ตอนที่ 233. กลอุบายแบบบังเอิญ
เพราะเหตุที่เตียวหุยสั่งรื้อสะพานเตียงปัน จึงทำให้โจโฉอ่านอุบายของเตียวหุยได้กระจ่างว่าความจริงเตียวหุยมีทหารแต่เพียงน้อยตัว จึงเกิดความกลัวว่าจะถูกติดตาม แล้วให้รื้อสะพานเก่าออกเสีย ดังนั้นการรื้อสะพานเก่าจึงเท่ากับเป็นการเชิญชวนให้โจโฉรีบยกทหารตามเล่าปี่ไปนั่นเอง
บรรดาทหารโจโฉได้ระดมกันตัดไม้ในป่าข้างทาง แล้วลำเลียงมาทำสะพานใหม่สามสะพานตามคำสั่งของโจโฉแทนสะพานเก่าที่ถูกเตียวหุยรื้อไป โดยเร่งมือทำสะพานทั้งคืนเพื่อให้เสร็จทันในวันรุ่งขึ้น แล้วจะได้รีบยกทหารติดตามเล่าปี่ไป
ในคืนวันนั้นลิเตียนนายทหารที่ปรึกษาของโจโฉได้เข้ามาทักท้วงโจโฉว่า ข้าพเจ้าสังหรณ์ว่าขงเบ้งจะวางกลอุบายสักอย่างหนึ่งเพื่อทำลายกองทัพของเรา เพราะลำพังเตียวหุยซึ่งเป็นคนวู่วาม ไม่มีสติปัญญา ไหนเลยจะคิดอ่านทำกลอุบายเช่นนี้ได้ ดังนั้นการที่ท่านจะรีบยกกองทัพไล่ตามเล่าปี่ไปในวันพรุ่งนี้ชอบที่จะได้ไตร่ตรองใคร่ครวญให้จงหนักจะได้ไม่เสียทีแก่ความคิดของขงเบ้ง
โจโฉมั่นใจในความคิดของตัวว่าสามารถอ่านกลอุบายที่เตียวหุยได้ทำลวงไว้ได้กระจ่าง จึงยืนยันกับลิเตียนว่าอันอุบายเพียงเท่านี้หรือจะลวงเราได้ ต่อให้มีอุบายยิ่งกว่านี้เราก็ไม่เคยหวั่นเกรง
ลิเตียนเห็นโจโฉไม่ฟังคำทักท้วงก็ไม่ดึงดันสืบไป คำนับโจโฉแล้วลากลับออกมา
ครั้นรุ่งเช้าโจโฉจึงสั่งให้เคลื่อนกองทัพทั้งปวงข้ามสะพานเตียงปันที่ทำขึ้นใหม่สามสะพาน แล้วรีบยกไปเพื่อจะติดตามเล่าปี่ให้ทันโดยเร็ว
ทางด้านเล่าปี่พาทหารหนีมาตามทางลัดตรงไปยังท่าฮั่นจิ๋น พอใกล้ถึงท่าก็ได้ยินเสียงทหารโห่ร้องอึงคะนึงราวฟ้าถล่มแผ่นดินทะลาย ฝุ่นคลีคละคลุ้งทั่วไปในอากาศก็รู้ว่าโจโฉเคลื่อนกองทัพทั้งปวงไล่ตามมาในทิศทางเดียวกัน จึงปรารภกับบรรดาแม่ทัพนายกองว่าการครั้งนี้เห็นทีจะเข้าตาอับเสียแล้ว เพราะข้างหน้าก็เป็นทะเลขวางกั้น ข้างหลังเล่ากองทัพใหญ่ของโจโฉก็กำลังไล่ตามมา
แม้ว่าเล่าปี่จะเริ่มท้อแท้ในวาสนาที่เห็นว่าถึงคราชะตาอับจนแล้ว แต่วิสัยผู้นำคนที่เจนศึกผ่านวันเวลาและคร่ำหวอดกับการสงครามมาหลายปีก็ยังไม่สิ้นลาย เล่าปี่จึงสั่งให้จูล่งคุมทหารยกมาเป็นกองระวังหลังเพื่อสกัดกองทัพของโจโฉ ถ่วงเวลาให้กองหน้าและกองกลางสามารถลำเลียงพลลงเรือแล่นออกทะเลไปได้ก่อน
หน่วยลาดตระเวนของกองทัพหน้าของโจโฉได้ทราบสภาพการณ์ข้างฝ่ายเล่าปี่แล้ว ได้ย้อนกลับไปรายงานให้โจโฉทราบทุกประการ โจโฉได้ทราบรายงานแล้วจึงปรารภว่า “เล่าปี่ครั้งนี้อุปมาเหมือนปลาขังอยู่ในถัง เสือตกอยู่ในหลุม ถ้าแลจะละเสียให้เล็ดลอดหนีไปได้บัดนี้ก็เหมือนปล่อยเสือเข้าป่า ปล่อยปลาลงในมหาสมุทร”
ว่าแล้วโจโฉจึงออกคำสั่งสนามให้ทหารทุกกรมกองรีบรุดไปข้างหน้า จับตัวเล่าปี่ให้จงได้ ผู้ใดจับเล่าปี่ได้จะได้รับการปูนบำเหน็จความชอบอย่างถึงขนาด บรรดาทหารทั้งปวงรับคำสั่งโจโฉแล้วต่างพากันชิงขึ้นหน้าเพื่อจะจับเล่าปี่เป็นความดีความชอบ
ในขณะที่กองหน้าของกองทัพโจโฉมาถึงเนินเขาแห่งหนึ่ง พลันได้ยินเสียงม้าล่อฆ้องกลองดังสนั่น พร้อมกันนั้นเสียงโห่ร้องของทหารดังกึกก้องขึ้น ปรากฏกองทหารของเล่าปี่กองหนึ่งเห็นธงประจำตัวนายทัพขอบแสดพื้นเหลือง มีอักษรสีดำจารึกว่า “กวนอู” และมีธงประจำตัวนายทัพรองหนุนเนื่องออกมาจากหลืบเขา บรรดาทหารในกองทัพหน้าเห็นดังนั้นก็ตกใจ เข้าใจว่าถูกซุ่มโจมตี ทหารในกองทัพหน้าทั้งปวงจึงชะงักหยุดอยู่กับที่
โจโฉคุมกองทัพหลวงตามมาอย่างกระชั้นชิด ปะเข้ากับกองทัพหน้าซึ่งรั้งอยู่ แลไปข้างหน้าเห็นกองทหารของเล่าปี่กำลังเคลื่อนออกจากหลืบเขา ตัวนายรูปร่างสูงใหญ่ ผ้าโพกสีเขียวตองอ่อน ใบหน้าสีแดงราวผลพุทราสุก ถือง้าวนิลนาคะ อยู่บนหลังม้าเซ็กเธาว์ก็จำได้ว่านายทัพเล่าปี่ที่ยืนม้าอยู่ภายใต้ธงพื้นเหลืองขอบแสดและ คุมกองทหารมาสกัดอยู่นั้นคือกวนอูยอดทหารเสือคนสำคัญของเล่าปี่ก็ตกใจ
โจโฉระลึกได้ถึงคำเตือนของลิเตียนซึ่งเป็นนายทหารที่ปรึกษาซึ่งออกความเห็นครั้งใดไม่เคยผิดพลาดก็ยิ่งตกใจหนักขึ้น สำคัญว่าต้องกลอุบายของขงเบ้งดังคำเตือนของลิเตียนนั้นแล้ว จึงสั่งทหารทั้งปวงให้ถอยทัพ
ในขณะที่กองทัพของโจโฉกำลังแตกตื่นอลหม่านเพราะสำคัญว่าต้องกลอุบายของขงเบ้งนั้น กวนอูได้สั่งให้กองทหารในบังคับบัญชาบุกเข้าโจมตีกองทัพหน้าของโจโฉซึ่งขณะนี้ได้แปรขบวนเป็นกองหลังในการถอยทัพแล้ว
ทหารของโจโฉถูกไล่ตามตีก็ยิ่งแตกตื่นตกใจ ต่างคนต่างรีบหนีไปข้างหน้า เหยียบกันบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก
กวนอูไล่ตามตีทหารของโจโฉซึ่งกำลังแตกตื่นคุมกันไม่ติดไปตลอดทางระยะกว่าร้อยเส้น เห็นว่าถึงจะไล่ตามตีต่อไปก็ไม่เกิดประโยชน์ในการยุทธ์ โดยเฉพาะภารกิจของกวนอูที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือยกกำลังไปสมทบกับกองทัพของเล่าปี่ให้เร็วที่สุด เพื่อเตรียมรับมือกับกองทัพของโจโฉต่อไป ดังนั้นกวนอูจึงยกทหารกลับมายังท่าฮันจิ๋น
การปรากฏขึ้นของกวนอูและกองทหาร จึงทำให้ความคิดของโจโฉที่ว่าขงเบ้งวางกลอุบายไว้เป็นผลขึ้นด้วยความบังเอิญโดยแท้
กองทัพของเล่าปี่อยู่ที่ชายทะเล ในขณะที่เตรียมการรับมือกับกองทัพของ โจโฉนั้น พลันได้ยินเสียงทหารอีกกองหนึ่งเข้าสู้รบกับกองทัพของโจโฉก็ประหลาดใจ จึงรั้งรออยู่ที่ชายทะเลนั้น พักหนึ่งเสียงการสู้รบก็เงียบลง เห็นฝุ่นคลีคละคลุ้งเป็นแนวไปทางด้านหลังก็รู้ว่ากองทัพโจโฉกำลังถอยทัพกลับก็ยิ่งประหลาดใจนัก
ครู่หนึ่งจึงเห็นกองทหารที่ยกมานั้นมีธงประจำตัวนายทัพระบุชื่อ “กวนอู” แต่ไกล ๆ ก็ดีใจ และคาดหมายได้ว่ากองทหารที่ยกเข้ารบกับกองทัพโจโฉเมื่อสักครู่นี้ก็คือกวนอูนั่นเอง เล่าปี่ขี่ม้าตรงเข้าไปหากองทหารที่ยกมา ในขณะนั้นกวนอูเห็นเล่าปี่ขี่ม้าออกมาก็มีความยินดี รีบขี่ม้าเข้าไปหาเล่าปี่
กวนอูคำนับเล่าปี่แล้วรายงานความให้ทราบว่า เมื่อข้าพเจ้าไปถึงเมืองกังแฮแล้ว ได้แจ้งความตามที่พี่ใหญ่และขงเบ้งมอบหมายให้เล่ากี๋ทราบทุกประการ เล่ากี๋ได้จัดกองทัพบกหมื่นหนึ่งลำเลียงทางเรือมาขึ้นบกที่ท่าฮั่นจิ๋นเพื่อจะมาคอยรับท่าน ในระหว่างทางพบกับขงเบ้ง
แล้วว่าขงเบ้งได้สั่งให้ข้าพเจ้ารีบยกทหารไปที่สะพานเตียงปัน ถ้าหากไม่พบพี่ใหญ่ก็ให้ยกกลับมารอที่ท่าฮั่นจิ๋น ดังนั้นเมื่อข้าพเจ้ายกพลขึ้นบกแล้วจึงได้ยกทหารไปตามทางหลวง เห็นกองทหารโจโฉกำลังยกมาจึงซุ่มกำลังไว้ที่หลืบเขาและยกออกมาโจมตีโดยมิให้โจโฉทันรู้ตัว เมื่อโจโฉถอยทัพไปแล้วทราบว่าพี่ใหญ่ได้ยกมาที่ท่าฮันจิ๋นโดยทางลัดจึงสวนทางแล้วพลาดกัน ข้าพเจ้าจึงยกทหารมาที่ท่าฮั่นจิ๋นตามคำสั่งของขงเบ้งและได้พบกับพี่ใหญ่ดังนี้
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ จึงพากวนอูและทหารทั้งปวงลงเรือลำเลียงพลที่กวนอูได้ใช้ยกพลขึ้นบกแล้วออกทะเลไป
กวนอูได้ทักทายกับบรรดานายทหารทั้งปวงที่คุ้นเคยกันมาแต่ก่อน สังเกตเห็นนางกำฮูหยินอุ้มอาเต๊าอยู่แต่ผู้เดียวก็หลากใจ จึงถามเล่าปี่ว่านางบิฮูหยินพี่สะใภ้รองของข้าพเจ้าอยู่ที่ไหน
เล่าปี่ได้ฟังคำถาม สีหน้าก็เศร้าสลดลง น้ำตาไหลซึมคลอเบ้าตาทั้งสองอีกครั้งหนึ่ง แล้วเล่าความที่กองทัพโจโฉไล่ตามมาทันที่ยุทธภูมิเขาเกงสันให้กวนอูฟังทุกประการ แล้วว่านางบิฮูหยินพี่สะใภ้รองของเจ้าต้องอาวุธข้าศึกบาดเจ็บสาหัส เห็นจะไม่รอดชีวิตแล้ว จึงฝากอาเต๊าไว้กับจูล่ง แล้วกระโดดบ่อน้ำตาย
กวนอูได้ฟังดังนั้นก็ร้องไห้รักพี่สะใภ้รอง ถอนใจใหญ่เฮือกหนึ่ง แล้วปรารภขึ้นด้วยความรันทดว่าเมื่อครั้งตามเสด็จพระเจ้าเหี้ยนเต้ไปประพาสป่านั้น ข้าพเจ้าจะฆ่าโจโฉเสียพี่ใหญ่ก็ห้ามไว้ มิฉะนั้นแล้วที่ไหนเลยพี่ใหญ่และครอบครัวจะได้รับความเดือดร้อนเสียหายถึงปานนี้
กวนอูได้ลำเลิกถึงความเมืองแต่หนหลังครั้งที่โจโฉประลองกำลังทางการเมืองกับพระเจ้าเหี้ยนเต้ ในครั้งนั้นโจโฉดูหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กระทำการหยาบช้าต่อพระเจ้าเหี้ยนเต้ต่อหน้าบรรดาขุนนางข้าราชสำนักทั้งปวง กวนอูเห็นว่าการกระทำของโจโฉเป็นทรราชคิดกบฏต่อแผ่นดิน จึงกระชับง้าวจะเข้าไปฆ่าโจโฉเสีย แต่เล่าปี่ได้ให้สัญญาณเป็นนัยห้ามปราม กวนอูจึงมิได้ลงมือ ครั้นเล่าปี่เดือดร้อนเสียหายและต้องเสียพี่สะใภ้รองดังนี้ กวนอูจึงทอดถอนใจใหญ่แล้วลำเลิกความหลังแต่ครั้งก่อน
เล่าปี่จึงว่าที่น้องรองเจ้าพูดมาก็ไม่ผิด แต่ในยามนั้นพระเจ้าเหี้ยนเต้และเราพี่น้องทั้งสามคนอยู่ในท่ามกลางกองทหารของโจโฉ และตัวโจโฉเองก็มีทหารองครักษ์แวดล้อมเป็นอันมาก จึงเกรงว่าจะทำการไม่ตลอด แล้วจะเกิดอันตรายแก่พระเจ้าเหี้ยนเต้ เหมือนกับการเอาก้อนหินขว้างหนูที่อยู่ในบ้าน หากพลาดพลั้งประการใด ข้าวของในบ้านก็จะพลอยเสียหายไปด้วย เหตุนี้เราจึงห้ามเจ้า
ในขณะที่สองพี่น้องกำลังกล่าวท้าวความหลังกันอยู่นั้น พลันได้ยินเสียงกลองรบและเสียงโห่ร้องของทหารกึกก้องในทะเลด้านตะวันออก เล่าปี่ได้ยินเสียงก็ตกใจ สำคัญว่าข้าศึกยกมา สกัดทางทะเล จึงพากวนอูออกไปยืนที่หัวเรือ เห็นเรือรบจำนวนมากชักใบแล่นตามลมมา เห็นตัวนายใส่เสื้อเกราะสีเงิน โพกศีรษะด้วยผ้าขาว ยืนอยู่ใต้ธงประจำตัวนายทัพ เห็นแต่ไกลว่าชื่อ “เล่ากี๋” ก็ดีใจ
กองเรือทั้งสองกองแล่นเข้ามาใกล้กันแล้ว เล่ากี๋ได้สั่งให้ทหารตีกรรเชียงเรือเข้ามาเทียบเรือของเล่าปี่แล้วขึ้นไปบนเรือ คำนับเล่าปี่แล้วร้องไห้ และกล่าวว่าเมื่อข้าพเจ้าได้ทราบความจากกวนอูแล้ว ได้จัดทหารให้กวนอูหมื่นหนึ่งรีบลงเรือลำเลียงยกมาช่วยท่านอาก่อน ตัวข้าพเจ้าได้เกณฑ์กองทัพเรือทั้งสิ้นเมืองกังแฮแล้วรีบยกตามมา
สองอาหลานต่างทักทายไต่ถามสารทุกข์สุขดิบกันด้วยความสนิทสนม เล่าปี่เห็นว่าบัดนี้ทหารทั้งสองกองได้มาบรรจบพร้อมกันแล้ว มีกำลังเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากก็มีความยินดี จึงให้รวมกองเรือทั้งสองเข้าเป็นกองเดียวกัน แล้วแล่นเรือกลับไปในทิศทางที่เล่ากี๋ยกมานั้น
ในขณะที่กองเรือของเล่าปี่ เล่ากี๋แล่นใบมาในทะเลนั้น ต้นหนของกองเรือส่วนหน้าได้ส่งสัญญาณรายงานว่ามีกองเรืออีกกองหนึ่งกำลังแล่นมาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ เล่าปี่ทราบรายงานแล้วก็ตกใจ สองอาหลานชวนกันมองไปตามทิศทางที่ได้รับรายงาน เห็นเรือรบกองหนึ่งแล่นใบตามลมตรงเข้ามา เล่าปี่จึงถามเล่ากี๋ว่านั่นเป็นกองทัพเรือของฝ่ายใด
เล่ากี๋ได้ตอบว่าตอนที่ข้าพเจ้ายกออกจากเมืองกังแฮนั้น ก็ได้เกณฑ์กองทัพเรือแลทหารทั้งสิ้น ดังนั้นกองทัพเรือที่ยกมานี้หากมิใช่กองทัพเรือของโจโฉก็น่าจะเป็นกองทัพเรือของซุนกวน
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นจึงออกคำสั่งให้ทหารเรือทุกกองเตรียมรบ บรรดาทหารในเรือทุกลำต่างเตรียมเกาทัณฑ์พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับกองเรือที่ยกมานั้น
แต่พอกองเรือนั้นเคลื่อนเข้ามาใกล้ เห็นชายหนึ่งใบหน้าสดใส แต่งกายในชุดนักพรตแห่งลัทธิเต๋า ศีรษะโพกผ้าไหม มือถือพัดขนนกนั่งอยู่ที่หัวเรือ เล่าปี่รู้ว่าเป็นขงเบ้งก็มีความยินดี เขม้นมองไปที่ในเรือยังเห็นซุนเขียนยืนอยู่ข้างหลัง เล่าปี่จึงเร่งพลเรือให้รีบแจวเรือเข้าไปเทียบเรือของขงเบ้ง
ขงเบ้งเห็นเรือเล่าปี่เข้ามาเทียบกับเรือที่นั่งมาแล้วจึงลุกมาขึ้นเรือของเล่าปี่ คำนับเล่าปี่แล้วว่าในระหว่างทางที่ข้าพเจ้าไปเมืองกังแฮนั้นได้สวนทางกับกวนอู จึงได้สั่งให้กวนอูยกพลขึ้นบกที่ท่าฮั่นจิ๋นและยกไปคอยรับท่านที่สะพานเตียงปัน เพราะคาดว่าโจโฉคงไล่ตามท่านมาในทิศทางนี้ และท่านคงไม่หนีไปเมืองกังเหลงซึ่งเป็นหนทางไกล แต่คงจะหนีมาทางลัด แล้วมาลงเรือที่ท่าฮั่นจิ๋นนี้
ขงเบ้งได้กล่าวต่อไปว่าหลังจากข้าพเจ้าได้พบกับเล่ากี๋แล้ว ได้ขอให้เล่ากี๋ยกกองทัพเรือล่วงหน้ามาก่อน ตัวข้าพเจ้าได้เดินทางต่อไปที่ปากน้ำเมืองแฮเค้า เกณฑ์ทหารทั้งหมดในเมืองนั้นแล้วรีบยกตามมา
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี สั่งให้รวมกองทัพเรือทั้งสามกองเข้าเป็นกองเดียวกัน และเชิญให้ขงเบ้งย้ายมาพำนักที่เรือของเล่าปี่
เมื่อขงเบ้งย้ายมาอยู่ในเรือของเล่าปี่แล้ว เล่าปี่จึงเล่าความที่โจโฉไล่ตามมาทันที่เขาเกงสันและนางบิฮูหยินได้กระโดดลงในบ่อน้ำถึงแก่ความตายให้ขงเบ้งฟังทุกประการ จากนั้นจึงปรึกษากับขงเบ้งว่าโจโฉยกกองทัพมาครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก หลังจากปะทะกับกองทหารของกวนอูแล้วโจโฉได้ถอยทัพ แต่ในไม่ช้าคงยกย้อนกลับมาใหม่ เวลานี้พวกเราอยู่ในทะเล กุนซือจะคิดอ่านประการใดต่อไป.
บรรดาทหารโจโฉได้ระดมกันตัดไม้ในป่าข้างทาง แล้วลำเลียงมาทำสะพานใหม่สามสะพานตามคำสั่งของโจโฉแทนสะพานเก่าที่ถูกเตียวหุยรื้อไป โดยเร่งมือทำสะพานทั้งคืนเพื่อให้เสร็จทันในวันรุ่งขึ้น แล้วจะได้รีบยกทหารติดตามเล่าปี่ไป
ในคืนวันนั้นลิเตียนนายทหารที่ปรึกษาของโจโฉได้เข้ามาทักท้วงโจโฉว่า ข้าพเจ้าสังหรณ์ว่าขงเบ้งจะวางกลอุบายสักอย่างหนึ่งเพื่อทำลายกองทัพของเรา เพราะลำพังเตียวหุยซึ่งเป็นคนวู่วาม ไม่มีสติปัญญา ไหนเลยจะคิดอ่านทำกลอุบายเช่นนี้ได้ ดังนั้นการที่ท่านจะรีบยกกองทัพไล่ตามเล่าปี่ไปในวันพรุ่งนี้ชอบที่จะได้ไตร่ตรองใคร่ครวญให้จงหนักจะได้ไม่เสียทีแก่ความคิดของขงเบ้ง
โจโฉมั่นใจในความคิดของตัวว่าสามารถอ่านกลอุบายที่เตียวหุยได้ทำลวงไว้ได้กระจ่าง จึงยืนยันกับลิเตียนว่าอันอุบายเพียงเท่านี้หรือจะลวงเราได้ ต่อให้มีอุบายยิ่งกว่านี้เราก็ไม่เคยหวั่นเกรง
ลิเตียนเห็นโจโฉไม่ฟังคำทักท้วงก็ไม่ดึงดันสืบไป คำนับโจโฉแล้วลากลับออกมา
ครั้นรุ่งเช้าโจโฉจึงสั่งให้เคลื่อนกองทัพทั้งปวงข้ามสะพานเตียงปันที่ทำขึ้นใหม่สามสะพาน แล้วรีบยกไปเพื่อจะติดตามเล่าปี่ให้ทันโดยเร็ว
ทางด้านเล่าปี่พาทหารหนีมาตามทางลัดตรงไปยังท่าฮั่นจิ๋น พอใกล้ถึงท่าก็ได้ยินเสียงทหารโห่ร้องอึงคะนึงราวฟ้าถล่มแผ่นดินทะลาย ฝุ่นคลีคละคลุ้งทั่วไปในอากาศก็รู้ว่าโจโฉเคลื่อนกองทัพทั้งปวงไล่ตามมาในทิศทางเดียวกัน จึงปรารภกับบรรดาแม่ทัพนายกองว่าการครั้งนี้เห็นทีจะเข้าตาอับเสียแล้ว เพราะข้างหน้าก็เป็นทะเลขวางกั้น ข้างหลังเล่ากองทัพใหญ่ของโจโฉก็กำลังไล่ตามมา
แม้ว่าเล่าปี่จะเริ่มท้อแท้ในวาสนาที่เห็นว่าถึงคราชะตาอับจนแล้ว แต่วิสัยผู้นำคนที่เจนศึกผ่านวันเวลาและคร่ำหวอดกับการสงครามมาหลายปีก็ยังไม่สิ้นลาย เล่าปี่จึงสั่งให้จูล่งคุมทหารยกมาเป็นกองระวังหลังเพื่อสกัดกองทัพของโจโฉ ถ่วงเวลาให้กองหน้าและกองกลางสามารถลำเลียงพลลงเรือแล่นออกทะเลไปได้ก่อน
หน่วยลาดตระเวนของกองทัพหน้าของโจโฉได้ทราบสภาพการณ์ข้างฝ่ายเล่าปี่แล้ว ได้ย้อนกลับไปรายงานให้โจโฉทราบทุกประการ โจโฉได้ทราบรายงานแล้วจึงปรารภว่า “เล่าปี่ครั้งนี้อุปมาเหมือนปลาขังอยู่ในถัง เสือตกอยู่ในหลุม ถ้าแลจะละเสียให้เล็ดลอดหนีไปได้บัดนี้ก็เหมือนปล่อยเสือเข้าป่า ปล่อยปลาลงในมหาสมุทร”
ว่าแล้วโจโฉจึงออกคำสั่งสนามให้ทหารทุกกรมกองรีบรุดไปข้างหน้า จับตัวเล่าปี่ให้จงได้ ผู้ใดจับเล่าปี่ได้จะได้รับการปูนบำเหน็จความชอบอย่างถึงขนาด บรรดาทหารทั้งปวงรับคำสั่งโจโฉแล้วต่างพากันชิงขึ้นหน้าเพื่อจะจับเล่าปี่เป็นความดีความชอบ
ในขณะที่กองหน้าของกองทัพโจโฉมาถึงเนินเขาแห่งหนึ่ง พลันได้ยินเสียงม้าล่อฆ้องกลองดังสนั่น พร้อมกันนั้นเสียงโห่ร้องของทหารดังกึกก้องขึ้น ปรากฏกองทหารของเล่าปี่กองหนึ่งเห็นธงประจำตัวนายทัพขอบแสดพื้นเหลือง มีอักษรสีดำจารึกว่า “กวนอู” และมีธงประจำตัวนายทัพรองหนุนเนื่องออกมาจากหลืบเขา บรรดาทหารในกองทัพหน้าเห็นดังนั้นก็ตกใจ เข้าใจว่าถูกซุ่มโจมตี ทหารในกองทัพหน้าทั้งปวงจึงชะงักหยุดอยู่กับที่
โจโฉคุมกองทัพหลวงตามมาอย่างกระชั้นชิด ปะเข้ากับกองทัพหน้าซึ่งรั้งอยู่ แลไปข้างหน้าเห็นกองทหารของเล่าปี่กำลังเคลื่อนออกจากหลืบเขา ตัวนายรูปร่างสูงใหญ่ ผ้าโพกสีเขียวตองอ่อน ใบหน้าสีแดงราวผลพุทราสุก ถือง้าวนิลนาคะ อยู่บนหลังม้าเซ็กเธาว์ก็จำได้ว่านายทัพเล่าปี่ที่ยืนม้าอยู่ภายใต้ธงพื้นเหลืองขอบแสดและ คุมกองทหารมาสกัดอยู่นั้นคือกวนอูยอดทหารเสือคนสำคัญของเล่าปี่ก็ตกใจ
โจโฉระลึกได้ถึงคำเตือนของลิเตียนซึ่งเป็นนายทหารที่ปรึกษาซึ่งออกความเห็นครั้งใดไม่เคยผิดพลาดก็ยิ่งตกใจหนักขึ้น สำคัญว่าต้องกลอุบายของขงเบ้งดังคำเตือนของลิเตียนนั้นแล้ว จึงสั่งทหารทั้งปวงให้ถอยทัพ
ในขณะที่กองทัพของโจโฉกำลังแตกตื่นอลหม่านเพราะสำคัญว่าต้องกลอุบายของขงเบ้งนั้น กวนอูได้สั่งให้กองทหารในบังคับบัญชาบุกเข้าโจมตีกองทัพหน้าของโจโฉซึ่งขณะนี้ได้แปรขบวนเป็นกองหลังในการถอยทัพแล้ว
ทหารของโจโฉถูกไล่ตามตีก็ยิ่งแตกตื่นตกใจ ต่างคนต่างรีบหนีไปข้างหน้า เหยียบกันบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก
กวนอูไล่ตามตีทหารของโจโฉซึ่งกำลังแตกตื่นคุมกันไม่ติดไปตลอดทางระยะกว่าร้อยเส้น เห็นว่าถึงจะไล่ตามตีต่อไปก็ไม่เกิดประโยชน์ในการยุทธ์ โดยเฉพาะภารกิจของกวนอูที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือยกกำลังไปสมทบกับกองทัพของเล่าปี่ให้เร็วที่สุด เพื่อเตรียมรับมือกับกองทัพของโจโฉต่อไป ดังนั้นกวนอูจึงยกทหารกลับมายังท่าฮันจิ๋น
การปรากฏขึ้นของกวนอูและกองทหาร จึงทำให้ความคิดของโจโฉที่ว่าขงเบ้งวางกลอุบายไว้เป็นผลขึ้นด้วยความบังเอิญโดยแท้
กองทัพของเล่าปี่อยู่ที่ชายทะเล ในขณะที่เตรียมการรับมือกับกองทัพของ โจโฉนั้น พลันได้ยินเสียงทหารอีกกองหนึ่งเข้าสู้รบกับกองทัพของโจโฉก็ประหลาดใจ จึงรั้งรออยู่ที่ชายทะเลนั้น พักหนึ่งเสียงการสู้รบก็เงียบลง เห็นฝุ่นคลีคละคลุ้งเป็นแนวไปทางด้านหลังก็รู้ว่ากองทัพโจโฉกำลังถอยทัพกลับก็ยิ่งประหลาดใจนัก
ครู่หนึ่งจึงเห็นกองทหารที่ยกมานั้นมีธงประจำตัวนายทัพระบุชื่อ “กวนอู” แต่ไกล ๆ ก็ดีใจ และคาดหมายได้ว่ากองทหารที่ยกเข้ารบกับกองทัพโจโฉเมื่อสักครู่นี้ก็คือกวนอูนั่นเอง เล่าปี่ขี่ม้าตรงเข้าไปหากองทหารที่ยกมา ในขณะนั้นกวนอูเห็นเล่าปี่ขี่ม้าออกมาก็มีความยินดี รีบขี่ม้าเข้าไปหาเล่าปี่
กวนอูคำนับเล่าปี่แล้วรายงานความให้ทราบว่า เมื่อข้าพเจ้าไปถึงเมืองกังแฮแล้ว ได้แจ้งความตามที่พี่ใหญ่และขงเบ้งมอบหมายให้เล่ากี๋ทราบทุกประการ เล่ากี๋ได้จัดกองทัพบกหมื่นหนึ่งลำเลียงทางเรือมาขึ้นบกที่ท่าฮั่นจิ๋นเพื่อจะมาคอยรับท่าน ในระหว่างทางพบกับขงเบ้ง
แล้วว่าขงเบ้งได้สั่งให้ข้าพเจ้ารีบยกทหารไปที่สะพานเตียงปัน ถ้าหากไม่พบพี่ใหญ่ก็ให้ยกกลับมารอที่ท่าฮั่นจิ๋น ดังนั้นเมื่อข้าพเจ้ายกพลขึ้นบกแล้วจึงได้ยกทหารไปตามทางหลวง เห็นกองทหารโจโฉกำลังยกมาจึงซุ่มกำลังไว้ที่หลืบเขาและยกออกมาโจมตีโดยมิให้โจโฉทันรู้ตัว เมื่อโจโฉถอยทัพไปแล้วทราบว่าพี่ใหญ่ได้ยกมาที่ท่าฮันจิ๋นโดยทางลัดจึงสวนทางแล้วพลาดกัน ข้าพเจ้าจึงยกทหารมาที่ท่าฮั่นจิ๋นตามคำสั่งของขงเบ้งและได้พบกับพี่ใหญ่ดังนี้
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ จึงพากวนอูและทหารทั้งปวงลงเรือลำเลียงพลที่กวนอูได้ใช้ยกพลขึ้นบกแล้วออกทะเลไป
กวนอูได้ทักทายกับบรรดานายทหารทั้งปวงที่คุ้นเคยกันมาแต่ก่อน สังเกตเห็นนางกำฮูหยินอุ้มอาเต๊าอยู่แต่ผู้เดียวก็หลากใจ จึงถามเล่าปี่ว่านางบิฮูหยินพี่สะใภ้รองของข้าพเจ้าอยู่ที่ไหน
เล่าปี่ได้ฟังคำถาม สีหน้าก็เศร้าสลดลง น้ำตาไหลซึมคลอเบ้าตาทั้งสองอีกครั้งหนึ่ง แล้วเล่าความที่กองทัพโจโฉไล่ตามมาทันที่ยุทธภูมิเขาเกงสันให้กวนอูฟังทุกประการ แล้วว่านางบิฮูหยินพี่สะใภ้รองของเจ้าต้องอาวุธข้าศึกบาดเจ็บสาหัส เห็นจะไม่รอดชีวิตแล้ว จึงฝากอาเต๊าไว้กับจูล่ง แล้วกระโดดบ่อน้ำตาย
กวนอูได้ฟังดังนั้นก็ร้องไห้รักพี่สะใภ้รอง ถอนใจใหญ่เฮือกหนึ่ง แล้วปรารภขึ้นด้วยความรันทดว่าเมื่อครั้งตามเสด็จพระเจ้าเหี้ยนเต้ไปประพาสป่านั้น ข้าพเจ้าจะฆ่าโจโฉเสียพี่ใหญ่ก็ห้ามไว้ มิฉะนั้นแล้วที่ไหนเลยพี่ใหญ่และครอบครัวจะได้รับความเดือดร้อนเสียหายถึงปานนี้
กวนอูได้ลำเลิกถึงความเมืองแต่หนหลังครั้งที่โจโฉประลองกำลังทางการเมืองกับพระเจ้าเหี้ยนเต้ ในครั้งนั้นโจโฉดูหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กระทำการหยาบช้าต่อพระเจ้าเหี้ยนเต้ต่อหน้าบรรดาขุนนางข้าราชสำนักทั้งปวง กวนอูเห็นว่าการกระทำของโจโฉเป็นทรราชคิดกบฏต่อแผ่นดิน จึงกระชับง้าวจะเข้าไปฆ่าโจโฉเสีย แต่เล่าปี่ได้ให้สัญญาณเป็นนัยห้ามปราม กวนอูจึงมิได้ลงมือ ครั้นเล่าปี่เดือดร้อนเสียหายและต้องเสียพี่สะใภ้รองดังนี้ กวนอูจึงทอดถอนใจใหญ่แล้วลำเลิกความหลังแต่ครั้งก่อน
เล่าปี่จึงว่าที่น้องรองเจ้าพูดมาก็ไม่ผิด แต่ในยามนั้นพระเจ้าเหี้ยนเต้และเราพี่น้องทั้งสามคนอยู่ในท่ามกลางกองทหารของโจโฉ และตัวโจโฉเองก็มีทหารองครักษ์แวดล้อมเป็นอันมาก จึงเกรงว่าจะทำการไม่ตลอด แล้วจะเกิดอันตรายแก่พระเจ้าเหี้ยนเต้ เหมือนกับการเอาก้อนหินขว้างหนูที่อยู่ในบ้าน หากพลาดพลั้งประการใด ข้าวของในบ้านก็จะพลอยเสียหายไปด้วย เหตุนี้เราจึงห้ามเจ้า
ในขณะที่สองพี่น้องกำลังกล่าวท้าวความหลังกันอยู่นั้น พลันได้ยินเสียงกลองรบและเสียงโห่ร้องของทหารกึกก้องในทะเลด้านตะวันออก เล่าปี่ได้ยินเสียงก็ตกใจ สำคัญว่าข้าศึกยกมา สกัดทางทะเล จึงพากวนอูออกไปยืนที่หัวเรือ เห็นเรือรบจำนวนมากชักใบแล่นตามลมมา เห็นตัวนายใส่เสื้อเกราะสีเงิน โพกศีรษะด้วยผ้าขาว ยืนอยู่ใต้ธงประจำตัวนายทัพ เห็นแต่ไกลว่าชื่อ “เล่ากี๋” ก็ดีใจ
กองเรือทั้งสองกองแล่นเข้ามาใกล้กันแล้ว เล่ากี๋ได้สั่งให้ทหารตีกรรเชียงเรือเข้ามาเทียบเรือของเล่าปี่แล้วขึ้นไปบนเรือ คำนับเล่าปี่แล้วร้องไห้ และกล่าวว่าเมื่อข้าพเจ้าได้ทราบความจากกวนอูแล้ว ได้จัดทหารให้กวนอูหมื่นหนึ่งรีบลงเรือลำเลียงยกมาช่วยท่านอาก่อน ตัวข้าพเจ้าได้เกณฑ์กองทัพเรือทั้งสิ้นเมืองกังแฮแล้วรีบยกตามมา
สองอาหลานต่างทักทายไต่ถามสารทุกข์สุขดิบกันด้วยความสนิทสนม เล่าปี่เห็นว่าบัดนี้ทหารทั้งสองกองได้มาบรรจบพร้อมกันแล้ว มีกำลังเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากก็มีความยินดี จึงให้รวมกองเรือทั้งสองเข้าเป็นกองเดียวกัน แล้วแล่นเรือกลับไปในทิศทางที่เล่ากี๋ยกมานั้น
ในขณะที่กองเรือของเล่าปี่ เล่ากี๋แล่นใบมาในทะเลนั้น ต้นหนของกองเรือส่วนหน้าได้ส่งสัญญาณรายงานว่ามีกองเรืออีกกองหนึ่งกำลังแล่นมาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ เล่าปี่ทราบรายงานแล้วก็ตกใจ สองอาหลานชวนกันมองไปตามทิศทางที่ได้รับรายงาน เห็นเรือรบกองหนึ่งแล่นใบตามลมตรงเข้ามา เล่าปี่จึงถามเล่ากี๋ว่านั่นเป็นกองทัพเรือของฝ่ายใด
เล่ากี๋ได้ตอบว่าตอนที่ข้าพเจ้ายกออกจากเมืองกังแฮนั้น ก็ได้เกณฑ์กองทัพเรือแลทหารทั้งสิ้น ดังนั้นกองทัพเรือที่ยกมานี้หากมิใช่กองทัพเรือของโจโฉก็น่าจะเป็นกองทัพเรือของซุนกวน
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นจึงออกคำสั่งให้ทหารเรือทุกกองเตรียมรบ บรรดาทหารในเรือทุกลำต่างเตรียมเกาทัณฑ์พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับกองเรือที่ยกมานั้น
แต่พอกองเรือนั้นเคลื่อนเข้ามาใกล้ เห็นชายหนึ่งใบหน้าสดใส แต่งกายในชุดนักพรตแห่งลัทธิเต๋า ศีรษะโพกผ้าไหม มือถือพัดขนนกนั่งอยู่ที่หัวเรือ เล่าปี่รู้ว่าเป็นขงเบ้งก็มีความยินดี เขม้นมองไปที่ในเรือยังเห็นซุนเขียนยืนอยู่ข้างหลัง เล่าปี่จึงเร่งพลเรือให้รีบแจวเรือเข้าไปเทียบเรือของขงเบ้ง
ขงเบ้งเห็นเรือเล่าปี่เข้ามาเทียบกับเรือที่นั่งมาแล้วจึงลุกมาขึ้นเรือของเล่าปี่ คำนับเล่าปี่แล้วว่าในระหว่างทางที่ข้าพเจ้าไปเมืองกังแฮนั้นได้สวนทางกับกวนอู จึงได้สั่งให้กวนอูยกพลขึ้นบกที่ท่าฮั่นจิ๋นและยกไปคอยรับท่านที่สะพานเตียงปัน เพราะคาดว่าโจโฉคงไล่ตามท่านมาในทิศทางนี้ และท่านคงไม่หนีไปเมืองกังเหลงซึ่งเป็นหนทางไกล แต่คงจะหนีมาทางลัด แล้วมาลงเรือที่ท่าฮั่นจิ๋นนี้
ขงเบ้งได้กล่าวต่อไปว่าหลังจากข้าพเจ้าได้พบกับเล่ากี๋แล้ว ได้ขอให้เล่ากี๋ยกกองทัพเรือล่วงหน้ามาก่อน ตัวข้าพเจ้าได้เดินทางต่อไปที่ปากน้ำเมืองแฮเค้า เกณฑ์ทหารทั้งหมดในเมืองนั้นแล้วรีบยกตามมา
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี สั่งให้รวมกองทัพเรือทั้งสามกองเข้าเป็นกองเดียวกัน และเชิญให้ขงเบ้งย้ายมาพำนักที่เรือของเล่าปี่
เมื่อขงเบ้งย้ายมาอยู่ในเรือของเล่าปี่แล้ว เล่าปี่จึงเล่าความที่โจโฉไล่ตามมาทันที่เขาเกงสันและนางบิฮูหยินได้กระโดดลงในบ่อน้ำถึงแก่ความตายให้ขงเบ้งฟังทุกประการ จากนั้นจึงปรึกษากับขงเบ้งว่าโจโฉยกกองทัพมาครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก หลังจากปะทะกับกองทหารของกวนอูแล้วโจโฉได้ถอยทัพ แต่ในไม่ช้าคงยกย้อนกลับมาใหม่ เวลานี้พวกเราอยู่ในทะเล กุนซือจะคิดอ่านประการใดต่อไป.