ตอนที่ 245. แสงสว่างแห่งคำสั่งเสีย

 โลซกคาดหมายว่าเตียวเจียวและขุนนางฝ่ายพลเรือนเข้ามาเกลี้ยกล่อมซุนกวนให้ยอมสวามิภักดิ์ต่อโจโฉ และเกรงว่าซุนกวนจะเปลี่ยนใจจึงรีบตามมาเกลี้ยกล่อมซุนกวนบ้าง ต่างฝ่ายต่างเกลี้ยกล่อมเหมือนกัน แต่เจตนาอันซ่อนเร้นของแต่ละฝ่ายกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

            พอโลซกพบหน้าซุนกวนก็ได้กล่าวขึ้นก่อนว่าเตียวเจียวและพวกขุนนางฝ่ายพลเรือนมาพบท่านครั้งนี้คงจะมาพูดจาให้ท่านสวามิภักดิ์ต่อโจโฉเป็นมั่นคง คนเหล่านี้เป็นพวกขี้ขลาดตาขาว คิดแต่จะรักษาชีวิตรอดไปดูแลคุ้มครองลูกเมียเท่านั้น ขอท่านอย่าได้เชื่อถือรับฟังคำคนเหล่านี้ พึงใช้วิจารณญาณของท่านเองตัดสินใจเพื่อกังตั๋งและตระกูล “ซุน” เถิด

            โลซกเห็นซุนกวนยังมีท่าทีลังเลอยู่จึงว่าบัดนี้ท่านได้บัญชาให้ทุกเหล่าทัพเตรียมพร้อมแล้ว อย่าได้ลังเลสงสัยอีกเลย เพราะความลังเลสงสัยจะทำให้ทำการกับโจโฉได้ไม่ถนัด แล้วเกิดความผิดพลาดเสียหายขึ้นได้

            ซุนกวนนิ่งอึ้งอยู่เพราะถูกความลังเลเข้าครอบงำจิตใจจนมืดมิดอีกครั้งหนึ่ง ในช่วงเที่ยงกินโต๊ะกับขงเบ้งฟังความแล้วเห็นกระจ่างในชัยชนะจึงตัดสินใจขั้นเด็ดขาดที่จะร่วมมือกับเล่าปี่ทำสงครามกับโจโฉ และได้สั่งให้กองทัพทุกเหล่าเตรียมพร้อม แต่ครั้นฟังคำเตียวเจียวและขุนนางฝ่ายพลเรือนก็เห็นจริงเช่นเดียวกันว่า  ขงเบ้งนั้นเป็นฝ่ายเล่าปี่ หากกังตั๋งตัดสินใจรบกับโจโฉก็ไม่ได้ประโยชน์อันใดจากสงคราม กรณีจะกลายเป็นว่ากังตั๋งทำสงครามแทนเล่าปี่ ในขณะที่เล่าปี่นอนสุขสบายอยู่ที่เมืองกังแฮ

            ดังนั้นความลังเลในใจซุนกวนจึงลึกซึ้งนัก ถึงแม้ว่าโลซกซึ่งเป็นผู้ที่ซุนกวนรักและวางใจมานานจะยืนยันในความเห็นขอให้ทำสงครามกับโจโฉหนักแน่นสักเพียงไหน แต่กลับไม่ทำให้ซุนกวนหายลังเลแต่ประการใด

            ซุนกวนฟังคำโลซกแล้วจึงว่าวันนี้ท่านจงกลับไปก่อนเราจะไตร่ตรองตัดสินใจเอง โลซกจึงคำนับลาซุนกวนกลับออกไป

            ภายในจวนของซุนกวนเงียบสงบ ซุนกวนเดินวนไปวนมาตัดสินใจไม่ตกว่าจะรบกับโจโฉดีหรือไม่ แต่ข้างภายนอกจวนนั้นบรรดาที่ปรึกษาขุนนางข้าราชการต่างคนต่างขยายความคิดเพื่อหาเสียงสนับสนุน ความคิดเห็นแตกออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าสมควรสวามิภักดิ์กับโจโฉ อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าไม่สมควรสวามิภักดิ์และต้องเตรียมพร้อมที่จะทำสงคราม

            ศึกการทูตที่โจโฉกระทำต่อเมืองกังตั๋งได้ทำให้การข้างในเมืองกังตั๋งกลายเป็นศึกภายในทางความคิดระหว่างขุนนางข้าราชการทั้งปวงและขยายตัวลุกลามไปยังกลุ่มชนต่าง ๆ ทำให้ความเห็นที่ขัดแย้งนั้นกลายเป็นความขัดแย้งภายในเป็นสองฝักสองฝ่าย

            ตัวซุนกวนเองแม้ไม่ปริปากพูดกับผู้ใด แต่ศึกภายในจิตใจกลับรุนแรงไม่ต่างกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นข้างนอกจวน ใจหนึ่งซุนกวนหวั่นเกรงแสนยานุภาพทางการทหารของโจโฉ ความเห็นจึงโน้มไปในทางสวามิภักดิ์เพื่อความอยู่รอด แต่อีกใจหนึ่งทะนงในศักดิ์ศรีและภาระหน้าที่ของตัวเองที่มีต่อตระกูล “ซุน” และชาวเมืองกังตั๋ง ไม่อยากเป็นข้าของโจโฉและหวั่นเกรงว่าหากพลาดพลั้งก็จะมีชะตากรรมอย่างเดียวกันกับเล่าจ๋อง ความเห็นจึงโน้มไปในทางทำสงครามต่อต้านโจโฉ

            เพราะความเห็นเป็นสองทางและความลังเลเป็นสองใจอยู่เช่นนี้ ซุนกวนจึงผลุดลุกผลุดนั่ง เดินวนไปเวียนมาอยู่ภายในห้องพักในจวน ถึงเวลากินก็ไม่มีแก่ใจที่จะกิน ถึงเวลานอนก็ไม่มีแก่ใจที่จะนอน เพลิงสงครามแม้ยังอยู่คนละฟากแม่น้ำแยงซีแต่เพลิงแห่งความลังเลในใจกลับเผาผลาญร้อนรุ่มอยู่ในอกของซุนกวนจนหาความสงบมิได้

            ฝ่ายนางงอก๊กไถ้ซึ่งเป็นแม่น้าของซุนกวน และได้เลี้ยงดูซุนกวนมาตั้งแต่เล็ก รักห่วงซุนกวนดุจดังบุตรในอุทรสังเกตเห็นซุนกวนหลังออกว่าราชการในวันนี้แล้วหม่นหมองวุ่นวายผิดปกติไปเป็นอันมาก จึงเฝ้าสังเกตอยู่อย่างใกล้ชิด เห็นซุนกวนไม่เป็นอันกินข้าวปลา พักผ่อนหลับนอน เอาแต่ผลุดลุกผลุดนั่ง เดินไปเดินมาแล้วทอดถอนใจใหญ่ จึงเข้าไปถามซุนกวนว่าเจ้ามีเรื่องวิตกกังวลด้วยสิ่งใดหรือ จึงมีอาการเป็นดั่งนี้

            ซุนกวนรักแม่เลี้ยง ทั้งเคารพและห่วงใยเสมอด้วยมารดาผู้ล่วงลับ เห็นแม่น้าเป็นห่วงไม่หลับนอนไปด้วยก็สงสารจึงกล่าวกับนางงอก๊กไถ้ว่าบัดนี้โจโฉกรีฑาทัพใหญ่มาตั้งอยู่ฝั่งเหนือของแม่น้ำแยงซี ยึดเมืองเกงจิ๋วไว้ได้แล้ว มีทีท่าว่าจะยกข้ามมาตีเมืองกังตั๋ง ข้าพเจ้าได้ปรึกษากับบรรดาขุนนางข้าราชการทั้งปวงแล้วไม่ปรองดองพร้อมใจกันว่าจะต่อสู้หรือยอมแพ้ จึงยากยิ่งที่จะตัดสินใจ แต่ถ้าไม่ตัดสินใจภัยสงครามมาถึงแล้วก็จะเสียทีแก่ข้าศึก จึงวิตกอยู่ดังนี้

            นางงอก๊กไถ้จึงว่าแลเมื่อคนทั้งปวงมีความเห็นไม่ลงรอยกันเช่นนี้ ตัวเจ้าเองเล่ามีความเห็นเป็นอย่างไร ก็จงตัดสินใจไปตามความเห็นของเจ้าเถิด

            ซุนกวนจึงว่าข้าพเจ้ารับภาระเมืองกังตั๋งจากท่านพ่อและท่านพี่ จึงตั้งใจปกป้องรักษาเมืองกังตั๋งไว้ไม่ให้เป็นอันตราย แต่วิตกด้วยกองทัพโจโฉยกมาครั้งนี้ใหญ่หลวงนักเกรงว่าจะต่อสู้ไม่ได้ ครั้นจะอ่อนน้อมก็เกรงว่าโจโฉจะไม่สุจริตคิดสังหารเสียในภายหลังเหมือนกับที่ทำกับเล่าจ๋อง ด้วยเหตุนี้จึงลังเลตัดสินใจไปทางใดทางหนึ่งไม่ได้

            สถานการณ์มาถึงขณะนี้ประจักษ์ถึงจุดแปรผันที่ทำให้ซุนกวนไม่กล้าสวามิภักดิ์กับโจโฉ ที่สำคัญประการหนึ่งก็คือการที่โจโฉสังหารเล่าจ๋องซึ่งยอมสวามิภักดิ์นั้นเสียจึงเกรงว่าเหตุการณ์อย่างเดียวกันจะเกิดกับตัวบ้าง ซุนกวนจึงต้องดิ้นรนหาทางรอดซึ่งมีทางเดียวคือคิดทำสงคราม ดังนั้นแม้ว่าในขณะที่โจโฉคิดสังหารเล่าจ๋องจะดูเหมือนว่ามีเหตุผลจำเป็นทางการเมือง แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลายไปแล้วก็เห็นได้ชัดว่าการตัดสินใจของโจโฉครั้งนั้นเป็นความผิดพลาด ทำให้สูญเสียความเชื่อถือทางการเมืองต่อบรรดาเจ้าเมืองต่าง ๆ ดังนั้นการคิดถึงประโยชน์เฉพาะหน้าในบางครั้งบางคราจึงทำลายประโยชน์ระยะยาวอย่างน่าเสียดายยิ่ง

            นางงอก๊กไถ้ได้ฟังคำซุนกวนดังนั้นจึงว่าแต่โบราณกาลมาห้ามมิให้สตรีเข้าเกี่ยวข้องแทรกแซงทางการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดิน เพราะสตรีนั้นมีเพศแม่ สิ่งที่รักที่ห่วงมากที่สุดก็คือบุตร เมื่อคำนึงถึงบุตรก็คำนึงถึงตัวเองและครอบครัวเป็นสำคัญยิ่งกว่าอื่นใด สายตาและปัญญาทัศน์ของสตรีจึงแตกต่างจากบุรุษ มีความจำกัดยิ่งกว่าบุรุษและทำให้การตัดสินใจของสตรีมักอาศัยอารมณ์ความรู้สึกยิ่งกว่าบุรุษ เหตุนี้ยุคใดสมัยใดสตรีเข้ายุ่งเกี่ยวแทรกแซงการบริหาราชการแผ่นดินและการเมืองแล้วจึง มักจะเกิดความสับสนวุ่นวายเป็นกลียุคขึ้น

            นางงอก๊กไถ้ได้กล่าวสืบไปว่า เพราะบทเรียนดังนี้ปราชญ์แต่อดีตจึงได้ห้ามมิให้สตรีเข้ายุ่งเกี่ยวทางการเมืองและได้กลายเป็นกฏของทุกราชสำนักมานานนับพันปี เจ้าวุ่นวายใจอยู่ดังนี้ตัวเราเป็นห่วงใยวิตกด้วยเจ้านัก แต่มิรู้ที่จะช่วยเหลือประการใดได้

            ซุนกวนเห็นผู้เป็นแม่น้าวิตกกังวลด้วยตนเองก็เกรงว่าแม่ผู้สูงวัยจะป่วยไข้จึงเดินเขามาใกล้ กอดนางงอก๊กไถ้ไว้แนบกับตัวแล้วว่าแม่อย่าได้วิตกกังวลเลย ขอเวลาสักครู่หนึ่งลูกจะไตร่ตรองตัดสินใจเอง

            นางงอก๊กไถ้มองสายตาซุนกวนเห็นเต็มไปด้วยความวิตกกังวลก็สงสารยิ่งนัก ในพลันที่จ้องหน้าสบตาซุนกวนนั้น ความรู้สึกประพิมประพายคล้ายใบหน้าของพี่สาวร่วมอุทรของนางซึ่งเป็นมารดาผู้ให้กำเนิดของซุนกวนได้ผุดเป็นมโนภาพขึ้นในใจ นางงอก๊กไถ้ก็น้ำตาไหลซึมใบหน้าโดยไม่รู้สึกตัว แล้วหวนรำลึกถึงคำสั่งเสียของพี่สาวยามใกล้จะสิ้นลม สีหน้านางก็ส่อความรู้สึกตื่นเต้นขึ้นในทันใด

            ซุนกวนเห็นสีหน้ามารดาเลี้ยงแปรเปลี่ยนดังนั้น จึงถามขึ้นว่าท่านแม่คิดถึงเรื่องราวสิ่งใดหรือ

            นางงอก๊กไถ้จึงว่า เราเห็นหน้าเจ้าใกล้ชิดเมื่อสักครู่นี้จึงคิดถึงคำสั่งเสียของมารดาเจ้าขึ้นมาได้ เจ้าลืมเสียแล้วหรือว่าเมื่อครั้งที่พี่สาวเราใกล้จะสิ้นลมนั้นได้สั่งเสียไว้ว่าถ้าหากการบริหารราชการแผ่นดินมีข้อใดติดขัดให้ปรึกษากับเตียวเจียว แต่ถ้าการศึกสงครามขัดสนก็ให้ปรึกษากับจิวยี่

            สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ได้บรรยายความตอนนี้ว่า “เมื่อพี่เจ้าจะถึงแก่ความตายนั้นได้สั่งไว้ว่าการสิ่งใดข้างในมิสำเร็จ ก็ให้ปรึกษาไต่ถามเตียวเจียว การสิ่งใดข้างหน้ามิสำเร็จให้ถามจิวยี่”

            สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ได้ยกเอาคำสั่งเสียของซุนเซ็กเป็นหลัก ซึ่งความจริงในเรื่องนี้ซุนเซ็กได้สั่งเสียซุนกวนและญาติพี่น้องไว้ก่อนที่จะตาย ครั้นเวลามารดาของซุนกวนใกล้จะสิ้นลมก็ได้ย้ำคำสั่งเสียของซุนเซ็กดังกล่าวกับซุนกวนและญาติพี่น้องอีกครั้งหนึ่ง

            ซุนกวนได้ฟังดังนั้นพลันคล้ายกับตื่นจากภวังค์ รำลึกถึงคำสั่งเสียของซุนเซ็กและคำสั่งเสียของมารดาที่ว่าหากขัดสนด้วยการสงครามก็ให้ปรึกษาจิวยี่ขึ้นมาได้ ซุนกวนรำลึกได้ดังนี้จึง “สว่างหัวอกดังว่านอนหลับตื่นขึ้นมีความยินดีหาที่สุดมิได้” อาการของซุนกวนยามนี้จึงคล้ายกับเหล่าสกุณาเห็นแสงเรืองรองของอรุณ ณ วันใหม่ฉะนั้น

            นางงอก๊กไถ้เห็นซุนกวนมีสีหน้ายินดีและรำลึกถึงคำสั่งเสียได้แล้วจึงย้ำว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ ไฉนเจ้าไม่เรียกจิวยี่มาปรึกษาดูสักครั้งหนึ่ง

            ซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็ได้คิด รีบสั่งทหารว่าวันพรุ่งนี้ให้รีบไปเชิญจิวยี่จากฐานบัญชาการกองทัพเรือที่ปากน้ำเมืองเองฮอมาพบโดยด่วน

            ฝ่ายจิวยี่อยู่ที่ฐานทัพเรือที่ปากน้ำเมืองเองฮอครั้นได้ทราบว่าโจโฉได้เมืองเกงจิ๋วแล้วยกทหารมาตั้งอยู่ที่ชายทะเลแน่นขนัดทั้งกองทัพบก กองทัพเรือก็ร้อนใจเกรงว่าโจโฉจะยกมาตีเมืองกังตั๋ง จึงรีบพานายทหารคนสนิทเดินทางทั้งวันทั้งคืนมาเมืองชีสองเพื่อฟังท่าทีของซุนกวนว่าจะตัดสินใจประการใด

            ครั้นวันรุ่งขึ้นทหารซึ่งซุนกวนสั่งให้ไปตามจิวยี่ได้ออกเดินทางตั้งแต่เช้า พอใกล้เที่ยงสวนกับจิวยี่จึงเข้าไปคำนับ และแจ้งความที่ซุนกวนสั่งให้เชิญจิวยี่ไปพบเป็นการด่วนให้จิวยี่ทราบทุกประการ แล้วพากันกลับมาเมืองชีสอง

            ตกเวลาบ่ายจิวยี่เดินทางถึงประตูเมืองชีสอง จึงสั่งทหารนั้นไปรายงานให้ ซุนกวนทราบเสียชั้นหนึ่งก่อน และว่าจะเข้าไปคำนับซุนกวนในเวลาที่ซุนกวนออกว่าราชการในวันพรุ่งนี้ จากนั้นจิวยี่จึงแยกทางตรงไปที่บ้านพักรับรอง ทักทายปลอบขวัญนางเสียวเกี้ยวผู้เป็นภรรยาอย่างอ่อนหวาน

            จิวยี่และนางเสียวเกี้ยวโอภาปราศรัยรับขวัญกันอยู่ที่ระเบียงริมน้ำไม่ทันไร   ทหารรักษาการณ์ได้วิ่งเข้ามารายงานว่าบัดนี้โลซกมาขอพบ

            จิวยี่ได้ฟังรายงานดังนั้นจ้องมองหน้าผู้เป็นภรรยาแล้วหัวเราะเป็นทีว่ามีคนมาขัดคอแล้ว นางเสียวเกี้ยวรู้ใจสามีจึงว่าการบ้านเมืองเป็นเรื่องใหญ่ต้องมาก่อน เชิญท่านพี่ออกไปพบโลซกเถิด

            จิวยี่ได้รับคำยินยอมจากเมียรัก จึงสั่งทหารให้ออกไปเชิญโลซกมาที่ห้องรับรอง

            โลซกเข้ามาถึงห้องรับรองเห็นจิวยี่เดินออกมาจากข้างในก็ดีใจ ต่างถ้อยทีถ้อยคำนับกันตามธรรมเนียม

            จิวยี่กล่าวขึ้นก่อนว่าข้าพเจ้าเพิ่งมาถึง ท่านทราบข่าวได้รวดเร็วจริง ๆ ว่าแล้วจิวยี่ก็หัวเราะ

            โลซกได้ฟังดังนั้นจึงว่ากิตติศัพท์ที่ท่านมาเมืองชีสองในวันนี้เป็นที่สนใจของคนทั้งปวงจึงลือเลื่องไปอย่างรวดเร็ว เวลานี้คงจะทราบกันทั่วทั้งเมืองแล้ว ตัวข้าพเจ้าถือวิสาสะว่าสนิทสนมกับท่านจึงรีบรุดมาก่อน หากเป็นการรบกวนเวลาของท่านกับฮูหยินแล้วโปรดงดโทษให้ข้าพเจ้าด้วย

            โลซกไม่สนใจที่จะไต่ถามสารทุกข์สุขดิบตามอย่างธรรมเนียม เพราะถือว่าสนิทสนมเป็นพิเศษกับจิวยี่ จึงรีบชิงเล่าความที่โจโฉมีหนังสือมาบีบบังคับซุนกวนให้อ่อนน้อมและบรรดาที่ปรึกษาขุนนางเมืองกังตั๋งได้แตกความเห็นเป็นสองฝ่ายแล้วว่าบรรดาพวกขุนนางฝ่ายพลเรือนนั้นเสนอให้อ่อนน้อมต่อโจโฉ เป็นเพราะความรักตัวกลัวตาย คิดถึงแต่ลูกเมีย ไม่รักศักดิ์ศรีของความเป็นคน ไม่คิดที่จะปกป้องผลประโยชน์แห่งกังตั๋งและตระกูล “ซุน” ขอท่านอย่าได้เชื่อฟังคำคนขี้ขลาดเหล่านั้น แล้วตัดสินใจทำสงครามกับโจโฉ

            โลซกได้เล่าให้จิวยี่ฟังด้วยว่าได้เชิญเสนาธิการใหญ่ของเล่าปี่คือจูกัดเหลียง-ขงเบ้งมาเมืองกังตั๋งเพื่อร่วมมือกันในการสงครามครั้งนี้แล้ว

            จิวยี่ได้ฟังความจากโลซกโดยละเอียดก็รู้สภาพการณ์ที่เป็นไป ตลอดจนจุดยืนของบรรดาขุนนางข้าราชการเมืองกังตั๋งโดยกระจ่าง แต่พอได้ยินชื่อจูกัด       เหลียง-ขงเบ้งจากปากโลซกสีหน้าของจิวยี่ก็แปรเปลี่ยนไปเป็นฉงน อึดใจหนึ่งจึงค่อยเป็นปกติดังเดิม จากนั้นจึงกล่าวกับโลซกว่าท่านอย่าได้วิตกในเรื่องนี้ ข้าพเจ้าย่อมมีวิจารณญาณเป็นของตนเอง แต่เมื่อขงเบ้งมาเมืองกังตั๋งแล้วให้ท่านรีบไปเชิญขงเบ้งมาสนทนากับข้าพเจ้าสักหน่อยหนึ่ง.
 

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘