ตอนที่ 246. เล่ห์ลิ้นชิงวิญญาณ

จิวยี่ฟังสภาพการณ์ตึงเครียดและความคิดเห็นของบรรดาขุนนางข้าราชการเมืองกังตั๋งที่แตกแยกเป็นสองฝักสองฝ่ายจากโลซกแล้ว ก็รู้สภาพการณ์ความเป็นไปอย่างกระจ่างแจ้ง แต่พอได้ยินนามจูกัดเหลียง-ขงเบ้ง จิวยี่ก็ตื่นเต้นสนใจ สั่งโลซกให้รีบไปเชิญขงเบ้งมาพบ

            จิวยี่ไม่ยอมเปิดเผยจุดยืนและความในใจว่าจะตัดสินใจอย่างใด ทั้ง ๆ ที่สนิทสนมไว้วางใจโลซกเป็นพิเศษ และมิได้สนใจไต่ถามความอื่นจากโลซกเพราะมีสิ่งซึ่งจิวยี่ให้ความสนใจอยู่ประการเดียวเท่านั้นคือขงเบ้ง

            เนื่องเพราะจิวยี่เมื่อได้ยินว่าขงเบ้งเดินทางมาเมืองกังตั๋งก็รู้ได้ในทันทีว่าการที่คนระดับเสนาธิการใหญ่ของเล่าปี่เดินทางมาเมืองกังตั๋งด้วยตนเองนั้น ย่อมมีความหมายที่ลึกซึ้งซ่อนเร้นอยู่ นั่นคือการแสวงหาความร่วมมือกับกังตั๋งเพื่อทำสงครามกับโจโฉ และในกรณีเช่นนี้จิวยี่ย่อมถือว่าไพ่ในมือฝ่ายกังตั๋งเหนือกว่าไพ่ในมือของเล่าปี่และขงเบ้ง ดังนั้นหากจะร่วมมือกันก็ต้องเป็นการร่วมมือโดยขงเบ้งต้องเป็นฝ่ายขอร้องงอนง้อและต้องยอมรับเงื่อนไขที่กังตั๋งกำหนด ไม่ใช่ร่วมมือในลักษณะที่เสมอภาคกัน เหตุนี้จึงจำเป็นต้องจัดการทางด้านขงเบ้งให้เสร็จสิ้นเสียก่อนที่จะพบกับซุนกวน อนึ่งเล่าขงเบ้งนั้นได้บัญชาการกองทัพเล่าปี่ทำสงครามกับโจโฉมาก่อน ย่อมรู้ตื้นลึกหนาบางข้างกองทัพโจโฉอันจะเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจ จึงต้องรีบแสวงหาข้อมูลการสงครามจากปากคำของขงเบ้งให้กระจ่างเสียชั้นหนึ่งก่อน

            โลซกไม่รู้ความประสงค์ที่แท้จริงของจิวยี่ แต่คิดว่าการที่จิวยี่เชิญขงเบ้งมาพบจะสมกับประโยชน์ที่โลซกปรารถนา เพราะโลซกมั่นใจว่าขงเบ้งสามารถพูดจาจูงใจให้จิวยี่ตัดสินใจทำสงครามกับโจโฉได้ เนื่องจากโลซกได้ทราบจุดยืนและได้เห็นวิธีการของขงเบ้งจากการเจรจากับซุนกวนมาแล้ว ดังนั้นการที่จิวยี่อยากพบขงเบ้งจึงทำให้โลซกมีความหวังมากขึ้น ดังนี้โลซกจึงรีบคำนับลาจิวยี่ออกมาขี่ม้าไปหาขงเบ้งในทันที

            จิวยี่กลับเข้าไปในห้องพักบ่นกับเสียวเกี้ยวผู้เป็นศรีภรรยาว่าในโลกนี้พวกที่ว่องไวปราดเปรียวมีอยู่เจ็ดจำพวกคือเสือ งู กระรอก กระแต กระต่าย นกกระจอก นกนางแอ่น และพวกล็อบบี้ยิสต์ ทั้งเจ็ดจำพวกนี้นักล็อบบี้ยิสต์มีความร้ายกาจมากที่สุด เพราะสามารถบันดาลให้ผู้อื่นทำตามความปรารถนาของตัวได้ ราวกับว่าเป็นความคิดของตนเอง ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นชายหรือหญิง เด็กหรือผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นขุนนางหรือพ่อค้าวานิช และไม่ว่าจะเป็นข้าราชการชั้นเสมียนถึงชั้นอัครมหาเสนาบดี บางทีแม้ฮ่องเต้ก็ยังไม่วายที่จะต้องทรงกระทำตามที่นักล็อบบี้ยิสต์ต้องการ

            เสียวเกี้ยวฮูหยินหัวเราะแล้วว่าพี่ท่านกล่าวความขาดไปสิ่งหนึ่ง จิวยี่สงสัยจึงถามว่าพี่กล่าวอะไรขาดไปหรือ

            นางเสียวเกี้ยวจึงว่าสิ่งที่ขาดไปนั้นสำคัญที่สุดคือสตรี เพราะแม้แต่จักรพรรดิสมบัติอันยิ่งใหญ่ มีศักดานุภาพกว่าสมบัติทั้งปวงในโลก เป็นรองก็แต่อริยสมบัตินั้นบางทีก็ยังอยู่ภายใต้อำนาจแห่งรูปสมบัติของสตรี ท่านพี่ชำนาญการประวัติศาสตร์ย่อมทราบดีมิใช่หรือว่าฮ่องเต้ในประวัติศาสตร์หลายพระองค์แม้จะทรงเข้มแข็งกล้าหาญเกรียงไกร มีพระบรมเดชานุภาพยิ่งใหญ่ สามารถบังคับบัญชาทหารได้ร้อยหมื่น สามารถลงโทษประหารคนนับแสนได้โดยไม่ต้องกระพริบพระเนตร แต่เบื้องหน้าสตรีโฉมสะคราญกลับต้องคลานและสยบอยู่แทบเท้านางเท่านั้น บางพระองค์ถึงขนาดไม่กล้าที่จะตัดสินพระทัยในการบริหารราชการแผ่นดินแม้แต่สักสิ่งเดียว ทุกอย่างต้องอาศัยการตัดสินใจของพระมเหสีทั้งสิ้น เหตุนี้จึงว่าท่านพี่ยังกล่าวขาดไปสิ่งหนึ่งคือสตรีนี่แล้ว

            จิวยี่ได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ แล้วสัพยอกผู้เป็นศรีภรรยาว่าน้องเราย่อมเป็นหนึ่งในเหล่ายอดสตรีเป็นแน่แท้ ว่าแล้วสองสามีภรรยาก็หัวเราะขึ้นพร้อม ๆ กัน

            จิวยี่ฟังเสียวเกี้ยวฮูหยินศรีภรรยาผู้เป็นที่รักดังดวงใจพรรณนาความเชิงสัพยอกหยอกเย้าถึงอานุภาพแห่งสตรีแล้วหัวเราะต่อกระซิกกันราวกับว่าอยู่ในช่วงข้าวใหม่ปลามันของการครองคู่ เพียงครู่หนึ่งยังไม่ทันถึงละครชีวิตบทอัศจรรย์ ทหารรักษาการณ์ได้วิ่งเข้ามารายงานว่าขุนนางฝ่ายพลเรือนหลายคนได้ยกขบวนตบเท้ามาขอพบ ขณะนี้รออยู่ที่หน้าเรือนรับรอง

            จิวยี่ฟังดังนั้นก็สบตากับศรีภรรยาเป็นเชิงออดอ้อน นางเสียวเกี้ยวเป็นบุตรีของเกียวก๊กโล ญาติห่าง ๆ ชั้นผู้ใหญ่ของซุนกวน แม้เป็นสตรีแต่ก็เห็นและเข้าใจถึงความสำคัญและความจำเป็นของบ้านเมืองยามหน้าศึกสงคราม ทั้งประจักษ์น้ำใจชายชาติทหารของสามีตัว เห็นท่าทีจิวยี่ดังนั้นก็รู้ว่าจิวยี่เกรงใจนางและรู้สึกลำบากใจ จึงให้กำลังใจกล่าวกับจิวยี่อย่างอ่อนโยนว่าพี่ท่านจงออกไปต้อนรับพวกเขาก็แล้วกัน

            จิวยี่ได้ฟังดังนั้นจึงจูบแก้มผู้เป็นศรีภรรยาเป็นทีว่าขอบคุณที่รู้ใจ แล้วเดินออกไปที่หน้าเรือนรับรอง เห็นเตียวเจียว โก๊ะหยง เตียวเหียน และโปจิด รวมสี่คนซึ่งเป็นขุนนางฝ่ายพลเรือนยืนอออยู่ข้างหน้าเรือนรับรอง

            คนเหล่านั้นเห็นจิวยี่แล้วต่างพากันเข้ามาคำนับ แล้วกล่าวว่าพวกข้าพเจ้าทราบว่าท่านกลับมาจากฐานทัพเรือ จึงรีบรุดมาคารวะ จิวยี่รับคำนับแล้วเชิญสี่ขุนนางผู้ใหญ่เข้าไปในห้องโถง ไต่ถามสารทุกข์สุขดิบกันตามธรรมเนียม

            เตียวเจียวได้เริ่มเรื่องขึ้นก่อนว่า ท่านได้ทราบข่าวร้ายแรงเกี่ยวกับเมืองกังตั๋งเราแล้วหรือไม่ จิวยี่มีสีหน้าราบเรียบกล่าวตอบว่า แคว้นกังตั๋งเรามีเรื่องราวร้ายแรงประการใดเกิดขึ้นหรือ ข้าพเจ้าไม่ทราบเรื่องเลย

            เตียวเจียวจึงว่าโจโฉถือพระบรมราชโองการของพระเจ้าเหี้ยนเต้ กรีฑาทัพกว่าร้อยหมื่นเพื่อปราบปรามเล่าปี่ เล่าปี่เสียทีแตกหนีไปอยู่ที่เมืองกังแฮ โจโฉจึงยกกองทัพติดตามมา เล่าจ๋องเจ้าเมืองเกงจิ๋วยอมอ่อนน้อมยกเมืองเกงจิ๋วให้แก่โจโฉแล้ว บัดนี้โจโฉต้องการผูกมิตรกับนายเรา จึงเชิญไปออกป่าล่าสัตว์ที่ชายแดนเมืองกังแฮ แล้วจะทำความตกลงร่วมกันกำจัดเล่าปี่และจะแบ่งเมืองเกงจิ๋วให้ครึ่งหนึ่ง ข้าพเจ้าและบรรดาขุนนางทั้งปวงได้เสนอให้นายเราอ่อนน้อมแก่โจโฉ ขจัดภัยพิบัติให้แก่แคว้นกังตั๋งและชาวเมืองทั้งปวง แต่โลซกกลับคัดค้าน มิหนำซ้ำยังไปพาเอาขงเบ้งที่ปรึกษาของเล่าปี่ข้ามทะเลมายุยงให้นายเรารบกับโจโฉ ยืมมือชาวกังตั๋งแก้แค้นแทนเล่าปี่ ท่านมาพบเจ้านายเราครั้งนี้ขอให้เห็นแก่ความปลอดภัยของแคว้นกังตั๋งแลราษฎรทั้งปวง ช่วยแนะนำซุนกวนให้อ่อนน้อมต่อโจโฉด้วย

            จิวยี่ได้ฟังดังนั้นจึงถามว่าพวกท่านที่มาด้วยกันนี้มีความเห็นพ้องต้องกันเป็นอย่างเดียวกับเตียวเจียวหรือไม่ ทุกคนที่มากับเตียวเจียวได้ตอบยืนยันพร้อมกันว่าพวกเรามีความเห็นอย่างเดียวกัน

            จิวยี่จึงว่าเมื่อทุกคนมีความเห็นตรงกันเช่นนี้ก็ดีแล้ว ข้าพเจ้าเองก็มีความเห็นอย่างเดียวกันกับพวกท่าน ดังนั้นวันนี้ขอเชิญพวกท่านกลับไปก่อน ไว้พรุ่งนี้เจ้านายเราออกว่าราชการแล้วจะได้ปรึกษาหารือกันต่อไป

            เตียวเจียวและคณะฟังคำจิวยี่แล้วก็มีความยินดี สำคัญว่าจิวยี่จะเกลี้ยกล่อมให้ซุนกวนยอมสวามิภักดิ์กับโจโฉตามความเห็นของพวกตน จึงคำนับลาจิวยี่กลับออกไป

            จิวยี่ทอดสายตาตามดูเตียวเจียวและคณะที่กำลังเดินออกไปแล้วส่ายศีรษะ ครู่หนึ่งจึงเดินกลับเข้าไปข้างใน เล่าความที่ได้สนทนากับเตียวเจียวและขุนนางฝ่ายพลเรือนให้ศรีภรรยาทราบทุกประการ

            เสียวเกี้ยวฮูหยินเห็นสามีเพิ่งเดินทางกลับมายังมิทันได้พักผ่อนและต้องออกเจรจาความกับขุนนาง เกรงว่าจิวยี่จะอ่อนล้าจึงยกน้ำชาโสมออกมาให้จิวยี่ด้วยตนเอง

            จิวยี่ดื่มน้ำโสมยังไม่ทันหมดถ้วย ทหารรักษาการณ์เข้ามารายงานว่าบัดนี้แม่ทัพเทียเภา อุยกาย และฮันต๋งและแม่ทัพนายกองหลายคนมาขอพบ ขณะนี้รออยู่ข้างหน้าตึกรับรอง

            จิวยี่วางถ้วยน้ำโสมลงบนโต๊ะ สายตาจ้องไปที่ใบหน้าของเสียวเกี้ยวฮูหยินพร้อมกับยิ้มให้เป็นนัยว่ามีคนมารบกวนอีกแล้ว

            นางเสียวเกี้ยวรู้ใจผู้เป็นสามี เห็นดังนั้นจึงยุดมือจิวยี่ให้ลุกขึ้นแล้วจูงเดินไปส่งที่ประตู ปากก็กล่าวว่าท่านพี่ออกไปสนทนากับพวกเขาเถิด จิวยี่เห็นผู้เป็นภรรยารู้ใจก็ยิ่งเกรงใจ จุมพิตแก้มเสียวเกี้ยวแล้วเดินออกไปที่หน้าเรือนรับรอง

            เทียเภา อุยกาย ฮันต๋งและขุนนางฝ่ายทหารยืนออรออยู่ที่ด้านหน้า เห็นจิวยี่เดินออกมาก็พากันคำนับ จิวยี่รีบคำนับตอบเพราะมีอาวุโสน้อยกว่าเทียเภา อุยกาย และฮันต๋ง จากนั้นจึงออกปากเชิญเข้าไปสนทนากันที่ห้องโถงด้านใน

            เทียเภาและคณะนายทหารได้โอภาปราศรัยกับจิวยี่เกี่ยวกับการด้านกองทัพเรือ แล้วว่าพวกข้าพเจ้าได้ข่าวว่าท่านกลับมาจากเมืองเองฮอจึงรีบรุดมารบกวนเวลาท่านด้วยว่าเป็นเรื่องร้อนของเมืองกังตั๋ง ซึ่งท่านคงทราบความบ้างแล้ว

            จิวยี่จึงว่าเมืองกังตั๋งเราเกิดความร้ายแรงประการใด ข้าพเจ้ายังไม่ทราบความนั้นเลย เทียเภาจึงว่าอีกไม่กี่วันเมืองกังตั๋งของเรานี้จะตกเป็นสิทธิของผู้อื่นแล้ว ท่านไม่รู้หรือ

            จิวยี่ตีสีหน้าตื่นตกใจแล้วถามว่ามีเรื่องราวเป็นประการใด

            เทียเภาจึงกล่าวขึ้นว่าพวกเราทำราชการอยู่กับแคว้นกังตั๋งตั้งแต่ครั้งซุนเกี๋ยนเริ่มก่อร่างสร้างตัว ถึงวันนี้สามแผ่นดินแล้ว หลายปีมานี้พวกเราได้อุทิศกายใจไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยาก ไม่เคยห่วงใยชีวิตตัวและครอบครัวของตนเอง ทำศึกเหนือเสือใต้เพื่อให้กังตั๋งมั่นคงสถาพร แต่เวลานี้พวกขุนนางฝ่ายพลเรือนขี้ขลาดตาขาวคิดอ่านเกลี้ยกล่อมให้เจ้านายเรายกเมืองกังตั๋งแก่โจโฉ ช่างน่าแค้นใจนัก

            จิวยี่ยังคงตีสีหน้างงงวย ซักถามต่อไปว่าเหตุใดจึงคิดจะยกเมืองกังตั๋งให้แก่โจโฉ

            เทียเภาฟังคำจิวยี่แล้วสำคัญว่าจิวยี่ไม่ทราบความที่โจโฉยกกองทัพใหญ่และบีบบังคับซุนกวนให้ยอมสวามิภักดิ์ จึงเล่าความให้จิวยี่ฟังทุกประการ แล้วว่าข้าพเจ้าและบรรดาแม่ทัพนายกองทั้งปวงไม่เห็นด้วยที่จะให้นายเรายอมอ่อนน้อมสวามิภักดิ์ต่อโจโฉ หัวเด็ดตีนขาดประการใดก็พร้อมจะพลีชีพปกป้องเมืองกังตั๋งไม่ให้ตกเป็นของโจโฉโดยเด็ดขาด

            เทียเภาได้กล่าวต่อไปว่าพวกเราเป็นทหาร การเจรจาถ้อยคำไม่อ่อนหวานแยบยลเหมือนพวกลิ้นสอพลอฝ่ายพลเรือน ได้ข่าวว่าท่านกลับมาครั้งนี้ก็ดีใจ ด้วยหวังใจว่าท่านจะเป็นตัวแทนความคิดของทุกเหล่าทัพแนะนำนายเราอย่าให้อ่อนน้อมแก่โจโฉเลย

            จิวยี่ได้ฟังดังนั้นก็ผงกศีรษะแล้วตอบว่า ทุกท่านที่มาพร้อมกันในวันนี้มีความเห็นพ้องต้องกันว่าจะไม่ยอมอ่อนน้อมและพร้อมที่จะต่อสู้กับโจโฉกระนั้นหรือ

            คณะนายทหาร ณ ที่นั้นได้ตอบเป็นเสียงเดียวพร้อมกันว่าพวกเรามีความเห็นตรงกัน ทุกคนพร้อมจะพลีชีวิตเพื่อปกป้องกังตั๋ง

            ส่วนอุยกายนั้นก้าวเข้ามาที่ข้างหน้าจิวยี่ เอามือตบที่หน้าอกดังสนั่นด้วยความคับแค้นใจยิ่งนักว่าถึงตายข้าพเจ้าก็จะไม่มีวันยอมจำนนกับโจโฉ

            บรรดานายทหารทุกคนในที่นั้นเห็นอารมณ์เคืองแค้นของอุยกายก็มีอารมณ์ร่วมรู้สึกอย่างเดียวกัน เปล่งเสียงพร้อมกันว่าพวกเราไม่ยอมอ่อนน้อม พวกเราพร้อมสู้ตาย

            จิวยี่ผงกศีรษะเป็นทีเห็นด้วยอีกครั้งหนึ่ง แล้วว่าพวกท่านทั้งหลายจงวางใจ ข้าพเจ้าก็เป็นทหารมีความคิดจิตใจเป็นอย่างเดียวกับพวกท่าน ข้าพเจ้าได้ตัดสินใจตั้งแต่ออกจากฐานทัพเรือว่าจะต้องต่อสู้กับโจโฉให้รู้แพ้ชนะสักครั้งหนึ่ง วันนี้พวกท่านจงกลับไปก่อน ไว้พรุ่งนี้ข้าพเจ้าจะได้ปรึกษาหารือกับซุนกวนต่อไป

            บรรดาแม่ทัพนายกองทั้งนั้นเห็นจิวยี่มีความเห็นเป็นอย่างเดียวกันกับพวกตัวก็ดีใจ สำคัญว่าจิวยี่จะแนะนำซุนกวนมิให้อ่อนน้อมและยอมทำสงครามกับโจโฉจึงพากันคำนับลาจิวยี่กลับออกไป

            จิวยี่เดินกลับเข้ามาที่ข้างในอีกครั้งหนึ่ง เสียวเกี้ยวฮูหยินสังเกตเห็นผู้เป็นสามีมีสีหน้าแจ่มใสกระปรี้กระเปร่าผิดกับเมื่อกลับเข้ามาจากการพบกับเตียวเจียวและคณะฝ่ายพลเรือน จึงถามว่าท่านพี่พบแม่ทัพเทียเภาและคณะ ตัดสินใจหาทางออกได้แล้วหรือ

            จิวยี่ผงกศีรษะเป็นทียอมรับแต่ไม่ตอบคำของผู้เป็นภรรยา กลับกล่าวขึ้นว่าข้าพเจ้าห่างฮูหยินไปอยู่ที่ฐานทัพเรือเสียนานวัน กลับมาครั้งนี้พบว่าฮูหยินช่างงามหยาดเยิ้มกว่าแต่ก่อนมากมายนัก ว่าแล้วจึงเอามือทั้งสองกุมสองมือของศรีภรรยามาแนบไว้กับอก

            เสียวเกี้ยวฮูหยินเห็นจิวยี่เกี้ยวพาราสีเอาดื้อ ๆ ก็เอียงอายเป็นพิธี แต่ไม่ทันที่จะได้ว่ากล่าวประการใด ทหารรักษาการณ์ก็วิ่งเข้ามารายงานอีกว่ามีผู้มาขอพบอีกคณะหนึ่งแล้ว

            ศึกน้ำลายภายในเมืองกังตั๋งเพื่อช่วงชิงวิญญาณการสนับสนุนจากจิวยี่ให้ยอมอ่อนน้อมหรือทำสงครามกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้นดังนี้.
 

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘