ตอนที่ 234. พลังต่อรองไร้สภาพ

  เล่าปี่ ขงเบ้ง เล่ากี๋ กวนอู เตียวหุย จูล่ง ซุนเขียน ได้เปิดประชุมสภาสงครามขึ้นเพื่อรับมือกับกองทัพโจโฉในขณะที่กองเรือกำลังแล่นอยู่ในทะเล โฉมหน้าจะไปยังเมืองกังแฮ นับเป็นการเปิดประชุมสภาสงครามในทะเลครั้งแรกในประวัติศาสตร์การสงครามของโลก

            ขงเบ้งฟังคำปรึกษาของเล่าปี่แล้ว หันหน้าไปทางเล่ากี๋แล้วกล่าวว่าอันเมืองแฮเค้านั้นมีกำแพงเมือง ค่ายคู ประตูหอรบแข็งแรงแน่นหนา ไพร่พลและเสบียงอาหารก็บริบูรณ์ ด้านหนึ่งเตรียมรับศึกทางบก อีกด้านหนึ่งก็สามารถถอยทางทะเลได้โดยสะดวก แม้เส้นทางทางบกเล่า หากข้าศึกคิดเข้าตีก็อยู่ในชัยภูมิที่ได้เปรียบเพราะเส้นทางที่จะเข้าตีเมืองแฮเค้านั้นทุรกันดารขัดสนนัก หากตั้งรับอยู่ที่เมืองแฮเค้าแล้วก็พอที่จะรักษาตัวรอดได้ จึงขอเชิญท่านยกไปตั้งอยู่ที่เมืองแฮเค้านั้นเถิด ส่วนเล่ากี๋ให้แยกยกไปตั้งที่เมืองกังแฮ ตระเตรียมกองทัพบก กองทัพเรือ อาวุธยุทโธปกรณ์และเสบียงไว้ให้พร้อม ใช้สองเมืองเป็นสองปีกตั้งรับกองทัพของโจโฉ ประสานการรุกรับตามแผนการที่จะได้กำหนดต่อไปก็จะสามารถรับมือกับกองทัพใหญ่ของโจโฉได้ไม่ขัดสน

            เล่าปี่ เล่ากี๋ และบรรดานายทหารและที่ปรึกษาทั้งปวงได้ฟังคำขงเบ้งแล้วต่างเห็นชอบด้วยกับแผนการที่ขงเบ้งได้เสนอทุกประการ

            เมื่อเห็นว่าแผนการดังกล่าวได้รับความเห็นชอบพร้อมกันแล้ว เล่ากี๋จึงเสนอแก่เล่าปี่ว่าเมืองกังแฮเป็นเมืองใหญ่ และมั่นคงแข็งแรงกว่าเมืองแฮเค้า สมควรที่ท่านอาจะได้ยกไปตั้งอยู่ที่เมืองกังแฮ แล้วทำการปรับปรุงเสริมสร้างกองทัพให้เข้มแข็งเติบใหญ่ก็จะทำการได้โดยสะดวก

            เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นจึงหันหน้าไปที่ขงเบ้ง เห็นขงเบ้งนั่งยิ้มเป็นทีว่าเห็นด้วย เล่าปี่จึงสั่งให้กวนอูคุมทหารห้าพันยกไปรักษาเมืองแฮเค้า ส่วนเล่าปี่ ขงเบ้ง เตียวหุย จูล่ง และซุนเขียน แยกกันยกไปตั้งอยู่ที่เมืองกังแฮ

            หลังจากนั้นกองเรือของเล่าปี่ เล่ากี๋ จึงได้แยกเป็นสองกอง กองหนึ่งกวนอูคุมทหารห้าพันยกไปเมืองแฮเค้า ส่วนที่เหลือเล่าปี่ เล่ากี๋ยกไปตั้งอยู่ที่เมืองกังแฮ

            ทางฝ่ายกองทัพของโจโฉ หลังจากปะทะกับกองทหารของกวนอูแล้ว โจโฉสำคัญว่าต้องกลอุบายของขงเบ้ง จึงสั่งให้ทหารถอยทัพ ครั้นพ้นจากการติดตามของกวนอูแล้ว โจโฉจึงให้ยั้งทัพ แล้วเรียกบรรดาแม่ทัพนายกองทั้งปวงมาประชุมปรึกษา

            โจโฉได้ปรารภว่าเล่าปี่หนีไปครั้งนี้คงจะไปยึดเมืองกังเหลงเพราะเป็นแหล่งเสบียงแห่งสำคัญแห่งใหญ่ของเมืองเกงจิ๋ว และถ้าหากเล่าปี่ยึดเมืองกังเหลงได้แล้วก็จะตั้งตัวปักหลักต่อสู้ต่อไปได้เป็นเวลานานนับปี จะทำให้กองทัพเราได้ความลำบากมากขึ้น ดังนั้นจึงให้กองทัพทั้งปวงรีบยกไปยึดเมืองกังเหลงเสียก่อน อย่าให้เล่าปี่ทันยึดได้

            ในขณะที่จะถอยทัพออกจากเมืองอ้วนเซีย ขงเบ้งกำหนดเส้นทางถอยทัพตรงไปที่เมืองกังเหลงซึ่งอยู่ใกล้กับเมืองกังแฮ และใกล้แดนกังตั๋งเข้าไปทุกที ดังนั้นในทางยุทธศาสตร์จึงเท่ากับเป็นการดึงแคว้นกังตั๋งเข้าสู่สถานการณ์สงคราม และถ้าหากเกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้น เล่าปี่ก็จะรอดจากการไล่ล่าของโจโฉ ทั้งจะได้อาศัยซุนกวนและร่วมมือกับซุนกวนรับมือกับโจโฉต่อไป ข่าวคราวที่เล่าปี่จะยกไปยึดเมืองกังเหลงแพร่หลายทั่วไปในเมืองอ้วนเซีย  ดังนั้นเมื่อโจโฉได้เมืองอ้วนเซียแล้วจึงได้ข่าวสารว่าเป้าหมายในการหนีของเล่าปี่คือการเดินทางไปยึดเมืองกังเหลง เพราะเหตุนี้เมื่อโจโฉได้เมืองซงหยงแล้วจึงไต่ถามข้อมูลเกี่ยวกับเสบียงอาหารที่เมืองกังเหลง ครั้นได้ทราบว่าเมืองกังเหลงเป็นแหล่งเสบียงสำคัญแหล่งใหญ่ของเมืองเกงจิ๋วก็มั่นใจว่าเล่าปี่ ขงเบ้ง จะต้องยกไปตั้งหลักที่เมืองกังเหลงนี้ สถานการณ์มาถึงขั้นนี้ก็แลเห็นได้ว่าการปล่อยข่าวว่าจะไปยึดเมืองกังเหลงของเล่าปี่และขงเบ้งนั้น เนื้อแท้ก็คือกลลวงให้โจโฉหลงทางไปยึดเมืองกังเหลง ในขณะที่เล่าปี่และขงเบ้งบ่ายโฉมหน้าไปตั้งหลักอยู่ที่เมืองกังแฮและเมืองแฮเค้าแล้ว พิเคราะห์ดังนี้แล้วเห็นได้ชัดว่าการเดินทัพของโจโฉได้ถูกกำหนดโดยขงเบ้ง โดยที่โจโฉเองก็ไม่รู้ตัว

            โจโฉได้ออกคำสั่งให้แยกกองทัพเป็นสองกอง กองหนึ่งยกไปยึดเมืองกังเหลง อีกกองหนึ่งโจโฉคุมทัพด้วยตนเองยกไปยึดเมืองเกงจิ๋ว

            โจโฉกรีฑาทัพใหญ่ลงใต้ด้วยกำลังพลมหึมาประดุจฟ้าถล่มแผ่นดินทะลาย กิตติศัพท์ที่โจโฉได้เมืองซงหยงแล้วได้ร่ำลือไปทั่วเมืองเกงจิ๋วและหัวเมืองขึ้นทั้งปวง ดังนั้นพอกองทหารของโจโฉยกไปใกล้เมืองกังเหลง บรรดาขุนนางข้าราชการในเมืองต่างตกใจกลัว เห็นว่าจะสู้รบกับโจโฉไม่ได้จึงเปิดประตูเมืองแล้วยอมสวามิภักดิ์แต่โดยดี

            ทางฝ่ายเตียนยีซึ่งเป็นขุนนางผู้รักษาเมืองเกงจิ๋วทราบว่าเมืองซงหยงเสียแก่โจโฉแล้วก็ตกใจ ไม่คิดอ่านจะสู้รบ ครั้นทราบว่าโจโฉยกกองทัพมาที่เมืองเกงจิ๋วจึงสั่งให้ตบแต่งบ้านเมืองและถนนหนทาง ติดธงทิวปลิวไสวทั่วเมืองสำหรับต้อนรับโจโฉ เตียนยีจัดเครื่องบรรณาการแล้วพาขุนนางข้าราชการทั้งปวงของเมืองเกงจิ๋วออกจากเมืองมาตั้งการพิธีนอบน้อมต่อโจโฉที่นอกประตูเมือง

            โจโฉเห็นข้าราชการขุนนางของเมืองเกงจิ๋วยอมอ่อนน้อมแต่โดยดีและได้ออกมาคำนับต้อนรับตามธรรมเนียมก็ยินดี รับคำนับบรรดาขุนนางข้าราชการทั้งปวงแล้ว รับคำเชิญของเตียนยีผู้รักษาเมืองเข้าไปในเมืองเกงจิ๋ว

            โจโฉได้ไปที่ศาลาว่าราชการเมืองเกงจิ๋ว จัดระเบียบการปกครองและให้ราษฎรทำมาหากินตามปกติแล้ว จึงสอบถามข่าวคราวความเคลื่อนไหวของเล่าปี่จากฝ่ายข่าวกรอง ครั้นได้ทราบว่าบัดนี้เล่าปี่ได้หนีไปตั้งหลักที่เมืองกังแฮและเมืองแฮเค้าซึ่งอยู่ใกล้กับแดนเมืองกังตั๋ง จึงปรารภการสงครามกับบรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองทั้งปวงว่า บัดนี้เล่าปี่หนีไปตั้งหลักอยู่ที่เมืองกังแฮและเมืองแฮเค้าซึ่งใกล้ชิดติดกับแดนกังตั๋งแล้ว หากเวลาเนิ่นช้าไปเล่าปี่กับซุนกวนก็จะปรองดองเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันแล้ว จะยิ่งกำเริบเป็นอันมาก ดังนั้นชอบที่จะรีบกำจัดเสีย อย่าให้ทันได้ผนึกกำลังเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

            โจโฉได้อุปมาการครั้งนี้ว่า “เหมือนหญ้าแพรกถ้ามิรีบชำระเสียก็จะงอกมาก ออกเป็นพืดติดผูกพันกันไป”  แล้วปรึกษาต่อไปว่าทำอย่างไรจึงจะกำจัดเล่าปี่ได้สำเร็จ

            ขงเบ้งวางแผนการอย่างล้ำลึกเพื่อชักนำแคว้นกังตั๋งเข้าสู่สถานการณ์สงคราม ช่วยให้เล่าปี่รอดปลอดภัยจากการไล่ล่าโจมตีของโจโฉ แล้วสร้างสถานการณ์เพื่อให้เล่าปี่ได้ร่วมมือกับซุนกวนรับมือกับโจโฉ จึงยกไปตั้งที่เมืองกังแฮและเมืองแฮเค้า เพราะถ้าหากโจโฉยกกองทัพติดตามเล่าปี่ไป แผนการความคิดของขงเบ้งก็จะเกิดผลในทันที โจโฉเองก็เป็นนักยุทธศาสตร์อ่านแผนการของขงเบ้งได้กระจ่างว่าถ้าหากผลีผลามยกกองทัพไล่ตามตีต่อไปก็เท่ากับเป็นการประกาศสงครามกับแคว้นกังตั๋งด้วย จะทำให้สถานการณ์บังคับให้ซุนกวนต้องร่วมมือกับเล่าปี่ต่อสู้กับโจโฉ ซึ่งจะทำให้สถานการณ์สงครามขยายตัวและลำบากมากขึ้น ดังนั้นโจโฉจึงมีความกังวลแล้วเสนอข้อปรึกษาว่าจะทำประการใดจึงจะกำจัดเล่าปี่ได้โดยที่ไม่ให้กระทบกระเทือนต่อกังตั๋ง และไม่ชักนำให้กังตั๋งเข้าสู่สถานการณ์สงคราม

            ขงเบ้งต้องการให้สถานการณ์สงครามลุกลามเข้าสู่แคว้นกังตั๋งเพื่อความอยู่รอดของเล่าปี่ ในขณะที่โจโฉต้องการกำจัดเล่าปี่โดยต้องการที่จะแยกแคว้นกังตั๋งออกจากสถานการณ์สงครามไว้ชั่วคราว จึงกำหนดให้การขับเคี่ยวระหว่างโจโฉกับเล่าปี่ในช่วงนี้เปลี่ยนจากการรบด้วยกำลังทหารเป็นการรบด้วยวิถีทางการทูต นั่นคือการชิงความสนับสนุนจากแคว้นกังตั๋ง

            เป้าหมายของสงครามการทูตในช่วงนี้ของทั้งสองฝ่ายต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทางฝ่ายเล่าปี่ ขงเบ้ง ต้องการร่วมมือกับกังตั๋งทำลายล้างกองทัพโจโฉ ในขณะที่ฝ่ายโจโฉต้องการความร่วมมือจากกังตั๋งไม่ให้สนับสนุนเล่าปี่และไม่ให้เข้าร่วมในสงคราม เพื่อเปิดโอกาสให้โจโฉขับเคี่ยวและกำจัดเล่าปี่แต่เดียวดาย ผลของสงครามการทูตครั้งนี้คือการเกิดขึ้นของสามก๊ก หรือการไม่เกิดขึ้นของสามก๊กนั่นเอง

            ซุนฮิวที่ปรึกษาคนสำคัญของโจโฉได้ฟังปรารภของโจโฉแล้วจึงเสนอว่าการที่ท่านอัครมหาเสนาบดีกรีฑาทัพหลวงกำลังพลมหึมายกลงใต้ในครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก กิตติศัพท์แพร่ขจรขจายประหนึ่งฟ้าจะถล่มแผ่นดินจะทะลาย ซุนกวนคงจะหวั่นเกรงและกลัวภัยสงครามไม่มากก็น้อย อันซุนกวนนั้นเพิ่งตั้งตัวขึ้นเป็นใหญ่ในแดนกังตั๋ง ย่อมไม่หวังให้สงครามเกิดขึ้นในระยะอันใกล้ เพราะต้องการอาศัยเวลาซ่องสุมกำลังผู้คนและทำให้การปกครองในแคว้นกังตั๋งเป็นปึกแผ่นแน่นหนาเสียก่อน ดังนั้นจึงอยู่ในวิสัยที่ซุนกวนจะร่วมมือด้วยท่านอัครมหาเสนาบดี เหตุนี้จึงควรจะละมือทางด้านเล่าปี่ไว้ก่อน แล้วช่วงชิงความร่วมมือกับซุนกวนให้เป็นผลสำเร็จ

            ซุนฮิวได้เสนอต่อไปว่า ขอให้ท่านแต่งหนังสือไปถึงซุนกวน เชิญออกมาเที่ยวป่าล่าสัตว์ในเขตป่าชายแดนเมืองกังแฮ แล้วทำความตกลงร่วมกัน ไม่รุกรานกัน และร่วมกันกำจัดเล่าปี่เสีย หากกำจัดเล่าปี่ได้แล้วจะแบ่งดินแดนเมืองเกงจิ๋วให้ซุนกวนครึ่งหนึ่ง และจะสาบานร่วมกันเป็นพี่น้องเพื่อร่วมมือกันบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นปกติสุขสืบไป

            ซุนฮิวได้คาดการณ์ต่อไปว่า เมื่อท่านอัครมหาเสนาบดีทอดไมตรีแก่ซุนกวนดังนี้แล้ว กำลังกองทัพอันมหึมาที่พร้อมอยู่ในสนามรบจะกดดันให้ซุนกวนเกิดความยำเกรงคิดหาทางรักษาเมืองกังตั๋งให้รอดปลอดภัยจากสงคราม ข้าพเจ้าคาดหมายว่าเมื่อซุนกวนได้รับหนังสือของท่านแล้วคงจะออกมาเจรจาแล้วร่วมมือกันเป็นมั่นคง

            โจโฉได้ถามที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองทั้งปวงว่าจะมีผู้ใดมีความเห็นเป็นประการอื่นบ้างหรือไม่ บรรดาคนเหล่านั้นต่างเห็นพ้องกับความคิดที่ซุนฮิวเสนอ ดังนั้นโจโฉจึงสั่งให้แต่งหนังสือมีเนื้อความตามข้อเสนอของซุนฮิวทุกประการ แล้วมอบหมายให้ทหารรีบนำหนังสือนั้นเดินทางไปเมืองกังตั๋ง

            ซุนฮิวได้เสนอต่อไปว่า ต่อแต่นี้ไปขอเสนอให้ท่านอัครมหาเสนาบดีเตรียมการข้างกองทัพบก กองทัพเรือไว้ให้พร้อมสรรพ ให้กระจายข่าวโดยกว้างขวางว่าท่านยกกองทัพมาทั้งนี้มีกำลังพลถึงร้อยหมื่น แม้กองทัพเรือนั้นเล่าก็มีเรือรบเป็นจำนวนมาก “เรือรบซึ่งทอดอยู่ชายทะเลนั้นดังหนึ่งจะเต็มไปทั้งมหาสมุทร” และเพื่อข่มขวัญฝ่ายกังตั๋ง ขอให้กองทัพบกตั้งค่ายรายเรียงติดต่อกันซึ่งจะเป็นระยะทางถึงสามพันเส้น

            โจโฉฟังข้อเสนอของซุนฮิวแล้วสรรเสริญความคิดอ่านของซุนฮิวว่าหลักแหลมลึซึ้งในการสงครามเป็นอันมาก จึงสั่งการให้กองทัพบก กองทัพเรือดำเนินการตามข้อเสนอของซุนฮิวทุกประการ

            ทางด้านเมืองกังตั๋งได้ติดตามข่าวศึกที่โจโฉกรีฑาทัพใหญ่ลงภาคใต้อย่างใกล้ชิดเพราะระแวงระวังภัยว่าไฟสงครามครั้งนี้เห็นทีจะไหม้ลามเข้าสู่แคว้นกังตั๋ง ซุนกวนจึงสั่งให้ทหารทุกเหล่าทัพเตรียมพร้อม และสั่งให้หน่วยลาดตระเวนติดตาม หาข่าวสารการทหารทางฝ่ายโจโฉอย่างใกล้ชิด

            ครั้นซุนกวนได้ทราบข่าวว่าบัดนี้โจโฉกรีฑาทัพหลวงมาถึงเมืองซงหยง เล่าจ๋องเจ้าเมืองผู้เยาว์ได้ออกไปอ่อนน้อมยอมสวามิภักดิ์แก่โจโฉ ยกเมืองเกงจิ๋วและบรรดาหัวเมืองขึ้นแก่เมืองเกงจิ๋วทั้งปวงให้แก่โจโฉแล้วก็ยิ่งหวาดวิตกว่าเป้าหมายข้างหน้าของโจโฉคงหนีไม่พ้นที่จะยกเข้าโจมตีเมืองกังตั๋ง ครั้นทราบกิตติศัพท์ว่าโจโฉได้ส่งกองทัพจะไปยึดเมืองกังเหลง ซุนกวนก็ยิ่งเกรงภัยสงคราม เพราะเขตแดนเมืองกังเหลงนั้นใกล้กับเมืองกังตั๋ง

            ดังนั้นซุนกวนจึงเชิญที่ปรึกษา แม่ทัพนายกอง และบรรดาขุนนางข้าราชการทั้งปวงมาปรึกษาว่าบัดนี้โจโฉได้เมืองเกงจิ๋วและเมืองซงหยงแล้ว กำลังจะยกไปยึดเมืองกังเหลงต่อไป หากได้เมืองกังเหลงแล้วเห็นทีโจโฉจะไม่หยุดอยู่เพียงเท่านั้น คงจะยกมารุกรานแดนกังตั๋งเป็นมั่นคง ท่านทั้งปวงจะมีความคิดอ่านป้องกันรักษาแคว้นกังตั๋งไว้ประการใด

            ที่ขงเบ้งได้คาดการณ์ไว้ว่าการที่โจโฉยกไปยึดเมืองกังเหลงจะสร้างความหวาดระแวงให้แก่ซุนกวนนั้นปรากฏเป็นจริงขึ้นแล้ว ในสงครามการทูตในชั้นนี้ โจโฉมีกำลังพลกองทัพที่กิตติศัพท์เล่าลือไปทั้งแดนกังตั๋งว่ามีจำนวนถึงร้อยหมื่น ในขณะที่เล่าปี่ ขงเบ้ง ไม่มีกำลังต่อรองแม้แต่น้อยนั้น ความจริงใช่ว่าเล่าปี่ ขงเบ้ง จะไม่มีกำลังต่อรองเสียทีเดียวก็หาไม่ เพราะยังมีสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นกำลังต่อรองที่สำคัญ แต่เป็นสิ่งซึ่งไร้สภาพ และมีอยู่ในใจของซุนกวนนั่นคือความหวาดระแวงและความหวาดกลัวว่าโจโฉจะยึดเอาแคว้นกังตั๋ง และนี่คือกำลังต่อรองซึ่งไร้สภาพของเล่าปี่ ขงเบ้ง ที่ใช้ในสงครามการทูตในครั้งนี้

            ขงเบ้งได้ใช้พลังจักรวาลคือไฟและน้ำในการรบที่ใช้กำลังทหารให้ประจักษ์มาแล้ว บัดนี้ก็ได้เห็นถึงการใช้กำลังต่อรองที่ไร้สภาพอีกประการหนึ่งคือความหวาดระแวงและความหวาดกลัวภัยในสงครามทางการทูต.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘