ตอนที่ 239. ศึกศักดิ์ศรีสองยอดกุนซือ

ความที่ซุนกวนกล่าวกับโลซกถึงข้อวิตกด้วยแสนยานุภาพทางการทหารของกองทัพโจโฉนั้น ได้เผยความในใจของซุนกวนอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรกว่าแม้จะมีความคิดที่เป็นไท ไม่ยอมอ่อนน้อมต่อโจโฉ แต่กำลังกองทัพของโจโฉได้ส่งผลกดดันจิตใจซุนกวนให้หวั่นไหวอย่างรุนแรง ซึ่งตรงกับที่ขงเบ้งได้ประมาณสถานการณ์ไว้ทุกประการ

            โลซกได้ฟังคำซุนกวนที่วิตกด้วยกำลังทหารฝ่ายโจโฉแล้ว ไม่กล่าวแก้ความวิตกนั้นด้วยตัวเอง กลับโยนหน้าที่ไปที่ขงเบ้ง เพราะมั่นใจว่าได้ซักซ้อมกันมาเป็นอย่างดีแล้ว จึงกล่าวกับซุนกวนว่าข้าพเจ้าเดินทางไปเมืองกังแฮครั้งนี้ได้เชิญน้องชายของจูกัดกิ๋นคือจูกัดเหลียง-ฮกหลง-ขงเบ้ง ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของเล่าปี่ให้ร่วมเดินทางมาเมืองกังตั๋งด้วยแล้ว คนผู้นี้ทราบความตื้นลึกหนาบางข้างกองทัพโจโฉเป็นอย่างดี หากท่านมีความสงสัยประการใด ก็ให้สอบถามจากขงเบ้งจะทราบความได้กระจ่าง

            ซุนกวนได้ยินนาม “จูกัดเหลียง-ฮกหลง-ขงเบ้ง” ก็ตกตะลึงไปชั่วอึดใจหนึ่งเพราะคาดคิดไม่ถึงว่าเสนาธิการใหญ่ของกองทัพเล่าปี่ที่กิตติศัพท์ลือลั่นไปทั้งแผ่นดินถึงสติปัญญาความคิดอ่านในการสงคราม สามารถเผาทำลายกองทัพโจโฉอย่างยับเยินโดยง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือนั้น ไฉนโลซกจึงสามารถพามาแดนกังตั๋งได้

            ดังนั้นด้วยความกระหายใคร่ทราบความศึกอย่างหนึ่ง และใคร่ได้สนทนากับผู้เรืองปัญญาอีกอย่างหนึ่ง ครั้นซุนกวนหายจากตกตะลึงแล้ว สีหน้าก็กลับกลายเป็นตื่นเต้น รีบกล่าวย้ำคำโลซกว่าอาจารย์ฮกหลง-ขงเบ้ง บัดนี้อยู่ที่เมืองกังตั๋งของเราแล้วหรือ

            โลซกจึงรายงานยืนยันต่อซุนกวนว่าข้าพเจ้าได้เชิญขงเบ้งเดินทางมาพร้อมกับข้าพเจ้า บัดนี้ได้จัดให้ขงเบ้งพักอยู่ที่เรือนรับรองแขกเมืองแล้ว หากท่านปรารถนาจะสนทนาด้วย ข้าพเจ้าก็จะไปเชิญขงเบ้งมาพบ

            ซุนกวนแม้จะมีใจศรัทธาเลื่อมใสขงเบ้ง แต่น้ำใจลึกยังคงรู้สึกว่าขงเบ้งเป็นฝ่ายเล่าปี่จึงคิดระแวงระวัง ไม่ต้องการให้ขงเบ้งหยั่งทราบน้ำใจว่ามีความร้อนรนด้วยเหตุถูกกองทัพโจโฉกดดัน แล้วต้องการพบตัวเป็นการร้อน ทั้งยังคิดที่จะตระเตรียมถ้อยคำเพื่อเจรจากับขงเบ้งให้พร้อมก่อนจึงค่อยเจรจากัน

            ดังนั้นซุนกวนจึงกล่าวกับโลซกว่า เวลาวันนี้ค่ำมืดแล้ว หากรบกวนเชิญขงเบ้งมาสนทนาก็จะเป็นการเสียมารยาท ทั้งขงเบ้งก็เพิ่งเดินทางมาถึง ยังเหน็ดเหนื่อยอยู่ ชอบที่จะพักผ่อนให้เป็นที่สบายเสียคืนหนึ่งก่อน ไว้พรุ่งนี้เวลาเช้าค่อยสนทนากัน

            แล้วซุนกวนจึงว่าในวันพรุ่งนี้ให้จัดประชุมบรรดาที่ปรึกษาแม่ทัพนายกองและขุนนางผู้ใหญ่ที่ศาลาว่าราชการ ให้ท่านจัดแจงทุกสิ่งอย่างให้เป็นสง่า เป็นที่น่าเกรงขามแก่ขงเบ้ง แล้วให้ขงเบ้งสนทนาพาทีกับบรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองให้ประจักษ์ถึงสติปัญญาของผู้คนเมืองกังตั๋งสักพักหนึ่งแล้วเราจึงค่อยออกว่าราชการ ให้ท่านไปจัดแจงการทั้งปวงให้พร้อมสรรพเสียตั้งแต่คืนวันนี้

            ซุนกวนแม้ว่าน้ำใจหนึ่งใคร่ทราบความเป็นไปข้างกองทัพโจโฉ แต่ใจหนึ่งก็ยังคิดระแวงระวังเล่าปี่ จึงคิดข่มขวัญขงเบ้งให้ยำเกรงฝ่ายกังตั๋งไว้ เหมือนกับการตัดไม้ข่มนาม จึงคิดอ่านให้บรรดาที่ปรึกษานักวิชาการฝ่ายกังตั๋งรุมล้อมกระหนาบตีขงเบ้งด้วยสงครามการทูตให้ขงเบ้งช้ำเสียก่อน แล้วซุนกวนจึงค่อยออกมาสัประยุทธ์กับขงเบ้งในภายหลัง จึงสั่งให้โลซกไปเตรียมการดังนี้

            โลซกคำนับลาซุนกวนแล้วไปที่เรือนรับรองแขกเมือง แจ้งความที่ซุนกวนขอเชิญพบที่ศาลาว่าราชการในวันพรุ่งนี้ให้ขงเบ้งทราบทุกประการ แล้วว่าต่อวันพรุ่งข้าพเจ้าจะมารับท่านไปที่ศาลาว่าราชการพร้อมกัน จากนั้นโลซกจึงคำนับลาขงเบ้งกลับไปจัดแจงตามที่ซุนกวนได้สั่งการทุกประการ และให้คนทั้งปวงไปพร้อมกันที่ห้องโถงด้านหน้าของศาลาว่าราชการก่อนเวลาที่ซุนกวนจะออกว่าราชการ

            ครั้นรุ่งขึ้นเช้าโลซกจึงมารับขงเบ้งจากเรือนรับรองไปที่ศาลาว่าราชการ ในระหว่างเดินทางไปที่ศาลาว่าราชการนั้น โลซกยังไม่วางใจในความที่กำชับขงเบ้งในขณะที่อยู่ในเรือว่าอย่าให้ขงเบ้งบอกซุนกวนว่าโจโฉมีทหารมาก ให้บอกแต่ว่ามีทหารน้อย ดังนั้นโลซกจึงกำชับขงเบ้งเป็นครั้งที่สองว่าในวันนี้ซุนกวนคงจะไต่ถามท่านเกี่ยวกับทหารของโจโฉ ท่านอย่าได้ลืมคำที่ตกลงกันในเรือเป็นอันขาด มิฉะนั้นการของนายเราทั้งสองก็จะเสียไป

            ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ แล้วว่าท่านจงวางใจเถิด ข้าพเจ้าย่อมมีวิธีที่จะพูดจากับซุนกวนมิให้เสียการที่ท่านได้วางใจฝากฝังไว้อย่างแน่นอน

            โลซกพาขงเบ้งมาถึงห้องโถงชั้นนอกของศาลาว่าราชการแล้ว เห็นบรรดาที่ปรึกษา แม่ทัพนายกอง และขุนนางข้าราชการเมืองกังตั๋งแต่งตัวตามอิสริยายศนั่งเป็นแถวพร้อมหน้าอยู่ก่อน โลซกจึงพาขงเบ้งเข้าไปแนะนำคำนับบรรดาคนเหล่านั้นตามธรรมเนียม แล้วขงเบ้งจึงเข้านั่งประจำที่แขกเมือง

            เตียวเจียวที่ปรึกษาผู้ใหญ่ของซุนกวนไม่ทราบความมาแต่ก่อนว่าขงเบ้งจะเดินทางมาเข้าร่วมประชุมด้วยในครั้งนี้ แต่เมื่อได้พินิจพิจารณาขงเบ้งแล้วเห็นว่า “ขงเบ้งรูปร่างสะคราญ แต่งตัวหลักแหลม เป็นคนช่างพูดช่างเจรจา เฉลียวฉลาด”

            เมื่อพิเคราะห์ดังนี้แล้ว เตียวเจียวจึงคาดการณ์ว่าขงเบ้งเดินทางมาเมืองกังตั๋งครั้งนี้คงจะมาเจรจาหว่านล้อมให้ซุนกวนเป็นพันธมิตรกับเล่าปี่ ทำสงครามกับโจโฉเป็นมั่นคง จำจะหยั่งความให้ประจักษ์เสียก่อนที่ซุนกวนจะออกว่าราชการ ทั้งจะได้ถือโอกาสนี้ข่มขงเบ้งต่อหน้าบรรดาขุนนางข้าราชการเมืองกังตั๋งไปในตัว หากขงเบ้งเพลี่ยงพล้ำในสงครามวาทะศิลป์เสียแต่ชั้นนี้แล้ว ก็จะไม่สามารถทัดทานความเห็นที่เตียวเจียวได้เสนอต่อซุนกวนให้สวามิภักดิ์ต่อโจโฉสืบไปได้

            เตียวเจียวจึงเข้าไปว่ากับขงเบ้งว่า “แต่ก่อนข้าพเจ้าแจ้งว่าอาจารย์ฮกหลงอยู่ตำบลเขาโงลังกั๋ง เขาเลื่องลือว่ากอปรด้วยสติปัญญามากเหมือนอาจารย์ขวัญต๋ง งักเย ยังจะจริงกระนั้นหรือ”

            ขงเบ้งเพิ่งเดินทางมาถึงเมืองกังตั๋ง ไม่ทราบความที่เตียวเจียวได้เสนอให้ซุนกวนสวามิภักดิ์ต่อโจโฉ ทั้งเห็นว่าเป็นแขกเมืองมาเยือนแดนกังตั๋งจึงไม่คิดว่าเตียวเจียวจะมีวาระซ่อนเร้นอยู่ในใจ คิดว่าเตียวเจียวยกย่องโดยสุจริต จึงกล่าวตอบโดยถ่อมตัวไปว่า “อันเขาสรรเสริญข้าพเจ้านั้นเป็นแต่ปัญญาภายนอก ซึ่งได้ทำการมาทั้งนั้นก็เหมือนความคิดคนทั้งปวงไม่ยากนัก ถึงผู้ใดจะทำก็ได้ อันปัญญาภายในนั้นใครยังหาล่วงรู้เห็นปรากฏไม่”

            ขงเบ้งกล่าวถ่อมตนแต่ภายนอก เป็นนัยว่าที่ทำการสงครามกับโจโฉและเผาทหารโจโฉเสียนั้นเป็นแต่ความคิดอ่านเพียงประมาณ ซึ่งใคร ๆ ก็ทำได้โดยง่าย หาได้มีความคิดสติปัญญาวิเศษวิโสอะไรไม่ ในขณะเดียวกันก็ยังไว้เชิงว่าความคิดอ่านภายในนั้นจะเป็นประการใด ใครเล่าจะรู้ได้ ดังนั้นแม้จะเป็นการถ่อมตนอ่อนข้อให้แต่ภายนอก ส่วนภายในก็ยังตั้งท่าทีถอยไว้อย่างเต็มภาคภูมิ ซึ่งแสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่าขงเบ้งเองก็มิได้ไว้วางใจว่าเตียวเจียวจะกล่าวความโดยสุจริตใจเท่าใดนัก

            เตียวเจียวเห็นขงเบ้งเจรจาเป็นทีแบ่งรับแบ่งสู้ ไม่รับหรือปฏิเสธว่ามีสติปัญญาความคิดอ่านเสมอด้วยขวัญต๋ง งักเย วีรชนผู้มีสติปัญญาลือเลื่องของจีนในอดีตหรือไม่ แต่ก็มีนัยยะที่ตีความได้เป็นหลายนัย คืออาจตีความได้ว่าขงเบ้งยอมรับว่ามีสติปัญญาเสมอด้วยขวัญต๋ง งักเยก็ได้ หรือด้อยกว่าก็ได้ แต่ความตอนหลังที่ว่า “อันปัญญาภายในนั้นใครยังหาล่วงรู้เห็นปรากฏไม่” ก็อาจตีความได้ว่าขงเบ้งเห็นว่าตัวเองมีสติปัญญายิ่งกว่าขวัญต๋ง งักเย เสียอีกก็ได้

            เตียวเจียวมิรู้ว่าคำขงเบ้งมีความหมายเป็นนัยยะประการใด แต่ด้วยใจที่คิดจะข่มขงเบ้งเสียแต่ต้นจึงเริ่มโจมตีขงเบ้งด้วยเชิงชั้นทางการทูตชั้นครูว่า “ข้าพเจ้าได้ยินเขาลือว่าเล่าปี่อุตส่าห์ทำความเพียรไปเชิญท่านถึงสามครั้งจึงได้ตัวท่านมา เล่าปี่มีความยินดีดังปลาได้น้ำ มีใจกำเริบคิดการใหญ่หลวงหมายจะทำการเอาเมืองเกงจิ๋ว เห็นจะได้เป็นมั่นคงดังอยู่ในกำมือ เหมือนจะเอาเสื่อมาปูลงนั่งโดยง่าย เป็นไฉนเมืองเกงจิ๋วจึงกลับไปได้แก่โจโฉเล่า ท่านจะคิดอ่านประการใด” 

            ขงเบ้งได้ฟังคำเตียวเจียวดังนั้น ก็ประจักษ์แก่ใจในทันทีว่าที่ตั้งท่าระแวงระวังตัวในถ้อยคำครั้งแรกนั้นไม่ผิดเลย คำของเตียวเจียวดั่งนี้คือการรุกเข้าตีทางการทูตที่หมายจะข่มขวัญสะกดขงเบ้งให้จำนน ทั้งเป็นการดูหมิ่นความคิดสติปัญญาของขงเบ้งอยู่ในทีว่าเสียแรงที่เล่าปี่อุตส่าห์ไปเชิญมาทำราชการด้วยความยากลำบากถึงสามครั้ง เพียงแค่เมืองเกงจิ๋วซึ่งควรจะตกแก่เล่าปี่โดยง่ายก็กลับกลายไปตกได้แก่โจโฉ ขงเบ้งจึงคิดว่าเตียวเจียวผู้นี้เป็นขุนนางที่ปรึกษาผู้ใหญ่ของซุนกวน มีปัญญาหลักแหลมยิ่งกว่าบรรดาขุนนางทั้งปวงของเมืองกังตั๋ง หากไม่เจรจาโต้ตอบให้จนต่อถ้อยคำแล้ว เห็นจะยากต่อการเจรจาหว่านล้อมยุยงให้ซุนกวนรบกับโจโฉ จำจะต้องข่มเตียวเจียวให้จำนนเสียก่อน การข้างหน้าก็จะเจรจาว่ากล่าวได้โดยสะดวก

            เมื่อคิดดังนี้แล้วขงเบ้งจึงลุกขึ้นจากที่นั่งในตำแหน่งแขกเมือง ออกมายืนกลางห้องโถง เอาพัดขนนกโบกไปมาแล้วว่า “ซึ่งเราจะคิดทำการเอาแผ่นดินเมืองเกงจิ๋วนั้นง่ายนัก เหมือนหนึ่งกลับฝ่ามือคว่ำแลหงาย จะทำเมื่อใดก็จะสำเร็จเมื่อนั้น ซึ่งเหตุทั้งนี้ก็เพราะนายเราเป็นคนซื่อถือความสัตย์ มิได้ปรารถนาที่จะชิงเอาสมบัติของแซ่เดียวกัน ไม่กระทำตามคำเราจึงได้ความเดือดร้อน มาน้อยใจด้วยเล่าจ๋องลูกอมมือเชื่อถือถ้อยคำคนสอพลอ เอาเมืองซงหยงไปลอบยกให้โจโฉ โจโฉจึงได้กำเริบทำการใหญ่มาถึงเพียงนี้ แลเล่าปี่นายเรามาตั้งอยู่ ณ เมืองกังแฮนั้นก็หวังจะทำการใหญ่หลวงต่อไปอยู่ ซึ่งผู้มีสติปัญญาเป็นประมาณเหมือนท่านฉะนี้ ถึงจะบอกให้ที่ไหนจะรู้ ดังเอาแก้วไปทิ้งลงไว้ในตม ก็จะลับรัศมีเสียเปล่า”

            ขงเบ้งได้คาดการณ์กระจ่างแจ้งว่าวิสัยนักวิชาการนั้นเป็นพวกรักตัวกลัวตาย เป็นพวกประจบสอพลอ คิดแต่จะเอาตัวรอด ดังนั้นในขณะที่ขงเบ้งโอ้อวดสติปัญญาตัวข่มเตียวเจียวว่าการที่จะคิดเอาเมืองเกงจิ๋ว เป็นเรื่องง่ายดายประดุจพลิกฝ่ามือแล้ว  ยกย่องสรรเสริญเล่าปี่ว่าเป็นคนซื่อถือความสัตย์ ในขณะเดียวกันก็ได้รุกตอบโต้เตียวเจียวด้วยการกล่าวประชดประชันว่าเล่าจ๋องเด็กอมมือหลงเชื่อถือคนประจบสอพลอ จึงลอบยกเมืองเกงจิ๋วให้แก่โจโฉ ทั้งยังข่มเตียวเจียวอย่างหนักหน่วงด้วยว่าที่เล่าปี่มาตั้งอยู่เมืองกังแฮนี้ยังมีแผนการลึกซึ้งยิ่งใหญ่อยู่ แต่ถึงจะบอกเตียวเจียวก็ไม่มีวันเข้าใจ

            เตียวเจียวได้ฟังคำขงเบ้งรุกตอบโต้อย่างรุนแรงดังนั้น อารมณ์โกรธก็พลุ่งขึ้น เลือดฉีดขึ้นหน้าจนใบหน้าแดงก่ำ แต่สู้ข่มใจไว้กล่าวตอบไปว่า “ท่านว่าฉะนี้เรากลัวจะไม่แน่นอนเหมือนปาก ส่วนปากก็จะว่าไปทางนี้ เท้าจะเดินทางไปทางอื่นจะผิดกันไป อันขวัญต๋ง งักเย นั้นเป็นถึงอุปราช กอปรด้วยสติปัญญา ช่วยทำนุบำรุงแผ่นดินพระเจ้าจีฮ้วนก๋ง ปราบปรามศัตรูให้ราบคาบ บ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุข ก็ควรที่คนจะยกย่องสรรเสริญว่ามีสติปัญญาจริง แลตัวท่านเมื่อยังอยู่เขาโงลังกั๋งนั้นเขาก็เลื่องลือว่ามีปัญญาแลความคิดปรากฏ ดังหนึ่งจะหยั่งรู้ตลอดไปในแผ่นดิน เมื่อเล่าปี่ยังมิได้ท่านมาไว้เป็นที่อุปถัมภ์นั้น จะคิดทำการสิ่งใดก็สำเร็จ แล้วก็ได้มีบ้านเมืองตั้งอยู่เป็นสุขตามวาสนาของตัว บัดนี้ได้ท่านมาไว้เป็นที่ทำนุบำรุงแล้ว เห็นว่าการใหญ่หลวงก็สำเร็จได้โดยง่ายด้วยกำลังความคิดของท่าน เหตุไฉนเล่าปี่จึงได้ความเดือดร้อนยิ่งกว่าแต่ก่อนอีกเล่า เที่ยวหนีโจโฉซุกซ่อนอยู่เหมือนหนูหนีจั่น แต่แผ่นดินสักเท่าใบพุทราก็ไม่มีที่จะอยู่ นี่แลหรือเล่าปี่ได้อาศัยความคิดของท่านทำนุบำรุงช่วยอุปถัมภ์ แลคนทั้งปวงมาสรรเสริญว่าท่านมีปัญญาเหมือนขวัญต๋ง งักเย นั้นหาสมไม่ ซึ่งเราว่าทั้งนี้ตามความจริง ท่านอย่าน้อยใจเลย”

            เตียวเจียวแรงด้วยอารมณ์โกรธ จึงรุกตอบโต้ขงเบ้งอย่างรุนแรงหนักหน่วง ยกเอาเกียรติภูมิของขวัญต๋ง งักเย ขึ้นข่มขงเบ้ง อันเป็นเชิงดูหมิ่นเหยียดหยามอย่างรุนแรงว่าเพราะเหตุที่เล่าปี่ได้ขงเบ้งมาต่างหากจึงได้รับความเดือดร้อน จนแม้แผ่นดินสักเท่าใบพุทราก็ไม่มีที่จะอาศัย

            ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นก็รู้ว่าเตียวเจียวเริ่มมีโทสะ สติปัญญาและความคิดที่จะรักษามารยาทได้ถูกบดบังไปด้วยอำนาจแห่งโทสะ จึงกล่าวความปรามาสแขกเมืองอย่างรุนแรงถึงเพียงนี้ และนี่เท่ากับเป็นการเปิดช่องให้กับขงเบ้งที่จะโต้ตอบอย่างหนักหน่วงรุนแรงเสมอกัน โดยไม่เสียหายแก่มารยาทของแขกเมืองที่จะกระทำต่อผู้เป็นเจ้าบ้าน

            การสัประยุทธ์ในขั้นนี้ยังคงเป็นขั้นของตัวบุคคลระหว่างตัวขงเบ้งกับเตียวเจียวโดยตรง โดยขงเบ้งได้เริ่มต้นโจมตีด้วยการประณามเล่าจ๋องว่าหลงเชื่อคนประจบสอพลอ ซึ่งเป็นเชิงประชดให้กระทบถึงเตียวเจียวโดยตรง ในขณะที่เตียวเจียวก็ได้รุกตอบโต้ว่าตัวขงเบ้งนั่นแหละที่เป็นผู้ทำให้เล่าปี่ต้องเดือดร้อนพ่ายแพ้โจโฉเหมือนหนูหนีจั่น แม้แผ่นดินสักนิดหนึ่งก็ไม่มีที่จะอาศัย การชิงชัยทางการทูตในขั้นนี้จึงเป็นเรื่องที่เดิมพันด้วยศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิระหว่างสองยอดกุนซือคือขงเบ้งกับเตียวเจียวโดยตรง.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘