ตอนที่ 236. ศึกการทูตของสองกุนซือ

 สถานการณ์สงครามที่ต่อสู้กันด้วยกำลังทหารบนสองคาบฝั่งแม่น้ำแยงซีเหนือใต้ได้สงบลงชั่วคราว เปิดศักราชสงครามทางการทูตที่ดุเดือด แหลมคม และลึกซึ้ง ขึ้นเป็นครั้งแรก

            ฝ่ายกังตั๋งส่งโลซกมาเป็นทูต ปรากฏการณ์ภายนอกคือการขอมาเซ่นไหว้ป้ายวิญญาณของเล่าเปียว โดยมีวัตถุประสงค์ที่แท้จริงคือเกลี้ยกล่อมเล่าปี่และชาวเมืองเกงจิ๋วเข้าเป็นพวกเพื่อต่อสู้กับโจโฉ และสถาปนาให้ซุนกวนเป็นใหญ่ในแผ่นดินแต่ผู้เดียว

            ฝ่ายโจโฉได้ส่งหนังสือไปถึงซุนกวน ปรากฏการณ์ภายนอกคือการเชิญมาเที่ยวป่าล่าสัตว์ ร่วมสาบานเป็นพี่น้อง ไม่ทำสงครามแก่กัน โดยมีวัตถุประสงค์ที่แท้จริงคือเกลี้ยกล่อมซุนกวนให้ร่วมกันกำจัดเล่าปี่ เพื่อโจโฉจะได้รวบรวมแผ่นดินเข้าเป็นหนึ่ง ครองอำนาจรัฐทั้งแผ่นดินจีนไว้แต่ผู้เดียว ภายใต้พระปรมาภิไธยของพระเจ้าเหี้ยนเต้

            ทางฝ่ายเล่าปี่นั้นเล่า รอคอยทีอยู่โดยหวังว่าแสนยานุภาพทางการทหารของโจโฉจะกดดันให้ฝ่ายกังตั๋งต้องส่งคนมาเมืองกังแฮ วัตถุประสงค์ที่แท้จริงคือการส่งขงเบ้งไปยุให้ซุนกวนรบกับโจโฉแล้วคอยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ โดยเป้าหมายหลักคือการยึดเมืองเกงจิ๋ว เพื่อเป็นฐานในการยึดเมืองเสฉวน จากนั้นจึงค่อยรวบรวมแผ่นดินเข้าเป็นหนึ่ง สถาปนาอำนาจของเล่าปี่ให้เป็นใหญ่ในแผ่นดินแต่ผู้เดียว

            ดังนั้นยุทธนาการทางการทูตระหว่างโจโฉ ซุนกวน และเล่าปี่ จึงเป็นสงครามทางการทูตแบบสามเส้าที่เกิดขึ้นในยุคสามก๊ก  และก่อเค้ารูปโครงร่างของความเป็นสามก๊กขึ้นในปลายราชวงศ์ฮั่น

            สงครามทางการทูตและสงครามที่ต่อสู้กันด้วยกำลังทหารล้วนเป็นเครื่องมือของการเมือง และเพื่อการบรรลุเป้าหมายทางการเมืองด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้นเมื่อถือกันว่าสงครามคือการเมืองที่หลั่งเลือด และการเมืองคือสงครามที่ไม่หลั่งเลือดแล้ว ก็ต้องถือว่าการทูตก็คือสงครามที่ไม่หลั่งเลือดด้วย

            เพราะเหตุนี้การทำสงครามด้วยกำลังทหารก็ดี การทูตก็ดี จึงมีฐานะที่ขึ้นต่อการเมือง และอยู่ภายใต้บทบาทนำของการเมือง ดังนั้นถ้าจัดความสัมพันธ์ระหว่างการทหาร การทูต และการเมืองไม่ถูกต้อง สอดคล้องกับบทบาทที่เป็นจริงแล้ว ก็จะก่อเกิดความสับสนขึ้น และย่อมมีหายนะเป็นผลสุดท้าย ถึงกระนั้นก็ยังปรากฏว่ามีนักการทหารจำนวนหนึ่งและนักการทูตจำนวนหนึ่งที่สำคัญฐานะและบทบาททางการทหารและการทูตผิดพลาด หลงผิดว่าการทหารและการทูตสำคัญกว่าการเมือง หรือมีฐานะนำการเมือง จึงก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นแก่บ้านเมือง ดังนั้นผู้นำที่ปรีชาสามารถจึงต้องจัดวางบทบาทและความสัมพันธ์ของการทหาร การทูต ให้อยู่ภายใต้การนำของการเมือง

            การที่ขงเบ้งปรบมือหัวเราะแล้วว่าการที่คิดไว้จะสมคะเน เพราะเหตุที่โลซกเป็นทูตมาเมืองกังแฮก็เพราะขงเบ้งมีความมั่นใจว่าจะสามารถเอาชัยชนะในยุทธนาการทางการทูตต่อโลซกกุนซือแห่งเมืองกังตั๋งได้ และจะอาศัยโลซกนี่แล้วพาไปเมืองกังตั๋งเพื่อดำเนินยุทธศาสตร์สามเส้าให้เป็นผลสำเร็จ

            แต่เพื่อความรอบคอบในการวินิจฉัยสงคราม ขงเบ้งจึงสอบถามเล่ากี๋ว่าเมื่อครั้งที่ซุนเกี๋ยนและซุนเซ็กผู้เป็นบิดาและพี่ของซุนกวนถึงแก่ความตายนั้น ทางเมืองเกงจิ๋วได้ส่งผู้ใดเป็นทูตไปคำนับศพบ้างหรือไม่

            เล่ากี๋ได้ชี้แจงว่าก่อนที่จะเกิดสงครามระหว่างเมืองกังตั๋งกับเมืองกังแฮในสมัยของซุนเกี๋ยนนั้น ทั้งสองเมืองมีมิตรไมตรีที่ดีต่อกัน หลังจากซุนเกี๋ยนเข้าร่วมกองทัพปฏิวัติเพื่อล้มล้างอำนาจของตั๋งโต๊ะแล้ว ในครั้งนั้นซุนเกี๋ยนได้ตราพระราชลัญจกรไว้ในครอบครอง จึงเลิกทัพกลับเมืองกังตั๋ง เล่าเปียวได้รับคำสั่งจากอ้วนเสี้ยวซึ่งเป็นผู้บัญชาการกองทัพปฏิวัติให้สกัดจับซุนเกี๋ยนเพื่อยึดเอาตราพระราชลัญจกรคืนเมืองหลวง จึงเกิดการต่อสู้กัน หลังจากครั้งนั้นแล้วซุนเกี๋ยนจึงผูกพยาบาทและได้ยกกองทัพมาตีเมืองกังแฮ แต่ในที่สุดซุนเกี๋ยนถึงแก่ความตายจากการศึกครั้งนั้น จึงทำให้ทั้งสองเมืองเป็นศัตรูแก่กันแต่นั้นมา ต่างฝ่ายต่างซ่องสุมกำลังทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ เพราะเหตุนี้เมื่อครั้งที่ซุนเกี๋ยนและซุนเซ็กถึงแก่ความตาย ทางฝ่ายเมืองเกงจิ๋วจะไปคำนับศพกระไรได้

            เมื่อได้ฟังข้อมูลชัดเจนเช่นนี้ ขงเบ้งจึงวินิจฉัยแบบฟันธงว่าการที่โลซกมาเมืองกังแฮครั้งนี้หาใช่มาเซ่นไหว้ป้ายวิญญาณของเล่าเปียวโดยสุจริตไม่ แต่เป็นการมาเพื่อสืบข่าวคราวทางการทหารเป็นมั่นคง

            เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว ขงเบ้งจึงกล่าวกับเล่าปี่ว่า “ถ้าโลซกมาหาท่าน จะพูดจาไต่ถามถึงโจโฉประการใด ท่านจงบอกปฏิเสธเสียว่าหารู้ไม่ แม้จะซักไซร้ไต่ถามสืบไป ก็จงบอกว่าให้ไปถามขงเบ้งดูเถิด”

            หลังจากนั้นเล่าปี่ ขงเบ้ง ได้ซักซ้อมเชิงชั้นที่จะเจรจากับโลซกเป็นมั่นเหมาะแล้ว เล่าปี่และเล่ากี๋จึงสั่งให้ทหารไปเชิญขบวนของโลซก และพาโลซกไปเซ่นไหว้ป้ายวิญญาณของเล่าเปียวที่ศาล เมื่อเสร็จการพิธีแล้วก็ให้เชิญโลซกมาพบเล่าปี่ที่จวน

            เมื่อทหารรับคำสั่งคำนับลาเล่าปี่ เล่ากี๋ออกไปแล้ว ขงเบ้งจึงกล่าวกับเล่าปี่ว่าข้าพเจ้าจะหลบเข้าไปอยู่ที่ด้านในก่อน เมื่อการสมคะเนแล้วท่านค่อยให้คนไปเชิญข้าพเจ้าออกมาเจรจาว่ากล่าวกับโลซกต่อไป

            ฝ่ายโลซกครั้นไปเซ่นไหว้ป้ายวิญญาณของเล่าเปียวแล้วได้ตามทหารมาพบเล่าปี่ที่จวน เล่าปี่ เล่ากี๋ ได้ออกมาต้อนรับโลซกที่หน้าจวน ต่างถ้อยทีคำนับปฏิสันถารกันตามธรรมเนียม แล้วเล่าปี่ให้แต่งโต๊ะเลี้ยงต้อนรับโลซกตามประเพณี

            เล่าปี่และเล่ากี๋ได้ขอบคุณซุนกวนที่ได้ส่งโลซกเป็นทูตมาเซ่นไหว้ป้ายวิญญาณของเล่าเปียว และสรรเสริญว่าการครั้งนี้จะทำให้ไมตรีของสองเมืองฟื้นฟูขึ้นดังแต่ก่อน ราษฎรของทั้งสองฝ่ายจะได้รับความเป็นสุขโดยถ้วนหน้ากัน จากนั้นเล่าปี่ได้ชวนโลซกสนทนาเกี่ยวกับดินฟ้าอากาศและการทำไร่ไถนา การประกอบอาชีพของชาวเมืองกังตั๋งโดยที่มิได้เอ่ยปากถึงการศึกสงครามแม้แต่คำเดียว

            โลซกเห็นเล่าปี่สนทนาพาทีเป็นทองไม่รู้ร้อนก็อดใจไว้มิได้ จึงปรารภขึ้นว่า “ข้าพเจ้าได้กิตติศัพท์เขาเล่าลือว่าท่านมีสติปัญญา ทั้งน้ำใจก็โอบอ้อมอารีนัก เป็นที่สรรเสริญแก่คนทั้งปวง ข้าพเจ้านี้เป็นคนบุญน้อยมิได้พบเห็นเลย มาได้พบท่านในวันนี้ก็เป็นวาสนานัก บัดนี้ข้าพเจ้าได้ยินกิตติศัพท์ว่าท่านกับโจโฉได้รบพุ่งกันเป็นสามารถยังจะจริงหรือ โจโฉนั้นจะมีทหารมากน้อยสักเพียงไร”

            โลซกได้เปิดฉากโจมตีเล่าปี่ด้วยถ้อยคำหวานระรื่นหูตามแบบพิธีทางการทูต และในที่สุดก็ได้เผยเจตนาที่แท้จริงออกมาบางส่วนคือความต้องการที่จะทราบข้อมูลข่าวคราวทางด้านการทหารและสงครามระหว่างเล่าปี่กับโจโฉ

            หมากการยุทธ์ทางการทูตแต้มนี้เท่ากับว่าโลซกได้ถลำเข้ามาในกับดักที่ขงเบ้งได้วางไว้แล้ว

            เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นจึงเดินหมากตาต่อไปตามที่ขงเบ้งกำหนดไว้ โดยตอบโลซกว่า “อันคนทั้งปวงนับถือสรรเสริญว่าเรามีใจโอบอ้อมอารีนั้นก็จริงอยู่ แต่ว่าเรามีความคิดแลปัญญานั้นก็เป็นประมาณดอก ทั้งทหารเล่าก็น้อยนัก ซึ่งจะต่อด้วยโจโฉนั้นก็มิได้ แม้รู้ว่าโจโฉยกมาแล้วเราก็เล็ดลอดหนีเอาตัวรอด มิอาจอยู่ให้ใกล้ ยากที่จะรู้เห็นว่าทหารโจโฉมากแลน้อย ท่านถามฉะนี้ก็จนใจอยู่มิรู้ที่จะบอกได้”

            เล่าปี่ได้รุกตอบโต้ด้วยชั้นเชิงการทูตกลับไปอีกตาหนึ่ง ในขณะเดียวกันก็วางตากลให้โลซกรุกไล่เพื่อจะได้เชิญขงเบ้งออกมาเจรจาความเมือง เพราะความอันเล่าปี่ได้เจรจาบัดนี้ไหนเลยโลซกจะเชื่อว่าเล่าปี่ไม่รู้ข้อมูลข่าวสารทางการทหารและการสงคราม ย่อมคิดว่าเล่าปี่บ่ายเบี่ยงปิดบังอยู่ แล้วย่อมจะรุกไล่สอบถามต่อไป

            การก็เป็นไปดังคาดหมาย โลซกได้ฟังคำเล่าปี่แล้วไม่เชื่อถ้อยคำนั้น รุกเร้าถามเล่าปี่ต่อไปว่า “ข้าพเจ้าได้ยินกิตติศัพท์ว่าท่านได้รบพุ่งกับโจโฉ ขงเบ้งได้คิดกลอุบายลวงเผาทหารเสียถึงสองครั้งจนโจโฉสะดุ้งตกใจกลัว เหตุไฉนท่านจึงว่าไม่รู้เล่า”

            เมื่อโลซกเดินหมากเข้ามาในตากล เล่าปี่เห็นได้ทีจึงขยับโคนกินเบี้ยของโลซกในทันที และกล่าวว่า “ถ้าท่านใคร่จะรู้ให้ถนัด ก็ไปถามขงเบ้งเถิด อันจะถามเรานี้เหมือนถามเสียเปล่า”

            โลซกถูกกินเบี้ยตานี้ยังไม่รู้สึกตัว กลับเข็นโคนเข้าสู่ตากลอีกตัวหนึ่ง โดยรุกไล่ถามเล่าปี่ต่อไปว่า “บัดนี้ขงเบ้งอยู่ที่ไหนเล่า ขอให้ข้าพเจ้าได้เห็นหน้าสนทนาด้วยสักหน่อยหนึ่ง”

            โลซกขยับหมากตานี้จึงถูกเล่าปี่กินโคนไปอีกตัวหนึ่ง การสมคะเนแล้วเล่าปี่จึงว่าเมื่อท่านใคร่จะรู้ความดังนี้จะเป็นไรไปเล่า ว่าแล้วเล่าปี่จึงหันมาสั่งทหารให้ไปเชิญขงเบ้งมาที่จวน

            ทหารนั้นรู้ทีอยู่แล้ว รับคำสั่งเล่าปี่แล้วคำนับลาเล่าปี่ออกไป หลังจากนั้นครู่หนึ่งขงเบ้งจึงเดินออกมา เล่าปี่จึงแนะนำขงเบ้งให้รู้จักกับโลซก ทั้งสองคนต่างถ้อยทีถ้อยคำนับกันตามธรรมเนียม แล้วขงเบ้งจึงเข้านั่งร่วมโต๊ะเดียวกันกับเล่าปี่และโลซก

            หมากรุกการทูตกระดานแรกโลซกแพ้อย่างหมดรูปโดยที่ยังไม่รู้ตัวว่าพ่ายแพ้ และกระดานใหม่กำลังจะเริ่มขึ้น และเป็นกระดานสำคัญที่มีผลต่อการบรรลุเป้าหมายให้โลซกพาขงเบ้งไปเมืองกังตั๋ง

            โลซกได้เริ่มเปิดหมากกระดานใหม่ด้วยลิ้นลมทางการทูตอันหวานระรื่นหูว่า “ข้าพเจ้าได้ยินคำสรรเสริญปัญญาท่านนี้เอิกเกริกนักหนา ซึ่งได้มาพบท่านวันนี้เป็นวาสนาหาที่สุดมิได้”

            ขงเบ้งได้ค้อมศีรษะคำนับโลซกอย่างถ่อมตัวแล้วกล่าวคำขอบคุณที่โลซกสรรเสริญ แล้วว่าเป็นธรรมดาของคำสรรเสริญย่อมเกินกว่าความจริงที่เป็นอยู่ อันสติปัญญาของข้าพเจ้านั้นเป็นแต่เพียงประมาณดอก จึงต้องพาให้เล่าปี่ต้องลำบาก แล้วหนีมาอยู่ที่เมืองกังแฮนี้ 

            โลซกได้รุกต่อไปว่า “ข้าพเจ้าขอถามท่านหน่อยหนึ่ง ซึ่งท่านได้ทำการรบพุ่งกับโจโฉครั้งนี้ได้คิดอ่านกลอุบายเป็นประการใดบ้าง”

            ขงเบ้งขยับหมากล่อให้โลซกถลำเข้ามาในค่ายกลต่อไปว่า โจโฉกรีฑาทัพลงใต้ในครั้งนี้ประกอบด้วยรี้พลกว่าร้อยหมื่น ทั้งกองทัพบก กองทัพเรือก็เข้มแข็งเกรียงไกรประดุจจะเหยียบแผ่นดินให้แหลกละเอียดเป็นผง ตัวโจโฉเองมีสติปัญญาหลักแหลมในการสงครามเป็นอันมาก แม้ลิโป้ อ้วนสุด อ้วนเสี้ยว ที่ว่าเข้มแข็ง และมีทหารมากกว่าโจโฉหลายเท่านัก โจโฉก็สามารถปราบปรามจนราบคาบ บัดนี้หัวเมืองฝ่ายเหนือสงบราบคาบสิ้นที่กังวลแล้วโจโฉจึงกรีฑาทัพลงใต้ นอกจากนี้ในกองทัพของโจโฉนั้นยังมีที่ปรึกษาที่มีสติปัญญานับไม่ถ้วน ข้าพเจ้าจึงไม่อาจคิดอ่านต่อสู้ขับเคี่ยวกับโจโฉให้ตลอดได้ เพราะกำลังทหารก็มีน้อยกว่าน้อย จึงได้แต่หลบหนีเอาตัวรอดมาอยู่ที่เมืองกังแฮนี้

            ขงเบ้งบรรยายภาพแสนยานุภาพของโจโฉ ทั้งกำลังทหารและกำลังสติปัญญาจนเลอเลิศ ทำให้โลซกเกิดความรู้สึกตระหนกตกใจเป็นอันมาก แต่โลซกก็สู้ข่มความรู้สึกไว้ไม่ให้ปรากฏออกภายนอก เกรงว่าจะเสียท่วงทีในการเจรจาความเมือง และยังคงไต่ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงอันราบเรียบดังเดิมว่า เมื่อท่านและเล่าปี่ต่อสู้กับโจโฉมิได้เช่นนี้แล้ว คิดอ่านจะหลีกหนีเอาตัวรอดมาอยู่ที่เมืองกังแฮเท่านี้หรือ หรือว่าจะคิดอ่านยักย้ายถ่ายเทไปตั้งหลักต่อสู้กับโจโฉที่ไหนอีก

            โลซกกล่าวความทั้งนี้ก็เพื่อจะล่อให้ขงเบ้งถลำเข้ามาในยุทธศาสตร์ของตัวที่ต้องการให้เล่าปี่ขอเข้าเป็นพวก อยู่ใต้บารมีของซุนกวน แล้วยกไปเมืองกังตั๋ง ซึ่งโลซกย่อมตั้งความหวังว่าการเดินหมากกลตานี้จะได้ผลทำให้ขงเบ้งเข้ามาในกลสมดังที่ตั้งความประสงค์ในการเดินทางมาเมืองกังแฮ

            ขงเบ้งแจ้งในวัตถุประสงค์ของโลซกอยู่ก่อนแล้ว ครั้นได้ฟังดังนั้นจึงแสร้งเดินหมากตัวอื่นไปตาอื่น ทำทีเป็นไม่เข้าใจ ไถลกล่าวไปอีกทางหนึ่งว่า “อาวสิ้วเจ้าเมืองซังงาวเป็นคนชอบกันกับเล่าปี่นายเรา บัดนี้เล่าปี่ก็คิดว่าจะผ่อนผันไปอาศัยอยู่ด้วย”

            ตัวขงเบ้งนั้นเร่าร้อนอยากจะไปเมืองกังตั๋งอยู่เต็มหัวอก แต่ยังคงใจเย็นเดินหมากเป็นกลลวงต่อไปว่าหากโจโฉรุกมาต่อสู้มิได้แล้วก็จะถอยไปอาศัยอยู่กับอาวสิ้วเจ้าเมืองซังงาว โดยอ้างว่าชอบพอกับเล่าปี่ ทั้งๆ ที่ความนี้เป็นเรื่องที่ขงเบ้งว่ากล่าวเอาเองทั้งสิ้น

            โลซกได้ฟังคำขงเบ้งเห็นว่าขงเบ้งยังไม่เดินหมากเข้ามาในกลก็ล่อขงเบ้งเพื่อให้เข้ามาในตากลต่อไปว่า “อันเมืองซังงาวนั้นผู้คนข้าวปลาอาหารก็น้อย แต่ตัวอาวสิ้วเองก็ยังรักษามิใคร่ได้ เหตุใดจึงจะอาจรักษาผู้อื่นได้เล่า เรามิเห็นด้วย”

            หมากตานี้ของโลซกเป็นการเดินหมากตาบังคับปิดทางไม่ให้เล่าปี่ไปอาศัยกับอาวสิ้ว แต่เปิดทางล่อให้ขอไปอาศัยเมืองกังตั๋ง นั่นคือกำหนดตาบังคับให้ขงเบ้งต้องจำนนแล้วเอ่ยปากขอไปอาศัยกับซุนกวน ซึ่งจะทำให้ยุทธนาการทางการทูตครั้งนี้ขงเบ้งต้องตกเป็นฝ่ายปราชัยในทันที.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘