ตอนที่ 244. ระยะทางพิสูจน์ม้า

 ขงเบ้งล่อซุนกวนให้ออกมาจากถ้ำอีกคราหนึ่ง เพราะได้แย้มให้เห็นถึงผลได้และผลได้นั้นคือความอยู่รอดปลอดภัยของแคว้นกังตั๋ง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญสูงสุดที่ซุนกวนปรารถนาในยามนี้ ดังนั้นซุนกวนจึงระลึกได้ว่าการวู่วามใจร้อนด่วนโกรธขงเบ้งเป็นการไม่ชอบ เกือบจะทำให้การใหญ่ของกังตั๋งเสียหาย

            ดังนั้นเมื่อซุนกวนออกมาที่ห้องโถงในอีกครั้งหนึ่ง เข้านั่งประจำที่แล้ว จึงรีบกล่าวขอโทษขงเบ้งว่า เมื่อครู่นี้ข้าพเจ้าวู่วามเกินไป จึงเสียมารยาทล่วงเกินท่าน จงอภัยให้ข้าพเจ้าและอย่าได้ถือสาสืบไปเลย

            ขงเบ้งฟังซุนกวนดังนั้นก็รู้ว่าการณ์เป็นไปสมคะเนตามแผนการที่กำหนดแล้ว และเพื่อถนอมน้ำใจซุนกวน ขงเบ้งจึงอ่อนข้อกล่าวขอโทษซุนกวนบ้างว่า ข้าพเจ้าเองก็มีส่วนผิดที่กล่าวความโดยมิได้ระมัดระวัง ทำให้ท่านไม่สบายใจ จงงดโทษให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด

            เมื่อต่างฝ่ายต่างถ้อยทีอ่อนให้กันดังนี้แล้ว อารมณ์ความรู้สึกของซุนกวนก็ค่อยสบายขึ้น จึงอยากที่จะสนทนากับขงเบ้งเป็นการส่วนตัวเกี่ยวกับการสงครามกับโจโฉเพื่อไม่ให้ถูกรบกวนจากบรรดาขุนนางข้าราชการที่ขัดแย้งกันอยู่ ประกอบกับเป็นเวลาใกล้เที่ยงซุนกวนจึงเชิญขงเบ้งเข้าไปที่ห้องรับรองส่วนตัวด้านใน แล้วสั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่แต่งโต๊ะเลี้ยงขงเบ้งเป็นพิเศษ

            ในระหว่างกินโต๊ะเสพสุราอยู่นั้น ซุนกวนได้ปรารภขึ้นว่าทั่วทั้งแผ่นดินนี้แต่ไหนแต่ไรมาโจโฉถือว่าลิโป้ อ้วนสุด อ้วนเสี้ยว เล่าเปียว เล่าปี่และตัวข้าพเจ้าเป็นศัตรูตัวฉกาจที่จะต้องกำจัดให้จงได้ บัดนี้โจโฉได้กำจัดคนทั้งปวงจนราบคาบสิ้นแล้ว เหลือแต่เล่าปี่นายท่านกับข้าพเจ้าเท่านั้น

            ซุนกวนกล่าวต่อไปว่าเล่าปี่นายท่านเพิ่งตั้งตัวใหม่ ทหารก็น้อยจึงเสียทีแก่โจโฉ ส่วนตัวข้าพเจ้าตั้งใจที่จะปกปักรักษาเมืองกังตั๋งไว้มิให้เป็นอันตราย ข้าพเจ้าได้ตัดสินใจเป็นที่เด็ดขาดแล้วว่าแม้นโจโฉยกมาก็จะต่อสู้จนสุดชีวิต ข้าพเจ้าหวังใจว่าถ้าได้ร่วมมือกับเล่าปี่นายท่านแล้วก็พอที่จะสามารถต้านทานโจโฉได้ แต่กระนั้นก็ดียังวิตกด้วยแสนยานุภาพทางการทหารของโจโฉนั้นใหญ่หลวงนัก เมืองกังตั๋งเมื่อร่วมกับเมืองกังแฮแล้วก็ยังมีกำลังน้อยกว่ากองทัพโจโฉเป็นอันมาก จึงมิรู้ที่จะทำสงครามต่อต้านประการใด

            คำซุนกวนดั่งนี้ได้เปิดเผยเจตนาอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา ไม่ประกอบด้วยเล่ห์เพทุบายทางการทูตอีกต่อไป อุปมาเหมือนม้าสิ้นพยศแล้วก็จะขี่ได้โดยง่าย มาถึงขั้นนี้แทนที่ขงเบ้งจะต้องออกปากขอให้ซุนกวนช่วยเหลือเล่าปี่ร่วมมือกันต่อสู้กับโจโฉ การณ์ได้กลับกลายเป็นว่าซุนกวนต้องการความร่วมมือจากเล่าปี่ในการทำสงครามต่อต้านโจโฉเสียเอง

            ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดียิ่งนัก แต่ฟังน้ำเสียงซุนกวนแล้วยังไม่สิ้นความจึงอดใจนิ่งอยู่รอฟังความจากซุนกวนต่อไป

            ซุนกวนได้กล่าวสืบไปว่าเล่าปี่นายท่านบัดนี้เพิ่งแตกหนีโจโฉมา กองทัพยังระส่ำระสายรวมกันไม่ติด เมืองกังแฮก็เป็นเมืองน้อย เกรงว่าเล่าปี่นายท่านจะไม่พร้อมที่จะทำสงครามด้วยโจโฉ

            ขงเบ้งฟังคำซุนกวนดังนี้แล้วก็แจ้งว่าแม้ปากจะยืนยันขันแข็งว่าตัดสินใจเด็ดขาดที่จะทำสงครามกับโจโฉแล้ว แต่ในใจนั้นยังลังเลสับสนอยู่ ทั้งนี้เป็นเพราะความหวาดหวั่นต่อกำลังทหารของโจโฉที่มีแสนยานุภาพใหญ่หลวงนัก จำจะต้องทำให้ซุนกวนมีจิตใจฮึกเหิม มีกำลังใจที่จะต่อสู้เสียก่อน

            ดังนั้นขงเบ้งจึงปลอบประโลมใจซุนกวนว่า สถานการณ์ของเล่าปี่นั้นเป็นแต่เพียงถอยหนีโจโฉเพื่อถนอมกำลังให้พร้อมที่จะรุกรบเท่านั้น ความจริงเล่าปี่ไม่ได้เสียทีหรือพ่ายแพ้แก่กองทัพของโจโฉ กำลังทหารยังคงพร้อมบริบูรณ์อยู่ โดยกวนอูคุมกองทัพหมื่นหนึ่งตั้งอยู่ที่เมืองแฮเค้า ส่วนเล่าปี่และเล่ากี๋อยู่ที่เมืองกังแฮก็มีกำลังทหารกว่าหมื่นคน ทั้งสองเมืองนี้แม้เป็นเมืองเล็กแต่เป็นชัยภูมิตั้งรับเป็นสองปีก สามารถรุกรับประสานกันได้อย่างมีอานุภาพ

            หลังจากขงเบ้งได้สร้างความเชื่อมั่นทางด้านกองทัพของเล่าปี่ที่ยังคงมีกำลังพร้อมบริบูรณ์อยู่แล้ว จึงกล่าวถึงสภาพการณ์ด้านกองทัพของโจโฉต่อไปว่า กองทัพโจโฉถึงแม้จะมากก็ไม่น่าหวาดเกรงแต่ประการใด เพราะกองทัพโจโฉยกมาแต่แดนอันไกลโพ้น อ่อนล้าอิดโรย แม้เสบียงก็เริ่มขาดแคลน ขาดพลังที่จะรุกคืบต่อไปได้ แม้จะตั้งมั่นอยู่ก็มีแต่จะระส่ำระสายต่อไปในภายหน้า อุปมาเหมือนลูกเกาทัณฑ์แม้มีปลายดอกอันแหลมคม แต่เมื่อแล่นไปสุดแรงแล้วก็ไม่สามารถเจาะทะลุผ้าไหมอันเบาบางได้ฉันใด อุปไมยก็ฉันนั้น

            ขงเบ้งเห็นซุนกวนนิ่งฟังอย่างตั้งใจจึงกล่าวสืบไปว่าทหารโจโฉล้วนเป็นชาวดอนไม่สันทัดการรบทางน้ำ ดังนั้นแม้จะมีจำนวนมากแต่ไม่สามารถทำการรบทางเรือได้เต็มที่ มากจึงเสมือนดั่งน้อย แม้ว่าโจโฉได้เมืองเกงจิ๋วแล้วและทหารเมืองเกงจิ๋วนั้นถึงจะสันทัดการรบทางเรือแต่ไม่เต็มใจสู้รบเพราะจำใจอยู่ด้วยโจโฉ เนื่องจากเล่าจ๋องไม่คิดต่อสู้มัวแต่หลงลมคนขี้ขลาด แล้วลอบยกเมืองเกงจิ๋วให้แก่โจโฉ ทหารเมืองเกงจิ๋วจึงเป็นเพียงคนครึ่งคน ไม่สามารถใช้ในการสงครามได้

            หลังจากพรรณนาความด้านกำลังทหารของเล่าปี่และโจโฉแล้ว ขงเบ้งได้ยกเหตุผลทางด้านเมืองกังตั๋งขึ้นพรรณนาว่าอันเมืองกังตั๋งนี้ตั้งอยู่ในชัยภูมิอันประเสริฐ มีทะเลขวางกั้นเป็นประหนึ่งปราการทองแดงกำแพงเหล็กกล้า ยากที่โจโฉจะรุกโจมตีได้ ทั้งตัวท่านก็ได้สืบทอดอำนาจตระกูล “ซุน” มาสามรุ่นแล้ว ผู้คนแลเสบียงอาหารก็บริบูรณ์ หากท่านและเล่าปี่ได้ร่วมมือกันแล้วสภาพการศึกก็จะแปรเปลี่ยนไปโดยโจโฉจะตกอยู่ท่ามกลางการกระหนาบของเล่าปี่และตัวท่าน

            ขงเบ้งได้อธิบายสภาพการสงครามต่อไปว่ากองทัพของเล่าปี่ที่เมืองกังแฮและเมืองแฮเค้าจะคุกคามกองทัพบกของโจโฉมิให้ขยับรุกเมืองกังตั๋งได้ ทั้งยังมีกองทัพเรือที่พร้อมรุกรบอยู่อีกกองใหญ่ ดังนั้นโจโฉจะทำการต่อเมืองกังตั๋งไม่สะดวก ครั้นจะรุกเอาเล่าปี่เล่า กองทัพเมืองกังตั๋งก็กระหนาบอยู่ กองทัพเรือของโจโฉก็จะทำการไม่สะดวกเช่นเดียวกัน 

            ขงเบ้งได้สรุปว่าความผันแปรของการสงครามครั้งนี้ขึ้นอยู่กับความร่วมมือโดยสุจริตระหว่างเล่าปี่กับท่าน หากได้ผนึกกำลังและประสานแผนการรบให้เป็นเอกภาพแล้ว โจโฉก็จะปราชัยกลับไปเมืองหลวง และเมื่อนั้นทั้งเมืองกังตั๋งและเมืองเกงจิ๋วก็จะปลอดภัยคืนสู่ภาวะสันติไปอีกนานเท่านาน

            ขงเบ้งสังเกตสีหน้าของซุนกวนเห็นคลายความวิตกกังวลและผ่องใสขึ้นก็แจ้งความคิดของซุนกวนว่าเห็นด้วยกับแผนการที่เสนอ จึงรุกสำทับต่อไปว่ากองทัพโจโฉนั้นหากยังคงเข้มแข็งเติบใหญ่อยู่เช่นนี้ อันตรายก็จะมีแก่เมืองกังตั๋งไม่มีที่สิ้นสุด ถึงจะนอนหลับก็นอนหลับไม่สนิท บัดนี้เป็นโอกาสอันดียิ่งที่จะทำลายกองทัพโจโฉให้ย่อยยับไป วางรากฐานแห่งสันติภาพให้บังเกิดขึ้นทั่วทั้งแผ่นดิน สงครามและสันติภาพจะเป็นประการใดก็อยู่ที่การตัดสินใจของท่านประการนั้น

            ซุนกวนนั่งฟังขงเบ้งพรรณนาความการศึกด้วยความตั้งใจ เห็นสภาพการณ์ทั้งข้างเล่าปี่ โจโฉ และข้างเมืองกังตั๋ง ทั้งจุดอ่อน จุดแข็ง และความแปรผันของสถานการณ์สงครามกระจ่างขึ้นโดยลำดับ ความมืดมนในใจที่วิตกด้วยความปลอดภัยของเมืองกังตั๋งก็ค่อยๆ สว่างขึ้นโดยลำดับจนแจ่มแจ้งเช่นเดียวกัน สีหน้าของซุนกวนจึงผ่องใสยิ่งนัก ตาวาวเป็นประกายอย่างเห็นได้ชัด ครั้นสิ้นคำขงเบ้งแล้วซุนกวนจึงค้อมศีรษะเป็นทีขอบคุณขงเบ้งแล้วว่า การวิพากษ์และประมาณการสงครามของท่านกระจ่างแจ้งยิ่งนัก เหมือนจูงข้าพเจ้าจากที่มืดออกสู่ที่สว่าง ข้าพเจ้าสิ้นสงสัยในการศึกและผลสุดท้ายแห่งสงครามแล้ว จึงตัดสินใจเด็ดขาดที่จะทำสงครามกับโจโฉ ณ บัดนี้

            ว่าแล้วซุนกวนจึงมีคำสั่งให้โลซกถ่ายทอดคำสั่งให้กองทัพบก กองทัพเรือทั้งปวงทั้งแคว้นกังตั๋งเตรียมพร้อมเพื่อรอฤกษ์ดีแล้วจะได้เคลื่อนทัพเข้าสู่สมรภูมิเผชิญหน้ากับกองทัพโจโฉต่อไป

            ขงเบ้งและโลซกจึงคำนับลาซุนกวนออกมา ขงเบ้งแยกไปที่เรือนพักรับรองแขกเมือง ส่วนโลซกได้ตรงไปที่กองบัญชาการกองทัพแล้วถ่ายทอดคำสั่งเตรียมพร้อมของซุนกวนถึงทุกเหล่าทัพในทันที

            ฝ่ายเตียวเจียวและขุนนางฝ่ายพลเรือนทั้งปวง ครั้นทราบว่าซุนกวนมีคำสั่งให้ทุกเหล่าทัพเตรียมพร้อมก็ตกใจ เพราะคาดหมายได้ว่าบัดนี้ซุนกวนได้ตกลงใจที่จะทำสงครามกับโจโฉจึงชักชวนบรรดาที่ปรึกษาชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายพลเรือนมาปรึกษากันว่าบัดนี้ซุนกวนนายเราถูกขงเบ้งหลอกลวงจนหลงเชื่อแล้ว จึงคิดที่จะทำสงครามกับโจโฉ พวกเราและชาวเมืองกังตั๋งจะได้ความเดือดร้อนเป็นมั่นคง

            ปรึกษากันแล้วเตียวเจียวและขุนนางฝ่ายพลเรือนจึงชวนกันไปขอพบซุนกวนถึงจวนที่พัก แล้วเตียวเจียวได้กล่าวทักท้วงซุนกวนว่าพวกข้าพเจ้าทราบว่าท่านมีบัญชาให้ทุกเหล่าทัพเตรียมพร้อม จึงวิตกว่าจะเกิดสงครามระหว่างกังตั๋งกับกองทัพเมืองหลวงจึงพร้อมกันรีบรุดมาขอให้ท่านได้ทบทวนไตร่ตรองอีกครั้งหนึ่ง

            เตียวเจียวสังเกตเห็นซุนกวนยังมีท่าทีลังเลไม่แน่นอน จึงเอาความกลัวภัยสำทับใส่ซุนกวนด้วยเชิงชั้นเล่ห์ลิ้นนักเพ็ดทูลว่า ซึ่งท่านจะทำสงครามด้วยโจโฉนี้ชอบที่จะใคร่ครวญให้จงหนักว่ากองทัพเมืองกังตั๋งนั้นหากจะเปรียบเทียบกับกองทัพอ้วนเสี้ยวแล้วจะเป็นประการใด อันอ้วนเสี้ยวนั้นมีทหารกว่าเจ็ดสิบหมื่นมากกว่าทหารโจโฉถึงสิบเท่า โจโฉก็ยังคิดอ่านเอาชัยชนะต่ออ้วนเสี้ยวได้ บัดนี้โจโฉกรีฑาทัพใหญ่กว่าร้อยหมื่นประหนึ่งจะถมทะเลให้เป็นภูเขาได้ฉะนี้ กังตั๋งของเราจะต้านทานได้แล้วละหรือ

            ว่าแล้วเตียวเจียวจึงใช้สุดยอดวิชาของขันทีสร้างความหวาดระแวงแตกแยกเพื่อแสวงประโยชน์ดังประสงค์ของตนต่อไปว่า อันขงเบ้งนั้นเป็นที่ปรึกษาของเล่าปี่ เสียทีแตกหนีโจโฉมาติดจั่นอยู่ที่เมืองกังแฮ จึงคิดที่จะยืมมือกองทัพเมืองกังตั๋งเราให้ออกไปรบและตายแทนกองทัพของเล่าปี่ หากทำตามคำขงเบ้งเห็นทีเมืองกังตั๋งจะได้รับอันตราย อุปมาดั่งขนเอาฟืนไปดับไฟ มีแต่จะมอดไหม้วายวอดเป็นจุณไปเท่านั้น

            ซุนกวนเห็นหน้าเตียวเจียวและพวกซึ่งมีจุดยืนให้สวามิภักดิ์กับโจโฉขัดกับเจตนาที่มีอยู่ในใจก็ขุ่นใจซ้ำจากเมื่อวันก่อน แต่ครั้นฟังเหตุและผลของเตียวเจียวและบรรดาที่ปรึกษาฝ่ายพลเรือนแล้วก็มีเหตุผลหนักแน่นอยู่ เพราะแสนยานุภาพและความเชี่ยวชาญการสงครามระหว่างกองทัพเมืองหลวงกับกองทัพเมืองกังตั๋งนั้นแตกต่างกันมากยิ่งกว่าเมื่อครั้งสงครามอ้วนเสี้ยวกับโจโฉเสียอีก ไหนเลยจะเอาชนะกองทัพโจโฉได้

            ดังนั้นซุนกวนทั้ง ๆ ที่ต่อหน้าขงเบ้งก็ว่าตัดสินใจเด็ดขาดที่จะทำสงครามกับโจโฉแล้ว จึงกลับโลเลไม่แน่ใจขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง และก้มหน้านิ่งอึ้งไม่พูดจาประการใด

            โก๊ะหยงที่ปรึกษาฝ่ายพลเรือนที่ร่วมคณะมากับเตียวเจียวในครั้งนี้ด้วยเห็นซุนกวนนั่งนิ่งอึ้งอยู่ก็รู้ว่าซุนกวนมีความลังเลเกิดขึ้นในใจแล้ว จึงสำทับซ้ำคำเตียวเจียวว่าซึ่งท่านจะเชื่อถือฟังคำขงเบ้งนั้นไม่ชอบ เพราะเล่าปี่เสียทีแตกหนีโจโฉไปอยู่ที่เมืองกังแฮเหมือนหนูติดจั่นอยู่แล้วจึงให้ขงเบ้งมาลวงท่านให้ทำศึกกับโจโฉ หากหลงเชื่อคำ  ขงเบ้งเมืองกังตั๋งเราก็ต้องทำสงครามแทนเล่าปี่ ความเสียหายเจ็บตายจะตกเป็นภาระแก่กังตั๋งสิ้น ประโยชน์ที่จะตกได้แก่เมืองกังตั๋งนั้นมองไม่เห็นเลย และเมื่อเมืองกังตั๋งเราเข้าสู่สงครามแล้ว เล่าปี่ก็จะนอนหลับพักผ่อนอย่างสุขสบายอยู่ที่เมืองกังแฮ คอยจ้องแลว่าฝ่ายใดเพลี่ยงพล้ำแล้วจะซ้ำเอาต่อภายหลัง จึงขอท่านได้ใคร่ครวญไตร่ตรองจงหนักแล้วตัดสินใจตามความเห็นของเตียวเจียวนั้นเถิด

            ซุนกวนได้ฟังคำโก๊ะหยงก็ยิ่งลังเล แต่ยังคงไม่ปริปากว่ากล่าวประการใด เตียวเจียวและบรรดาขุนนางเห็นท่าทีซุนกวนดังนี้จึงไม่กล้าเซ้าซี้อีกต่อไป พากันคำนับลาซุนกวนแล้วกลับออกมา

            ฝ่ายโลซกไปที่กองบัญชาการทหาร ถ่ายทอดคำสั่งเตรียมพร้อมของซุนกวนไปยังทุกเหล่าทัพแล้วทราบข่าวว่าเตียวเจียวและขุนนางฝ่ายพลเรือนยกกันไปหาซุนกวนก็คาดหมายว่าเตียวเจียวและฝ่ายพลเรือนเหล่านั้นไปคัดค้านขัดขวางมิให้ซุนกวนเคลื่อนทัพบก ทัพเรือเข้าสู่สมรภูมิ ซึ่งขัดกับเจตนารมย์ของโลซกและยุทธศาสตร์กังตั๋ง

            ดังนั้นโลซกจึงรีบตามมาที่จวนของซุนกวนอีกครั้งหนึ่ง พอมาถึงหน้าจวนก็สวนทางกับเตียวเจียวและพวกซึ่งเพิ่งคำนับลาซุนกวนกลับออกมา โลซกไม่พูดจาทักทายเตียวเจียวและเพื่อนขุนนางเหล่านั้น รีบก้าวเดินเข้าไปในจวนแล้วเข้าไปหาซุนกวน

            ศึกช่วงชิงการตัดสินใจของซุนกวนระหว่างบรรดาขุนนางเมืองกังตั๋งโดยมีเจตนาซ่อนเร้นของแต่ละฝ่ายที่แตกต่างกันครั้งนี้ได้พิสูจน์ภาษิตโบราณที่ว่า “ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน” อีกครั้งหนึ่งว่าใครคือวีรชน ใครคือทรชน.
 

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘