ตอนที่ 238. ศึกการทูตฝั่งเหนือใต้แม่น้ำแยงซี
ศึกการทูตของสองกุนซือในยกแรกเสร็จสิ้นไปแล้ว โดยฝ่ายเล่าปี่ได้รับชัยชนะเป็นผลให้โลซกต้องออกปากเชิญขงเบ้งเดินทางไปเมืองกังตั๋ง โดยเป้าหมายขั้นที่สองของขงเบ้งคือยุให้ซุนกวนรบกับโจโฉ
ทางด้านเมืองกังตั๋งนั้นเล่า สงครามการทูตระหว่างโจโฉกับซุนกวนก็กำลังดำเนินไปอย่างดุเดือด เพราะเมื่อซุนกวนได้รับหนังสือของโจโฉแล้วก็รู้ดีแก่ใจว่านัยยะที่แท้จริงของหนังสือนั้นคือการบีบบังคับให้ซุนกวนต้องยอมสวามิภักดิ์ แล้วร่วมมือกับโจโฉกำจัดเล่าปี่
ซุนกวนยังรู้ดีต่อไปด้วยว่าเมื่อกำจัดเล่าปี่ได้แล้ว ซุนกวนเองก็จะกลายเป็นเป้าหมายหรือเหยื่อรายต่อไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ซุนกวนเองก็ยอมรับไม่ได้
โลซกมาเข้าร่วมประชุมภายหลังจากที่ซุนกวนได้แจ้งความหนังสือของโจโฉให้บรรดาที่ปรึกษา แม่ทัพนายกองและขุนนางทั้งปวงได้ทราบก่อนแล้ว ดังนั้นซุนกวนจึงมอบหนังสือของโจโฉให้โลซกรับมาอ่านดูเอง
โลซกเปิดหนังสือของโจโฉออกอ่านดูปรากฏความว่า อัครมหาเสนาบดีแห่งราชสำนักฮั่น-โจโฉ มีหนังสือมายังซุนกวนเจ้าเมืองกังตั๋ง ด้วยว่าแผ่นดินนับแต่ยุคตั๋งโต๊ะเป็นลำดับมาเกิดจลาจลวุ่นวาย อาณาประชาราษฎรได้รับความเดือดร้อนทุกข์เข็ญทุกหย่อมหญ้า บรรดาขุนศึกต่างตั้งตัวขึ้นเป็นใหญ่ ไม่ยำเกรงต่อราชสำนัก ร่วมกันฉ้อราษฎร์บังหลวง ปล้นสดมภ์ทรัพย์สินของแผ่นดิน กดขี่ข่มเหงราษฎรทั้งปวง ดังนั้นพระเจ้าเหี้ยนเต้จึงมีพระบรมราชโองการให้ตัวเรายกกองทัพไปปราบปรามพวกกบฏ รวบรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่ง เพื่อความสงบร่มเย็นของบ้านเมือง และความเจริญรุ่งเรืองของอาณาประชาราษฎร ตัวเราจึงได้ถือรับสั่งปราบปรามหัวเมืองฝ่ายเหนือ ทั้งลิโป้ อ้วนสุด อ้วนเสี้ยว จนราบคาบแล้ว เหลือแต่เล่าปี่ที่ยังเป็นกบฏแข็งข้อต่อแผ่นดิน
เราได้กำราบเล่าปี่จนอ่อนล้าระส่ำระสาย แตกหนีไปอยู่ที่เมืองกังแฮ เราจึงยกกองทัพติดตามมาเพื่อกำจัดเสียให้สิ้นซาก มิให้กำเริบเป็นเภทภัยแก่แผ่นดินสืบไป บัดนี้เล่าจ๋องบุตรของเล่าเปียวได้ยอมอ่อนน้อมต่อเราแต่โดยดี เมืองเกงจิ๋วแลหัวเมืองขึ้นทั้งปวงจึงขึ้นตรงต่อราชสำนักแล้ว
ดังนั้นเพื่อมิให้เดือดร้อนแก่ชาวเมืองทั้งปวง เราจึงยกทหารซึ่งประกอบด้วยทหารม้า ทหารราบ และทหารเรือกว่าร้อยหมื่นออกไปตั้งที่นอกเมืองและชายทะเล โดยตั้งค่ายหลวงไว้ที่เชิงภูผาเซ็กเพ็ก หรือภูผาแดง ควบคุมยุทธศาสตร์ทั้งทางบกและทางทะเลไว้อย่างสิ้นเชิง
บัดนี้เล่าปี่กำลังจนตรอกอยู่ที่เมืองกังแฮ ครั้นเราจะยกกองทัพตามไปก็เกรงว่าจะทำให้ท่านกังวลใจ จึงมีหนังสือมาบอกกล่าวให้ทราบว่าเรายกมาทั้งนี้เพียงเพื่อปราบปรามเล่าปี่ผู้ขบถเท่านั้น อนึ่งเล่าเรามีความรำลึกถึงซุนเกี๋ยนผู้เป็นสหายศึกของเราแต่ครั้งร่วมสงครามปฏิวัติต่อต้านตั๋งโต๊ะ ซึ่งจากกันมาเป็นเวลาช้านาน แม้ว่าซุนเกี๋ยนจะล่วงลับแล้ว ตัวเราก็ยังรำลึกถึงไมตรีแต่หนหลัง มุ่งหวังจะทำนุบำรุงผู้สืบสายสกุลให้รุ่งเรืองในแคว้นกังตั๋งสืบไป เหตุนี้เราจึงได้กราบบังคมทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ให้โปรดเกล้าแต่งตั้งท่านเป็นที่เจ้าเมืองกังตั๋ง
บัดนี้เราใคร่ได้พบหน้าท่านสักครั้งหนึ่ง เพื่อให้คลายความคิดถึงซุนเกี๋ยน และหวังจะกระชับมิตรไมตรีให้แน่นแฟ้น เราจึงปรารถนาที่จะเชิญท่านออกไปล่าสัตว์ที่ป่าชายแดนเมืองกังแฮแล้วกระทำพิธีสัตย์สาบานเป็นพี่น้อง ไม่รุกรานเบียดเบียนกันตลอดไป แล้วร่วมกันกำจัดเล่าปี่ผู้ขบถเสีย การสำเร็จแล้วเราจะแบ่งเมืองเกงจิ๋วให้ครึ่งหนึ่ง แผ่นดินแลอาณาประชาราษฎรจะได้รับความสุขสืบไป ท่านดำริประการใดให้ตอบมาให้แจ้ง
โลซกอ่านหนังสือตลอดแล้วยังไม่ทราบว่าความที่ซุนกวนปรึกษากันอยู่นั้นได้ข้อสรุปเป็นที่ยุติประการใด จึงถามซุนกวนว่าท่านได้ตัดสินใจในเรื่องนี้แล้วหรือไม่อย่างไร
ซุนกวนจึงว่าเรากำลังปรารภปรึกษาเรื่องนี้กันอยู่พอดี ยังไม่ทันได้ปรึกษาหรือมีมติว่าประการใด พอดีท่านก็กลับมา
เตียวเจียวขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายพลเรือนซึ่งเป็นที่ปรึกษาคนสำคัญของซุนกวนเห็นซุนกวนและโลซกไต่ถามความกันสิ้นแล้ว จึงเสนอว่าโจโฉยกทัพมาครั้งนี้ถือเอาพระบรมราชโองการของพระเจ้าเหี้ยนเต้เป็นธงธรรมนำกองทัพ หากต่อต้านขัดขืนก็จะกลายเป็นขบถต่อแผ่นดินประการหนึ่ง แสนยานุภาพของกองทัพโจโฉที่ยกมาครั้งนี้เสมอด้วยทัพพระมหากษัตริย์ ใหญ่หลวงนัก กอปรด้วยกำลังรี้พลทั้งกำลังทัพบก ทัพเรือ กว่าร้อยหมื่น ทหารเมืองกังตั๋งของเรามีน้อยกว่าโจโฉเป็นอันมาก การเอาน้อยไปปะทะมากเหมือนหนึ่งเอาไข่ไปกระทบหิน ย่อมมีแต่จะปราชัยในที่สุดประการหนึ่ง แลเมืองกังตั๋งของเรานี้แม้ตั้งอยู่ในชัยภูมิอันมั่นคง มีแม่น้ำแยงซีกว้างใหญ่ประดุจทะเลเป็นปราการขวางกั้นข้าศึกอยู่ก็จริง แต่บัดนี้โจโฉได้เมืองเกงจิ๋วแล้ว อันทหารเมืองเกงจิ๋วนั้นก็มีความสันทัดในการรบทางทะเลเสมอด้วยทหารเมืองกังตั๋ง ความได้เปรียบทางด้านชัยภูมิจึงหมดสิ้นไปอีกประการหนึ่ง
เตียวเจียวได้สรุปว่าเพราะเหตุทั้งสามประการนี้ ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าหากจะสู้รบทำสงครามกับโจโฉก็มีแต่จะเสียทีและปราชัยเป็นมั่นคง เมืองกังตั๋งและชาวเมืองทั้งปวงจะได้ความเดือดร้อน จึงชอบที่จะคิดอ่านผ่อนผันอ่อนน้อมเป็นพันธมิตรกับโจโฉ คนทั้งปวงจะได้ความสุขสืบไป
บรรดาที่ปรึกษาฝ่ายพลเรือนและขุนนางฝ่ายพลเรือนได้ฟังคำเตียวเจียวที่ได้แสดงเหตุผลแห่งธรรม เหตุผลแห่งกำลังทหารและเหตุผลแห่งชัยภูมิ ตลอดจนผลได้เสียกระจ่างแจ้งก็เห็นด้วยกับเตียวเจียว ต่างคนต่างกล่าวสนับสนุนความคิดเห็นของเตียวเจียวเป็นเสียงเดียวกัน คงเหลือแต่บรรดาแม่ทัพนายกองที่แม้นมีสีหน้าไม่พอใจ แต่ก็สงบปากสงบคำนิ่งอยู่ เพราะเห็นว่าแม้จะโต้เถียงประการใด ก็ไม่สามารถสู้ลิ้นลมและเหตุผลของพวกนักวิชาการลิ้นระรื่นเหล่านั้นได้
เตียวเจียวและบรรดาที่ปรึกษาตลอดจนขุนนางฝ่ายพลเรือนทั้งปวงเห็นดังนั้นจึงสรุปต่อไปว่า โองการแห่งสวรรค์ย่อมไม่อาจขัดขืน เมื่อสวรรค์มีเจตนารมย์ต้องการให้โจโฉรวบรวมแผ่นดินเข้าเป็นหนึ่ง จึงสมควรต้องคล้อยตาม ยอมอ่อนน้อมผูกมิตรกับโจโฉร่วมกันกำจัดเล่าปี่ต่อไป
ซุนกวนได้ฟังดังนั้น จึงกวาดสายตามองไปยังบรรดาที่ปรึกษาและขุนนางเหล่านั้นแล้วนิ่งอึ้งอยู่บนที่ว่าราชการ ไม่ยอมปริปากว่ากล่าวประการใด
เตียวเจียวเห็นซุนกวนนิ่งอึ้งไปเช่นนั้นจึงกล่าวสืบไปว่า บัดนี้กองทัพโจโฉยกมาตั้งอยู่ใกล้แดนกังตั๋ง มีแต่ทะเลขวางกั้นอยู่ เหตุการณ์คับขันนัก ดังนั้นขอท่านได้โปรดอย่าลังเลแล้วรีบตัดสินใจเพื่อความอยู่รอดปลอดภัยของเมืองกังตั๋งและชาวเมืองทั้งปวงเถิด
ซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็ก้มหน้านิ่ง ส่ายศีรษะไปมาแล้วว่าวันนี้ค่ำแล้วให้เลิกประชุมก่อน ค่อยปรึกษากันใหม่ในวันพรุ่งนี้ ว่าแล้วซุนกวนก็ลุกจากที่นั่งเดินลงจากที่ว่าราชการแล้วเดินกลับเข้าไปที่ข้างใน
บรรดาที่ปรึกษาแม่ทัพนายกองและขุนนางทั้งปวงคำนับซุนกวนแล้วกลับออกมา ยกเว้นแต่โลซกเดินตามหลังซุนกวนเข้าไปข้างใน ซึ่งเป็นห้องรับรองส่วนตัวของซุนกวน
ซุนกวนเดินกลับเข้าไปด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัว ได้ยินเสียงคนเดินตามมาจึงเหลียวหลังกลับไปดู เห็นโลซกเดินตามเข้าไปก็รู้ทีว่าโลซกจะเข้ามารายงานความเมืองด้านเมืองกังแฮจึงชะลอฝีก้าวไว้ พอโลซกเดินตามไปทันซุนกวนจึงจูงมือโลซกไปนั่งสนทนากัน
ไม่ทันที่ซุนกวนจะได้เอ่ยปากถามความข้างเมืองกังแฮ โลซกได้กล่าวขึ้นก่อนว่าข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยกับความเห็นของบรรดาพวกขี้ขลาดตาขาวเมื่อสักครู่นี้เลย ข้าพเจ้าเห็นว่าทั่วทั้งเมืองกังตั๋งนี้ ใคร ๆ ก็อาจสวามิภักดิ์ต่อโจโฉได้ แต่ตัวท่านผู้เดียวเท่านั้นที่ไม่อาจสวามิภักดิ์ต่อโจโฉได้โดยเด็ดขาด
ซุนกวนได้ฟังคำโลซกดังนั้นก็ค่อย ๆ คลายความขุ่นใจจากการประชุมที่เพิ่งเลิกไปเมื่อตอนหัวค่ำ และสงสัยในถ้อยคำที่โลซกกล่าว จึงถามโลซกว่าเหตุใดท่านจึงกล่าวความเช่นนี้
โลซกจึงว่าคนทั้งปวงหรือแม้แต่ตัวข้าพเจ้าเอง หากสวามิภักดิ์ด้วยโจโฉแล้วคงจะได้รับการชุบเลี้ยงตามฐานะเดิมหรือดีกว่าเดิม แม้หากไม่พอใจต่อการบำรุงของโจโฉก็ยังสามารถลาออกจากราชการไปทำไร่ไถนาค้าขายที่ภูมิลำเนาเดิมได้ พอจะนับว่าไม่มีสิ่งใดจะสูญเสีย หรือเสียหายไปจากที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ แต่สำหรับตัวท่านนั้นหากอ่อนน้อมสวามิภักดิ์ด้วยโจโฉแล้ว เมืองกังตั๋งสมบัติของตระกูล “ซุน” ที่สืบทอดกันมาสามชั่วอายุคนก็จะหลุดมือไปเป็นของคนอื่น ท่านจะมีหน้าไปพบซุนเกี๋ยนผู้บิดาและซุนเซ็กผู้พี่ในสัมปรายภพได้อย่างไร นี่เป็นเหตุผลข้อแรก
โลซกได้กล่าวต่อไปว่าเมื่อท่านอ่อนน้อมต่อโจโฉวันใด ฐานะอันเป็นใหญ่แต่ผู้เดียวในแดนกังตั๋งก็จะจบสิ้นลง กลายเป็นข้าของโจโฉ ถึงแม้โจโฉจะทำนุบำรุงเลี้ยงดูอย่างมากก็มีอิสริยยศได้แค่รถม้าคันหนึ่ง ม้าตัวหนึ่ง แลทหารรักษาหน้าม้าอีกสี่คน ยศตำแหน่งอย่างมากก็เป็นได้แค่เจ้าเมืองประเทศราช นี่เป็นเหตุผลข้อที่สอง
สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ได้พรรณนาความตอนนี้ไว้อย่างน่าฟังว่า “ข้าพเจ้าเห็นว่าโจโฉหรือจะเลี้ยงท่านเป็นใหญ่ ถึงจะทำนุบำรุงก็แต่เป็นประมาณ แม้จะมีบ่าวตามหลังอย่างมากก็เพียงสี่คน ถึงจะมีม้าขี่ก็แต่ตัวเดียว จะเหมือนท่านเป็นโสดแก่ตัวอยู่ในเมืองกังตั๋งหรือ”
โลซกได้สรุปต่อไปว่าด้วยเหตุผลทั้งสองประการนี้ ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าท่านจะอ่อนน้อมต่อโจโฉไม่ได้เป็นอันขาด ขอท่านอย่าได้เชื่อถือพวกนักวิชาการเหล่านั้นเลย เพราะวิสัยของนักวิชาการพวกนี้เป็นพวกรักตัวกลัวตาย เอาแต่ประจบสอพลอเอาตัวรอด ชนะไหนเอาด้วยช่วยกระพือ แสวงหาแต่ลาภยศ จะพึ่งพายึดถือเป็นแก่นสารอันใดมิได้เลย หากขืนฟังความเห็นนักวิชาการเป็นสรณะ ถึงมีแผ่นดินบ้านเมืองอยู่ก็จะถูกข้าศึกยึดไป ถึงแม้นมีอำนาจวาสนายิ่งใหญ่สักปานใดก็จะค่อย ๆ ถูกบ่อนทำลายสลายลงจนเป็นคนอนาถา
โลซกเห็นซุนกวนตั้งใจฟังด้วยความสนใจยิ่งและมีทีท่าเห็นด้วยจึงกล่าวต่อไปว่า ชอบที่ท่านจะคิดอ่านวางแผนรับมือกับโจโฉให้จงดี ปกป้องกังตั๋งอันเป็นสมบัติตระกูล “ซุน” ไว้ให้ยืนยง ธำรงเกียรติยศของท่านให้เป็นหลักและศักดิ์ศรีในแคว้นกังตั๋งสืบไป
โลซกนี้นับว่าเป็นยอดกุนซือและเป็นยอดนักการทูตตัวฉกาจ จู่โจมตรงเป้าเข้าจุดที่ใจของซุนกวนได้แม่นยำถนัดถนี่ เพราะกิริยาอาการของซุนกวนในวันนี้แม้ไม่ปริปากพูดในที่ประชุมแม้แต่สักคำ แต่โลซกก็สามารถหยั่งรู้ใจผู้เป็นนายได้ว่าไม่เต็มใจที่จะอ่อนน้อมต่อโจโฉ และไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของบรรดาที่ปรึกษาและขุนนางฝ่ายพลเรือน แต่ด้วยวิสัยผู้นำคน แม้จะไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอเหล่านั้น ก็ยังคงรับฟังอย่างตั้งใจ ตัวโลซกเองก็มีสติปัญญาอ่านสถานการณ์ได้กระจ่างว่าหนังสือของโจโฉนั้นได้ปกปิดวัตถุประสงค์ที่จะตั้งตนเป็นใหญ่ในแผ่นดินแต่ผู้เดียว ข้ออ้างว่าจะสาบานเป็นพี่น้องกันแล้วร่วมกันกำจัดเล่าปี่ จากนั้นจะแบ่งเมืองเกงจิ๋วให้ครึ่งหนึ่ง เป็นแต่เพียงถ้อยคำหวานที่ฉาบปิดคำลวงเพื่อจะยึดเอากังตั๋งลงเป็นประเทศราชเท่านั้น
บรรดาที่ปรึกษาและขุนนางฝ่ายพลเรือนเสนอให้อ่อนน้อมต่อโจโฉ อ้างว่าเพื่อความปลอดภัยและความสุขของชาวกังตั๋ง แต่โลซกเสนอให้ทำสงครามกับโจโฉ โดยอ้างเอาผลประโยชน์ของตระกูล “ซุน” และเกียรติศักดิ์ของซุนกวนเองเป็นที่ตั้ง ความเห็นของโลซกจึงเกาะกินใจซุนกวนยิ่งนัก
ตัวซุนกวนนั้นรักและวางใจโลซกมาแต่ก่อน ถึงขนาดเคยนอนบนเตียงเดียวกันและเอาขาก่ายกันด้วยความรักผูกพันของชายผู้มีอุดมการณ์ที่ยึดมั่นในผลประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นอย่างเดียวกัน ครั้นได้ฟังคำโลซกเป็นที่ต้องใจผิดจากคำบรรดาที่ปรึกษาขุนนางฝ่ายพลเรือนก็ทอดใจใหญ่ แล้วเผยความในใจกับโลซกอย่างตรงไปตรงมาว่า ได้ฟังความเห็นของบรรดาที่ปรึกษาและขุนนางฝ่ายพลเรือนแล้วให้รู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมาก สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) พรรณนาความน้อยใจของซุนกวนว่า “ตัวข้าพเจ้านี้อาภัพ เสียแรงปลูกเลี้ยงคนทั้งปวงไว้หวังจะได้เป็นเพื่อนเจ็บร้อนก็เสียเปล่า”
ซุนกวนกล่าวต่อไปว่าความคิดเห็นของท่านต้องด้วยความเห็นของเรา นี่ไม่เสียทีที่ฟ้าประทานท่านให้มาเป็นที่ปรึกษาของกังตั๋งเรา แต่ยังวิตกด้วยแสนยานุภาพทางการทหารของโจโฉนั้นใหญ่หลวงนัก แต่เดิมมาโจโฉมีทหารอยู่ร่วมสามสิบหมื่น ได้ทหารของอ้วนเสี้ยวเกือบเจ็ดสิบหมื่น บัดนี้ได้ทหารของเมืองเกงจิ๋วสมทบเข้าไปอีก ทำให้กองทัพของโจโฉมีรี้พลกว่าร้อยหมื่น การต่อมือด้วยโจโฉจึงยากที่จะเอาชนะได้โดยง่าย.
ทางด้านเมืองกังตั๋งนั้นเล่า สงครามการทูตระหว่างโจโฉกับซุนกวนก็กำลังดำเนินไปอย่างดุเดือด เพราะเมื่อซุนกวนได้รับหนังสือของโจโฉแล้วก็รู้ดีแก่ใจว่านัยยะที่แท้จริงของหนังสือนั้นคือการบีบบังคับให้ซุนกวนต้องยอมสวามิภักดิ์ แล้วร่วมมือกับโจโฉกำจัดเล่าปี่
ซุนกวนยังรู้ดีต่อไปด้วยว่าเมื่อกำจัดเล่าปี่ได้แล้ว ซุนกวนเองก็จะกลายเป็นเป้าหมายหรือเหยื่อรายต่อไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ซุนกวนเองก็ยอมรับไม่ได้
โลซกมาเข้าร่วมประชุมภายหลังจากที่ซุนกวนได้แจ้งความหนังสือของโจโฉให้บรรดาที่ปรึกษา แม่ทัพนายกองและขุนนางทั้งปวงได้ทราบก่อนแล้ว ดังนั้นซุนกวนจึงมอบหนังสือของโจโฉให้โลซกรับมาอ่านดูเอง
โลซกเปิดหนังสือของโจโฉออกอ่านดูปรากฏความว่า อัครมหาเสนาบดีแห่งราชสำนักฮั่น-โจโฉ มีหนังสือมายังซุนกวนเจ้าเมืองกังตั๋ง ด้วยว่าแผ่นดินนับแต่ยุคตั๋งโต๊ะเป็นลำดับมาเกิดจลาจลวุ่นวาย อาณาประชาราษฎรได้รับความเดือดร้อนทุกข์เข็ญทุกหย่อมหญ้า บรรดาขุนศึกต่างตั้งตัวขึ้นเป็นใหญ่ ไม่ยำเกรงต่อราชสำนัก ร่วมกันฉ้อราษฎร์บังหลวง ปล้นสดมภ์ทรัพย์สินของแผ่นดิน กดขี่ข่มเหงราษฎรทั้งปวง ดังนั้นพระเจ้าเหี้ยนเต้จึงมีพระบรมราชโองการให้ตัวเรายกกองทัพไปปราบปรามพวกกบฏ รวบรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่ง เพื่อความสงบร่มเย็นของบ้านเมือง และความเจริญรุ่งเรืองของอาณาประชาราษฎร ตัวเราจึงได้ถือรับสั่งปราบปรามหัวเมืองฝ่ายเหนือ ทั้งลิโป้ อ้วนสุด อ้วนเสี้ยว จนราบคาบแล้ว เหลือแต่เล่าปี่ที่ยังเป็นกบฏแข็งข้อต่อแผ่นดิน
เราได้กำราบเล่าปี่จนอ่อนล้าระส่ำระสาย แตกหนีไปอยู่ที่เมืองกังแฮ เราจึงยกกองทัพติดตามมาเพื่อกำจัดเสียให้สิ้นซาก มิให้กำเริบเป็นเภทภัยแก่แผ่นดินสืบไป บัดนี้เล่าจ๋องบุตรของเล่าเปียวได้ยอมอ่อนน้อมต่อเราแต่โดยดี เมืองเกงจิ๋วแลหัวเมืองขึ้นทั้งปวงจึงขึ้นตรงต่อราชสำนักแล้ว
ดังนั้นเพื่อมิให้เดือดร้อนแก่ชาวเมืองทั้งปวง เราจึงยกทหารซึ่งประกอบด้วยทหารม้า ทหารราบ และทหารเรือกว่าร้อยหมื่นออกไปตั้งที่นอกเมืองและชายทะเล โดยตั้งค่ายหลวงไว้ที่เชิงภูผาเซ็กเพ็ก หรือภูผาแดง ควบคุมยุทธศาสตร์ทั้งทางบกและทางทะเลไว้อย่างสิ้นเชิง
บัดนี้เล่าปี่กำลังจนตรอกอยู่ที่เมืองกังแฮ ครั้นเราจะยกกองทัพตามไปก็เกรงว่าจะทำให้ท่านกังวลใจ จึงมีหนังสือมาบอกกล่าวให้ทราบว่าเรายกมาทั้งนี้เพียงเพื่อปราบปรามเล่าปี่ผู้ขบถเท่านั้น อนึ่งเล่าเรามีความรำลึกถึงซุนเกี๋ยนผู้เป็นสหายศึกของเราแต่ครั้งร่วมสงครามปฏิวัติต่อต้านตั๋งโต๊ะ ซึ่งจากกันมาเป็นเวลาช้านาน แม้ว่าซุนเกี๋ยนจะล่วงลับแล้ว ตัวเราก็ยังรำลึกถึงไมตรีแต่หนหลัง มุ่งหวังจะทำนุบำรุงผู้สืบสายสกุลให้รุ่งเรืองในแคว้นกังตั๋งสืบไป เหตุนี้เราจึงได้กราบบังคมทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ให้โปรดเกล้าแต่งตั้งท่านเป็นที่เจ้าเมืองกังตั๋ง
บัดนี้เราใคร่ได้พบหน้าท่านสักครั้งหนึ่ง เพื่อให้คลายความคิดถึงซุนเกี๋ยน และหวังจะกระชับมิตรไมตรีให้แน่นแฟ้น เราจึงปรารถนาที่จะเชิญท่านออกไปล่าสัตว์ที่ป่าชายแดนเมืองกังแฮแล้วกระทำพิธีสัตย์สาบานเป็นพี่น้อง ไม่รุกรานเบียดเบียนกันตลอดไป แล้วร่วมกันกำจัดเล่าปี่ผู้ขบถเสีย การสำเร็จแล้วเราจะแบ่งเมืองเกงจิ๋วให้ครึ่งหนึ่ง แผ่นดินแลอาณาประชาราษฎรจะได้รับความสุขสืบไป ท่านดำริประการใดให้ตอบมาให้แจ้ง
โลซกอ่านหนังสือตลอดแล้วยังไม่ทราบว่าความที่ซุนกวนปรึกษากันอยู่นั้นได้ข้อสรุปเป็นที่ยุติประการใด จึงถามซุนกวนว่าท่านได้ตัดสินใจในเรื่องนี้แล้วหรือไม่อย่างไร
ซุนกวนจึงว่าเรากำลังปรารภปรึกษาเรื่องนี้กันอยู่พอดี ยังไม่ทันได้ปรึกษาหรือมีมติว่าประการใด พอดีท่านก็กลับมา
เตียวเจียวขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายพลเรือนซึ่งเป็นที่ปรึกษาคนสำคัญของซุนกวนเห็นซุนกวนและโลซกไต่ถามความกันสิ้นแล้ว จึงเสนอว่าโจโฉยกทัพมาครั้งนี้ถือเอาพระบรมราชโองการของพระเจ้าเหี้ยนเต้เป็นธงธรรมนำกองทัพ หากต่อต้านขัดขืนก็จะกลายเป็นขบถต่อแผ่นดินประการหนึ่ง แสนยานุภาพของกองทัพโจโฉที่ยกมาครั้งนี้เสมอด้วยทัพพระมหากษัตริย์ ใหญ่หลวงนัก กอปรด้วยกำลังรี้พลทั้งกำลังทัพบก ทัพเรือ กว่าร้อยหมื่น ทหารเมืองกังตั๋งของเรามีน้อยกว่าโจโฉเป็นอันมาก การเอาน้อยไปปะทะมากเหมือนหนึ่งเอาไข่ไปกระทบหิน ย่อมมีแต่จะปราชัยในที่สุดประการหนึ่ง แลเมืองกังตั๋งของเรานี้แม้ตั้งอยู่ในชัยภูมิอันมั่นคง มีแม่น้ำแยงซีกว้างใหญ่ประดุจทะเลเป็นปราการขวางกั้นข้าศึกอยู่ก็จริง แต่บัดนี้โจโฉได้เมืองเกงจิ๋วแล้ว อันทหารเมืองเกงจิ๋วนั้นก็มีความสันทัดในการรบทางทะเลเสมอด้วยทหารเมืองกังตั๋ง ความได้เปรียบทางด้านชัยภูมิจึงหมดสิ้นไปอีกประการหนึ่ง
เตียวเจียวได้สรุปว่าเพราะเหตุทั้งสามประการนี้ ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าหากจะสู้รบทำสงครามกับโจโฉก็มีแต่จะเสียทีและปราชัยเป็นมั่นคง เมืองกังตั๋งและชาวเมืองทั้งปวงจะได้ความเดือดร้อน จึงชอบที่จะคิดอ่านผ่อนผันอ่อนน้อมเป็นพันธมิตรกับโจโฉ คนทั้งปวงจะได้ความสุขสืบไป
บรรดาที่ปรึกษาฝ่ายพลเรือนและขุนนางฝ่ายพลเรือนได้ฟังคำเตียวเจียวที่ได้แสดงเหตุผลแห่งธรรม เหตุผลแห่งกำลังทหารและเหตุผลแห่งชัยภูมิ ตลอดจนผลได้เสียกระจ่างแจ้งก็เห็นด้วยกับเตียวเจียว ต่างคนต่างกล่าวสนับสนุนความคิดเห็นของเตียวเจียวเป็นเสียงเดียวกัน คงเหลือแต่บรรดาแม่ทัพนายกองที่แม้นมีสีหน้าไม่พอใจ แต่ก็สงบปากสงบคำนิ่งอยู่ เพราะเห็นว่าแม้จะโต้เถียงประการใด ก็ไม่สามารถสู้ลิ้นลมและเหตุผลของพวกนักวิชาการลิ้นระรื่นเหล่านั้นได้
เตียวเจียวและบรรดาที่ปรึกษาตลอดจนขุนนางฝ่ายพลเรือนทั้งปวงเห็นดังนั้นจึงสรุปต่อไปว่า โองการแห่งสวรรค์ย่อมไม่อาจขัดขืน เมื่อสวรรค์มีเจตนารมย์ต้องการให้โจโฉรวบรวมแผ่นดินเข้าเป็นหนึ่ง จึงสมควรต้องคล้อยตาม ยอมอ่อนน้อมผูกมิตรกับโจโฉร่วมกันกำจัดเล่าปี่ต่อไป
ซุนกวนได้ฟังดังนั้น จึงกวาดสายตามองไปยังบรรดาที่ปรึกษาและขุนนางเหล่านั้นแล้วนิ่งอึ้งอยู่บนที่ว่าราชการ ไม่ยอมปริปากว่ากล่าวประการใด
เตียวเจียวเห็นซุนกวนนิ่งอึ้งไปเช่นนั้นจึงกล่าวสืบไปว่า บัดนี้กองทัพโจโฉยกมาตั้งอยู่ใกล้แดนกังตั๋ง มีแต่ทะเลขวางกั้นอยู่ เหตุการณ์คับขันนัก ดังนั้นขอท่านได้โปรดอย่าลังเลแล้วรีบตัดสินใจเพื่อความอยู่รอดปลอดภัยของเมืองกังตั๋งและชาวเมืองทั้งปวงเถิด
ซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็ก้มหน้านิ่ง ส่ายศีรษะไปมาแล้วว่าวันนี้ค่ำแล้วให้เลิกประชุมก่อน ค่อยปรึกษากันใหม่ในวันพรุ่งนี้ ว่าแล้วซุนกวนก็ลุกจากที่นั่งเดินลงจากที่ว่าราชการแล้วเดินกลับเข้าไปที่ข้างใน
บรรดาที่ปรึกษาแม่ทัพนายกองและขุนนางทั้งปวงคำนับซุนกวนแล้วกลับออกมา ยกเว้นแต่โลซกเดินตามหลังซุนกวนเข้าไปข้างใน ซึ่งเป็นห้องรับรองส่วนตัวของซุนกวน
ซุนกวนเดินกลับเข้าไปด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัว ได้ยินเสียงคนเดินตามมาจึงเหลียวหลังกลับไปดู เห็นโลซกเดินตามเข้าไปก็รู้ทีว่าโลซกจะเข้ามารายงานความเมืองด้านเมืองกังแฮจึงชะลอฝีก้าวไว้ พอโลซกเดินตามไปทันซุนกวนจึงจูงมือโลซกไปนั่งสนทนากัน
ไม่ทันที่ซุนกวนจะได้เอ่ยปากถามความข้างเมืองกังแฮ โลซกได้กล่าวขึ้นก่อนว่าข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยกับความเห็นของบรรดาพวกขี้ขลาดตาขาวเมื่อสักครู่นี้เลย ข้าพเจ้าเห็นว่าทั่วทั้งเมืองกังตั๋งนี้ ใคร ๆ ก็อาจสวามิภักดิ์ต่อโจโฉได้ แต่ตัวท่านผู้เดียวเท่านั้นที่ไม่อาจสวามิภักดิ์ต่อโจโฉได้โดยเด็ดขาด
ซุนกวนได้ฟังคำโลซกดังนั้นก็ค่อย ๆ คลายความขุ่นใจจากการประชุมที่เพิ่งเลิกไปเมื่อตอนหัวค่ำ และสงสัยในถ้อยคำที่โลซกกล่าว จึงถามโลซกว่าเหตุใดท่านจึงกล่าวความเช่นนี้
โลซกจึงว่าคนทั้งปวงหรือแม้แต่ตัวข้าพเจ้าเอง หากสวามิภักดิ์ด้วยโจโฉแล้วคงจะได้รับการชุบเลี้ยงตามฐานะเดิมหรือดีกว่าเดิม แม้หากไม่พอใจต่อการบำรุงของโจโฉก็ยังสามารถลาออกจากราชการไปทำไร่ไถนาค้าขายที่ภูมิลำเนาเดิมได้ พอจะนับว่าไม่มีสิ่งใดจะสูญเสีย หรือเสียหายไปจากที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ แต่สำหรับตัวท่านนั้นหากอ่อนน้อมสวามิภักดิ์ด้วยโจโฉแล้ว เมืองกังตั๋งสมบัติของตระกูล “ซุน” ที่สืบทอดกันมาสามชั่วอายุคนก็จะหลุดมือไปเป็นของคนอื่น ท่านจะมีหน้าไปพบซุนเกี๋ยนผู้บิดาและซุนเซ็กผู้พี่ในสัมปรายภพได้อย่างไร นี่เป็นเหตุผลข้อแรก
โลซกได้กล่าวต่อไปว่าเมื่อท่านอ่อนน้อมต่อโจโฉวันใด ฐานะอันเป็นใหญ่แต่ผู้เดียวในแดนกังตั๋งก็จะจบสิ้นลง กลายเป็นข้าของโจโฉ ถึงแม้โจโฉจะทำนุบำรุงเลี้ยงดูอย่างมากก็มีอิสริยยศได้แค่รถม้าคันหนึ่ง ม้าตัวหนึ่ง แลทหารรักษาหน้าม้าอีกสี่คน ยศตำแหน่งอย่างมากก็เป็นได้แค่เจ้าเมืองประเทศราช นี่เป็นเหตุผลข้อที่สอง
สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ได้พรรณนาความตอนนี้ไว้อย่างน่าฟังว่า “ข้าพเจ้าเห็นว่าโจโฉหรือจะเลี้ยงท่านเป็นใหญ่ ถึงจะทำนุบำรุงก็แต่เป็นประมาณ แม้จะมีบ่าวตามหลังอย่างมากก็เพียงสี่คน ถึงจะมีม้าขี่ก็แต่ตัวเดียว จะเหมือนท่านเป็นโสดแก่ตัวอยู่ในเมืองกังตั๋งหรือ”
โลซกได้สรุปต่อไปว่าด้วยเหตุผลทั้งสองประการนี้ ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าท่านจะอ่อนน้อมต่อโจโฉไม่ได้เป็นอันขาด ขอท่านอย่าได้เชื่อถือพวกนักวิชาการเหล่านั้นเลย เพราะวิสัยของนักวิชาการพวกนี้เป็นพวกรักตัวกลัวตาย เอาแต่ประจบสอพลอเอาตัวรอด ชนะไหนเอาด้วยช่วยกระพือ แสวงหาแต่ลาภยศ จะพึ่งพายึดถือเป็นแก่นสารอันใดมิได้เลย หากขืนฟังความเห็นนักวิชาการเป็นสรณะ ถึงมีแผ่นดินบ้านเมืองอยู่ก็จะถูกข้าศึกยึดไป ถึงแม้นมีอำนาจวาสนายิ่งใหญ่สักปานใดก็จะค่อย ๆ ถูกบ่อนทำลายสลายลงจนเป็นคนอนาถา
โลซกเห็นซุนกวนตั้งใจฟังด้วยความสนใจยิ่งและมีทีท่าเห็นด้วยจึงกล่าวต่อไปว่า ชอบที่ท่านจะคิดอ่านวางแผนรับมือกับโจโฉให้จงดี ปกป้องกังตั๋งอันเป็นสมบัติตระกูล “ซุน” ไว้ให้ยืนยง ธำรงเกียรติยศของท่านให้เป็นหลักและศักดิ์ศรีในแคว้นกังตั๋งสืบไป
โลซกนี้นับว่าเป็นยอดกุนซือและเป็นยอดนักการทูตตัวฉกาจ จู่โจมตรงเป้าเข้าจุดที่ใจของซุนกวนได้แม่นยำถนัดถนี่ เพราะกิริยาอาการของซุนกวนในวันนี้แม้ไม่ปริปากพูดในที่ประชุมแม้แต่สักคำ แต่โลซกก็สามารถหยั่งรู้ใจผู้เป็นนายได้ว่าไม่เต็มใจที่จะอ่อนน้อมต่อโจโฉ และไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของบรรดาที่ปรึกษาและขุนนางฝ่ายพลเรือน แต่ด้วยวิสัยผู้นำคน แม้จะไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอเหล่านั้น ก็ยังคงรับฟังอย่างตั้งใจ ตัวโลซกเองก็มีสติปัญญาอ่านสถานการณ์ได้กระจ่างว่าหนังสือของโจโฉนั้นได้ปกปิดวัตถุประสงค์ที่จะตั้งตนเป็นใหญ่ในแผ่นดินแต่ผู้เดียว ข้ออ้างว่าจะสาบานเป็นพี่น้องกันแล้วร่วมกันกำจัดเล่าปี่ จากนั้นจะแบ่งเมืองเกงจิ๋วให้ครึ่งหนึ่ง เป็นแต่เพียงถ้อยคำหวานที่ฉาบปิดคำลวงเพื่อจะยึดเอากังตั๋งลงเป็นประเทศราชเท่านั้น
บรรดาที่ปรึกษาและขุนนางฝ่ายพลเรือนเสนอให้อ่อนน้อมต่อโจโฉ อ้างว่าเพื่อความปลอดภัยและความสุขของชาวกังตั๋ง แต่โลซกเสนอให้ทำสงครามกับโจโฉ โดยอ้างเอาผลประโยชน์ของตระกูล “ซุน” และเกียรติศักดิ์ของซุนกวนเองเป็นที่ตั้ง ความเห็นของโลซกจึงเกาะกินใจซุนกวนยิ่งนัก
ตัวซุนกวนนั้นรักและวางใจโลซกมาแต่ก่อน ถึงขนาดเคยนอนบนเตียงเดียวกันและเอาขาก่ายกันด้วยความรักผูกพันของชายผู้มีอุดมการณ์ที่ยึดมั่นในผลประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นอย่างเดียวกัน ครั้นได้ฟังคำโลซกเป็นที่ต้องใจผิดจากคำบรรดาที่ปรึกษาขุนนางฝ่ายพลเรือนก็ทอดใจใหญ่ แล้วเผยความในใจกับโลซกอย่างตรงไปตรงมาว่า ได้ฟังความเห็นของบรรดาที่ปรึกษาและขุนนางฝ่ายพลเรือนแล้วให้รู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมาก สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) พรรณนาความน้อยใจของซุนกวนว่า “ตัวข้าพเจ้านี้อาภัพ เสียแรงปลูกเลี้ยงคนทั้งปวงไว้หวังจะได้เป็นเพื่อนเจ็บร้อนก็เสียเปล่า”
ซุนกวนกล่าวต่อไปว่าความคิดเห็นของท่านต้องด้วยความเห็นของเรา นี่ไม่เสียทีที่ฟ้าประทานท่านให้มาเป็นที่ปรึกษาของกังตั๋งเรา แต่ยังวิตกด้วยแสนยานุภาพทางการทหารของโจโฉนั้นใหญ่หลวงนัก แต่เดิมมาโจโฉมีทหารอยู่ร่วมสามสิบหมื่น ได้ทหารของอ้วนเสี้ยวเกือบเจ็ดสิบหมื่น บัดนี้ได้ทหารของเมืองเกงจิ๋วสมทบเข้าไปอีก ทำให้กองทัพของโจโฉมีรี้พลกว่าร้อยหมื่น การต่อมือด้วยโจโฉจึงยากที่จะเอาชนะได้โดยง่าย.