ตอนที่ 235. เปิดศักราชสงครามทางการทูต

 เจี้ยนอันศกปีที่สิบสาม ขึ้นหนึ่งค่ำ เดือนสิบเอ็ด โจโฉกรีฑาทัพใหญ่จากเมืองหลวงยึดหัวเมืองฝ่ายใต้ด้านฝั่งเหนือของแม่น้ำแยงซี ซึ่งมีเมืองเกงจิ๋วเป็นศูนย์กลาง พร้อมทั้งบรรดาหัวเมืองทั้งปวงที่ขึ้นต่อเมืองเกงจิ๋ว เหลืออยู่ก็แต่เพียงเมืองกังแฮและเมืองแฮเค้าเท่านั้น

            หลังจากยึดเมืองเกงจิ๋วได้แล้ว ทำให้กำลังกองทัพของโจโฉเติบใหญ่ขึ้นเป็นอันมาก กำลังพลทหารม้า ทหารราบ และทหารเรือรวมแล้วร่วมแปดสิบสามหมื่น เฉพาะกำลังกองทัพเรือนั้นมีเรือรบใหญ่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นลำ

            เพื่อสำแดงอานุภาพและศักยะสงครามข่มขวัญแคว้นกังตั๋งและบรรดาหัวเมืองทั้งปวงทางฝั่งใต้ของแม่น้ำแยงซี โจโฉได้ตั้งค่ายฝ่ายกองทัพบกเรียงรายทั้งด้านตะวันออกและด้านตะวันตกของเมืองเกงจิ๋วเป็นระยะทางถึงสามพันเส้น ในส่วนกองทัพเรือได้จอดเรือทอดสมอรายเรียงยาวเหยียด ดังที่สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) อุปมาไว้ว่า “แลเรือรบซึ่งทอดอยู่ชายทะเลนั้นดังหนึ่งจะเต็มไปทั้งมหาสมุทร”

            อันแม่น้ำแยงซีช่วงนี้ในสมัยนั้นกว้างขวางมาก มีขนาดกว้างประมาณสิบเท่าของแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะเหตุนี้ในยุคสมัยนั้นจึงเรียกแม่น้ำแยงซีว่าทะเล

            พลันที่กองทัพโจโฉถลำเข้าไปในค่ายกลทางการเมืองที่ขงเบ้งลวงให้ยกกำลังเข้ายึดเมืองกังเหลง ซึ่งเป็นเมืองยุทธศาสตร์สำคัญอีกเมืองหนึ่งขึ้นต่อเมืองเกงจิ๋ว ทำให้สถานการณ์สงครามตึงเครียดขึ้นทั่วทั้งฝั่งใต้ของแม่น้ำแยงซี ความรู้สึกที่ถูกกองทัพของโจโฉคุกคามความมั่นคงปลอดภัยต่อแคว้นกังตั๋งได้แผ่ปกคลุมทุกผู้คนตั้งแต่ซุนกวนผู้เป็นเจ้าเมือง ไปจนถึงชาวประมงที่อยู่ชายทะเล

            การที่เล่าปี่และขงเบ้งยกไปตั้งหลักที่เมืองกังแฮและเมืองแฮเค้า ซึ่งอยู่ใกล้แดนกังตั๋งยิ่งกว่าเมืองกังเหลง ทั้งเส้นทางเดินทัพก็ทุรกันดาร และเป็นชัยภูมิที่พอสามารถตั้งรับกองทัพของโจโฉได้สักระยะหนึ่ง และยังเป็นชัยภูมิที่อาจถอยข้ามอ่าวไปอาศัยซุนกวนที่เมืองกังตั๋งได้โดยสะดวก จึงทำให้กองทัพของเล่าปี่ได้ก้าวมาถึงจุดที่ตั้งอยู่ในฐานะที่ไม่พ่ายแพ้

            หลักการข้อสำคัญข้อหนึ่งซึ่งระบุไว้ในคัมภีร์พิชัยสงครามคือการนำทัพนั้น “จะต้องตั้งอยู่ในฐานะที่ไม่พ่ายแพ้ให้ได้เสียก่อน” นี่คือหลักการรักษากำลังตัวให้ดำรงคงอยู่และพร้อมที่จะเข้าตีโต้ข้าศึกได้ทุกเมื่อ ดังนั้นเมื่อเล่าปี่ ขงเบ้ง ถอยมาตั้งหลัก ณ เมืองกังแฮและเมืองแฮเค้าแล้ว จึงเท่ากับบรรลุยุทธศาสตร์ในการถอยทัพและทำให้ขั้นตอนสงครามระหว่างกองทัพของโจโฉกับเล่าปี่ชะงักลงชั่วคราว และก้าวเข้าสู่ขั้นใหม่

            อันที่จริงเมืองกังแฮและเมืองแฮเค้าแม้ว่าจะตั้งอยู่ในชัยภูมิที่สามารถตั้งรับกองทัพโจโฉได้ แต่ก็สามารถรับมือได้ชั่วคราวเท่านั้น การที่เล่าปี่ ขงเบ้ง ปลอดภัยจากการไล่ตามตีของกองทัพโจโฉ ไม่ใช่เพราะว่าเล่าปี่มีขีดความสามารถที่จะต่อสู้รับมือกับโจโฉได้ แม้ว่าจะได้กำลังเสริมจากทหารเมืองกังแฮและเมืองแฮเค้าแล้วก็ตาม

            เหตุผลเนื่องจากเป็นความประสงค์ของโจโฉเองที่ไม่ต้องการรุกไล่ตามตีเล่าปี่ต่อไป เพราะได้เล็งเห็นผลแล้วว่าหากรุกไล่ตามตีเล่าปี่ต่อไปก็เท่ากับดึงแคว้นกังตั๋งให้เข้าสู่สงคราม ทำให้สถานการณ์สงครามขยายตัวและยากลำบากมากขึ้น จึงจำใจต้องละวางสถานการณ์ข้างเล่าปี่ไว้ชั่วคราว และดำเนินยุทโธบายทางการทูตเพื่อดึงแคว้นกังตั๋งเข้าเป็นพวกแล้วกำจัดเล่าปี่ต่อไป

            แต่กระนั้นก็ต้องถือว่าสถานการณ์ได้เป็นไปและตกอยู่ภายใต้ค่ายกลการเมือง การทหารที่ขงเบ้งได้วางไว้ ดังที่คัมภีร์พิชัยสงครามได้ระบุไว้ว่า “การที่ทำให้ศัตรูมาเข้าบ่วงเองก็ด้วยล่อให้เห็นผลได้ และจะให้ศัตรูขยาดไม่เข้าใกล้ก็ด้วยแย้มให้เห็นผลเสีย”

            และอีกบทหนึ่งว่า “ฉะนี้เมื่อเราต้องการจะรบ แม้นข้าศึกจะอยู่ในป้อมค่ายอันสูงและมีคูเมืองอันลึกล้อมรอบก็ไม่วายที่ต้องออกรบด้วยความจำใจ ด้วยเหตุว่าเข้าตีจุดที่ข้าศึกต้องแก้นั่นเอง คราเราไม่ประสงค์จะรบ แม้นขีดเส้นตั้งรับไว้บนพื้นดิน ศัตรูก็ไม่อาจรบเราได้เนื่องด้วยผิดความจำนงในการเข้าตีของเขา”

            การเปลี่ยนแปลงสถานการณ์การสงครามที่ใช้กำลังทหารไปสู่ขั้นสงครามทางการทูตที่เกิดขึ้นนั้น นับเป็นผลสำเร็จในการดำเนินยุทโธบายครั้งยิ่งใหญ่ของขงเบ้ง เพราะเท่ากับเป็นการยุติสถานการณ์ถอย ยุติสถานการณ์ถูกไล่ตามตี และยุติสถานการณ์ประจัญบานตะลุมบอนในทางการยุทธ เปิดโอกาสให้กองทัพของเล่าปี่ปรับปรุงกองทัพ สร้างเสริมกำลังกองทัพ และบำรุงกองทัพให้พร้อมรับสงครามใหญ่อีกครั้งหนึ่ง

            พลันที่สถานการณ์สงครามกลายเป็นสงครามทางด้านการทูต เล่าปี่จึงเท่ากับมีโอกาสได้พักฟื้นอย่างสุขสบายอยู่ที่เมืองกังแฮ ในขณะที่ด้านหนึ่งโจโฉได้เริ่มเปิดศึกทางการทูตโดยการมีหนังสือเชิญซุนกวนออกมาล่าสัตว์ที่ชายป่าแดนเมืองกังแฮเพื่อทำความตกลงร่วมมือกันในการกำจัดเล่าปี่ โดยจะแบ่งเมืองเกงจิ๋วให้ครึ่งหนึ่ง จะไม่รุกรานกันต่อไป ทั้งจะสาบานเป็นพี่น้องเพื่อสันติสุขของแผ่นดิน ส่วนในอีกด้านหนึ่งนั้นเป็นสถานการณ์สงครามทางการทูตระหว่างเมืองกังตั๋งกับเล่าปี่ที่ต่างฝ่ายก็กำลังถูกภัยสงครามของกองทัพโจโฉคุกคามอยู่อย่างหนักหน่วง

            สภาสงครามของแคว้นกังตั๋งซึ่งซุนกวนได้เปิดประชุมขึ้นในครั้งนั้น โลซกกุนซือคนสำคัญของซุนกวนได้เสนอว่า “อันจะป้องกันมิให้ข้าศึกลามมาถึงเมืองนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าเมืองเกงจิ๋วนี้เป็นเมืองใหญ่ ผู้คนทั้งปวงก็พรักพร้อมสารพัดจะบริบูรณ์ ถ้าเรายกทหารไปตีเอาเมืองเกงจิ๋วตั้งมั่นอยู่ได้แล้วจะปรารมภ์อะไรกับทัพโจโฉ ยิ่งกว่านี้ก็จะป้องกันไว้ได้มิให้ข้าศึกถึงเมือง อนึ่งถ้าได้เมืองเกงจิ๋วแล้วเห็นจะตั้งตัวเป็นใหญ่ได้”

            ความคิดของโลซกกุนซือแห่งกังตั๋งกำหนดเป้าหมายไว้ชัดเจนตั้งแต่ครั้งมาอยู่รับราชการด้วยซุนกวนคือต้องสร้างความเป็นปึกแผ่นในแคว้นกังตั๋งให้สำเร็จก่อน จากนั้นจึงค่อยยึดเมืองเกงจิ๋ว เมื่อยึดเมืองเกงจิ๋วได้แล้วก็จะสามารถรวบรวมแผ่นดินเข้าเป็นหนึ่ง ซึ่งถือว่านี่คือยุทธศาสตร์แห่งกังตั๋ง ซึ่งโลซกได้เสนอและซุนกวนได้เห็นชอบในครั้งกระโน้น มาครั้งนี้เมื่อได้สถาปนาความมั่นคงปึกแผ่นในแคว้นกังตั๋งสำเร็จแล้ว โลซกจึงเสนอจังหวะก้าวต่อไปคือยึดเมืองเกงจิ๋ว เพื่อเปิดไปสู่ประตูขั้นสุดท้ายคือการรวบรวมแผ่นดินเข้าเป็นหนึ่ง ความคิดของโลซกดังนี้เหมือนกับความคิดของขงเบ้งที่ได้เสนอแก่เล่าปี่ที่ให้ยึดเมืองเกงจิ๋วไว้เป็นฐานอำนาจก่อน แต่เล่าปี่ไม่ยอมปฏิบัติแม้ว่าขงเบ้งจะได้ตักเตือนอย่างรุนแรงว่าวันหนึ่งจะรู้สึกสำนึกตัว แต่ใช่ว่าเป้าหมายนี้จะถูกทอดทิ้งไปก็หาไม่ เป็นแต่ว่ายังไม่สบช่องโอกาสที่จะกระทำการเท่านั้น

            แต่ในขณะเดียวกันโลซกก็รู้ดีว่าสถานการณ์ที่โจโฉได้ยึดครองดินแดนภาคใต้ทางฝั่งเหนือแม่น้ำแยงซีไว้เกือบหมดสิ้นแล้วนั้น ใช่ว่าจะยึดเมืองเกงจิ๋วได้โดยสะดวกดาย เพราะกองทัพโจโฉที่กิตติศัพท์ร่ำลือว่ามีกำลังถึงร้อยหมื่น เป็นอุปสรรคสำคัญที่ขวางกั้นยุทธศาสตร์สำคัญของกังตั๋งอยู่ ในประการสำคัญก็คือข้อมูลข่าวสารทางการทหารข้างกองทัพของโจโฉนั้น ทางฝ่ายกังตั๋งยังไม่กระจ่างว่าเป็นประการใด ดังนั้นแม้ความคิดและเป้าหมายชัดเจนแล้ว แต่กังตั๋งก็ก้าวขาไม่ได้

            โลซกตระหนักในเรื่องนี้เป็นอย่างดีจึงได้เสนอซุนกวนต่อไปว่า กรณีมีความจำเป็นที่จะต้องสืบทราบข้อมูลทางการทหารให้แจ่มแจ้งก่อน และในกรณีนี้เล่าปี่ได้สู้รบกับโจโฉมาเป็นเวลานานยาวนาน รู้ตื้นลึกหนาบางด้านกองทัพของโจโฉเป็นอย่างดี และที่น่าประหลาดใจก็คือกิตติศัพท์ที่ขงเบ้งได้เผากองทหารของโจโฉที่ทุ่งพกบ๋องและการเผากองทหารของโจโฉที่เมืองซินเอี๋ย รวมทั้งการไขน้ำท่วมทหารโจโฉที่ลำน้ำแปะโหนั้น ได้ลือกระฉ่อนทั่วทั้งแผ่นดินถึงความปรีชาสามารถของกองทัพเล่าปี่ ดังนั้นข้าพเจ้าจึงขออาสาไปสืบทราบข่าวคราวทางการทหารที่เมืองกังแฮด้วยตนเอง

            ซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบกับข้อเสนอของโลซกแต่ยังสงสัยในวิธีการ จึงถามโลซกว่าท่านจะดำเนินการประการใด

            โลซกจึงว่าบัดนี้เล่าเปียวเจ้าเมืองเกงจิ๋วได้สิ้นบุญแล้ว เล่ากี๋บุตรผู้ใหญ่เป็นเจ้าเมืองกังแฮ ได้ตั้งศาลของเล่าเปียวไว้ที่เมืองกังแฮ ส่วนเล่าปี่ถูกกองทัพโจโฉไล่ตามตีจนระส่ำระสายแล้วยกไปอาศัยอยู่กับเล่ากี๋ที่เมืองกังแฮ ดังนั้นข้าพเจ้าจะทำทีไปเซ่นไหว้คำนับป้ายวิญญาณเล่าเปียว และจะถือโอกาสนี้สืบทราบข่าวคราวทางการทหาร ทั้งจะเกลี้ยกล่อมชาวเมืองเกงจิ๋วและเล่าปี่ให้ร่วมมือกับกังตั๋งทำสงครามต่อต้านโจโฉต่อไป

            ซุนกวนได้ฟังแผนการของโลซกโดยละเอียดแล้วจึงมีคำสั่งให้โลซกจัดแจงเครื่องเซ่นไหว้แล้วออกเดินทางจากเมืองกังตั๋งไปเมืองกังแฮ

            ทางด้านเล่าปี่ ครั้นยกไปตั้งหลักที่เมืองกังแฮได้แล้วก็ยังหวั่นวิตกว่าโจโฉจะยกทัพไล่ตามตี จึงปรึกษาด้วยขงเบ้งว่าโจโฉกรีฑาทัพใหญ่มาครั้งนี้ เป้าหมายสำคัญคือกำจัดข้าพเจ้าให้จงได้ บัดนี้โจโฉได้เมืองเกงจิ๋วและเมืองกังเหลงแล้ว คงจะรีบยกกองทัพตามมาเมืองกังแฮเป็นมั่นคง ท่านจะคิดอ่านรับมือกองทัพโจโฉประการใด

            ขงเบ้งจึงว่าการที่โจโฉยึดเมืองกังเหลง จะทำให้ซุนกวนจำเป็นต้องทำสงครามกับโจโฉ เพราะไหนเลยซุนกวนจะไว้วางใจว่าโจโฉจะยั้งกองทัพไว้แต่เพียงเท่านั้น อันเมืองกังแฮเป็นเมืองเล็กไม่สามารถตั้งรับกองทัพโจโฉได้ช้านานนัก เพราะหากกองทัพโจโฉยกมาก็คงจะเสียทีแก่โจโฉอีก ดังนั้นจำเป็นที่จะต้องคิดอ่านผันผ่อนยกไปอาศัยซุนกวนที่เมืองกังตั๋ง หากโจโฉยกติดตามไปก็จะเกิดศึกสงครามระหว่างฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้เป็นมั่นคง

            แล้วขงเบ้งจึงกล่าวต่อไปว่าหากการศึกฝ่ายเหนือ ฝ่ายใต้เกิดขึ้นแล้ว “เราก็จะอยู่หว่างกลาง ถ้าใครเพลี่ยงพล้ำลงเห็นได้ที เราก็จะซ้ำเอาเมื่อปลายมือ เห็นจะได้ชัยชนะโดยง่าย”

            เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นจึงว่า ความคิดของท่านแยบคายดีแท้ แต่วิตกว่าซุนกวนนั้นได้สืบทอดอำนาจในแดนกังตั๋งมาสามชั่วอายุคนแล้ว ไหนเลยจะไว้วางใจว่าเราจะยกไปอาศัยโดยสุจริต นอกจากนี้ซุนกวนยังมีที่ปรึกษาที่มีสติปัญญาเป็นอันมาก คงจะคิดอ่านขัดขวางมิให้รับเราอยู่อาศัยด้วย เพราะเกรงภัยสงครามจะมาถึงตัว เราก็จะได้รับความอัปยศซ้ำจากเมืองซงหยงอีก

            ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ เอาพัดขนนกโบกไปมาแล้วว่า โจโฉยกกองทัพมาครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก กิตติศัพท์เลื่องลือไปทั่วว่ามีกำลังพลกว่าร้อยหมื่น แสนยานุภาพของกองทัพโจโฉประดุจฟ้าถล่มแผ่นดินทะลาย เห็นทีซุนกวนจะนอนไม่หลับและคงไม่นิ่งนอนใจอยู่ได้ ดีร้ายประการใดอาจส่งคนมาสืบข่าวคราวการศึกที่เมืองกังแฮ และถ้ามีข่าวคราวการมาสอดแนมข่าวศึกของฝ่ายกังตั๋งมาถึงท่านแล้ว “ข้าพเจ้าจะขออาสาเอาแต่เรือลำหนึ่งไปกับลิ้นข้าพเจ้าสามนิ้วเท่านี้ ไปยุให้ซุนกวนผิดกับโจโฉจงได้ ถ้าโจโฉแพ้ก็จะเข้าช่วยซุนกวน เห็นได้ท่วงทีแล้วเราก็จะเข้าชิงเอาเมืองเกงจิ๋วเป็นกำไรเปล่า แม้ซุนกวนแพ้เราก็คิดชิงเอาเมืองกังตั๋งไว้ได้”

            ขงเบ้งได้เสนอยุทธศาสตร์การสงครามในช่วงนี้อย่างชัดเจนว่าจะต้องร่วมมือกับซุนกวนรับมือกับโจโฉ และต้องยุให้ซุนกวนรบกับโจโฉให้จงได้ หากผลสงครามเป็นประการใดก็จะช่วงชิงเอาประโยชน์จากผลแห่งสงครามนั้นในปลายมือ  แต่เป้าหมายหลักก็ยังคงเป็นการยึดเมืองเกงจิ๋วตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้แต่เดิมนั่นเอง

            เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นจึงว่า อันความคิดของท่านหลักแหลมลึกซึ้งชอบกลยิ่งนัก เห็นจะได้การตามความคิดของท่าน แต่จนบัดนี้ยังไม่ได้ข่าวคราวว่าเมืองกังตั๋งจะส่งผู้ใดมาสอดแนมข่าวศึก กระนั้นเลยขอท่านจงคิดอ่านหาหนทางส่งคนไปเกลี้ยกล่อมซุนกวนอีกทางหนึ่งเผื่อเป็นทางเลือกไว้

            เล่าปี่กล่าวยังไม่ทันสิ้นความ ทหารรักษาการณ์ได้วิ่งเข้ามารายงานว่าบัดนี้ซุนกวนได้แต่งให้โลซกเป็นทูตมาเมืองกังแฮเพื่อจะขอสักการะป้ายวิญญาณของเล่าเปียว โดยได้นำเครื่องเซ่นบวงสรวงตามขบวนมาเป็นอันมาก ขณะนี้ขบวนเรือของโลซกได้เข้าเทียบท่าเมืองกังแฮแล้ว ท่านจะมีดำริประการใด

            ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นก็ปรบมือหัวเราะ แล้วว่าการที่ข้าพเจ้าคาดหมายไว้จะสมคะเนในครั้งนี้เป็นมั่นคง

            การที่โลซกทูตเมืองกังตั๋งเดินทางมาเมืองกังแฮจึงเป็นการแก้ไขปัญหาของเล่าปี่ทำให้ไม่ต้องหาหนทางส่งคนไปกังตั๋งอีกต่อไป แต่จะอาศัยโลซกนั่นแหละพาขงเบ้งไปเมืองกังตั๋งเสียเอง เพื่อจะได้ยุให้ซุนกวนรบกับโจโฉ แล้วเล่าปี่จะได้คอยเก็บเกี่ยวเอาผลประโยชน์จากสงครามนั้น

            ยุทธนาการทางการทูตระหว่างสองกุนซือกำลังจะระเบิดขึ้นแล้ว.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘