ตอนที่ 243. แผนสุมเพลิงสงครามไว้ในใจ

 ขงเบ้งตรวจดูโหงวเฮ้งของซุนกวนแล้วเห็นว่าบุคลิกลักษณะของซุนกวนที่ปรากฏเด่นชัดจากนัยน์ตาและหนวด เป็นลักษณะของผู้มีบุญ มีพลังอันร้อนแรงอยู่ในตัวแต่สามารถข่มเอาไว้ได้ อุปมาดั่งเพลิงกาฬอันคุโชนอยู่ข้างใต้ภูเขาไฟ พลุ่งขึ้นเมื่อใดก็จะระเบิดขึ้นเมื่อนั้น

             ขงเบ้งได้กำหนดแผนการไว้ในใจ จะอาศัยเอาพลังไร้สภาพจากความหวาดกลัวระวังภัยในใจของซุนกวนอย่างหนึ่ง และอาศัยความทะนงในศักดิ์ศรีที่เป็นยอดคนของกังตั๋งอีกอย่างหนึ่ง จุดชนวนระเบิดในใจให้ซุนกวนระเบิดโทสะให้ได้เสียก่อน การก็จะสมความคิด

             ดังนั้นเมื่อซุนกวนตั้งคำถามว่าโจโฉได้เมืองเกงจิ๋วแล้วจะคิดอ่านประการใดต่อไป ขงเบ้งจึงเห็นถึงลักษณาการที่ซุนกวนก้าวขาเข้ามาในยุทธภูมิทางการทูตที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน จึงตอบซุนกวนว่า “อันโจโฉนี้ที่จะไม่คิดอ่านทำการต่อไปนั้นอย่าสงสัยเลย บัดนี้ข้าพเจ้ารู้ว่าโจโฉให้ตระเตรียมทัพบกทัพเรือไว้ได้พร้อมแล้ว เห็นจะยกมาตีเมืองกังตั๋งเป็นมั่นคง”

             ขงเบ้งกล่าวถึงแสนยานุภาพอันยิ่งใหญ่เกรียงไกรของกองทัพโจโฉให้เป็นที่เกรงขามหวั่นใจแก่ซุนกวนก่อน แล้วจึงผลักพลังอันยิ่งใหญ่แห่งความหวั่นไหวนั้นเข้าใส่ซุนกวนว่าโจโฉเตรียมการทั้งปวงไว้ก็เพื่อจะยกมาตีเมืองกังตั๋ง ซึ่งต้องด้วยความคิดของซุนกวนเพราะผู้มีสติปัญญาระดับผู้นำอย่างซุนกวนนั้น ได้อ่านแผนการของโจโฉอย่างชัดเจนตั้งแต่วันเวลาที่ได้เห็นหนังสือของโจโฉแล้ว

             ดังนั้นซุนกวนจึงถามขงเบ้งต่อไปว่า “ถ้าโจโฉยกทัพมาดังนั้น เราจะรบดีหรือว่าอย่ารบดี ขอปัญญาท่านช่วยผ่อนปรนให้ข้าพเจ้าแจ้งหน่อยหนึ่ง”

             ขงเบ้งเองก็คาดคิดไม่ถึงว่าซุนกวนจะปรึกษาหารือด้วยความอันใหญ่หลวงและเกี่ยวกับประโยชน์ได้เสียสูงสุดของเมืองกังตั๋ง และของตระกูล “ซุน” เพราะแม้ว่าขงเบ้งจะเป็นแขกเมืองมาเมืองกังตั๋งกับโลซกก็จริงอยู่ แต่ขงเบ้งก็ยังคงเป็นเสนาธิการใหญ่ของกองทัพเล่าปี่ ว่าโดยปกติแล้วไม่ชอบที่ซุนกวนจะยกความนี้ขึ้นปรึกษาขอความเห็นจากขงเบ้ง

             การทั้งนี้ขงเบ้งจึงคิดว่าเป็นผลโดยตรงจากความหวั่นไหวในจิตใจที่ประหวั่นพรั่นพรึงในแสนยานุภาพทางการทหารของโจโฉ แต่ครั้นจะตอบไปตามความปรารถนาที่ตั้งใจมาเมืองกังตั๋งอย่างตรงไปตรงมาก็เหมือนกับทะเลยามไร้คลื่นลมย่อมหาความสง่าเย้ายวนตาอันใดมิได้

             ดังนั้นขงเบ้งจึงตอบว่าความอันท่านขอความเห็นข้าพเจ้านี้ใหญ่หลวงนัก ข้าพเจ้าเป็นแต่แขกเมืองเพิ่งมาเมืองกังตั๋งก็แต่ครั้งนี้ หากจะตอบไปตามความคิดอ่านแล้ว เกรงว่าท่านจะระแวงแคลงใจ
 ซุนกวนได้ฟังดังนั้นจึงว่าถึงแม้ว่าท่านจะเป็นแขกเมืองก็ตามที แต่ข้าพเจ้าเห็นว่าท่านนี้เป็นบัณฑิต ย่อมแสดงความเห็นโดยสุจริตตามแต่ที่เห็นจริง ดังนั้นท่านอย่าได้สงสัยในตัวเรา ความเห็นอันใดของท่านหากเราเห็นชอบด้วย เราก็พร้อมจะทำตาม

             ขงเบ้งรู้ดีว่าหากแนะนำให้ซุนกวนร่วมมือกับเล่าปี่ก็เท่ากับว่าได้เผยเจตนาออกไปก่อน อุปมาดั่งชักกระบี่ก่อนก็จะเสียทีเพลี่ยงพล้ำในบั้นปลาย แต่ถ้าหากแนะนำให้ซุนกวนอ่อนน้อมต่อโจโฉในทันที ซุนกวนก็จะระแวงระวังว่าได้ซ่อนเจตนาที่จะยุให้รบกับโจโฉ การก็จะเสียไป

             ดังนั้นขงเบ้งจึงตอบเป็นทีแบ่งรับแบ่งสู้ให้เกิดความฉงนเสียก่อนว่า “อันโจโฉแลเล่าปี่กับบิดาของท่านก็ได้ควบคุมทหารคิดอ่านจะทำการตั้งตัวเป็นใหญ่พร้อมกันมา แลบัดนี้โจโฉมีความเพียร เขม้นทำการปราบปรามบ้านเมืองทั้งได้ทหารไว้เป็นอันมากถึงเพียงนี้แล้วท่านจงประมาณใจดู ถ้าเห็นพอจะสู้โจโฉได้ก็ให้เร่งจัดแจงบ้านเมืองซ่องสุมทหารให้พร้อมมูลไว้ ถ้าเห็นสู้มิได้ก็จงผ่อนผันกระทำตามคนทั้งปวงปรึกษา ซึ่งจะให้ถอดเกราะทิ้งทวนเสียเข้าไปคำนับโจโฉนั้นก็ตามเถิด”

             ขงเบ้งโยนภาระในการตัดสินใจกลับไปยังซุนกวน ว่าการจะรบหรือไม่รบ ควรอยู่ในความชั่งพินิจพิจารณาของซุนกวนเอง และเป็นหน้าที่ของซุนกวนต้องประมาณสถานการณ์เองว่าจะต่อสู้กับโจโฉได้หรือไม่ หากเห็นว่าต่อสู้ได้ก็ชอบที่จะเตรียมรบ หากเห็นว่าต่อสู้มิได้ก็ชอบที่จะยอมอ่อนน้อมต่อโจโฉ ในขณะเดียวกันนี้ขงเบ้งก็ได้ซ่อนตากลไว้ โดยยกเอาเล่าปี่เข้ามาเกี่ยวข้องในสถานการณ์ เพื่อลวงให้ซุนกวนเปรียบเทียบกับเล่าปี่ซึ่งแม้ต่อสู้กับโจโฉมิได้ก็ยังคงไม่ยอมจำนน หากยังคงคิดอ่านสู้รบอยู่จนถึงทุกวันนี้

             ซุนกวนได้ฟังคำขงเบ้งที่มิได้วินิจฉัยชี้ขาดไปในทางใดทางหนึ่งว่าควรรบหรือไม่ควรรบ ไม่สมกับที่ได้คาดหวังว่าจะได้รับคำตอบจากขงเบ้งก็เริ่มขุ่นใจแล้วนิ่งอึ้งอยู่

             ขงเบ้งเห็นซุนกวนดังนั้นก็รู้ว่าความร้อนแห่งอัคคีใต้ภูเขาไฟแห่งใจของซุนกวนเริ่มคุกรุ่นแล้ว จึงรุกตรงไปยังหัวใจของซุนกวนในทันทีว่า “อันการภายนอกท่านปรึกษาคิดว่าจะไปนบนอบโจโฉตามประเพณี ฝ่ายการภายในท่านมีความรังเกียจอยู่ว่าจะเอาบ้านเมืองไปยกให้อ่อนน้อมแก่โจโฉนั้นจะได้ความอัปยศไปภายหน้า เนื้อความทั้งสองประการนี้ขัดข้องอยู่ในอารมณ์ท่าน ยังหาตกลงข้างไหนไม่ แม้ท่านจะมิตรึกตรองคิดอ่านให้ตกลงข้างไหน แต่จะรวนเรอยู่ฉะนี้ ดีร้ายนานไปข้างหน้าภัยก็จะมาถึงตัวหาทันรู้ไม่”

             ซุนกวนได้ฟังคำขงเบ้งกล่าวความราวกับว่านั่งอยู่ในกลางหัวใจก็สะดุ้งขึ้นทั้งตัว เพราะซุนกวนบัดนี้น้ำใจลังเลอยู่เป็นสองใจ ใจหนึ่งหวั่นไหวต่อแสนยานุภาพทางการทหารของโจโฉว่ากังตั๋งมีกำลังน้อย ไหนเลยจะสู้กำลังมากได้ น้ำใจข้างนี้จึงคิดอ่อนน้อมสวามิภักดิ์ แต่อีกน้ำใจหนึ่งเล่าทะนงในเกียรติศักดิ์แห่งตระกูล “ซุน” และฐานะซึ่งเป็นผู้สืบทอดอำนาจคนที่สามของตระกูล “ซุน” เหนือแดนกังตั๋ง หากยกเมืองกังตั๋งให้แก่โจโฉเสียแล้ว ก็จะได้รับความอดสู ไม่มีหน้าสู้หน้าผู้คนทั้งปวงในแคว้นกังตั๋งได้อีกต่อไป แม้ในวันหน้าล่วงลับแล้วเกรงว่าดวงวิญญาณจะไม่หาญกล้าไปพบหน้าดวงวิญญาณซุนเกี๋ยนและซุนเซ็กจึงลังเลอยู่

             ในขณะเดียวกันซุนกวนก็สงสัยว่าก็แลเล่าปี่แตกหนีโจโฉมาเพราะมีกำลังน้อยต่อสู้ด้วยโจโฉมิได้ แต่เหตุไฉนเล่าปี่จึงไม่ยอมจำนนกลับตั้งตนต่อสู้กับกองทัพอันเกรียงไกรของโจโฉอยู่จนถึงทุกวันนี้ เพียงความสงสัยที่เกิดขึ้นเท่านี้ซุนกวนก็ได้ถลำลึกเข้ามาในค่ายกลทางการทูตที่ขงเบ้งได้กำหนดแผนการไว้อีกก้าวใหญ่

             เมื่อสงสัยดังนี้ซุนกวนจึงออกปากถามขงเบ้งว่า “ท่านว่านี้ก็ชอบอยู่ แต่เล่าปี่นายของท่านต่อสู้โจโฉมิได้ เหตุใดมิไปคำนับโจโฉเล่า”

             ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นจึงรุกเข้าตีทะลุทะลวงให้มหาอัคคีใต้ภูเขาไฟระเบิดในทันใดว่า“นายข้าพเจ้าก็เป็นเชื้อสายพระเจ้าเหี้ยนเต้ แลคนทั้งปวงก็ยกย่องว่ามีสติปัญญาอยู่ ถึงมาตรว่าจะสู้โจโฉมิได้ก็ดี ซึ่งจะไปอ่อนน้อมนั้นอย่าพึงนึกเลย กลัวจะเป็นที่ติเตียนไปภายหน้า อดสูแก่คนทั้งปวง สำมะหาแต่เตียนหองซึ่งเป็นทหารเลวของพระเจ้าเจฮวนก๋งยังมีความมานะมิได้ย่อท้อต่อข้าศึกสู้ตายในสงคราม อันเล่าปี่นายข้าพเจ้าเป็นถึงเพียงนี้หรือจะไม่มีความอาย ซึ่งจะอ่อนน้อมแก่โจโฉนั้นหามิได้แล้ว ผิดก็จะสู้ตายให้ปรากฏไว้”

             คำพูดของขงเบ้งที่ยกเหตุผลข้างเล่าปี่ว่าไม่มีทางที่จะยอมจำนนแก่โจโฉเพราะเป็นเชื้อสายของพระมหากษัตริย์ ทั้งยกย่องเอาเกียรติภูมิของเตียนหองซึ่งเป็นทหารเลวของพระเจ้าเจฮวนก๋งในยุคสมัยเลียดก๊กยอมตายในสงครามโดยไม่ยอมจำนนแก่ข้าศึกเป็นข้ออ้าง แต่ในอีกด้านหนึ่งนั้นข้ออ้างเช่นนี้ก็คือการประมาสและประณามโดยไม่ต้องพูดว่าคนที่อ่อนน้อมยอมจำนนแก่โจโฉคือคนไร้สกุลและไร้ศักดิ์ศรี สู้ทหารเลวก็ไม่ได้ ความทั้งปวงนี้ก็คือการจู่โจมทำลายความคิดในจิตใจซุนกวนที่ยังลังเลอยู่ว่าจะรบหรือจะยอมจำนนให้พังพินาศไปด้วยไฟแห่งโทสะนั่นเอง

             ซุนกวนได้ฟังดังนั้นสะกดกลั้นโมโหไว้ต่อไปไม่ได้ เพลิงแห่งโทสะก็ระเบิดขึ้นสนั่นหวั่นไหวภายในใจแต่ภายนอกยังคงรักษามารยาทตามวิสัยผู้นำคนไว้ได้ จึงไม่กล่าวคำตำหนิขงเบ้งแต่ประการใด ลุกขึ้นจากที่สะบัดแขนเสื้อเป็นเชิงไม่พอใจ แล้วเดินกลับเข้าไปข้างในในทันใดนั้นเอง

             บรรดาที่ปรึกษาและขุนนางฝ่ายพลเรือนชั้นผู้ใหญ่ที่ตามเข้ามาอยู่ในที่นั้นหมั่นไส้ขงเบ้งเป็นทุนอยู่แล้ว สำคัญว่าความไม่พอใจของซุนกวนดั่งนี้คือความพ่ายแพ้ในศึกการทูตของขงเบ้ง จึงพากันหัวเราะเยาะแล้วหันมาจ้องมองขงเบ้งพร้อมกันด้วยสายตาอันหยามหยัน

             ขงเบ้งเห็นดังนั้นก็ทำทีเป็นไม่รู้ไม่เข้าใจ ตีสีหน้าเป็นปกติ ในขณะที่ในมือยังคงโบกพัดขนนกไปมาราวกับว่าสบายใจเสียเต็มประดา แท้จริงแล้วในใจขงเบ้งยามนี้กระหยิ่มยิ้มย่องยิ่งนักเพราะแผนการที่วางไว้ได้บรรลุผลเบื้องต้น คือทำให้มหาอัคคีใต้ภูเขาไฟในใจของซุนกวนระเบิดขึ้นได้สำเร็จแล้ว รอทีที่จะบรรลุเป้าหมายขั้นสุดท้ายคือการตัดสินใจรบกับโจโฉเท่านั้น

             โลซกเห็นเหตุการณ์ผันแปรเกินกว่าที่คาดคิดก็ตกใจ ทั้งรู้สึกไม่พอใจขงเบ้งที่ไม่รักษาคำพูดตามที่ตัวเข้าใจอย่างหนึ่ง และไม่พอใจขงเบ้งที่ทำให้เจ้านายตัวไม่สบายอารมณ์จนถึงขนาดละมารยาทลุกหนีเข้าไปที่ข้างในอีกอย่างหนึ่ง จึงตรงเข้าไปต่อว่าขงเบ้งว่าท่านกล่าวความทั้งนี้ปรามาสน้ำใจนายเราให้ได้รับความอัปยศนัก ยังดีที่นายเรามีจิตใจหนักแน่นมั่นคงจึงมิได้เอาโทษท่านถึงตาย

             ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นมิได้ยอมรับว่าทำความผิดดังที่โลซกเข้าใจ กลับหัวเราะเยาะโลซกและต่อว่าโลซกกลับไปว่า เรากล่าวความทั้งนี้ด้วยปรารถนาจะหยั่งทราบน้ำใจนายท่านเสียก่อนว่ารู้จักชั่วดี รู้จักคนชั่วคนดีหรือไม่ เพราะการศึกข้างหน้าเป็นการใหญ่ หากแม้นไม่ประจักษ์ผิดชอบชั่วดีแล้วไหนเลยจะทำศึกใหญ่ให้ได้รับชัยชนะ นายของท่านไม่พิเคราะห์การให้จงหนัก ด่วนวู่วามมาโกรธข้าพเจ้าดั่งนี้ก็จนใจ แล้วว่า “อันอุบายซึ่งจะกำจัดโจโฉเสียนั้นเราก็คิดได้อยู่ แต่ว่ามิได้ไต่ถามก็มิรู้ที่จะเจรจาต่อไป”

             ขงเบ้งโหมเพลิงสงครามสุมใจซุนกวนจนซุนกวนโกรธ แสดงความไม่พอใจโดยการลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วเดินเข้าไปข้างในสำเร็จดังแผนการที่ได้วางไว้แล้ว จึงวางหมากต่อไปล่อให้ซุนกวนจำต้องออกมาเจรจากันใหม่ เพราะขงเบ้งหยั่งทราบน้ำใจของซุนกวนได้กระจ่างว่าน้ำใจแท้นั้นคิดที่จะรักษาเมืองกังตั๋งไว้ คงเหลือปัญหาแต่ว่าจะต่อสู้โจโฉเพื่อรักษากังตั๋งให้รอดปลอดภัยได้อย่างไร ดังนั้นขงเบ้งจึงโอ่ว่ามีแผนการกลอุบายอันล้ำลึกที่จะเอาชนะการสงครามกับโจโฉได้ นี่คือเหยื่ออันวิเศษที่จะสามารถล่อซุนกวนให้ออกมาเจรจากันใหม่ได้ อุปมาดังเขียดตัวกระทงแลกระปรี้กระเปร่าอยู่ เมื่อเอาเบ็ดเกี่ยวหย่อนลงในน้ำแล้ว วิสัยปลาช่อนใหญ่ถึงแม้จะอิ่มอยู่ในอุโมงค์อันลึก เมื่อรู้เห็นเข้าแล้วก็ไม่อาจข่มความอยากเอาไว้ได้ จะต้องออกมาฮุบเหยื่อในที่สุด นั่นคือการตัดสินใจร่วมกับเล่าปี่ทำสงครามกับโจโฉ

             และเหยื่อที่ว่านี้จะเป็นเหยื่อที่โลซกต้องงับก่อน เพราะน้ำใจโลซกก็เป็นอย่างเดียวกันกับน้ำใจของซุนกวน ดังนั้นพอโลซกได้ฟังว่ามีแผนการอันวิเศษที่จะเอาชนะกองทัพโจโฉได้ ความคิดที่จะต่อว่าต่อขานขงเบ้งต่อไปก็สิ้นสุดยุติลง ละล่ำละลักถามขึ้นว่าหากท่านมีแผนการมั่นเหมาะที่จะเอาชัยชนะต่อกองทัพโจโฉได้จริงแล้ว ข้าพเจ้าก็จะเข้าไปเชิญซุนกวนให้กลับออกมาเจรจาด้วยท่านอีกครั้งหนึ่ง

             ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นไม่ตอบคำโลซก ยังคงตีสีหน้าวางเฉยราวกับว่าไม่มีเรื่องราวใดเกิดขึ้น ในขณะที่มือก็ขยับพัดขนนกโบกไปมาแต่แผ่วเบา โลซกสำคัญว่าขงเบ้งยืนยันในคำพูดว่ามีแผนการอุบายมั่นคงอยู่ จึงขยับตัวเตรียมจะเดินเข้าไปที่ข้างใน

             ขงเบ้งเห็นดังนั้นจึงสำทับกับโลซกว่า “อันทหารโจโฉนั้นถึงมากก็เหมือนมด ถ้าจะบีบเสียด้วยอุบายก็จะได้โดยง่าย” ขงเบ้งกล่าวแล้วยังคงนั่งนิ่งสงบในที่เดิม

             โลซกเห็นดังนั้นก็สำคัญมั่นเหมาะว่าขงเบ้งย่อมมีแผนการและกลอุบายที่จะเอาชนะต่อกองทัพโจโฉได้จึงเดินเข้าไปที่ข้างใน ซึ่งเป็นห้องพักลำลองของซุนกวนก่อนออกว่าราชการ เห็นซุนกวนยังคงโกรธขงเบ้งนั่งบึ้งอยู่

             ซุนกวนเห็นโลซกเดินเข้ามาดังนั้นจึงต่อว่าขงเบ้งกับโลซกว่าเสียแรงเราให้ความเกรงอกเกรงใจ แต่ขงเบ้งกลับไม่เกรงใจเราแม้แต่น้อย เจรจาความประชดประชันปรามาสน้ำใจเราเป็นนักหนา หากไม่เห็นว่าเป็นแขกเมืองเราก็จะเอาโทษถึงแก่ชีวิต

             โลซกจึงว่าข้าพเจ้าก็มีความรู้สึกเป็นอย่างเดียวกับท่าน ดังนั้นเมื่อท่านกลับเข้ามาแล้ว ข้าพเจ้าจึงได้เข้าไปต่อว่าขงเบ้งว่าไฉนจึงกล่าวความประชดประชันหยาบช้า หาความเกรงใจมิได้ดั่งนี้ แต่แทนที่ขงเบ้งจะยอมรับผิดกลับหัวเราะเยาะข้าพเจ้าเสียอีก หาว่านายของข้าพเจ้าไม่รู้จักคนดีคนชั่ว และยังโอ่ด้วยว่ามีแผนการอุบายอันวิเศษที่สามารถเอาชนะกองทัพโจโฉได้โดยง่ายราวกับพลิกฝ่ามือเท่านั้น

             ข้าพเจ้าได้ย้ำถามความมั่นใจในแผนการอุบาย ขงเบ้งก็ยืนยันเป็นมั่นเหมาะหนักแน่น และยังลำเลิกอีกว่าเพราะท่านไม่ได้ไต่ถามปัญหานี้จึงไม่มีโอกาสได้ตอบความ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงสมควรที่ท่านจะได้ออกไปสนทนาฟังแยบคายแผนการของขงเบ้งดูอีกสักครั้งหนึ่ง

             ซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็ได้คิดว่าด่วนวู่วามลุแก่โทสะโกรธขงเบ้งโดยไม่สมควร เพราะความอันได้สนทนากันนั้นไม่มีเลยที่จะปรึกษาด้วยแผนการจะเอาชนะโจโฉ คงเป็นเพียงการสนทนากันด้วยเรื่องที่จะอ่อนน้อมหรือว่าจะรบกับโจโฉเท่านั้น

             เมื่อคิดดังนี้ซุนกวนจึงฮุบเหยื่อที่ขงเบ้งวางไว้ ความโกรธก็สร่างหายไปสิ้น แล้วลุกออกจากที่รับรองไปที่ห้องโถงในดังเดิม.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘