ตอนที่ 229. ยุทธภูมิเตียงปัน

 เล่าปี่ยกทหารขึ้นไปตั้งอยู่ที่เนินเขาเกงสันเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ขบวนอพยพซึ่งชุมนุมอยู่ที่เชิงเขา ในเวลาสามยามขณะที่ทุกผู้คนกำลังหลับสนิทเพราะความเหนื่อยอ่อนจากการรอนแรมเดินทางไกล กองทัพโจโฉได้ไล่ติดตามมาทัน

            เล่าปี่ได้ยินเสียงทหารโจโฉ “โห่ร้องอื้ออึงคะนึงมาทางทิศเหนือ ดังหนึ่งแผ่นดินจะถล่ม” ก็ตกใจ สั่งให้ปลุกทหารรีบแต่งตัวใส่เสื้อเกราะขึ้นม้าแล้วยกทหารไปทางกองหลังที่เตียวหุยคุมทหารอารักขาอยู่นั้น เห็นทหารของโจโฉราวกับน้ำหลากไหลบ่าท่วมอาณาประชาราษฎรที่เชิงเขาเกงสันอย่างรวดเร็ว

            เล่าปี่ได้ยกทหารพ้นกองหลังไปสกัดกองทัพหน้าของโจโฉไว้ ทหารของทั้งสองฝ่ายได้ต่อสู้กันเป็นสามารถ แต่เนื่องจากกองทหารของโจโฉมีจำนวนมากกว่ามาก ดังนั้นไม่ทันนานกองทหารของโจโฉจึงเข้าล้อมเล่าปี่และทหารไว้อย่างแน่นหนา

            ในขณะที่เล่าปี่ยกทหารผ่านกองหลังไปนั้น เตียวหุยได้รู้สึกตัวตื่นและรีบปลุกทหารให้รีบแต่งตัวใส่เกราะ ขี่ม้า แล้วยกหนุนเข้าไปช่วยเล่าปี่ เห็นเล่าปี่ถูกทหารโจโฉล้อมไว้ จึงตีฝ่าทหารของโจโฉเข้าไปหาเล่าปี่ แล้วชักชวนเล่าปี่ให้รีบตีฝ่าออกไปทางด้านตะวันออก

            เล่าปี่เห็นทหารโจโฉล้อมไว้อย่างหนาแน่นเกินกำลังที่จะต่อสู้ก็เห็นชอบตามเตียวหุย ในขณะนั้นเตียวหุยได้เบนหน้าม้าตีฝ่าออกไปทางด้านตะวันออก เล่าปี่จึงคุมทหารตีฝ่าตามเตียวหุยออกไป

            พอพ้นออกไปจากวงล้อมชั่วครู่หนึ่ง เล่าปี่ เตียวหุย ก็เผชิญกับบุนเพ่งทหารเก่าเมืองเกงจิ๋ว ซึ่งบัดนี้ได้เข้าสวามิภักดิ์กับโจโฉและอยู่ในกองทัพหน้าของโจโฉตั้งสกัดอยู่

            เล่าปี่เห็นนายทหารของกองทัพโจโฉคุมทหารมาสกัดไว้ข้างหน้า จำได้ว่าเป็นบุนเพ่งทหารเก่าของเล่าเปียว จึงขี่ม้าออกไปหน้าทหารแล้วด่าบุนเพ่งว่าเล่าเปียวพี่เราสิ้นบุญไม่ทันไร ตัวท่านกลับทำตัวเป็นข้าขายเจ้า บ่าวขายนาย แปรพักตร์ไปเข้ากับโจโฉ แล้วมิหนำซ้ำยังมาขวางหน้าจะทำร้ายเราอีก คนอย่างท่านนี้มีศักดิ์และศรีของความเป็นคนและชายชาติทหารเหลืออยู่บ้างหรือไม่

            บุนเพ่งได้ฟังดังนั้นก็ละอายแก่ใจ ทั้งความเป็นทหารเก่าของเล่าเปียวมาเป็นเวลานาน ทราบความดีว่าเล่าปี่ก็เป็นเชื้อพระวงศ์และเป็นญาติที่เล่าเปียวเชื่อถือไว้วางใจ น้ำใจก็เกรงเล่าปี่เป็นอันมาก ดังนั้นเมื่อคำพูดเล่าปี่กระทบเข้ากับความสำนึกในศักดิ์ศรีแห่งชายชาติทหาร บุนเพ่งจึงประหนึ่งถูกคมทวนกรีดตรงใบหน้าร้อนผะผ่าวไม่กล้าอยู่สู้หน้าเล่าปี่ รีบชักม้าพาทหารหนีไปในทันที

            เล่าปี่เห็นบุนเพ่งพาทหารหนีไปแล้วก็พาทหารที่เหลือรีบหนีไปทางด้านตะวันออก ทหารโจโฉเห็นเล่าปี่หนีไปพร้อมทหารไม่กี่คนก็ลุกไล่ตามตี สองพี่น้องแห่งสวนท้อรบพลางหนีพลาง อาศัยความมืดแห่งราตรีหนีรอดไปจากการติดตามของทหารโจโฉได้

            สองพี่น้องหนีข้ามสะพานแห่งหนึ่งไปได้สองสามร้อยเส้น เห็นว่าหนีมาไกลจากกองทัพของโจโฉแล้ว ทั้งท้องฟ้าเริ่มสว่าง เล่าปี่จึงสั่งให้เตียวหุยและทหารหยุดพักอยู่ ณ ที่นั้น สำรวจไพร่พลแล้วเห็นทหารเหลือติดตามมาเพียงร้อยคนเศษ ส่วนครอบครัวและราษฎรที่อพยพตามมานั้นไม่ทราบว่าพลัดหลงกันอยู่ ณ ที่ใด

            เล่าปี่เห็นดังนั้นก็ร้องไห้ “ว่าคนทั้งหลายมาพลอยฉิบหายล้มตายเพราะเราผู้เดียว ทั้งบุตร ภรรยา ครอบครัวของเราจะตายอยู่ที่แห่งใดก็มิได้เห็นแก่ตา”

            บรรดาทหารที่ติดตามมานั้นเห็นเล่าปี่ร้องไห้ก็สงสาร พากันร้องไห้ตาม ในขณะนั้นบิฮองซึ่งอยู่ในขบวนคุ้มกันฮูหยินทั้งสองของเล่าปี่ได้เดินเข้ามาหาเล่าปี่ด้วยเลือดโทรมกายเพราะต้องอาวุธหลายแห่ง

            เล่าปี่เห็นบิฮองในสภาพเช่นนั้นก็ตกใจ รำลึกถึงครอบครัวว่าคงตกอยู่ในชะตาร้ายมากกว่าดี บิฮองจึงได้มีสภาพดังนี้ จึงถามบิฮองว่าท่านบาดเจ็บจากที่ใดมา และบัดนี้ฮูหยินทั้งสองอยู่ที่ไหน

            บิฮองจึงว่าข้าพเจ้าคุ้มกันเกวียนของฮูหยินแต่ถูกทหารโจโฉเข้ากลุ้มรุมทำร้าย จึงพลัดพรากจากฮูหยินทั้งสอง ข้าพเจ้าต่อสู้กับทหารโจโฉมิได้และต้องอาวุธบาดเจ็บหลายแห่งจึงรีบหนีมา ดังนั้นฮูหยินจะเป็นตายร้ายดีประการใดจึงไม่อาจทราบได้

            แล้วบิฮองจึงว่าก่อนเวลาฟ้าสางวันนี้ข้าพเจ้าพบกับจูล่งขี่ม้าไปทางกองทัพของโจโฉ คาดว่าจูล่งคงจะแปรพักตร์ไปเข้าด้วยโจโฉ

            เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ขุ่นเคือง ตวาดใส่บิฮองว่า “ท่านนี้หาความพิเคราะห์มิได้ อันจูล่งนี้มีความสัตย์ซื่อ รักใคร่เราเป็นอันมาก ซึ่งจะไปอยู่ด้วยโจโฉนั้นอย่าสงสัยเลย”

            บิฮองถูกเล่าปี่ตวาดใส่ก็ก้มศีรษะนิ่งอยู่ แต่เตียวหุยเป็นคนวู่วามใจร้อน ได้ฟังบิฮองกล่าวเช่นนั้นก็คล้อยตามคำของบิฮอง แล้วกล่าวเสริมขึ้นว่าจูล่งนี้เดิมเป็นทหารของกองซุนจ้าน แต่ก่อนนี้มาเข้าอยู่กับพี่ใหญ่เพราะคิดว่าจะเป็นที่พึ่งพาอาศัยได้ แต่มาบัดนี้พวกเราอับจนเสียทีแก่ข้าศึก จูล่งจึงคิดเอาใจออกหาก คำพูดของบิฮองจึงไม่ไร้ซึ่งความหมายเสียทีเดียว

            เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นจึงว่าน้องเล็กเจ้าวู่วามไม่สร่างคลาย เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าเมื่อครั้งที่กวนอูไปอยู่ด้วยโจโฉแล้วอาสาฆ่างันเหลียงแลบุนทิวเสียนั้น ตัวเจ้าก็สงสัยคิดว่ากวนอูจะแปรพักตร์ไปเข้าด้วยโจโฉ จนเจ้ากับพี่รองเกือบจะฆ่าฟันกันตาย ทั้งนี้เพราะเจ้าเห็นแต่ปรากฏการณ์ ไม่มั่นคงในธาตุแท้ของคน จูล่งไปในครั้งนี้ก็เช่นเดียวกันจะมองเห็นแต่ปรากฏการณ์นั้นมิได้ เพราะธาตุแท้ของจูล่งเป็นคนมีน้ำใจสัตย์ซื่อนัก

            เล่าปี่กล่าวต่อไปว่า ถึงมาตรแม้นว่าจูล่งจะไปอยู่ด้วยโจโฉก็คงไปเพราะมีเหตุอันจำเป็นจะต้องไป และน้ำใจจริงของจูล่งคงจะไม่ทิ้งตัวเราเป็นมั่นคง

            เตียวหุยได้ฟังเล่าปี่ดังนั้นแทนที่จะสำนึกผิดที่คิดผิดในเรื่องกวนอูมาก่อนและอาจคิดผิดในครั้งนี้อีก กลับโกรธจูล่ง ด้วยแรงโทสะเตียวหุยไม่รอฟังคำของเล่าปี่ รีบผลุนผลันพาทหารยี่สิบคนขี่ม้าย้อนกลับไปตามเส้นทางเดิมหวังจะหาจูล่งให้พบ ครั้นมาถึงสะพานที่เล่าปี่และเตียวหุยเพิ่งยกข้ามไปเมื่อใกล้จะสาง เตียวหุยก็หยุดม้าอยู่ที่เชิงสะพาน

            เห็นที่ราวสะพานจารึกชื่อสะพานไว้ว่า “สะพานเตียงปัน” เป็นสะพานไม้กว้างขนาดม้าสามตัวเดินเรียงหน้าพร้อมกันได้ และเห็นทางด้านตะวันออกของสะพานเป็นพื้นที่ป่าดูชอบกลนัก เตียวหุยจึงสั่งให้ทหารที่ตามมานั้นเข้าไปซุ่มในป่า ให้ตัดเอากิ่งไม้ผูกหางม้าแล้วสั่งว่าถ้าเห็นทหารโจโฉยกตามมาก็ให้ขี่ม้าวิ่งวนสลับอยู่ในป่า ทำฝุ่นให้ฟุ้งคลีตลบทั่วทั้งป่าเพื่อให้ทหารโจโฉสำคัญผิดคิดว่ามีการซุ่มทหารจำนวนมากไว้ในป่านั้น

            บรรดาทหารที่ติดตามมารับคำสั่งเตียวหุยแล้วพากันเข้าไปในป่าและดำเนินการตามที่เตียวหุยสั่งทุกประการ ส่วนตัวเตียวหุยนั้นขี่ม้าถือทวนแล้วยืนม้าจังก้าอยู่ที่เชิงสะพานแต่ผู้เดียว

            ฝ่ายจูล่งคุ้มกันครอบครัวของเล่าปี่อยู่ในขบวนอพยพ ครั้นเวลาสามยามทหารของโจโฉได้ตีฝ่าเข้ามาในขบวนอพยพจนราษฎรทั้งปวงแตกตื่นตกใจวิ่งหนีกันจ้าละหวั่นเกิดอลหม่านขึ้น ฮูหยินทั้งสองของเล่าปี่ได้ยินเสียงวุ่นวายก็ตกใจตื่นแล้ววิ่งหนีเอาตัวรอดปะปนไปในหมู่ราษฎร เมื่อประกอบเข้ากับเป็นเวลากลางคืนจึงไม่รู้ว่าใครเป็นใคร

            จูล่งมองหาสองฮูหยินไม่พบก็พยายามขี่ม้าเข้าไปในหมู่ราษฎร สอดส่องสายตาฝ่าความมืดเขม้นหาสองฮูหยิน ทหารของโจโฉเห็นทหารของเล่าปี่ขี่ม้าอยู่ในหมู่ราษฎรก็พากันเข้ารุมล้อมจะจับตัวจูล่ง

            จูล่งจึงตีฝ่าทหารที่ล้อมนั้น เกิดตะลุมบอนกันขึ้น แต่ด้วยฝีมือการรบที่เข้มแข็งกล้าหาญ เพียงไม่นานจูล่งจึงตีฝ่าออกมาได้ แล้วตีตลบย้อนกลับเข้าไปอีกเพื่อค้นหาครอบครัวของเล่าปี่ให้พบ

            จูล่งขี่ม้าต่อสู้กับทหารโจโฉเข้าออกตลบแล้วตลบเล่าก็ยังไม่พบครอบครัวของเล่าปี่ ตั้งแต่ยามสามจนสว่างก็เสียน้ำใจนัก รำลึกว่าเล่าปี่ได้ไว้วางใจฝากฝังครอบครัวและบุตรโทนผู้เดียวไว้กับเราเป็นแน่นหนามั่นคง แต่บัดนี้เราคุ้มครองรักษาครอบครัวเล่าปี่ไว้ไม่ได้ ไม่รู้ว่าพลัดหลงอยู่ที่ไหน ไม่รู้ว่ายังเป็นอยู่หรือตาย ดังนี้เราจึงไม่มีหน้ากลับไปหาเล่าปี่อีก จำจะต้องย้อนกลับเข้าไปหาครอบครัวเล่าปี่ให้พบจงได้ ถึงมาตรว่าจะต้องตายด้วยอาวุธข้าศึกก็ยังดีเสียกว่าที่จะบากหน้าไปหาเล่าปี่โดยที่รักษาหน้าที่ไว้ไม่ได้

            จูล่งคิดดังนี้แล้วจึงขี่ม้าย้อนกลับไปในเส้นทางเดิม ตีฝ่าเข้าไปในท่ามกลางทหารของโจโฉ เห็นราษฎรต้องอาวุธบาดเจ็บล้มตายเป็นอันมาก เสียงร้องไห้เพราะความเจ็บปวดดังระงมไปทั่วท้องทุ่งเชิงเขาเกงสันนั้น

            ทหารโจโฉเห็นทหารเล่าปี่ปะปนอยู่ในหมู่ราษฎรก็กรูกันเข้ามาล้อมจูล่งไว้ จูล่งขี่ม้ากรายทวนฆ่าทหารโจโฉบาดเจ็บล้มตายเป็นอันมาก พวกที่อยู่ใกล้เห็นจูล่งมีฝีมือเข้มแข็งกล้าหาญนักก็พากันแตกหนีไป

            จูล่งขี่ม้าตามหาครอบครัวเล่าปี่อยู่พักใหญ่ มาถึงกอหญ้าหนากอหนึ่งเห็นความเคลื่อนไหวในกอหญ้าผิดสังเกตจึงขี่ม้าเข้าไปดู พบกันหยงต้องอาวุธบาดเจ็บนอนหลบซ่อนอยู่ในกอหญ้าจึงเข้าไปถามกันหยงว่าเห็นฮูหยินทั้งสองของเล่าปี่หรือไม่

            กันหยงเห็นจูล่งขี่ม้าเข้ามาก็ดีใจ รีบตอบจูล่งว่าตัวข้าพเจ้าอยู่กับฮูหยินทั้งสอง ครั้นทหารโจโฉยกเข้ามาใกล้ ฮูหยินทั้งสองตื่นตกใจหนีลงจากเกวียน อุ้มอาเต๊าผู้บุตรหนีเข้าปะปนอยู่ในหมู่ราษฎร ข้าพเจ้าได้รีบติดตามฮูหยินไปจนใกล้เชิงเขา พบกับทหารของโจโฉได้ต่อสู้กัน ทหารของโจโฉได้ใช้ทวนแทงถูกข้าพเจ้าตกม้า ข้าพเจ้ารีบตะเกียกตะกายอาศัยความมืดหนีพ้นออกมาได้ ทหารโจโฉผู้นั้นได้ชิงเอาม้าของข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้าจึงได้มาหลบซ่อนอยู่ที่กอหญ้านี้

            จูล่งเห็นทหารเล่าปี่คนหนึ่งพลัดหลงอยู่ในที่นั้นจึงให้ทหารนั้นลงจากหลังม้า แล้วเอาม้าให้กันหยงขี่ และบอกกันหยงว่าท่านจงรีบเดินทางไปทางด้านตะวันออก ข้ามสะพานไปแล้วก็จะพบเล่าปี่อยู่ทางด้านนั้น เมื่อพบเล่าปี่แล้วจงรายงานว่าฮูหยินทั้งสองได้พลัดพรากไป ยังค้นหาไม่พบ ข้าพเจ้าจะตามเข้าไปหาฮูหยินให้พบจงได้ หากแม้นไม่พบฮูหยิน ถึงจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็จะไม่ขอกลับไปพบเล่าปี่อีก

            กันหยงได้ฟังดังนั้นก็รับคำ แล้วรีบขี่ม้าไปตามเส้นทางตะวันออกตามที่จูล่งบอก จูล่งเห็นกันหยงไปแล้วจึงขี่ม้าออกติดตามหาฮูหยินของเล่าปี่ต่อไป

            จูล่งขี่ม้าเข้าไปในหมู่ราษฎรที่บาดเจ็บนอนล้มอยู่กับพื้นเป็นจำนวนมาก ครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงคนร้องว่าจูล่งท่านจะขี่ม้าไปไหน จูล่งได้ยินเสียงคุ้นหูก็หันไปดูทางต้นเสียง พบทหารของเล่าปี่ที่คุมเกวียนของฮูหยินก็ดีใจรีบถามว่าเวลานี้ฮูหยินอยู่ที่ไหน

            ทหารนั้นรายงานว่าเป็นทหารคุ้มกันเกวียนของฮูหยิน บัดนี้ถูกเกาทัณฑ์ของข้าศึกล้มลงเดินต่อไปไม่ได้ ส่วนฮูหยินได้อุ้มอาเต๊าปะปนเข้าไปในหมู่ราษฎร และหลบหนีไปทางด้านทิศใต้

            จูล่งได้ฟังดังนั้นจึงรีบขี่ม้าผละไปทางด้านทิศใต้แต่ผู้เดียว เห็นราษฎรกลุ่มหนึ่งกำลังซ่อนตัวอยู่ที่ข้างตึกร้าง จึงร้องถามว่าท่านผู้ใดเห็นฮูหยินของเล่าปี่บ้างหรือไม่

            นางกำฮูหยินภรรยาของเล่าปี่ได้หลบหนีทหารของโจโฉซ่อนตัวอยู่ในกลุ่มราษฎรดังกล่าว ได้ยินเสียงจูล่งก็จำได้ ครั้นเห็นตัวจูล่งได้ถนัดจึงร้องบอกว่าตัวเราอยู่ที่นี่

            จูล่งแลไปเห็นนางกำฮูหยินก็ดีใจ รีบขี่ม้าเข้าไปใกล้ ลงจากหลังม้าแล้วเข้าไปคำนับนางกำฮูหยินแล้วว่าโทษข้าพเจ้าครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก ไม่สามารถอารักขาฮูหยินให้ปลอดภัยได้ จงยกโทษให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด แล้วถามต่อไปว่านางบิฮูหยินและอาเต๊าบุตรของท่านไม่อยู่ด้วยท่านหรือ

            นางกำฮูหยินจึงว่าเราทั้งสองหนีออกจากเกวียนแล้วพลัดพรากกัน นางบิฮูหยินอุ้มอาเต๊าปะปนไปในหมู่ราษฎร แต่ไม่รู้ว่าไปแห่งหนตำบลใด เพราะทหารโจโฉตีฝ่าเข้ามาอย่างรวดเร็ว ต่างคนต่างหนีเอาตัวรอด

            ในขณะที่กำลังถามความกันอยู่นั้น จูล่งได้ยินเสียงฝีเท้าม้าดังก้องทางด้านข้างใกล้เข้ามา จึงเหลียวไปดูเห็นทหารของโจโฉกองหนึ่งประมาณพันเศษขับไล่ราษฎรประหนึ่งคนเลี้ยงวัวกำลังต้อนวัวฉะนั้น จูล่งจึงรีบกระโดดขึ้นหลังม้าแล้วเบนหน้าม้าไปทางทหารที่ยกไล่มานั้น

            จูล่งเห็นอิโต้นายทหารของโจโฉขี่ม้านำหน้าทหารกองนั้น ด้านหลังของอิโต้เห็นบิต๊กถูกจับเอาเชือกมัดมือไพล่หลังนั่งอยู่บนหลังม้าจึงชักม้าปรี่เข้าไปหาอิโต้ในทันที.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘