ตอนที่ 240. คมปลายกระบี่ที่สั้นตรง

 ขงเบ้งเหยียบเท้าก้าวเข้าสู่ศาลาว่าราชการเมืองชีสอง ซึ่งเป็นฐานทัพของซุนกวนก็ถูกรุกโจมตีด้วยวาทะศิลป์ทางการทูตจากยอดที่ปรึกษาฝ่ายพลเรือนของเมืองกังตั๋งคือเตียวเจียวอย่างหนักหน่วงรุนแรง โดยมีศักดิ์และศรีของทั้งสองฝ่ายเป็นเดิมพัน

            ขงเบ้งได้ฟังคำเตียวเจียวแล้วเห็นว่าเมื่อเตียวเจียวยกเอาขวัญต๋ง งักเย อดีตมหาอุปราชครั้งแผ่นดินพระเจ้าจีห้วนก๋งมาเป็นบรรทัดฐานในการข่มศักดิ์ศรีและสติปัญญา ดังนั้นแทนที่จะหลบหลีกกระบวนท่าเข้าตีของเตียวเจียวในครั้งนี้ ขงเบ้งกลับเผชิญหน้าโดยตรงโดยไม่หวั่นไหว

            ขงเบ้งเอามือป้องปากแล้วหัวเราะอยู่ครู่หนึ่ง จึงกล่าวสืบไปว่า “ธรรมดาผู้มีปัญญาอันพิสดาร แม้จะคิดการสิ่งใดก็ลึกซึ้ง ผู้มีปัญญาน้อยหาหยั่งรู้ถึงตลอดไม่ อุปมาเหมือนพญาครุฑ แม้จะไปทิศใดก็ย่อมบินโดยอากาศอันสูงสุดสายเมฆ มิได้บินต่ำเสมือนสกุณชาติซึ่งมีกำลังน้อย อันผู้มีสติปัญญาน้อยนั้นก็เหมือนนกทั้งปวงที่มีกำลังอันน้อย มิอาจบินสูงเสมอพญาครุฑได้ อนึ่งซึ่งคิดทำการใหญ่หลวงแลจะรีบลัดให้สำเร็จโดยเร็วนั้นจะได้หรือ อุปมาเหมือนคนไข้หนัก หมอผู้พยาบาลก็แจ้งอยู่ว่าโรคนั้นจะบรรเทาด้วยยาทุเลา ครั้นจะประกอบยาให้กล้า กำลังคนไข้ก็น้อยจะสู้กำลังยามิได้ จำจะค่อยวางยาทุเลาให้ผ่อนไปแต่วันละเวลา พยายามไปกว่าคนไข้จะถืออาหารได้มากมีกำลังแล้ว หมอก็จะประกอบยาให้มีภาษีขึ้นไปกว่าเก่า โรคนั้นก็จะหาย แลเมื่อครั้งเล่าปี่นายเราเสียทีแก่โจโฉ ออกจากเมืองยีหลำมาอยู่ ณ เมืองซินเอี๋ย พึ่งเล่าเปียวนั้นเล่าก็มีทหารเอกแต่กวนอู เตียวหุย จูล่งสามคนนี้ มีทหารเลวก็ไม่ถึงพัน เหมือนหนึ่งคนไข้หนัก อันมาอยู่เมืองซินเอี๋ยนั้นใช่จะปรารถนาตั้งตัวเป็นใหญ่อยู่ที่นั้นก็หาไม่ เป็นจำใจอยู่เพราะหาที่อาศัยมิได้ อนึ่งก็เป็นเมืองบ้านนอก ผู้คนก็เบาบาง ข้าวปลาอาหารก็น้อย แล้วก็มิได้ตั้งใจจัดแจงบ้านเมือง ถึงมาตรว่ากระนั้นก็ดี เราก็ได้เผาทหารโจโฉเสียที่ทุ่งพกบ๋องก็ครั้งหนึ่ง ที่แม่น้ำแปะโหเราก็ได้ไขน้ำให้ท่วมทหารโจโฉให้ตายเป็นอันมาก ซึ่งท่านว่าขวัญต๋ง งักเย ดีนั้นก็ยังหาปรากฏว่าได้ทำกลอุบายในการสงครามเหมือนเราไม่ ถึงว่าโจโฉได้เมืองซงหยงบัดนี้ก็เพราะเล่าจ๋องเอาไปลอบยกให้ ฝ่ายเล่าปี่นายเราก็มิรู้เห็น ขณะนั้นแม้นายเรามิรักความสัตย์จะคิดอ่านชิงเอาเมืองเกงจิ๋วก็จะได้ ที่ไหนจะได้ความเดือดร้อนถึงเพียงนี้ เพราะมีน้ำใจซื่อตรงมิได้คิดเบียดเบียนแก่แซ่เดียวกันจึงได้ความระหกระเหินแล้วเป็นห่วงอาณาประชาราษฎรทั้งสองเมืองติดตามมา จะทิ้งเสียหนีเอาตัวรอดก็มิได้ โจโฉจึงตามมาทันเข้าจึงได้ความลำบากมาอยู่เมืองกังแฮ อันซึ่งน้อยสู้มากมิได้นั้นก็เป็นประเพณีการแพ้แลชนะในสงคราม ใช่จะมีแต่นายเราก็หาไม่ เมื่อครั้งพระเจ้าฮั่นโกโจทำศึกก็ยังแพ้แก่พระเจ้าฌ้อปาอ๋องตั้งหลายครั้ง มาภายหลังเอาชัยชนะได้ พระเจ้าฮั่นโกโจก็ได้เป็นกษัตริย์อันประเสริฐ เนื้อความทั้งนี้ท่านก็ย่อมทราบอยู่ แลท่านนี้ดีแต่จะพูดลบหลู่ผู้อื่น ยกยอตัวว่าดี แม้การมาถึงตัวกลัวจะทำไม่ได้เหมือนปากว่า การร้อยสิ่งจะให้ทำแต่สักสิ่งเดียวก็จะไม่ได้อีก นานไปเบื้องหน้าจะได้ความอัปยศแก่คนทั้งปวงอยู่”

            ขงเบ้งได้ยกเอาผลงานในการเผากองทัพโจโฉและในการไขน้ำแม่น้ำแปะโหท่วมทหารโจโฉขึ้นแสดงว่านี่คือการคิดอ่านการสงครามที่ขวัญต๋ง งักเย ไม่เคยทำมาแต่ก่อน ทั้งได้บรรยายสถานการณ์ของเล่าปี่เป็นลำดับตั้งแต่ครั้งที่ถอยหนีจากเมืองยีหลำเป็นลำดับมาจนกระทั่งมาตั้งหลักอยู่ที่เมืองกังแฮว่าเป็นประเพณีแพ้ชนะในการสงคราม และเหตุที่เล่าปี่ต้องลำบากอยู่ในวันนี้ก็เพราะดำรงมั่นคงอยู่ในความสัตย์ เป็นการโต้ตอบการรุกของเตียวเจียวอย่างหนักหน่วงกระจ่างแจ้ง ทั้งได้ยกแสดงความในประวัติศาสตร์แต่ครั้งพระเจ้าฮั่นโกโจปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮั่นขึ้นเป็นอุทาหรณ์ในการทำสงครามว่าพ่ายแพ้แล้วแก้เป็นชนะในภายหลัง ว่าเป็นตัวอย่างของพระมหากษัตริย์อันประเสริฐแล้วข่มกลับเตียวเจียวว่าไร้สติปัญญา การงานร้อยอย่างจะทำให้ดีสักอย่างเดียวก็ไม่ได้

            เตียวเจียวได้ฟังคำที่กระจ่างแจ้งโดยลำดับทั้งเหตุผลและอุทาหรณ์ในประวัติศาสตร์ทั้งปวงที่ขงเบ้งได้ยกขึ้นแสดงตีโต้อย่างหนักหน่วงดังนั้นแล้วก็มิรู้ที่จะโต้ตอบประการใดได้ เพราะในใจของเตียวเจียวขณะนี้ก็รู้ดีแก่ตัวเองว่าไม่รู้ที่จะคิดอ่านรับมือกับโจโฉประการใด ทั้ง ๆ ที่ตั้งอยู่ในชัยภูมิอันมั่นคง แลผู้คน เสบียงอาหารก็พรั่งพร้อม เตียวเจียวรู้สึกอัปยศแก่ใจนัก ไม่อาจที่จะโต้ตอบต่อไปประการใดได้ จึงเดินกลับมานั่งประจำที่เดิม

            ฝ่ายยีหวนซึ่งเป็นที่ปรึกษาฝ่ายพลเรือนของเมืองกังตั๋งคนสำคัญอีกคนหนึ่งเห็นเตียวเจียวพลาดท่าเสียทีแก่ขงเบ้งในการปะทะด้วยวาทะศิลป์เพียงสองสามกระบวนท่า จึงลุกขึ้นจากที่นั่ง ออกไปยืนอยู่ตรงหน้าขงเบ้งแล้วว่า บัดนี้โจโฉกรีฑาทัพใหญ่ มีกำลังพลกว่าร้อยหมื่น ประหนึ่งว่าจะเหยียบเมืองกังแฮให้จมไปในพระมหาสมุทร ท่านจะคิดอ่านป้องกันเมืองกังแฮประการใดเล่า

            ขงเบ้งเห็นยีหวนลุกออกมาว่ากล่าวดังนั้นก็ทันเชิงว่าเป็นการเข้าตีสกัดทางถอยโดยเปิดทางข้างหน้าเข้าสู่หมากตากลให้ขงเบ้งจำต้องเอ่ยปากขออาศัยอยู่กับซุนกวนที่เมืองกังตั๋ง หากเป็นดังนั้นก็จะเสียเชิงยอดกุนซือของเล่าปี่ เพราะการณ์จะกลับกลายเป็นว่าเล่าปี่ ขงเบ้งสิ้นท่า จึงต้องมาขออาศัยอยู่กับซุนกวน ดังนั้นแม้ว่าจะมีวาทะศิลป์คมกล้าประการใด แต่ในทางความเป็นจริงก็คือผู้ปราชัยอยู่นั่นเอง

            ขงเบ้งอ่านเชิงยีหวนยอดที่ปรึกษาอีกคนหนึ่งของเมืองกังตั๋งกระจ่างแล้ว จึงรุกตีไปยังทางที่ยีหวนสกัดทางถอยโดยไม่ยอมก้าวล่วงไปข้างหน้าตามกลลวงที่ยีหวนวางไว้ว่า แม้นว่าโจโฉจะยกทหารถึงร้อยหมื่น เราก็หาได้หวาดหวั่นประการใดไม่ เพราะในจำนวนทหารร้อยหมื่นของโจโฉนี้ ส่วนใหญ่เป็นทหารจับฉ่ายพ่ายแพ้ศึกมาแต่ก่อน ส่วนหนึ่งเป็นทหารบ้านนอกของอ้วนเสี้ยว ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญการสงคราม ซึ่งโจโฉได้ไว้ในฐานะเป็นเชลยศึก อีกส่วนหนึ่งก็เป็นทหารเมืองเกงจิ๋วของเล่าเปียว ซึ่งเป็นทหารร่อนเร่พเนจร อาสาสมัครเป็นทหารเป็นอาชีพ เพราะมิรู้ที่จะทำมาหากินประการอื่น กองทหารแบบนี้จะปรารมภ์ไปไยเล่า

            ยีหวนเห็นขงเบ้งตีฝ่าไปตามทางที่ได้เข้าตีสกัดไว้ดังนั้นก็ตีหนุนสำทับต่อไปด้วยการหัวเราะดังสนั่นเป็นทีเยาะเย้ยขงเบ้ง แล้วว่าท่านดูหมิ่นดูถูกกองทหารของโจโฉว่าเป็นทหารจับฉ่าย เร่ร่อน สำส่อน ไม่ชำนาญการสงคราม หากเป็นเช่นนั้นการที่เล่าปี่ต้องแตกหนีมาติดจั่นอยู่ที่เมืองกังแฮมิใช่เป็นเพราะพ่ายแพ้แก่ทหารจับฉ่าย เร่ร่อน สำส่อนกระนั้นหรือ ดังนี้แล้วยังมีหน้ามาหาคนช่วย และยังโอ้อวดว่าไม่กลัวกองทัพโจโฉ ใครเล่าจะเชื่อถือถ้อยคำท่าน

            ขงเบ้งเห็นยีหวนเน้นเอาความกลัวไม่กลัวกองทัพโจโฉเป็นกำลังหลักในการรุกเข้าตี ทั้งได้ฟังความจากถ้อยคำของเตียวเจียวและยีหวนแล้ว ก็คาดการณ์ได้ว่าคนเหล่านี้มีความเกรงกลัวกองทัพโจโฉ แล้วคิดอ่านให้ซุนกวนสวามิภักดิ์ จึงหวั่นเกรงว่าขงเบ้งมาเมืองกังตั๋งครั้งนี้จะมาพูดจาให้ซุนกวนทำสงครามกับโจโฉ ซึ่งผิดกับวัตถุประสงค์ของพวกตัว ดังนั้นขงเบ้งจึงคิดยกเอาความกลัวขึ้นเป็นกำลังหลักในการตีโต้ยีหวนต่อไป

            ขงเบ้งคิดดังนั้นแล้วจึงว่าที่นายเราเสียทีแตกทัพมาอยู่ที่เมืองกังแฮดังนี้ก็เพราะมีทหารแต่เพียงสามพัน น้อยกว่าน้อยนัก เทียบกันไม่ได้เลยกับกำลังทหารของโจโฉ แต่ที่หนีมาอยู่เมืองกังแฮนี้ก็ใช่ว่าจะหวาดกลัวโจโฉก็หาไม่ เพราะได้เตรียมการทำสงครามต่อต้านโจโฉต่อไป โดยไม่เคยคิดที่จะอ่อนน้อมยอมเป็นข้าโจโฉ แม้แต่สักเสี้ยวความคิดหนึ่ง

            เมื่อขงเบ้งป้องกันฝ่ายเล่าปี่ว่าที่แตกหนีมามิใช่เพราะกลัวโจโฉแล้ว จึงรุกฆาตเข้าใส่ยีหวนในทันใดว่า “อันเมืองกังตั๋งนี้ผู้คนก็มาก ทหารก็พรักพร้อม ข้าวปลาอาหารก็บริบูรณ์แล้วทะเลก็คั่นอยู่ คับขันมั่นคงกว่าเมืองซินเอี๋ยอีก เหตุใดจึงคิดอ่านกันแต่จะให้นายของตัวไปอ่อนน้อมโจโฉเล่า หามีความละอายไม่ ที่ว่านายเรากลัวโจโฉนั้นเมื่อพิเคราะห์ดูก็เห็นประหนึ่งจะกลัวน้อยกว่าท่านอีก”

            ขงเบ้งกล่าวสิ้นคำก็จ้องไปที่หน้าของยีหวน ยิ้มน้อย ๆ ที่ริมฝีปากเป็นทีเยาะเย้ยเหยียดหยัน จากนั้นจึงกราดสายตาไปยังบรรดาแม่ทัพนายกองของเมืองกังตั๋งซึ่งชุมนุมอยู่ในที่นั้น เป็นทีถามความในใจว่าวิสัยขุนศึกแห่งกังตั๋งจะพลอยยอมจำนนขอเป็นขี้ข้าของโจโฉเหมือนกับความคิดของที่ปรึกษาฝ่ายพลเรือนกระนั้นหรือ

            ในขณะที่บรรดาแม่ทัพนายกองทั้งหลายสบตาขงเบ้งแล้วต่างจ้องมองด้วยสายตาที่ชื่นชมเป็นทีเห็นด้วยกับขงเบ้งที่จะต้องทำสงครามต่อสู้กับโจโฉนั้น ยีหวนถูกรุกด้วยวาทะศิลป์รุนแรงเกินกว่าความคาดคิด มิเห็นทางที่จะถอยหรือโต้ตอบประการใดต่อไปได้ จึงสงบถ้อยคำแล้วถอยกลับมานั่งประจำที่อีกคนหนึ่ง

            ฝ่ายโปเจ๋าที่ปรึกษาฝ่ายพลเรือนคนสำคัญของเมืองกังตั๋งอีกคนหนึ่งเห็นยีหวนยอมจำนนด้วยการปะทะฝีปากกับขงเบ้งเพียงสองกระบวนท่าก็ลุกขึ้นจากที่นั่งออกมายืนอยู่กลางห้องโถงเบื้องหน้าขงเบ้ง ตีฝีปากเล่นสำนวนประชดขงเบ้งในทันทีว่า “ท่านนี้ได้เรียนพูดมาแต่สำนักโซจิ๋น เตียวยี่หรือ ท่านมาว่ากล่าวทั้งนี้หวังจะเกลี้ยกล่อมชาวเมืองกังตั๋งให้ปลงใจหรือ”

            อันโซจิ๋น เตียวยี่นั้น เป็นปราชญ์แห่งวาทะศิลป์ในยุคเลี๊ยดก๊ก ซึ่งเป็นยุคก่อนที่จิ๋นซีฮ่องเต้จะได้รวบรวมแผ่นดินเข้าเป็นหนึ่ง กิตติศัพท์และความปรีชาสามารถในวาทะศิลป์และเชิงชั้นทางการทูตของโซจิ๋นและเตียวยี่เกริกก้องเป็นที่ยอมรับนับถือของผู้คนทั้งแผ่นดิน และเป็นที่ร่ำลือต่อมาหลายร้อยปี แต่สิ่งหนึ่งซึ่งไม่ปรากฏในกิตติศัพท์ร่ำลือนั้นก็คือโซจิ๋นและเตียวยี่หาได้มีความปรีชาสามารถแต่เฉพาะเชิงชั้นทางการทูตเท่านั้นไม่ หากยังมีความปรีชาสามารถทางด้านการบริหาร การปกครอง และทางการทหารยากที่จะหาผู้ใดเสมอเหมือนอีกด้วย

            ขงเบ้งคาดคะเนว่าโปเจ๋าเป็นนักวิชาการที่เก่งแต่ตำรา หาได้รู้ความนัยหนหลังครั้งประวัติศาสตร์และเกียรติประวัติของโซจิ๋นเตียวยี่อย่างละเอียดถี่ถ้วนไม่ ดังนั้นเมื่อโปเจ๋ายกเอาโซจิ๋น เตียวยี่ขึ้นมาเป็นหลักในการเยาะเย้ยถากถางว่าขงเบ้งเป็นแต่นักพูด หาสติปัญญาในเรื่องอื่นๆ มิได้ ขงเบ้งจึงกำหนดแผนการยุทธ์ยกเอาความปรีชาสามารถและเกียรติประวัติอันลือลั่นของโซจิ๋นเตียวยี่นั่นเองเข้าตีทำลายล้างการโจมตีของโปเจ๋า

            ขงเบ้งกำหนดแผนการแม่นยำดังนี้แล้ว จึงหันไปเผชิญหน้ากับโปเจ๋าแล้วว่า “ท่านรู้แต่ว่าโซจิ๋น เตียวยี่เป็นคนช่างพูด อันสติปัญญาความคิดของโซจิ๋น เตียวยี่นั้น จะคิดอ่านกว้างขวางประการใดนั้นท่านหารู้ไม่ ท่านเจรจาดังนี้เหมือนคนครึ่งคน เพราะว่ารู้ไม่ตลอด ด้วยโซจิ๋นนี้ได้เป็นอุปราชถึงแปดเมือง เตียวยี่เล่าก็ได้เป็นอุปราชถึงสองแผ่นดิน คนทั้งสองนี้ก็มีปัญญาอันสามารถช่วยทำนุบำรุงแผ่นดินให้ราบคาบด้วย อนึ่งก็แกล้วกล้าในการสงคราม แลท่านมานินทาว่าเป็นคนช่างพูดนั้นหาควรไม่ อันตัวท่านได้ยินแต่ข่าวโจโฉเท่านี้ยังกลัวตัวสั่นอยู่ ปลอบให้นายออกไปหาข้าศึกไม่วายปาก รื้อยังจะมาติเตียนท่านผู้อื่นเล่า”

            โปเจ๋าเป็นหนึ่งในขุนนางฝ่ายพลเรือนของซุนกวนที่สนับสนุนความคิดของเตียวเจียวให้ซุนกวนยอมอ่อนน้อมสวามิภักดิ์กับโจโฉ โดยที่ไม่เคยคิดจะต่อสู้หรือรักษาแผ่นดิน ได้ฟังคำขงเบ้งก็อัปยศในใจนัก ทั้งประวัติของโซจิ๋น และเตียวยี่ที่ขงเบ้งยกขึ้นแสดงนั้นเป็นเรื่องราวละเอียดอันปรากฏในพงศาวดารแต่อดีต ซึ่งโปเจ๋าก็มิรู้ความ จึงมิรู้ที่จะต่อถ้อยร้อยคำกับขงเบ้งประการใดต่อไปได้ โปเจ๋าจำนนต่อถ้อยคำดังนี้แล้วจึงถอยกลับมานั่งในที่เดิม

            ซีหองที่ปรึกษาฝ่ายพลเรือนของเมืองกังตั๋งอีกผู้หนึ่ง เห็นที่ปรึกษาผู้ใหญ่เสียทีต่อขงเบ้งต้องสงบปากสงบคำ จึงคิดที่จะสร้างเกียรติภูมิไว้ประดับตัว ดังนั้นชีหองจึงลุกขึ้นแล้วตั้งคำถามเอากับขงเบ้งว่า โจโฉนี้เป็นใครท่านรู้จักหรือไม่

            คำถามของซีหองผู้นี้แม้ว่าจะเห็นเป็นเรื่องคำถามง่าย ๆ แต่ความจริงกลับกลายเป็นเรื่องลึกซึ้ง เพราะนี่คือกลลวงทางการทูตที่มีเป้าหมายให้ขงเบ้งจำต้องยอมรับนับถือตามความเป็นจริงว่าโจโฉผู้บัญชาการทัพหลวงที่กรีฑาทัพใหญ่มาตั้งมั่นอยู่ฝั่งเหนือของแม่น้ำแยงซีบัดนี้นั้น คือผู้ถือรับสั่งตามพระบรมราชโองการของพระเจ้าเหี้ยนเต้ให้ปราบปรามศัตรูแผ่นดินผู้ก่อการกบฏเพื่อรวบรวมแผ่นดินเข้าเป็นหนึ่ง ดังนั้นผู้ใดขัดขืนย่อมได้ชื่อตามกฎหมายในขณะนั้นว่าเป็นกบฏต่อแผ่นดิน ซึ่งซีหองคาดหวังว่าขงเบ้งจะไม่สามารถปฏิเสธฐานะและความจริงที่โจโฉเป็นอัครมหาเสนาบดีในพระเจ้าเหี้ยนเต้ได้  และเมื่อนั้นก็เท่ากับว่าเล่าปี่เป็นฝ่ายกบฏที่โจโฉมีความชอบธรรมที่จะปราบปราม ในขณะเดียวกันย่อมเป็นธรรมเนียมประเพณีที่ซุนกวนซึ่งเป็นเจ้าเมืองของหัวเมืองในราชวงศ์ฮั่นจะอ่อนน้อมสวามิภักดิ์โดยไม่เสียศักดิ์และศรีแต่ประการใด

            คำถามที่ง่ายและสั้นเช่นนี้แท้จริงกลับหนักหน่วงลุ่มลึกยิ่งกว่าถ้อยคำของบรรดาที่ปรึกษาคนก่อน ๆ ของซุนกวน เพราะนี่คือสุดยอดวิชากระบี่ข้อที่สามที่ปลายคมกระบี่ต้องถึงที่หมายด้วยระยะทางที่สั้นตรงที่สุดนั่นเอง.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘