ตอนที่ 242. เผชิญหน้าพญาพยัคฆ์แห่งแยงซี

ยุทธนาการทางการทูตระหว่างยอดกุนซือของเล่าปี่คือจูกัดเหลียง-ขงเบ้ง กับเหล่ากุนซือของซุนกวน ตั้งแต่เตียวเจียวเป็นลำดับไปจนถึงเทียตก แม้ว่าจะมีลักษณะเป็นมวยหมู่ที่เหล่ากุนซือของซุนกวนเรียงหน้าเข้าตีอย่างต่อเนื่องก็ตาม แต่ขงเบ้งก็สามารถรับมือและกำราบลงได้อย่างราบคาบ

             พลันที่เสียงตวาดของอุยกายดังขึ้น สายตาของทุกผู้คนในห้องโถงหน้าของศาลาว่าราชการได้หันไปมองที่เจ้าของเสียงอย่างพร้อมเพรียงกัน เห็นอุยกายเดินข้ามธรณีประตูเข้ามาในห้องโถงหน้าแล้วตวาดใส่บรรดาที่ปรึกษาฝ่ายพลเรือนของซุนกวนว่าพวกท่านช่างไร้มารยาทต่อแขกเมือง ทำให้เสื่อมเสียเกียรติภูมิของนายเรายิ่งนัก

             อุยกายได้กล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดังต่อไปว่ายามนี้เป็นหน้าศึก กองทัพโจโฉอันมหึมายกมาตั้งอยู่ฟากข้างเหนือของแม่น้ำแยงซี ชอบที่ทุกคนจะได้คิดอ่านปกปักรักษาแคว้นกังตั๋งให้รอดปลอดภัย ไยจึงมาตีถ้อยร้อยคำกันด้วยเรื่องเหลวไหลไร้สาระดังนี้

             อันอุยกายผู้นี้เป็นยอดขุนพลคนเก่าแก่ของแคว้นกังตั๋ง เข้าร่วมการกับซุนเกี๋ยนตั้งแต่เพิ่งเริ่มก่อร่างสร้างตัว จัดเป็นขุนพลสามแผ่นดินและเป็นขุนนางทหารชั้นผู้ใหญ่ รับผิดชอบดูแลคลังเสบียงอาหารทั้งหมดของแคว้นกังตั๋ง เป็นขุนนางฝ่ายทหารที่ซุนกวนและเชื้อวงศ์ตระกูล “ซุน” ทุกผู้คนต่างให้ความไว้วางใจและเกรงอกเกรงใจ ดังนั้นโดยฐานะและศักดิ์ศรีของอุยกายจึงสูงส่งและเหนือกว่าบรรดาขุนนางทั้งปวง ครั้นอุยกายออกหน้าว่ากล่าวดังนี้ บรรดาขุนนางทั้งปวงในที่นั้นจึงต่างพากันเงียบเสียงและก้มหน้านิ่งอยู่

             อุยกายเห็นบรรดาขุนนางเมืองกังตั๋งอยู่ในความสงบแล้ว จึงเดินตรงเข้าไปที่ขงเบ้งพร้อมกับโลซก คำนับขงเบ้งแล้วว่าข้าพเจ้าได้ฟังถ้อยคำของท่าน แม้ว่าจะเป็นเพียงบางส่วนแต่ก็ได้สัมผัสถึงภูมิปัญญาอันลึกซึ้ง เป็นที่เลื่อมใสของข้าพเจ้ายิ่งนัก วาจาอันเปี่ยมด้วยประโยชน์และมีคุณค่าของท่านฉะนี้ชอบที่จะเก็บไว้ว่ากล่าวกับซุนกวนนายของข้าพเจ้า หาควรที่จะเปลืองน้ำลายโต้เถียงกับคนอื่นไม่

             อุยกายกล่าวกับขงเบ้งอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา แม้ว่าจะมีท่าทีชื่นชมนับถือ กลับแฝงไว้ด้วยลักษณะที่ติติงอยู่ด้วย ขงเบ้งได้ฟังคำอุยกายแล้ว เห็นว่าหากจะไม่ชี้แจงให้เข้าใจ อุยกายก็จะลบหลู่เอาได้ในภายหลัง ทั้งเห็นว่าหากทำความเข้าใจกับคนผู้นี้แล้วก็อาจเกิดประโยชน์ในการเจรจาความเมืองในเบื้องหน้า

             ดำริดังนี้แล้วขงเบ้งจึงว่า สถานการณ์อันเป็นไปในบัดนี้ยังมีหลายท่านไม่ทราบตามความเป็นจริงจึงสนใจไต่ถามเอากับข้าพเจ้า ถ้าหากไม่ชี้แจงให้แจ้งแก่ใจแล้ว ความสำคัญผิดคิดสงสัยก็จะดำรงอยู่เรื่อยไป ดังนั้นข้าพเจ้าจึงจำเป็นต้องชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจที่ถูกต้องให้เกิดขึ้น

             อุยกายฟังคำขงเบ้งแล้วมีท่าทีเห็นด้วย จากนั้นจึงคำนับเชิญขงเบ้งเพื่อจะเข้าไปพบกับซุนกวนที่ห้องโถงด้านใน ขงเบ้งรับคำนับอุยกายแล้วลุกเดินตามอุยกายผ่านประตูกลางเข้าสู่ห้องโถงกลางของศาลาว่าราชการ

             พอพ้นประตูเข้าสู่ห้องโถงกลาง ขงเบ้งเห็นจูกัดกิ๋นผู้พี่ใหญ่ยืนรออยู่จึงตรงเข้าไปคำนับตามธรรมเนียม และโอภาปราศรัยถามไถ่ตามประสาน้องพี่ จูกัดกิ๋นไม่ทราบข่าวคราวทางครอบครัวจึงสอบถามความกับขงเบ้งว่าบัดนี้ครอบครัวทางบ้านเป็นสุขสบายดีหรือ

             ขงเบ้งแจ้งให้จูกัดกิ๋นทราบว่าได้จัดแจงให้ครอบครัวอพยพหลบภัยสงครามจากตำบลลงเสียไปอยู่ในที่ปลอดภัย เนื่องเพราะคาดหมายว่าโจโฉอาจใช้อุบายจับกุมเอาครอบครัวเป็นข้อต่อรอง เหมือนกับที่ได้กระทำกับมารดาของชีซี แล้วว่าท่านพี่จงวางใจเถิด

             จูกัดกิ๋นฟังคำขงเบ้งแล้วค่อยคลายใจ แล้วว่าเจ้าเดินทางมาเมืองกังตั๋งครั้งนี้ เหตุไฉนจึงไม่ไปเยี่ยมเยียนพี่ก่อน ขงเบ้งจึงตอบว่าข้าพเจ้าเดินทางมาเมืองกังตั๋งครั้งนี้เป็นด้วยราชการในพระเจ้าอาเล่าปี่ อันตัวข้าพเจ้ารับราชการอยู่ด้วยเล่าปี่ ดังนั้นจึงชอบที่จะทำงานราชการให้สิ้นธุระก่อน เสร็จแล้วตั้งใจว่าจะไปเยี่ยมท่านพี่ ขอได้ให้อภัยแก่ข้าพเจ้าด้วย

             จูกัดกิ๋นจึงว่าถ้าเช่นนั้นก็ดีแล้ว เมื่อเสร็จการแล้วค่อยมาสนทนากันให้เป็นที่สบายใจ ว่าแล้วจูกัดกิ๋นจึงปลีกตัวเดินออกไปทางห้องโถงหน้า อุยกายและโลซกจึงพาขงเบ้งเข้าไปที่ห้องโถงชั้นใน โดยมีขุนนางชั้นผู้ใหญ่ของเมืองกังตั๋งตามเข้าไปพบซุนกวนพร้อมกัน

             ในระหว่างที่กำลังเดินอยู่นั้น โลซกได้ยุดเอามือขงเบ้งไว้แล้วกระซิบแต่พอได้ยินกันสองคนว่า ความเรื่องแสนยานุภาพของโจโฉที่ตกลงกันไว้นั้น ท่านอย่าได้ลืมเสียเป็นอันขาด

             ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นจึงผงกศีรษะเป็นทีรับคำ

             พญามังกรแห่งโงลังกั๋งผงกศีรษะรับคำแทนคำตอบว่าพร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับซุนกวน-พญาพยัคฆ์แห่งลุ่มน้ำแยงซีเพื่อเข้าสู่ยุทธนาการทางการทูตครั้งสำคัญ

             เมื่อทุกคนเข้าไปพร้อมในห้องโถงในแล้ว ซุนกวนจึงได้ออกมาต้อนรับ ขงเบ้งคำนับซุนกวนตามธรรมเนียม ซุนกวนได้เข้ามาทักทายให้ความสนิทสนมเป็นพิเศษและเชิญให้ขงเบ้งนั่งตามตำแหน่งแขกเมือง บรรดาขุนนางชั้นผู้ใหญ่เมืองกังตั๋งที่ตามเข้าไปเห็นซุนกวนนั่งลงแล้วจึงพากันนั่งตามที่ประจำตำแหน่ง ยกเว้นโลซกกลับมายืนอยู่ข้างขงเบ้ง ราวกับว่าจะคอยกำกับในสิ่งซึ่งตกลงให้คำมั่นสัญญากันไว้ว่าขงเบ้งจะบอกซุนกวนแต่เพียงว่าโจโฉมีกำลังทหารแต่น้อย

             ขงเบ้งได้เริ่มกล่าวกับซุนกวนก่อนว่าพระเจ้าอาเล่าปี่ฝากความเคารพและรำลึกถึงมายังท่านและขอบคุณท่านที่ได้แต่งโลซกเป็นทูตไปเซ่นไหว้ศพเล่าเปียวที่เมืองกังแฮ และฝากอวยพรมายังท่านให้มีสุขภาพอนามัยที่ดี มีอายุมั่นขวัญยืน เป็นหลักแห่งกังตั๋งตลอดชั่วกาลนาน

             ในขณะที่กล่าวกับซุนกวนอยู่นั้น ขงเบ้งก็ได้พินิจพิจารณาบุคลิกลักษณะของซุนกวนตามตำรานรลักษณ์ ประจักษ์ว่า “ซุนกวนนี้มีลักษณะเข้มขัน จักษุก็แดง หนวดแดง เป็นคนมีบุญ แต่ว่าน้ำใจจะดื้อดึง อันจะเจรจาสุภาพเห็นมิได้ ชอบแต่เจรจายุ แม้จะไต่ถามถึงเนื้อความโจโฉก็ว่าให้โกรธขึ้นจึงจะได้”

             สามก๊กฉบับภาษาจีนซึ่งได้แปรเป็นฉบับสมบูรณ์ระบุว่าซุนกวนนั้น “มีนัยน์ตาดุจเพชร หนวดสีแสด ท่าทางองอาจสง่าผ่าเผยเป็นอย่างยิ่ง” ขงเบ้งพิเคราะห์ดูตามหลักโหงวเฮ้งแล้วเห็นว่า “อันบุคคลผู้นี้มีนรลักษณ์มิใช่ธรรมดาสามัญ จำจะต้องใช้วาจายั่วยุให้โกรธ มิควรไปพูดจาขอร้อง ต้องรอให้เขาถามมาจึงจะใช้คารมยั่วยุดูเชิงก่อน”

             เมื่อขงเบ้งแจ้งการฝากความปรารถนาดีจากเล่าปี่ถึงซุนกวนแล้ว ซุนกวนจึงว่า “เราได้ยินโลซกมาเจรจาสรรเสริญท่านว่ามีปัญญาความคิดปรากฏ วันนี้เราเห็นหน้าท่านมาก็เป็นบุญ ท่านจงอนุเคราะห์ช่วยสั่งสอนสิ่งใดที่ชอบให้เราบ้าง”

             ซุนกวนนี้มีวิสัยเป็นผู้นำคน ตลอดระยะเวลานับแต่ได้ครองอำนาจเมืองกังตั๋งก็ได้ซ่องสุมคนดีมีสติปัญญาแลฝีมือไว้เป็นกำลังเป็นจำนวนมาก นับเป็นผู้ใฝ่บัณฑิตและเสวนาด้วยบัณฑิต ดังนั้นจึงตั้งอยู่ในความเป็นอุดมมงคลอันเป็นมงคลข้อสำคัญข้อที่สอง ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสแสดงในมงคลสามสิบแปด คือ “บัณฑิตา นัญจะเสวนา…เอตัมมัง คะละมุตตะมัง-การเสวนาด้วยบัณฑิตเป็นมงคลสูงสุด”

             ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวถ่อมตนว่าข้าพเจ้าเป็นชาวบ้านนอก ถนัดแต่การหยาบ ไม่ถนัดการบ้านเมืองอันเป็นการละเอียดประณีต ทั้งสติปัญญาก็เป็นแต่ประมาณเท่านั้น มิกล้าที่จะแนะนำสั่งสอนท่านผู้เรืองอำนาจแห่งแดนกังตั๋งได้

             ซุนกวนได้ฟังดังนั้นจึงรุกถามขงเบ้งต่อไปว่า ก็แลเมื่อครั้งที่ท่านอยู่เมืองซินเอี๋ยนั้นได้สู้รบกับโจโฉเป็นหลายครั้ง กิตติศัพท์ที่ท่านเผาทหารโจโฉเสียถึงสองครั้ง และยังไขน้ำในแม่น้ำแปะโหท่วมทหารโจโฉบาดเจ็บล้มตายเป็นอันมาก เกริกก้องทั่วทั้งแผ่นดิน ความภายในกองทัพโจโฉตื้นลึกหนาบางประการใด ท่านย่อมแจ้งแก่ใจอยู่

             ซุนกวนกล่าวทิ้งความไว้เพียงนี้ แต่ขงเบ้งฟังแล้วก็รู้สึกได้ว่าความอันซุนกวนงดไว้มิกล่าวต่อไปก็คือเมื่อขงเบ้งทราบความข้างกองทัพโจโฉแล้ว ไฉนจึงปิดบังไม่บอกกล่าวให้ได้รับรู้บ้าง

             ขงเบ้งทำทีเป็นไม่เข้าใจในถ้อยคำที่ซุนกวนกล่าวทิ้งท้ายไว้ ยังคงกล่าวเป็นทีถ่อมตัวต่อไปว่า “ข้าพเจ้าอยู่กับเล่าปี่ ณ เมืองซินเอี๋ยก็จริง แต่ว่าเมืองซินเอี๋ยนั้นเป็นเมืองเล็ก ผู้คนก็น้อย ทั้งข้าวปลาอาหารก็เบาบาง อันจะสู้โจโฉนั้นก็ขัดสนอยู่ คนน้อยหรือจะสู้คนมากได้”

             ขงเบ้งปิดจุดอ่อนที่จะถูกเข้าตีในเชิงปรามาสว่าถ้าแม้นมีสติปัญญาจริงแท้ เหตุไฉนจึงเสียทีพ่ายแพ้แก่โจโฉแล้วแตกหนีมาอยู่ที่เมืองกังแฮ เพื่อวางฐานะการเจรจาความครั้งนี้กับซุนกวนให้ตั้งอยู่ในฐานะที่ไม่พ่ายแพ้เสียก่อน และเตรียมรุกโต้ตอบตามแผนการที่กำหนดไว้ต่อไป

             ซุนกวนได้ฟังแต่ความว่าเล่าปี่มีทหารน้อยกว่าโจโฉ โดยที่ขงเบ้งยังไม่ปริปากว่าโจโฉมีทหารเป็นจำนวนเท่าใด จึงรุกถามต่อไปว่าที่เล่าปี่มีทหารน้อยแล้วเสียทีแก่โจโฉนั้นก็เป็นประเพณีการสงคราม แต่ข้าพเจ้าอยากทราบความว่ากำลังทหารของโจโฉที่ว่ามากนั้นเป็นจำนวนเท่าใด

             ซุนกวนกำลังถามความที่โลซกได้กำชับนักกำชับหนาถึงสามครั้งสามคราให้ขงเบ้งตอบเรื่องนี้แก่ซุนกวนว่าโจโฉมีทหารแต่น้อย แต่เมื่อขงเบ้งได้ฟังคำถามนี้จากซุนกวนแล้วกลับตอบไปเสียอีกทางหนึ่งว่า “ทหารโจโฉยกมาครั้งนี้ทั้งทัพบกทัพเรือประมาณร้อยหมื่นเศษ”

             โลซกยืนอยู่ข้างขงเบ้งได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ สีหน้าซีดเผือด ใช้สายตาจ้องเขม็งไปที่ขงเบ้งเป็นทีเตือนให้ขงเบ้งรำลึกถึงถ้อยคำซึ่งได้กำชับไว้ แต่เมื่อขงเบ้งเห็นอาการของโลซกแล้วได้เบือนหน้าไปเสียอีกทางหนึ่งทำทีเป็นมองไม่เห็น

             ในขณะนั้นซุนกวนได้รุกถามขงเบ้งเป็นทีสงสัยไม่แน่ใจในจำนวนทหารของโจโฉว่าที่ท่านว่าโจโฉมีกำลังทหารถึงร้อยหมื่นนั้นจะจริงแท้แน่ละหรือ

             การที่ขงเบ้งละทิ้งถ้อยคำที่โลซกสู้กำชับถึงสามครั้งสามหนแล้วแจ้งแก่ซุนกวนถึงแสนยานุภาพของกองทัพโจโฉว่ามีจำนวนกว่าร้อยหมื่นนั้น ย่อมมิใช่การหักหลังโลซกอย่างเด็ดขาด เพราะในขณะที่โลซกกำชับนั้นขงเบ้งมิได้ยอมรับว่าจะบอกซุนกวนว่าโจโฉมีทหารน้อย คงบอกโลซกแต่เพียงว่าให้โลซกวางใจเพราะขงเบ้งย่อมมีวิธีการที่จะว่ากล่าวกับซุนกวนเป็นอย่างดี เมื่อมาถึงชั้นนี้ก็ประจักษ์ชัดว่าขงเบ้งไม่ยอมรับวิธีการของโลซกที่จะลวงซุนกวนว่าโจโฉมีทหารน้อย แต่จะใช้วิธีการของขงเบ้งเองเพื่อบรรลุถึงเป้าหมายที่ตรงกันระหว่างขงเบ้งกับโลซก คือ การทำสงครามกับโจโฉ ดังนั้นการที่ขงเบ้งแจ้งแก่ซุนกวนถึงจำนวนทหารโจโฉว่ามีจำนวนกว่าร้อยหมื่นนั้น จึงเป็นการดำเนินกลวิธีทางการทูตเพื่อบรรลุเป้าหมายที่จะทำให้ซุนกวนรบกับโจโฉนั่นเอง

             ครั้นได้ฟังคำซุนกวนตั้งคำถามในลักษณะสงสัยในจำนวนทหารของโจโฉ ขงเบ้งจึงจำแนกรายละเอียดของทหารโจโฉโดยละเอียดว่า “ข้าพเจ้าบอกแก่ท่านทั้งนี้จะได้เท็จหามิได้ แลเมื่อโจโฉแรกได้เมืองเฉงจิ๋ว กุนจิ๋วนั้น ได้ทหารไว้ยี่สิบหมื่น ครั้นมารบอ้วนเสี้ยวได้เมืองกิจิ๋วก็ได้ทหารเชลยอีกหกสิบหมื่น กลับมาอยู่เมืองฮูโต๋ยังเกลี้ยกล่อมได้ทหารอีกสี่สิบหมื่น แล้วยกมาตีเมืองเกงจิ๋วได้ทหารอีกสามสิบหมื่น เข้ากันเป็นทหารร้อยห้าสิบหมื่น แลข้าพเจ้าบอกแต่ร้อยหมื่นเศษนี้เพื่อจะเอาน้ำใจชาวเมืองกังตั๋ง ครั้นจะว่ามากนักกลัวทหารทั้งปวงจะเสียน้ำใจ”

             ขงเบ้งแจ้งจำนวนทหารโจโฉในตอนแรกเพียงร้อยหมื่นเศษโลซกก็ตกใจจนหน้าซีดอยู่แล้ว ครั้นได้ฟังคำขงเบ้งชี้แจงรายละเอียดถึงจำนวนทหารโจโฉว่าความจริงมีจำนวนถึงร้อยห้าสิบหมื่นก็ยิ่งตกใจใหญ่ ถลึงตาจ้องขงเบ้งแต่ขงเบ้งก็ยังทำทีเป็นมองไม่เห็น คงเอาพัดขนนกโบกไปมาราวกับว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น

             ซุนกวนได้ฟังคำขงเบ้งถึงรายละเอียดของจำนวนทหารโจโฉก็อึ้งอยู่ แต่ยังคงข่มสีหน้าเป็นปกติ แล้วถามขงเบ้งต่อไปว่า “ทหารโจโฉมีฝีมือเป็นเอกนั้นจะมากสักเท่าใด”

             ขงเบ้งตอบไปในทันทีว่าทหารเอกของโจโฉมีไม่น้อยกว่าสองพันคน

             เมื่อทราบสถานการณ์ข้างกำลังทหารของกองทัพโจโฉแล้ว ซุนกวนจึงไต่ถามสืบไปว่าบัดนี้เมื่อโจโฉได้เมืองเกงจิ๋วแล้วจะหยุดยั้งอยู่แต่เพียงเท่านั้น หรือว่าจะดำเนินการอย่างใดต่อไป

             การแจ้งจำนวนทหารของโจโฉว่ามีจำนวนมากคือการวางหมากตาสำคัญในศึกการทูตระหว่างขงเบ้งกับซุนกวน เป็นการวางหมากขึ้นจากการประมาณสถานการณ์ว่าการที่แสนยานุภาพของกองทัพโจโฉจำนวนมหึมาตั้งอยู่ฟากข้างเหนือของแม่น้ำแยงซีนั้นย่อมกดดันคุกคามต่อแคว้นกังตั๋ง และนี่คือพลังต่อรองที่ไร้สภาพซึ่งขงเบ้งได้กำหนดหมายเพื่อใช้เป็นอาวุธในการสู้ศึกการทูตครั้งสำคัญกับฝ่ายเมืองกังตั๋ง ดังนั้นเมื่อซุนกวนตั้งคำถามเช่นนี้จึงเป็นการถลำมายังขุมข่ายอาวุธพลังไร้สภาพที่ขงเบ้งได้เตรียมไว้นั่นเอง.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘