจะมาขอให้ท่านสนับสนุนความคิดเห็นว่าจะอ่อนน้อมหรือจะรบกับโจโฉเป็นแน่แท้

            เมื่อคาดการณ์ดังนี้แล้ว โลซกจึงกล่าวสืบไปว่าปัญหาที่เผชิญหน้าเมืองกังตั๋งเราบัดนี้คือปัญหาการอ่อนน้อมหรือสงคราม หรือนัยหนึ่งก็คือปัญหาสงครามและสันติภาพ ซึ่งนายเรายังลังเลไม่อาจตัดสินใจชี้ขาดไปข้างใดข้างหนึ่งได้ และกำลังรอฟังความคิดเห็นของท่านอยู่ ไม่ทราบว่าท่านจะมีความคิดเห็นเป็นประการใด

            ขงเบ้งเห็นโลซกชิงกล่าวขึ้นดังนั้นก็แสร้งนิ่งเฉย พลางหยิบถ้วยน้ำชาขึ้นดื่ม จิวยี่เห็นดังนั้นจึงกล่าวขึ้นว่าโจโฉอาศัยพระบรมราชโองการในพระเจ้าเหี้ยนเต้เป็นธงธรรม ผู้ใดต่อสู้ขัดขืนก็จะเป็นขบถต่อแผ่นดินประการหนึ่ง กองทัพโจโฉซึ่งยกมาครั้งนี้มีกำลังพลมากมายมหาศาล ทั้งชำนาญการศึก เป็นกองทัพที่ทรงไว้ซึ่งศักยภาพอันเกรียงไกรแห่งสงคราม ใครขืนปะทะสู้รบด้วยก็มีแต่จะปราชัย เพราะเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าการสวามิภักดิ์ด้วยโจโฉเป็นหนทางรอดปลอดภัยแต่ทางเดียวของเมืองกังตั๋ง ดังนั้นในวันพรุ่งนี้เมื่อนายเราออกว่าราชการแล้ว ข้าพเจ้าจะเสนอให้ซุนกวนอ่อนน้อมสวามิภักดิ์ด้วยโจโฉ

            โลซกเห็นจิวยี่กล่าวด้วยวาจาขึงขังดังนั้นก็ตกใจ รีบแย้งขึ้นว่าที่ท่านกล่าวมาฉะนี้ไม่ชอบ เจ้านายเราได้ครองแคว้นกังตั๋งสืบต่อกันมาถึงสามชั่วคนแล้ว ทหารแลผู้คนก็พร้อมบริบูรณ์ เสบียงอาหารก็มากมาย ทั้งยังมีทะเลเป็นปราการขวางกั้นข้าศึกอยู่ ไฉนจะยอมยกกังตั๋งให้แก่ข้าศึกได้โดยง่าย ท่านกล่าวความทั้งนี้จะมิเป็นการทรยศต่อคำสั่งเสียของซุนเซ็กที่ฝากฝังเมืองกังตั๋งไว้กับท่านดอกหรือ บัดนี้ภัยมาถึงเมืองกังตั๋งแล้วชอบที่ท่านจะปกป้องคุ้มครองรักษาเมืองกังตั๋งไว้ให้รอดปลอดภัย คงความเป็นสมบัติของตระกูล “ซุน” ไว้ตลอดไป แต่ท่านกลับละหน้าที่ซึ่งซุนเซ็กตั้งความหวังพึ่งท่านเป็นเสาหลักแห่งกังตั๋งประหนึ่งเขาไท้ซานค้ำจุนแผ่นพิภพ ท่านตายแล้วจะมีหน้าไปพบซุนเซ็กได้อย่างไร

            โลซกกล่าวความไปเสียงก็ดังขึ้นโดยลำดับ แสดงถึงความขุ่นแค้นขัดเคืองในใจยิ่งนัก แต่จิวยี่ทำทีเป็นไม่สนใจ กล่าวแย้งว่าก็เพราะสำนึกในหน้าที่ที่ต้องปกป้องกังตั๋งให้พ้นเภทภัย เหตุนี้ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าต้องอ่อนน้อมแก่โจโฉ เพราะนี่คือหนทางเดียวที่จะรักษาเมืองกังตั๋งและหัวเมืองขึ้นทั้งหกหัวเมือง ตลอดจนชาวเมืองทั้งปวงเอาไว้ได้ หากตัดสินใจทำสงครามแล้วผิดพลาดชีวิตผู้คนจำนวนมากก็จะวอดวายด่าวดิ้นเพราะการตัดสินใจที่ผิดพลาดนั้น นั่นแล้วข้าพเจ้าย่อมไม่มีหน้าไปพบกับซุนเซ็ก

            ขงเบ้งได้ฟังจิวยี่และโลซกโต้ตอบกันรุนแรงยิ่งขึ้นก็ยังคงทำทีเป็นทองไม่รู้ร้อน มือหนึ่งยกจอกน้ำชาขึ้นจิบ อีกมือหนึ่งก็โบกพัดขนนกไปมา

            โลซกได้ฟังคำซุนเซ็กดังนั้นจึงว่าเมืองกังตั๋งของเรานี้ตั้งอยู่ในชัยภูมิอันมั่นคง ทหารโจโฉถึงแม้มีเป็นจำนวนมากแต่ไม่ชำนาญการทัพเรือ ไม่สามารถที่จะยกข้ามทะเลมาตีเมืองกังตั๋งได้ ไฉนท่านจึงคิดยอมแพ้โดยไม่คิดสู้รบให้สิ้นฝีมือเสียก่อน

            จิวยี่ได้ฟังดังนั้นจึงเถียงโลซกต่อไปว่าเมืองกังตั๋งอยู่ในชัยภูมิที่มีทะเลขวางกั้นก็จริงอยู่ แต่ทะเลก็ย่อมเป็นทะเล ไม่สามารถต้านทานพลังวิริยภาพในสงครามของมนุษย์ได้ บัดนี้โจโฉได้เมืองเกงจิ๋วซึ่งทหารมีความชำนาญการรบทางน้ำไม่ย่อหย่อนกว่าทหารเมืองกังตั๋งเรา และย่อมอาศัยทหารเมืองเกงจิ๋วฝึกทหารให้รบทางเรือได้ในเวลาไม่ช้านัก ความได้เปรียบที่มีอยู่ก็มลายไปสิ้น

            โลซกและจิวยี่โต้เถียงกันอย่างเอาจริงเอาจัง แต่เป้าหมายของการโต้เถียงของจิวยี่นั้นหาได้อยู่ที่โลซกไม่ เพราะเป้าหมายที่แท้จริงคือขงเบ้ง ถ้อยคำทุกถ้อย ร้อยคำทุกคำพูดแม้ดูประหนึ่งว่าพูดกับโลซก กระทำต่อโลซก แต่แท้จริงกลับพูดกับขงเบ้งและกระทำต่อขงเบ้งอย่างหนักหน่วงรุนแรงลึกซึ้งและมีหรือที่ผู้แจ้งฟ้าจบดิน พญามังกรแห่งโงลังกั๋งจะไม่รู้สึกตัวว่านี่คือแผนการตีวัวกระทบคราดที่ต้องการรุกขงเบ้งให้จนมุมนั่นเอง

            ศึกการทูตระหว่างพญามังกรแห่งโงลังกั๋งกับสิงห์หนุ่มคะนองเดชแห่งแม่น้ำแยงซีได้ระเบิดขึ้นบัดนี้แล้ว.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘