ตอนที่ 237. สุดยอดหลักวิชากระบี่
โลซกเดินหมากการทูตบีบบังคับขงเบ้งเพื่อให้เอ่ยปากขอไปอาศัยซุนกวนอยู่ที่เมืองกังตั๋ง จึงทักท้วงว่าการที่เล่าปี่คิดอ่านจะถอยไปขออาศัยอาวสิ้วที่เมืองซังงาวนั้นไม่เหมาะไม่ควร เพราะเป็นเมืองเล็ก ข้าวปลาอาหารก็ขัดสน แม้จะรักษาตัวเองก็ยังไม่ได้ ดังนี้จะเป็นที่พึ่งให้กับใครได้เล่า
หมากตานี้ของโลซกอุปมาดั่งโยกเรือเข้ารุกขุน เพราะถ้าขงเบ้งสิ้นทางไป ไร้ทางหนี ก็จะตกเข้าสู่กลทางการทูตของโลซก และต้องเอ่ยปากขอร้องเพื่อขออาศัยอยู่กับซุนกวนตามแผนการยุทธศาสตร์ของฝ่ายกังตั๋ง และจะทำให้เล่าปี่มีฐานะเป็นเพียงแค่ผู้อาศัยเท่านั้น
ขงเบ้งอ่านความคิดของโลซกออกกระจ่างว่าตระหนกต่อแสนยานุภาพทางการทหารของโจโฉ และมีเดิมพันสูงกว่าเล่าปี่มาก เพราะซุนกวนในขณะนี้ต้องใช้แคว้นกังตั๋งทั้งแคว้นเป็นเดิมพัน ในขณะที่เล่าปี่มีแต่หน้าตักที่ว่างเปล่า
ดังนั้นเมื่อฝ่ายกังตั๋งร้อนกว่าฝ่ายเล่าปี่ ขงเบ้งจึงตีโต้อย่างใจเย็นต่อไปว่า “ซึ่งท่านว่าทั้งนี้ก็ชอบอยู่ แต่ว่าบัดนี้จนใจอยู่แล้ว ด้วยหาที่จะอาศัยมิได้ จำเป็นจะไปพึ่งอยู่ก่อน พอได้ยั้งตัวก็จะได้คิดทำการต่อไป”
หมากตานี้ของขงเบ้งไม่เพียงแต่รับมือกับการโยกเรือมารุกขุนของโลซกได้ถนัดถนี่เท่านั้น แต่ยังมีอานุภาพร้ายแรงเสมอด้วยการยกม้ามาปิดตารุก และยังรุกตอบโต้ฝ่ายโลซกถึงขนาดที่ต้องเข้าตาคับขันในทันที เพราะเมื่อขงเบ้งขยับหมากตานี้แล้ว โลซกก็สิ้นทางที่จะบังคับให้ขงเบ้งเอ่ยปากขอไปอาศัยได้อีกต่อไป
โลซกเพราะเหตุที่ “ใจหวั่นไหว กระบี่ย่อมกวัดแกว่ง” ครั้นถูกรุกตอบโต้ดังนี้ทางถอยจึงตีบตัน เหลือเพียงแต่ทางที่ขงเบ้งกำหนดให้เดินทางเดียวเท่านั้น โลซกจึงต้องยอมเปิดเผยเจตนารมย์ของฝ่ายกังตั๋งเสียเอง โดยกล่าวว่าถ้าเช่นนี้เหตุไฉนจึงไม่ไปอยู่เสียที่เมืองกังตั๋งเพราะเมืองกังตั๋งนั้นเป็นเมืองใหญ่ มีเมืองขึ้นถึงหกหัวเมือง ทหารแลเสบียงอาหารก็พร้อมบริบูรณ์ บรรดาที่ปรึกษาที่มีสติปัญญาก็มีเป็นจำนวนมาก เมื่อไปอยู่เมืองกังตั๋งแล้วจะได้ร่วมมือกันต่อต้านโจโฉต่อไป
โลซกพ่ายแพ้ในยุทธการทางการทูตยกที่สองแล้ว แต่ยังคงดิ้นเพื่อพลิกสถานการณ์โดยเปิดทางให้ขงเบ้งเอ่ยปากขอร้องให้เล่าปี่ไปอาศัยที่เมืองกังตั๋ง
ขงเบ้งไม่ยอมให้โลซกดิ้นรนอีกต่อไป กลับรุกอย่างหนักหน่วงว่า พระเจ้าอาเล่าปี่กับซุนกวนนั้นแต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยรู้จักมักคุ้น ทั้งยังถูกโจโฉไล่ตามตีจนต้องถอยหนีมาอยู่ที่เมืองกังแฮกลายเป็นคนอนาถาอยู่เช่นนี้ ที่ไหนเลยซุนกวนจะยอมให้อาศัย
ถึงกระนั้นแล้ววิสัยเซียนหมากรุกการทูตระดับโลซกก็ยังไม่ยอมจำนน ไม่ยอมเอ่ยปากเชิญขงเบ้งไปเมืองกังตั๋ง กลับวางกับดักให้ขงเบ้งขอร้องต่อไปว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ ไฉนเล่าปี่จึงไม่ส่งทูตไปเจรจากับซุนกวนเสียก่อนที่จะตัดสินใจไปอยู่ที่เมืองซังงาว
ขงเบ้งเห็นหมากกลตานี้ของโลซกแล้วไม่ยอมเดินเข้าสู่บ่วงกล และเห็นว่าโลซกเดินหมากตานี้ทำให้โลซกเองตั้งอยู่ในตาอับ หากถูกรุกอีกครั้งหนึ่งแล้วก็จะถึงตาจน ดังนั้นขงเบ้งจึงขยับหมากรุกให้โลซกเข้าสู่ตาจนว่า เล่าปี่บัดนี้เพิ่งถอยทัพหนีโจโฉมา ยังตั้งหลักมิได้ กองทัพทั้งปวงยังระส่ำระสายอยู่ ผู้คนยังกระจัดกระจายรวมกันไม่ติด ดังนั้นจึงไม่สามารถหาใครที่วางใจเป็นทูตไปเมืองกังตั๋งได้
คำพูดของขงเบ้งดั่งนี้ทำทีเป็นไม่รู้ว่าเหลือแต่ขงเบ้งเพียงคนเดียวเท่านั้นที่อาจเดินทางเป็นทูตไปกังตั๋งได้ ดังนั้นเมื่อกล่าวแล้วขงเบ้งจึงทำทีเป็นจนใจ ไม่รู้ที่จะกล่าวประการใดอีก ราวกับว่าอับจนสิ้นปัญญาไม่สามารถหาผู้ใดเป็นทูตไปกังตั๋งได้
โลซกเดินหมากทางการทูตจนทางถอยทุกทางถูกปิดตัน เหลืออยู่เพียงตาเดียวเท่านั้นคือต้องเป็นฝ่ายออกปากเชิญขงเบ้งไปเมืองกังตั๋ง และเนื่องเพราะภาระที่เดินทางมาเมืองกังแฮครั้งนี้เกิดแต่ถูกแสนยานุภาพทางการทหารของโจโฉกดดันอย่างรุนแรง ทั้งเวลาก็เร่งรัดไม่อาจให้เนิ่นนานได้อีกต่อไป เพราะเดิมพันของฝ่ายกังตั๋งนั้นสูงลิ่ว
ดังนั้นโลซกจึงต้องยอมจำนนจนกลางกระดาน แต่เพื่อมิให้เสียศักดิ์ศรีของนักการทูตชั้นครู โลซกจึงกล่าวว่าบัดนี้จูกัดกิ๋นพี่ชายของท่านรับราชการอยู่ด้วยซุนกวนที่เมืองกังตั๋ง เป็นที่ปรึกษาที่ซุนกวนไว้วางใจและให้ความสนิทสนมเป็นพิเศษ ถึงใครไหนอื่นเป็นทูตไปกังตั๋งก็คงจะไม่ได้รับความไว้วางใจสนิทสนมเหมือนกับตัวท่าน ข้าพเจ้าเห็นว่าตัวท่านนั่นแหละที่ชอบจะเป็นทูตไปกังตั๋งในครั้งนี้
ว่าแล้วโลซกจึงออกปากชวนให้ขงเบ้งเดินทางไปเมืองกังตั๋งพร้อมกันในฐานะทูตของเล่าปี่
ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นจึงหันหน้าไปทางเล่าปี่ ทำทีเป็นขอความเห็นจากเล่าปี่ว่าจะมีความเห็นเป็นประการใด
เล่าปี่นั้นคอยทีอยู่แล้ว เห็นการสมคะเนดังความคิดของขงเบ้ง จึงแสร้งกล่าวว่าจะให้ขงเบ้งไปเมืองกังตั๋งพร้อมกับท่านนั้นเห็นจะไม่ได้ เพราะขงเบ้งนี้เป็นที่ปรึกษาของเรา และยังเป็นอาจารย์ผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ชิดไม่เคยห่างเหินกันแม้แต่วันเดียว อนึ่งเล่ายามนี้เป็นหน้าศึก หากขงเบ้งไปเมืองกังตั๋งแล้ว เราจะปรึกษาการสงครามด้วยผู้ใด
โลซกได้ฟังคำเล่าปี่แล้ว มีสีหน้าหวาดวิตกอย่างเห็นได้ชัด ขงเบ้งสังเกตเห็นสีหน้าของโลซกแล้วรีบกล่าวหนุนโลซกว่า แม้ว่าสถานการณ์จะคับขันประการใด แต่โจโฉคงไม่กล้ากรีฑาทัพใหญ่มาเมืองกังแฮเป็นแน่แท้ ดังนั้นเพื่อเห็นแก่ความตั้งใจจริงของโลซก ขอท่านได้โปรดอนุญาตให้ข้าพเจ้าเดินทางไปเมืองกังตั๋งสักครั้งหนึ่ง
โลซกได้ฟังขงเบ้งแล้วสีหน้าค่อยแช่มชื่นขึ้น จึงหันไปทางเล่าปี่เป็นเชิงขอร้องให้เล่าปี่อนุญาตตามคำขอของขงเบ้ง
เล่าปี่เห็นว่าแผนการการยุทธ์ทางการทูตที่ขงเบ้งวางไว้บรรลุผลขั้นต้นแล้ว จึงว่าเมื่อท่านทั้งสองเห็นพ้องกันดังนี้ เราก็จำเป็นต้องคล้อยตาม แล้วเล่าปี่จึงทำทีเป็นทองไม่รู้ร้อน แกล้งชวนโลซกว่าท่านมาเมืองกังแฮแล้วจงพักผ่อนกินโต๊ะให้เป็นที่สบายอีกสองวันแล้วค่อยกลับเมืองกังตั๋ง
โลซกจึงว่าสถานการณ์สงครามร้อนตัวอยู่เช่นนี้ ข้าพเจ้าจะมีใจพักผ่อนกินโต๊ะกระไรได้ ขอเชิญขงเบ้งเตรียมตัวเดินทางไปพร้อมกับข้าพเจ้าในวันนี้เถิด
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นจึงว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ตามแต่ใจท่าน และบอกให้ขงเบ้งจัดแจงเตรียมข้าวของสัมภาระเดินทางไปพร้อมกับโลซก เมื่อเป็นที่ตกลงกันดังนี้แล้ว โลซกและขงเบ้งจึงคำนับลาเล่าปี่ โลซกนั้นไปคอยอยู่ที่ท่าเรือ เมื่อขงเบ้งจัดเตรียมสัมภาระเสร็จแล้วได้ไปสมทบกับโลซกโดยเล่าปี่ตามไปส่งถึงท่าเรือ
เมื่อโลซกและขงเบ้งลงเรือแล้ว เรือของโลซกได้กางใบออกจากท่าเมืองกังแฮตรงไปเมืองชีสองซึ่งซุนกวนได้ยกทหารมาตั้งอยู่ก่อนแล้ว เพื่อเตรียมต้านทานรับศึกข้างเหนือ
คมคำคนคมกล้าและคมกริบ ไม่ต่างกับคมกระบี่และมีแต่จะยิ่งกว่าคมกระบี่เพราะคมคำคนนั้นไม่เพียงแต่จะทำให้คนเจ็บและคนตายได้เช่นเดียวกับกระบี่เท่านั้น หากยังทำให้คนเจ็บลึกเจ็บซึ้งถึงแก่นใจได้อีกด้วย
เหตุนี้ยุทธศิลป์แห่งวิชากระบี่จึงสามารถนำไปใช้กับยุทธศิลป์ทางการทูตได้อย่างสมบูรณ์ หลักการสุดยอดของวิชากระบี่จึงกลายเป็นหลักการของสุดยอดวิทยายุทธ์ทางการทูตด้วย
หลักการสุดยอดของวิชากระบี่คือ กระบี่อยู่ที่ใจหนึ่ง กระบี่แรกต้องจู่โจมเข้าใส่จุดอ่อนที่สุดหนึ่ง ปลายคมกระบี่ต้องถึงที่หมายด้วยระยะสั้นตรงที่สุดอีกหนึ่ง
กระบี่อยู่ที่ใจก็เพราะว่าใจกุมกระบี่ ใจหวั่นกระบี่ไหว ใจกล้ากระบี่แกร่ง ใจมั่นกระบี่แม่น ใจแน่นกระบี่หนัก ใจอ่อนกระบี่ล้า ใจว่างกระบี่ไว เหตุนี้เมื่อใจหวั่นไหวจึงต้องชักกระบี่ก่อน จุดอ่อนจึงถูกเปิดเผย เพราะจุดอ่อนถูกเปิดเผยจึงเปิดช่องให้ถูกจู่โจม
เพราะเหตุที่ข้าศึกเข้าตีตรงจุดอ่อนที่สุดก่อน ดังนั้นการจู่โจมไปที่จุดอ่อนที่สุดจึงถูกเป้าหมายที่สุดและได้ผลที่สุด และเพราะเหตุที่ข้าศึกเข้าตีตรงจุดอ่อนจึงตั้งอยู่ในความประมาท เพราะประมาทจึงต้องพ่ายแพ้
เพราะระยะสั้นตรงที่สุดปลายคมกระบี่จึงถึงที่หมายก่อน เพราะปลายคมกระบี่ถึงที่หมายก่อน แม้ข้าศึกชักกระบี่ก่อนก็ไม่มีโอกาสใช้กระบี่
หลักการของสุดยอดวิชากระบี่ทั้งสามข้อนี้ จึงเป็นหลักการของสุดยอดวิทยายุทธ์ทางการทูตด้วย นักการทูตผู้ใดสามารถใช้สุดยอดวิชากระบี่ได้ดังใจ ย่อมเป็นนักการทูตที่ประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่และกุมไว้ซึ่งชัยชนะ
ขงเบ้งเดินหมากรุกทางการทูตโดยอาศัยสุดยอดหลักวิชากระบี่ ประสานกับสุดยอดเชิงชั้นวิชาหมากรุก ได้รับชัยชนะอย่างงดงามต่อยอดกุนซือแห่งกังตั๋ง-โลซก สามารถบรรลุวัตถุประสงค์เบื้องต้นในการเดินทางไปกังตั๋งแล้ว แต่การสัปยุทธ์ทางการทูตครั้งนี้เป็นเพียงการเริ่มต้นของศึกทางการทูตเท่านั้น เนื่องจากยังคงมีศึกใหญ่ที่รอเผชิญหน้าอยู่ที่เมืองกังตั๋งอีกหลายยก
ขบวนเรือของโลซกกางใบแล่นรับลมไปในทะเล สายลมหนาวในยามบ่ายเย็นเป็นที่สบาย ท้องฟ้าแลอากาศปลอดโปร่ง โลซกจึงชวนขงเบ้งออกไปนั่งสนทนากันที่หัวเรือ เล่าความที่จูกัดกิ๋นพี่ชายของขงเบ้งรับราชการอยู่ที่เมืองกังตั๋งให้ขงเบ้งฟังโดยละเอียด
พอเรือแล่นมาใกล้เมืองชีสอง โลซกจึงกล่าวกับขงเบ้งว่าเมื่อท่านพบกับซุนกวนแล้วถ้าหากซุนกวนไต่ถามเกี่ยวกับกำลังทหารของโจโฉ ขอร้องท่านอย่าได้บอกความจริงว่าโจโฉมีทหารจำนวนมาก ให้บอกแต่เพียงว่าโจโฉมีทหารจำนวนน้อย ซุนกวนจะได้มีกำลังใจต่อสู้ด้วยโจโฉ
โลซกเปิดเผยความในใจเพียงเท่านี้ ขงเบ้งก็รู้กระจ่างว่าจุดยืนทางการเมืองของโลซกในขณะนี้คือต้องการพิทักษ์เอกราชอธิปไตยของแคว้นกังตั๋งและพร้อมที่จะทำสงครามกับโจโฉ ในขณะเดียวกันก็ยังหวั่นไหวต่อแสนยานุภาพทางการทหารของโจโฉจึงต้องการความร่วมมือจากฝ่ายเล่าปี่ ซึ่งจุดยืนนี้คือจุดยืนทางการเมืองอย่างเดียวกันกับขงเบ้ง
ขงเบ้งจึงว่าในข้อนี้ท่านอย่าได้วิตก ข้าพเจ้าย่อมมีวิธีที่จะกล่าวกับซุนกวนเป็นอย่างดี
โลซกได้ฟังก็สำคัญว่าขงเบ้งเข้าใจวัตถุประสงค์ที่ต้องชักชวนให้ซุนกวนไม่ยอมอ่อนน้อมด้วยโจโฉ และจะบอกกล่าวซุนกวนถึงจำนวนทหารโจโฉว่าไม่น่าเกรงกลัวอะไร โลซกก็วางใจ
เมื่อเรือเทียบท่าแล้ว โลซกจึงเชิญขงเบ้งไปพักที่เรือนรับรองแขกเมือง และแจ้งแก่ขงเบ้งว่าขอให้ท่านพักผ่อนที่เรือนรับรองนี้ก่อน ตัวข้าพเจ้าจะเข้าไปพบซุนกวน ได้ความประการใดแล้วจะกลับมาเชิญท่านไปพบซุนกวนต่อไป
ขงเบ้งก็รับคำ โลซกจึงคำนับลาแล้วตรงที่ศาลาว่าราชการเมืองชีสอง
ทางด้านเมืองกังตั๋งหลังจากซุนกวนส่งโลซกเป็นทูตไปเมืองกังแฮแล้ว ซุนกวนได้รับรายงานว่ามีทูตจากโจโฉถือหนังสือมาขอพบ ซุนกวนจึงได้ออกมาต้อนรับทูตตามอย่างธรรมเนียม ครั้นได้รับหนังสือของโจโฉมาอ่านดูรู้ความแล้ว ซุนกวนจึงบอกให้ทูตเดินทางกลับไปก่อน หากแม้นตกลงใจประการใดก็จะส่งทูตไปหาโจโฉ
เมื่อทูตกลับไปแล้ว ซุนกวนจึงเรียกประชุมบรรดาที่ปรึกษา แม่ทัพนายกองและขุนนางทั้งปวงที่ศาลาว่าราชการในตอนบ่ายวันนั้น ครั้นคนทั้งปวงมาพร้อมกันแล้ว ซุนกวนจึงแจ้งความตามที่โจโฉมีหนังสือมาเชิญออกไปล่าสัตว์ที่ป่าแดนเมืองกังแฮ เพื่อจะได้ร่วมมือกันกำจัดเล่าปี่ ให้บรรดาคนทั้งนั้นได้รับทราบ
ยังไม่ทันที่จะได้ปรึกษาหารือประการใด ทหารรักษาการณ์ได้เข้าไปรายงานซุนกวนว่าบัดนี้โลซกได้เดินทางกลับจากเมืองกังแฮแล้ว ซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ สั่งทหารให้รีบไปเชิญโลซกมาเข้าร่วมประชุม
โลซกเข้าไปในศาลาว่าราชการแล้วคำนับซุนกวนตามธรรมเนียม ซุนกวนจึงถามว่าท่านเดินทางไปเมืองกังแฮครั้งนี้ได้ทราบข่าวคราวการศึกทางข้างเหนือแม่น้ำแยงซีประการใดบ้าง
โลซกจึงกล่าวว่าการเดินทางไปเมืองกังแฮครั้งนี้ไม่เสียทีเปล่า แต่ขอเวลาสะดวกก่อนจึงค่อยรายงานให้ท่านทราบ
ซุนกวนได้ฟังคำโลซกก็รู้ว่ามีความนัยจึงไม่ไต่ถามต่อไป กลับส่งหนังสือของโจโฉแก่โลซก แล้วว่าท่านจงดูเอาเองเถิด.
หมากตานี้ของโลซกอุปมาดั่งโยกเรือเข้ารุกขุน เพราะถ้าขงเบ้งสิ้นทางไป ไร้ทางหนี ก็จะตกเข้าสู่กลทางการทูตของโลซก และต้องเอ่ยปากขอร้องเพื่อขออาศัยอยู่กับซุนกวนตามแผนการยุทธศาสตร์ของฝ่ายกังตั๋ง และจะทำให้เล่าปี่มีฐานะเป็นเพียงแค่ผู้อาศัยเท่านั้น
ขงเบ้งอ่านความคิดของโลซกออกกระจ่างว่าตระหนกต่อแสนยานุภาพทางการทหารของโจโฉ และมีเดิมพันสูงกว่าเล่าปี่มาก เพราะซุนกวนในขณะนี้ต้องใช้แคว้นกังตั๋งทั้งแคว้นเป็นเดิมพัน ในขณะที่เล่าปี่มีแต่หน้าตักที่ว่างเปล่า
ดังนั้นเมื่อฝ่ายกังตั๋งร้อนกว่าฝ่ายเล่าปี่ ขงเบ้งจึงตีโต้อย่างใจเย็นต่อไปว่า “ซึ่งท่านว่าทั้งนี้ก็ชอบอยู่ แต่ว่าบัดนี้จนใจอยู่แล้ว ด้วยหาที่จะอาศัยมิได้ จำเป็นจะไปพึ่งอยู่ก่อน พอได้ยั้งตัวก็จะได้คิดทำการต่อไป”
หมากตานี้ของขงเบ้งไม่เพียงแต่รับมือกับการโยกเรือมารุกขุนของโลซกได้ถนัดถนี่เท่านั้น แต่ยังมีอานุภาพร้ายแรงเสมอด้วยการยกม้ามาปิดตารุก และยังรุกตอบโต้ฝ่ายโลซกถึงขนาดที่ต้องเข้าตาคับขันในทันที เพราะเมื่อขงเบ้งขยับหมากตานี้แล้ว โลซกก็สิ้นทางที่จะบังคับให้ขงเบ้งเอ่ยปากขอไปอาศัยได้อีกต่อไป
โลซกเพราะเหตุที่ “ใจหวั่นไหว กระบี่ย่อมกวัดแกว่ง” ครั้นถูกรุกตอบโต้ดังนี้ทางถอยจึงตีบตัน เหลือเพียงแต่ทางที่ขงเบ้งกำหนดให้เดินทางเดียวเท่านั้น โลซกจึงต้องยอมเปิดเผยเจตนารมย์ของฝ่ายกังตั๋งเสียเอง โดยกล่าวว่าถ้าเช่นนี้เหตุไฉนจึงไม่ไปอยู่เสียที่เมืองกังตั๋งเพราะเมืองกังตั๋งนั้นเป็นเมืองใหญ่ มีเมืองขึ้นถึงหกหัวเมือง ทหารแลเสบียงอาหารก็พร้อมบริบูรณ์ บรรดาที่ปรึกษาที่มีสติปัญญาก็มีเป็นจำนวนมาก เมื่อไปอยู่เมืองกังตั๋งแล้วจะได้ร่วมมือกันต่อต้านโจโฉต่อไป
โลซกพ่ายแพ้ในยุทธการทางการทูตยกที่สองแล้ว แต่ยังคงดิ้นเพื่อพลิกสถานการณ์โดยเปิดทางให้ขงเบ้งเอ่ยปากขอร้องให้เล่าปี่ไปอาศัยที่เมืองกังตั๋ง
ขงเบ้งไม่ยอมให้โลซกดิ้นรนอีกต่อไป กลับรุกอย่างหนักหน่วงว่า พระเจ้าอาเล่าปี่กับซุนกวนนั้นแต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยรู้จักมักคุ้น ทั้งยังถูกโจโฉไล่ตามตีจนต้องถอยหนีมาอยู่ที่เมืองกังแฮกลายเป็นคนอนาถาอยู่เช่นนี้ ที่ไหนเลยซุนกวนจะยอมให้อาศัย
ถึงกระนั้นแล้ววิสัยเซียนหมากรุกการทูตระดับโลซกก็ยังไม่ยอมจำนน ไม่ยอมเอ่ยปากเชิญขงเบ้งไปเมืองกังตั๋ง กลับวางกับดักให้ขงเบ้งขอร้องต่อไปว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ ไฉนเล่าปี่จึงไม่ส่งทูตไปเจรจากับซุนกวนเสียก่อนที่จะตัดสินใจไปอยู่ที่เมืองซังงาว
ขงเบ้งเห็นหมากกลตานี้ของโลซกแล้วไม่ยอมเดินเข้าสู่บ่วงกล และเห็นว่าโลซกเดินหมากตานี้ทำให้โลซกเองตั้งอยู่ในตาอับ หากถูกรุกอีกครั้งหนึ่งแล้วก็จะถึงตาจน ดังนั้นขงเบ้งจึงขยับหมากรุกให้โลซกเข้าสู่ตาจนว่า เล่าปี่บัดนี้เพิ่งถอยทัพหนีโจโฉมา ยังตั้งหลักมิได้ กองทัพทั้งปวงยังระส่ำระสายอยู่ ผู้คนยังกระจัดกระจายรวมกันไม่ติด ดังนั้นจึงไม่สามารถหาใครที่วางใจเป็นทูตไปเมืองกังตั๋งได้
คำพูดของขงเบ้งดั่งนี้ทำทีเป็นไม่รู้ว่าเหลือแต่ขงเบ้งเพียงคนเดียวเท่านั้นที่อาจเดินทางเป็นทูตไปกังตั๋งได้ ดังนั้นเมื่อกล่าวแล้วขงเบ้งจึงทำทีเป็นจนใจ ไม่รู้ที่จะกล่าวประการใดอีก ราวกับว่าอับจนสิ้นปัญญาไม่สามารถหาผู้ใดเป็นทูตไปกังตั๋งได้
โลซกเดินหมากทางการทูตจนทางถอยทุกทางถูกปิดตัน เหลืออยู่เพียงตาเดียวเท่านั้นคือต้องเป็นฝ่ายออกปากเชิญขงเบ้งไปเมืองกังตั๋ง และเนื่องเพราะภาระที่เดินทางมาเมืองกังแฮครั้งนี้เกิดแต่ถูกแสนยานุภาพทางการทหารของโจโฉกดดันอย่างรุนแรง ทั้งเวลาก็เร่งรัดไม่อาจให้เนิ่นนานได้อีกต่อไป เพราะเดิมพันของฝ่ายกังตั๋งนั้นสูงลิ่ว
ดังนั้นโลซกจึงต้องยอมจำนนจนกลางกระดาน แต่เพื่อมิให้เสียศักดิ์ศรีของนักการทูตชั้นครู โลซกจึงกล่าวว่าบัดนี้จูกัดกิ๋นพี่ชายของท่านรับราชการอยู่ด้วยซุนกวนที่เมืองกังตั๋ง เป็นที่ปรึกษาที่ซุนกวนไว้วางใจและให้ความสนิทสนมเป็นพิเศษ ถึงใครไหนอื่นเป็นทูตไปกังตั๋งก็คงจะไม่ได้รับความไว้วางใจสนิทสนมเหมือนกับตัวท่าน ข้าพเจ้าเห็นว่าตัวท่านนั่นแหละที่ชอบจะเป็นทูตไปกังตั๋งในครั้งนี้
ว่าแล้วโลซกจึงออกปากชวนให้ขงเบ้งเดินทางไปเมืองกังตั๋งพร้อมกันในฐานะทูตของเล่าปี่
ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นจึงหันหน้าไปทางเล่าปี่ ทำทีเป็นขอความเห็นจากเล่าปี่ว่าจะมีความเห็นเป็นประการใด
เล่าปี่นั้นคอยทีอยู่แล้ว เห็นการสมคะเนดังความคิดของขงเบ้ง จึงแสร้งกล่าวว่าจะให้ขงเบ้งไปเมืองกังตั๋งพร้อมกับท่านนั้นเห็นจะไม่ได้ เพราะขงเบ้งนี้เป็นที่ปรึกษาของเรา และยังเป็นอาจารย์ผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ชิดไม่เคยห่างเหินกันแม้แต่วันเดียว อนึ่งเล่ายามนี้เป็นหน้าศึก หากขงเบ้งไปเมืองกังตั๋งแล้ว เราจะปรึกษาการสงครามด้วยผู้ใด
โลซกได้ฟังคำเล่าปี่แล้ว มีสีหน้าหวาดวิตกอย่างเห็นได้ชัด ขงเบ้งสังเกตเห็นสีหน้าของโลซกแล้วรีบกล่าวหนุนโลซกว่า แม้ว่าสถานการณ์จะคับขันประการใด แต่โจโฉคงไม่กล้ากรีฑาทัพใหญ่มาเมืองกังแฮเป็นแน่แท้ ดังนั้นเพื่อเห็นแก่ความตั้งใจจริงของโลซก ขอท่านได้โปรดอนุญาตให้ข้าพเจ้าเดินทางไปเมืองกังตั๋งสักครั้งหนึ่ง
โลซกได้ฟังขงเบ้งแล้วสีหน้าค่อยแช่มชื่นขึ้น จึงหันไปทางเล่าปี่เป็นเชิงขอร้องให้เล่าปี่อนุญาตตามคำขอของขงเบ้ง
เล่าปี่เห็นว่าแผนการการยุทธ์ทางการทูตที่ขงเบ้งวางไว้บรรลุผลขั้นต้นแล้ว จึงว่าเมื่อท่านทั้งสองเห็นพ้องกันดังนี้ เราก็จำเป็นต้องคล้อยตาม แล้วเล่าปี่จึงทำทีเป็นทองไม่รู้ร้อน แกล้งชวนโลซกว่าท่านมาเมืองกังแฮแล้วจงพักผ่อนกินโต๊ะให้เป็นที่สบายอีกสองวันแล้วค่อยกลับเมืองกังตั๋ง
โลซกจึงว่าสถานการณ์สงครามร้อนตัวอยู่เช่นนี้ ข้าพเจ้าจะมีใจพักผ่อนกินโต๊ะกระไรได้ ขอเชิญขงเบ้งเตรียมตัวเดินทางไปพร้อมกับข้าพเจ้าในวันนี้เถิด
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นจึงว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ตามแต่ใจท่าน และบอกให้ขงเบ้งจัดแจงเตรียมข้าวของสัมภาระเดินทางไปพร้อมกับโลซก เมื่อเป็นที่ตกลงกันดังนี้แล้ว โลซกและขงเบ้งจึงคำนับลาเล่าปี่ โลซกนั้นไปคอยอยู่ที่ท่าเรือ เมื่อขงเบ้งจัดเตรียมสัมภาระเสร็จแล้วได้ไปสมทบกับโลซกโดยเล่าปี่ตามไปส่งถึงท่าเรือ
เมื่อโลซกและขงเบ้งลงเรือแล้ว เรือของโลซกได้กางใบออกจากท่าเมืองกังแฮตรงไปเมืองชีสองซึ่งซุนกวนได้ยกทหารมาตั้งอยู่ก่อนแล้ว เพื่อเตรียมต้านทานรับศึกข้างเหนือ
คมคำคนคมกล้าและคมกริบ ไม่ต่างกับคมกระบี่และมีแต่จะยิ่งกว่าคมกระบี่เพราะคมคำคนนั้นไม่เพียงแต่จะทำให้คนเจ็บและคนตายได้เช่นเดียวกับกระบี่เท่านั้น หากยังทำให้คนเจ็บลึกเจ็บซึ้งถึงแก่นใจได้อีกด้วย
เหตุนี้ยุทธศิลป์แห่งวิชากระบี่จึงสามารถนำไปใช้กับยุทธศิลป์ทางการทูตได้อย่างสมบูรณ์ หลักการสุดยอดของวิชากระบี่จึงกลายเป็นหลักการของสุดยอดวิทยายุทธ์ทางการทูตด้วย
หลักการสุดยอดของวิชากระบี่คือ กระบี่อยู่ที่ใจหนึ่ง กระบี่แรกต้องจู่โจมเข้าใส่จุดอ่อนที่สุดหนึ่ง ปลายคมกระบี่ต้องถึงที่หมายด้วยระยะสั้นตรงที่สุดอีกหนึ่ง
กระบี่อยู่ที่ใจก็เพราะว่าใจกุมกระบี่ ใจหวั่นกระบี่ไหว ใจกล้ากระบี่แกร่ง ใจมั่นกระบี่แม่น ใจแน่นกระบี่หนัก ใจอ่อนกระบี่ล้า ใจว่างกระบี่ไว เหตุนี้เมื่อใจหวั่นไหวจึงต้องชักกระบี่ก่อน จุดอ่อนจึงถูกเปิดเผย เพราะจุดอ่อนถูกเปิดเผยจึงเปิดช่องให้ถูกจู่โจม
เพราะเหตุที่ข้าศึกเข้าตีตรงจุดอ่อนที่สุดก่อน ดังนั้นการจู่โจมไปที่จุดอ่อนที่สุดจึงถูกเป้าหมายที่สุดและได้ผลที่สุด และเพราะเหตุที่ข้าศึกเข้าตีตรงจุดอ่อนจึงตั้งอยู่ในความประมาท เพราะประมาทจึงต้องพ่ายแพ้
เพราะระยะสั้นตรงที่สุดปลายคมกระบี่จึงถึงที่หมายก่อน เพราะปลายคมกระบี่ถึงที่หมายก่อน แม้ข้าศึกชักกระบี่ก่อนก็ไม่มีโอกาสใช้กระบี่
หลักการของสุดยอดวิชากระบี่ทั้งสามข้อนี้ จึงเป็นหลักการของสุดยอดวิทยายุทธ์ทางการทูตด้วย นักการทูตผู้ใดสามารถใช้สุดยอดวิชากระบี่ได้ดังใจ ย่อมเป็นนักการทูตที่ประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่และกุมไว้ซึ่งชัยชนะ
ขงเบ้งเดินหมากรุกทางการทูตโดยอาศัยสุดยอดหลักวิชากระบี่ ประสานกับสุดยอดเชิงชั้นวิชาหมากรุก ได้รับชัยชนะอย่างงดงามต่อยอดกุนซือแห่งกังตั๋ง-โลซก สามารถบรรลุวัตถุประสงค์เบื้องต้นในการเดินทางไปกังตั๋งแล้ว แต่การสัปยุทธ์ทางการทูตครั้งนี้เป็นเพียงการเริ่มต้นของศึกทางการทูตเท่านั้น เนื่องจากยังคงมีศึกใหญ่ที่รอเผชิญหน้าอยู่ที่เมืองกังตั๋งอีกหลายยก
ขบวนเรือของโลซกกางใบแล่นรับลมไปในทะเล สายลมหนาวในยามบ่ายเย็นเป็นที่สบาย ท้องฟ้าแลอากาศปลอดโปร่ง โลซกจึงชวนขงเบ้งออกไปนั่งสนทนากันที่หัวเรือ เล่าความที่จูกัดกิ๋นพี่ชายของขงเบ้งรับราชการอยู่ที่เมืองกังตั๋งให้ขงเบ้งฟังโดยละเอียด
พอเรือแล่นมาใกล้เมืองชีสอง โลซกจึงกล่าวกับขงเบ้งว่าเมื่อท่านพบกับซุนกวนแล้วถ้าหากซุนกวนไต่ถามเกี่ยวกับกำลังทหารของโจโฉ ขอร้องท่านอย่าได้บอกความจริงว่าโจโฉมีทหารจำนวนมาก ให้บอกแต่เพียงว่าโจโฉมีทหารจำนวนน้อย ซุนกวนจะได้มีกำลังใจต่อสู้ด้วยโจโฉ
โลซกเปิดเผยความในใจเพียงเท่านี้ ขงเบ้งก็รู้กระจ่างว่าจุดยืนทางการเมืองของโลซกในขณะนี้คือต้องการพิทักษ์เอกราชอธิปไตยของแคว้นกังตั๋งและพร้อมที่จะทำสงครามกับโจโฉ ในขณะเดียวกันก็ยังหวั่นไหวต่อแสนยานุภาพทางการทหารของโจโฉจึงต้องการความร่วมมือจากฝ่ายเล่าปี่ ซึ่งจุดยืนนี้คือจุดยืนทางการเมืองอย่างเดียวกันกับขงเบ้ง
ขงเบ้งจึงว่าในข้อนี้ท่านอย่าได้วิตก ข้าพเจ้าย่อมมีวิธีที่จะกล่าวกับซุนกวนเป็นอย่างดี
โลซกได้ฟังก็สำคัญว่าขงเบ้งเข้าใจวัตถุประสงค์ที่ต้องชักชวนให้ซุนกวนไม่ยอมอ่อนน้อมด้วยโจโฉ และจะบอกกล่าวซุนกวนถึงจำนวนทหารโจโฉว่าไม่น่าเกรงกลัวอะไร โลซกก็วางใจ
เมื่อเรือเทียบท่าแล้ว โลซกจึงเชิญขงเบ้งไปพักที่เรือนรับรองแขกเมือง และแจ้งแก่ขงเบ้งว่าขอให้ท่านพักผ่อนที่เรือนรับรองนี้ก่อน ตัวข้าพเจ้าจะเข้าไปพบซุนกวน ได้ความประการใดแล้วจะกลับมาเชิญท่านไปพบซุนกวนต่อไป
ขงเบ้งก็รับคำ โลซกจึงคำนับลาแล้วตรงที่ศาลาว่าราชการเมืองชีสอง
ทางด้านเมืองกังตั๋งหลังจากซุนกวนส่งโลซกเป็นทูตไปเมืองกังแฮแล้ว ซุนกวนได้รับรายงานว่ามีทูตจากโจโฉถือหนังสือมาขอพบ ซุนกวนจึงได้ออกมาต้อนรับทูตตามอย่างธรรมเนียม ครั้นได้รับหนังสือของโจโฉมาอ่านดูรู้ความแล้ว ซุนกวนจึงบอกให้ทูตเดินทางกลับไปก่อน หากแม้นตกลงใจประการใดก็จะส่งทูตไปหาโจโฉ
เมื่อทูตกลับไปแล้ว ซุนกวนจึงเรียกประชุมบรรดาที่ปรึกษา แม่ทัพนายกองและขุนนางทั้งปวงที่ศาลาว่าราชการในตอนบ่ายวันนั้น ครั้นคนทั้งปวงมาพร้อมกันแล้ว ซุนกวนจึงแจ้งความตามที่โจโฉมีหนังสือมาเชิญออกไปล่าสัตว์ที่ป่าแดนเมืองกังแฮ เพื่อจะได้ร่วมมือกันกำจัดเล่าปี่ ให้บรรดาคนทั้งนั้นได้รับทราบ
ยังไม่ทันที่จะได้ปรึกษาหารือประการใด ทหารรักษาการณ์ได้เข้าไปรายงานซุนกวนว่าบัดนี้โลซกได้เดินทางกลับจากเมืองกังแฮแล้ว ซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ สั่งทหารให้รีบไปเชิญโลซกมาเข้าร่วมประชุม
โลซกเข้าไปในศาลาว่าราชการแล้วคำนับซุนกวนตามธรรมเนียม ซุนกวนจึงถามว่าท่านเดินทางไปเมืองกังแฮครั้งนี้ได้ทราบข่าวคราวการศึกทางข้างเหนือแม่น้ำแยงซีประการใดบ้าง
โลซกจึงกล่าวว่าการเดินทางไปเมืองกังแฮครั้งนี้ไม่เสียทีเปล่า แต่ขอเวลาสะดวกก่อนจึงค่อยรายงานให้ท่านทราบ
ซุนกวนได้ฟังคำโลซกก็รู้ว่ามีความนัยจึงไม่ไต่ถามต่อไป กลับส่งหนังสือของโจโฉแก่โลซก แล้วว่าท่านจงดูเอาเองเถิด.