ตอนที่ 228. นิมิตร้าย ณ เขาเกงสัน
อองอุ้ยขุนนางผู้เฒ่า อาศัยแต่ความจงรักภักดีต่อเล่าเปียว ชักกระบี่ตรงเข้าไปจะฟันอิกิ๋มเพื่อปกป้องคุ้มครองเมียและลูกเจ้านายให้ปลอดภัยโดยลืมตัวไปว่ากำลังวังชาก็อ่อนล้าลงแล้ว ทั้งทหารโจโฉที่ยกมานั้นล้วนเป็นทหารชำนาญศึก
ไม่ทันที่อองอุ้ยจะเข้าถึงตัว อิกิ๋มได้สั่งให้ทหารเข้าจับตัวอองอุ้ยแล้วสังหารเสียในที่นั้น จากนั้นจึงให้ทหารสังหารเล่าจ๋อง นางชัวฮูหยิน และคนติดตามจนหมดสิ้น แล้วตัดศีรษะเล่าจ๋อง และนางชัวฮูหยินกลับไปยังเมืองซงหยง มอบศีรษะสองแม่ลูกแก่โจโฉแล้วรายงานความให้โจโฉทราบทุกประการ
โจโฉเห็นดังนั้นก็มีความยินดี สั่งให้ปูนบำเหน็จอิกิ๋มและทหารที่ไปทำการครั้งนั้นเป็นอันมาก
โจโฉได้ปรารภต่อที่ปรึกษาและบรรดาแม่ทัพนายกองว่า เล่าปี่คิดอ่านแข็งข้อขัดขืนทั้งนี้ก็เพราะมีขงเบ้งเป็นที่ปรึกษาช่วยวางแผนการสงคราม ดังนั้นการจะกำจัดเล่าปี่จึงต้องกำจัดขงเบ้งเสียก่อน จึงใคร่ทราบว่ามีผู้ใดรู้จักบ้านเดิมของขงเบ้งหรือไม่
บรรดาที่ปรึกษาและทหารในที่นั้นต่างไม่รู้จักว่าขงเบ้งมีภูมิลำเนาอยู่แห่งหนตำบลใด โจโฉจึงสั่งให้ทหารออกสืบถามชาวบ้านในแดนเมืองซงหยงว่ามีผู้ใดทราบภูมิลำเนาถิ่นฐานบ้านเดิมของขงเบ้งหรือไม่ ครั้นทราบความแล้วจึงเข้ามารายงานให้โจโฉทราบว่าขงเบ้งมีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่เทือกเขาโงลังกั๋ง ตำบลลงเสีย ในเขตแดนเมืองซงหยงนี้
โจโฉทราบดังนั้นก็ดีใจ คิดว่าจะกำจัดขงเบ้งเสียได้เหมือนที่เคยคิดอ่านกำจัดชีซี จึงสั่งอิกิ๋มให้รีบพาทหารไปที่เขาโงลังกั๋งเพื่อจับตัวครอบครัวและญาติพี่น้องของขงเบ้งแล้วให้นำมาพบที่เมืองซงหยง
อิกิ๋มรับคำสั่งแล้วพาทหารออกจากเมืองซงหยงไปเขาโงลังกั๋งแต่ในเพลานั้น ตกเวลาบ่ายจึงถึงเทือกเขาโงลังกั๋ง ให้ชาวบ้านนำทางไปที่บ้านของขงเบ้ง แต่ไม่พบพานผู้ใด ให้ทหารออกสืบถามชาวบ้านในย่านนั้นก็ไม่มีผู้ใดทราบว่าครอบครัวและญาติพี่น้องของขงเบ้งอพยพหลบหนีไปแห่งหนตำบลใด อิกิ๋มได้พาทหารออกสืบหาทั้งคืนก็ไม่พบ จนเวลาใกล้สว่างจึงพาทหารกลับไปเมืองซงหยงแล้วรายงานความทั้งปวงให้โจโฉทราบ
ความจริงครอบครัวและญาติพี่น้องของขงเบ้งได้ลอบอพยพหลบหนีภัยออกจากเทือกเขาโงลังกั๋งไปตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือของขงเบ้งนั้นแล้ว และได้อพยพหนีไปอยู่ที่ตำบลซำกั๋งใกล้ชายแดนแคว้นกังตั๋ง ดังนั้นอิกิ๋มและทหารของโจโฉจึงค้นหาไม่พบ
พอโจโฉทราบความก็ยิ่งแค้นเคืองขงเบ้งเป็นอันมาก เพราะไม่สามารถใช้แผนอุบายอย่างเดียวกับที่ใช้กับชีซีได้ แต่ก็มิรู้ที่จะทำประการใด
ในขณะที่โจโฉกำลังขุ่นเคืองอยู่นั้น ซุนฮิวที่ปรึกษาจึงเสนอว่าเมืองกังเหลงเป็นชัยภูมิอันมั่นคง เป็นที่ซ่องสุมเสบียงของเมืองเกงจิ๋ว ถ้าหากเล่าปี่ยกไปตั้งที่เมืองกังเหลงได้แล้วก็จะอาศัยชัยภูมิ ผู้คน แลเสบียงอาหารอันบริบูรณ์นี้ตั้งรับศึก จะทำให้กองทัพของเราได้ยากลำบาก ฉะนั้นจึงขอให้ท่านรีบส่งทหารออกไล่ตามตีเล่าปี่อย่าให้ทันได้ตั้งตัว
โจโฉได้ฟังดังนั้นจึงว่า ความทั้งนี้ตรงกับความที่เราได้คิดคำนึงอยู่ เราหาได้ลืมเลือนเรื่องของเล่าปี่ไม่ แต่ที่ยังรั้งรออยู่บัดนี้เพราะเมืองซงหยงและเมืองเกงจิ๋วเป็นหัวเมืองใหญ่ เพิ่งได้ไว้ในอำนาจ หากไม่จัดการปกครองให้เรียบร้อยเป็นปกติเสียก่อนแล้วรีบยกกองทัพไปก็จะเกิดอันตรายในภายหลัง ข้างหน้าต้องต่อสู้กับเล่าปี่ และต้องพะวงข้างหลังที่อาจเกิดความไม่สงบเรียบร้อยขึ้นในเมืองเกงจิ๋วและเมืองซงหยง ดังนั้นจำที่จะต้องจัดแจงการข้างเมืองเกงจิ๋วให้เป็นปกติก่อน แล้วจะได้รีบยกกองทัพตามเล่าปี่ไป
โจโฉสั่งให้เอาบัญชีกำลังพลของเมืองเกงจิ๋วมาตรวจสอบกับกำลังพลที่มีอยู่จริง ปรากฏว่าขาดหายไปผู้หนึ่งคือบุนเพ่ง โจโฉมีความสงสัยตามประสาคนขี้สงสัยว่าเหตุไฉนนายทหารเมืองเกงจิ๋วผู้นี้จึงแข็งขืนไม่เข้ามารายงานตัวเหมือนกับทหารคนอื่นๆ จึงสั่งทหารเมืองเกงจิ๋วให้ไปเชิญตัวบุนเพ่งเข้ามาพบ
บุนเพ่งถูกทหารของเมืองเกงจิ๋วมาเชิญตัวก็ตามมาแต่โดยดี ครั้นมาถึงที่ซึ่งโจโฉว่าราชการอยู่ก็เข้าไปคำนับ โจโฉเห็นดังนั้นจึงถามว่าตัวเราเข้ามาอยู่ในเมืองซงหยงนี้ก็หลายวันแล้ว เหตุไฉนตัวท่านจึงไม่มารายงานตัวเหมือนกับทหารคนอื่นๆ
บุนเพ่งจึงว่าการที่ข้าพเจ้าไม่เข้ามารายงานตัวนั้นก็ผิดอยู่แล้ว แต่ทว่าตัวข้าพเจ้านี้เป็นชายชาติทหาร ไม่สามารถคิดอ่านป้องกันรักษาเมืองเกงจิ๋วให้ดำรงคงอยู่เป็นสมบัติของลูกหลานเล่าเปียวต่อไปได้ จึงมีความรู้สึกละอายใจที่ไม่สามารถทำหน้าที่ของทหารให้สมบูรณ์ ครั้นจะเข้ามาพบท่านในทันทีก็อดสูใจนัก ขอท่านจงงดโทษให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด ว่าแล้วบุนเพ่งก็ร้องไห้เป็นอันมาก
โจโฉนั้นมีน้ำใจชังพวกข้าขายเจ้า บ่าวขายนาน สานุศิษย์คิดล้างครู แต่ก็มีน้ำใจนิยมคนประเภทข้าภักดีต่อเจ้า บ่าวภักดีต่อนายเป็นอุปนิสัย ได้ฟังคำบุนเพ่งและเห็นอาการบุนเพ่งดังนั้นก็สงสาร และนึกนิยมชมชอบบุนเพ่งตั้งแต่บัดนั้น
โจโฉกล่าวสรรเสริญบุนเพ่งว่ามีความสัตย์ซื่อต่อเจ้านาย อันควรที่คนทั้งหลายจะได้ถือเป็นเยี่ยงอย่าง หลังจากสนทนาทราบประวัติการรบและฝีไม้ลายมือของบุนเพ่งเป็นอย่างดีแล้ว โจโฉจึงตั้งให้บุนเพ่งเป็นเจ้าเมืองกังแฮ
จากนั้นโจโฉจึงสั่งให้บุนเพ่งคุมทหารม้าห้าพันเป็นกองหน้ายกตามเล่าปี่ไป ส่วนโจโฉเป็นกองทัพหลวงรีบยกหนุนบุนเพ่งตามเล่าปี่ไปเช่นเดียวกัน
ทางฝ่ายเล่าปี่นำขบวนทหารและราษฎรร่วมสิบหมื่นรอนแรมเดินทางด้วยความทุลักทุเลเพราะพะว้าพะวังอยู่ด้วยครอบครัวของราษฎรที่อุ้มลูกจูงหลาน หาบข้าวแบกของเป็นพะรุงพะรัง จึงทำให้การเดินทางเป็นไปด้วยความล่าช้าอย่างยิ่ง
ขงเบ้งจึงกล่าวกับเล่าปี่ว่า ขบวนของเราเดินทางรอนแรมมาหลายวันแล้ว แต่ยังห่างไกลจากเมืองกังเหลง หากการเดินทางยังล่าช้าอยู่เช่นนี้ กองทัพโจโฉคงไล่ตามมาทัน เมื่อหลายวันก่อนท่านสั่งการให้กวนอูพาทหารไปเมืองกังแฮ ขอให้เล่ากี๋ยกกองทัพเรือมาสมทบที่เมืองกังเหลง จนบัดนี้ยังมิได้ข่าวคราวประการใด
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นจึงว่ากวนอูไม่คุ้นเคยกับเล่ากี๋ การที่บัดนี้ยังมิได้ข่าวคราวอาจเป็นไปได้ว่าเล่ากี๋บ่ายเบี่ยงถ่วงเวลาอยู่ไม่เต็มใจยกมาเมืองกังเหลง กระนั้นเลยขอรบกวนให้ท่านเดินทางไปเมืองกังแฮสักครั้งหนึ่ง เพื่อว่ากล่าวกับเล่ากี๋ด้วยตนเอง เมื่อเล่ากี๋พบท่านแล้วคงจะคิดถึงคุณเมื่อครั้งที่ท่านช่วยวางแผนแนะนำให้เล่ากี๋ยกมาตั้งอยู่ที่เมืองกังแฮ เห็นจะขัดท่านมิได้
ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นก็รับคำเล่าปี่ แล้วจัดแจงทหารห้าร้อยนาย พร้อมกับเล่า ฮองรีบรุดไปที่เมืองกังแฮแต่เพลานั้น
เล่าปี่ บิต๊ก บิฮองและกันหยง นำขบวนทหารและราษฎรสิบหมื่นเดินทางต่อไปโดยมีเตียวหุยเป็นกองหลังคอยคุ้มกันภัยจากการไล่ตามตีของข้าศึก และจูล่งเป็นผู้คุ้มกันครอบครัวของเล่าปี่ จนถึงเวลาบ่ายวันหนึ่งจึงเกิดนิมิตประหลาดขึ้น
สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุว่า “เกิดลมหัวด้วนพัดหอบเอาผงคลีฟุ้งตลบขึ้นไปตรงหน้าม้า” ในขณะที่ฉบับภาษาจีนระบุว่า “เกิดลมบ้าหมูพัดหมุนอยู่ที่หน้าม้าศึก พัดเอาผงคลีลอยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า บดบังรัศมีสีแดงแห่งพระอาทิตย์”
ลักษณะนิมิตดั่งนี้ คัมภีร์พิชัยสงครามของไทยระบุว่า
“ฟ้าร้อง ลมต้องเป็นหมู่ ตรงหน้ามาสู่ ดั่งนี้อย่าให้ยกพล
ช้างม้าตื่นเต้นอลวน อีกทั้งฝูงชน เถียงกันวิวาทวุ่นวาย
เห็นนุ่งผ้าขาวแล้วกลาย กลับเป็นผ้าลาย ผ้าเขียว แลม่วงแดงดำ
นิมิตนี้มิดีจงจำ เร่งทำตามคำ อันกล่าวอย่าไปโดยเดา
เงาหัว เงาตัว หายเงา กระบอกน้ำเล่า เผอิญวิบัติแตกพลัน
รูปจระเข้สองซ้อนกัน ได้ลาภครามครัน มีชัยจะได้พารา
เหยี่ยว กา แร้งร่อนตามมา คนคชอัศวา กา แร้ง จะได้แย่งกิน
ฟ้าร้องเบื้องหลังได้ยิน นิมิตให้ภิญ โญยิ่งจะเรืองฤทธา”
และในบทที่ว่าด้วยนิมิตได้ระบุไว้ว่า “อันว่าโคแลการ้องในราตรีกลางคืน สุนัขและไก่ร้องกะต๊ากในกลางคืน หรือบังเกิดเป็นควันกลุ้มในอากาศ คนจะเกิดภัยตกใจสะดุ้งต่าง ๆ นิมิตทั้งห้าประการนี้ อันใดอันหนึ่งปรากฏมี เป็นนิมิตให้รู้ว่ามนุษย์ทั้งหลายจะเกิดภัยต่าง ๆ”
เล่าปี่เห็นนิมิตดังนั้นก็ประหลาดใจ และตกใจอยู่ครามครัน จึงถามบิต๊ก บิฮองและกันหยงว่านิมิตทั้งนี้จะดีร้ายประการใด
กันหยงจับยามตามคัมภีร์อี้จิงก็ได้ความอันตรงกันกับตำราพิชัยสงครามของฝ่ายไทย จึงบอกเล่าปี่ว่า “เหตุเป็นทั้งนี้ร้ายนัก เวลากลางคืนวันนี้ภัยจะมาถึงท่านเป็นมั่นคง ขอให้ท่านทิ้งครอบครัวอพยพเสีย รีบหนีไปก่อนเอาตัวรอดเถิด”
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นจึงว่า อาณาประชาราษฎรทั้งปวงละความสุขสบายติดตามเรามาด้วยใจภักดี มาถึงเพียงนี้แล้วจะทอดทิ้งเสียกระไรได้ ถึงเป็นตายร้ายดีประการใดก็เต็มใจเป็นตายร้ายดีพร้อม ๆ กับอาณาประชาราษฎรเหล่านั้น จะไม่ยอมทอดทิ้งเป็นอันขาด
กันหยงได้ฟังดังนั้นจึงว่าหากท่านไม่ฟังคำข้าพเจ้าในครั้งนี้ เห็นทีภัยจะมาถึงตัวและครอบครัวของท่านเป็นมั่นคง ขอท่านจงไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนอีกครั้งหนึ่ง โดยถือเอาประโยชน์แห่งพระราชวงศ์ฮั่นเป็นสำคัญ เพราะหากท่านเอาตัวไม่รอดปลอดภัยแล้ว การใหญ่ข้างหน้าก็จะเสียไป
เล่าปี่จึงว่าตัวข้าพเจ้านี้วาสนาอาภัพนัก ได้รับความยากลำบากแลทุกข์ลำเค็ญตลอดมา ที่รอดตายมาได้ทุกวันนี้ก็เพราะสวรรค์ยังเมตตา หากครั้งนี้ชีวีจะสิ้นสุดก็สุดแท้แต่บุญและกรรมนั้นเถิด ข้าพเจ้าจะไม่ขอทอดทิ้งราษฎรเป็นอันขาด
ว่าแล้วเล่าปี่จึงถามว่าข้างหน้านี้เป็นเขตแดนของเมืองใด บรรดาทหารที่ติดตามมาได้รายงานว่าข้างหน้านี้เป็นเขตเมืองตงหยง เขาลูกใหญ่ข้างหน้านั้นมีชื่อว่าเขาเกงสัน
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นจึงสั่งให้เคลื่อนขบวนไปที่เนินเขา เตรียมการพักแรมที่เขตเขาเกงสันเพื่อเดินทางต่อในวันรุ่งขึ้น โดยเล่าปี่ให้ครอบครัวและราษฎรทั้งปวงชุมนุมกันอยู่ที่ราบเนินเขา ส่วนเล่าปี่พาทหารขึ้นไปตั้งบนเนินเขาเพื่อคอยระแวดระวังข้าศึก
ขณะนั้นเป็นช่วงเวลาปลายฤดูใบไม้ผลิ และย่างเข้าต้นฤดูร้อน กลางวันร้อน แต่กลางคืนสายลมหนาวโชยพลิ้วมา ความหนาวได้แผ่ปกคลุมอาณาบริเวณย่านนั้น อาณาประชาราษฎรที่ติดตามเล่าปี่มาต่างได้รับความทุกข์ทรมานเป็นอันมาก บ้างก็ล้มป่วยเจ็บ คนชราจำนวนหนึ่งได้เสียชีวิตลงเพราะความหนาวนั้น
เสียงร้องไห้เพราะความหิวโหย เพราะความหนาวและความป่วยเจ็บของผู้คนในขบวนดังระงมไป สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ได้พรรณนาบรรยากาศในตอนนี้ไว้ว่า “แลอาณาประชาราษฎรทั้งปวงเดินมาเจ็บป่วยเป็นอันมาก ก็ร้องไห้ระงมไปทั้งเสียงเด็กและเสียงผู้ใหญ่”
ในยามนี้โจโฉครองอำนาจเป็นใหญ่ในแผ่นดิน มีกำลังทหารกล้าแข็งที่สุด ในขณะที่ซุนกวนก็ครองอำนาจมั่นคงในแคว้นกังตั๋ง คงมีแต่เล่าปี่เท่านั้นที่แม้แผ่นดินก็ไม่มีที่อาศัย ต้องอพยพหลบหนีภัยสงครามที่กองทัพโจโฉกำลังไล่ตามมาติด ๆ ทั้งเป็นการหนีแบบทุลักทุเลที่สุด เพราะไม่สามารถหนีได้โดยคล่องตัวตามใจชอบ หากต้องพะวงหน้าพะวงหลังและพะรุงพะรังด้วยอาณาประชาราษฎรร่วมสิบหมื่นที่ติดตามมาด้วยใจศรัทธา
ตัวเล่าปี่ในยามนี้จึงไม่เพียงแต่กำลังอำนาจเทียบกับโจโฉและซุนกวนไม่ได้เท่านั้น หากยังต้องถือว่าสถานการณ์ของเล่าปี่ขณะนี้ยังติดลบอยู่ค่อนข้างมาก เพราะสถานการณ์ในบัดนี้อย่าคิดแต่ว่าจะต่อสู้หรือหนีเอาตัวรอดเลย แม้จะรักษาชีวิตไว้ให้รอดก็ยากลำบากยิ่ง เพราะเล่าปี่ไม่ยอมหนี ในขณะที่ไม่มีหนทางต่อสู้และในขณะเดียวกันนั้นกองทัพโจโฉก็กำลังไล่ตามมาติด ๆ
นอกจากนี้ในขบวนของเล่าปี่ก็ไม่มีขงเบ้งอยู่ด้วยแล้ว เพราะได้รับคำสั่งให้เดินทางไปเมืองกังแฮ ติดตามข่าวคราวของกวนอูและขอกำลังเมืองกังแฮให้ยกมาสมทบที่เมืองกังเหลง ดังนั้นในขบวนของเล่าปี่จึงเหลืออยู่เพียงเตียวหุย จูล่ง ที่เป็นขุนพลหลัก ส่วนบิต๊ก บิฮองและกันหยงเป็นฝ่ายพลเรือน พึ่งพาอาศัยในการสงครามไม่ได้
ดังนั้นความเป็นไปของสถานการณ์และอนาคตของเล่าปี่ที่จะมีชีวิตรอดปลอดภัยได้หรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับสวรรค์บันดาลประการเดียวเท่านั้น
ครั้นเวลายามสาม ในขณะที่สายลมหนาวโชยแรงมานั้น ความเงียบสงัดแห่งรัตติกาลได้ถูกทำลายด้วยเสียงทหารซึ่งโห่ร้องอึงคะนึงมาจากข้างทิศเหนือประดุจฟ้าถล่มแผ่นดินทะลาย เล่าปี่สะดุ้งตกใจตื่นขึ้นก็รู้ว่ากองทัพของโจโฉไล่ตามมาทันแล้ว.
ไม่ทันที่อองอุ้ยจะเข้าถึงตัว อิกิ๋มได้สั่งให้ทหารเข้าจับตัวอองอุ้ยแล้วสังหารเสียในที่นั้น จากนั้นจึงให้ทหารสังหารเล่าจ๋อง นางชัวฮูหยิน และคนติดตามจนหมดสิ้น แล้วตัดศีรษะเล่าจ๋อง และนางชัวฮูหยินกลับไปยังเมืองซงหยง มอบศีรษะสองแม่ลูกแก่โจโฉแล้วรายงานความให้โจโฉทราบทุกประการ
โจโฉเห็นดังนั้นก็มีความยินดี สั่งให้ปูนบำเหน็จอิกิ๋มและทหารที่ไปทำการครั้งนั้นเป็นอันมาก
โจโฉได้ปรารภต่อที่ปรึกษาและบรรดาแม่ทัพนายกองว่า เล่าปี่คิดอ่านแข็งข้อขัดขืนทั้งนี้ก็เพราะมีขงเบ้งเป็นที่ปรึกษาช่วยวางแผนการสงคราม ดังนั้นการจะกำจัดเล่าปี่จึงต้องกำจัดขงเบ้งเสียก่อน จึงใคร่ทราบว่ามีผู้ใดรู้จักบ้านเดิมของขงเบ้งหรือไม่
บรรดาที่ปรึกษาและทหารในที่นั้นต่างไม่รู้จักว่าขงเบ้งมีภูมิลำเนาอยู่แห่งหนตำบลใด โจโฉจึงสั่งให้ทหารออกสืบถามชาวบ้านในแดนเมืองซงหยงว่ามีผู้ใดทราบภูมิลำเนาถิ่นฐานบ้านเดิมของขงเบ้งหรือไม่ ครั้นทราบความแล้วจึงเข้ามารายงานให้โจโฉทราบว่าขงเบ้งมีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่เทือกเขาโงลังกั๋ง ตำบลลงเสีย ในเขตแดนเมืองซงหยงนี้
โจโฉทราบดังนั้นก็ดีใจ คิดว่าจะกำจัดขงเบ้งเสียได้เหมือนที่เคยคิดอ่านกำจัดชีซี จึงสั่งอิกิ๋มให้รีบพาทหารไปที่เขาโงลังกั๋งเพื่อจับตัวครอบครัวและญาติพี่น้องของขงเบ้งแล้วให้นำมาพบที่เมืองซงหยง
อิกิ๋มรับคำสั่งแล้วพาทหารออกจากเมืองซงหยงไปเขาโงลังกั๋งแต่ในเพลานั้น ตกเวลาบ่ายจึงถึงเทือกเขาโงลังกั๋ง ให้ชาวบ้านนำทางไปที่บ้านของขงเบ้ง แต่ไม่พบพานผู้ใด ให้ทหารออกสืบถามชาวบ้านในย่านนั้นก็ไม่มีผู้ใดทราบว่าครอบครัวและญาติพี่น้องของขงเบ้งอพยพหลบหนีไปแห่งหนตำบลใด อิกิ๋มได้พาทหารออกสืบหาทั้งคืนก็ไม่พบ จนเวลาใกล้สว่างจึงพาทหารกลับไปเมืองซงหยงแล้วรายงานความทั้งปวงให้โจโฉทราบ
ความจริงครอบครัวและญาติพี่น้องของขงเบ้งได้ลอบอพยพหลบหนีภัยออกจากเทือกเขาโงลังกั๋งไปตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือของขงเบ้งนั้นแล้ว และได้อพยพหนีไปอยู่ที่ตำบลซำกั๋งใกล้ชายแดนแคว้นกังตั๋ง ดังนั้นอิกิ๋มและทหารของโจโฉจึงค้นหาไม่พบ
พอโจโฉทราบความก็ยิ่งแค้นเคืองขงเบ้งเป็นอันมาก เพราะไม่สามารถใช้แผนอุบายอย่างเดียวกับที่ใช้กับชีซีได้ แต่ก็มิรู้ที่จะทำประการใด
ในขณะที่โจโฉกำลังขุ่นเคืองอยู่นั้น ซุนฮิวที่ปรึกษาจึงเสนอว่าเมืองกังเหลงเป็นชัยภูมิอันมั่นคง เป็นที่ซ่องสุมเสบียงของเมืองเกงจิ๋ว ถ้าหากเล่าปี่ยกไปตั้งที่เมืองกังเหลงได้แล้วก็จะอาศัยชัยภูมิ ผู้คน แลเสบียงอาหารอันบริบูรณ์นี้ตั้งรับศึก จะทำให้กองทัพของเราได้ยากลำบาก ฉะนั้นจึงขอให้ท่านรีบส่งทหารออกไล่ตามตีเล่าปี่อย่าให้ทันได้ตั้งตัว
โจโฉได้ฟังดังนั้นจึงว่า ความทั้งนี้ตรงกับความที่เราได้คิดคำนึงอยู่ เราหาได้ลืมเลือนเรื่องของเล่าปี่ไม่ แต่ที่ยังรั้งรออยู่บัดนี้เพราะเมืองซงหยงและเมืองเกงจิ๋วเป็นหัวเมืองใหญ่ เพิ่งได้ไว้ในอำนาจ หากไม่จัดการปกครองให้เรียบร้อยเป็นปกติเสียก่อนแล้วรีบยกกองทัพไปก็จะเกิดอันตรายในภายหลัง ข้างหน้าต้องต่อสู้กับเล่าปี่ และต้องพะวงข้างหลังที่อาจเกิดความไม่สงบเรียบร้อยขึ้นในเมืองเกงจิ๋วและเมืองซงหยง ดังนั้นจำที่จะต้องจัดแจงการข้างเมืองเกงจิ๋วให้เป็นปกติก่อน แล้วจะได้รีบยกกองทัพตามเล่าปี่ไป
โจโฉสั่งให้เอาบัญชีกำลังพลของเมืองเกงจิ๋วมาตรวจสอบกับกำลังพลที่มีอยู่จริง ปรากฏว่าขาดหายไปผู้หนึ่งคือบุนเพ่ง โจโฉมีความสงสัยตามประสาคนขี้สงสัยว่าเหตุไฉนนายทหารเมืองเกงจิ๋วผู้นี้จึงแข็งขืนไม่เข้ามารายงานตัวเหมือนกับทหารคนอื่นๆ จึงสั่งทหารเมืองเกงจิ๋วให้ไปเชิญตัวบุนเพ่งเข้ามาพบ
บุนเพ่งถูกทหารของเมืองเกงจิ๋วมาเชิญตัวก็ตามมาแต่โดยดี ครั้นมาถึงที่ซึ่งโจโฉว่าราชการอยู่ก็เข้าไปคำนับ โจโฉเห็นดังนั้นจึงถามว่าตัวเราเข้ามาอยู่ในเมืองซงหยงนี้ก็หลายวันแล้ว เหตุไฉนตัวท่านจึงไม่มารายงานตัวเหมือนกับทหารคนอื่นๆ
บุนเพ่งจึงว่าการที่ข้าพเจ้าไม่เข้ามารายงานตัวนั้นก็ผิดอยู่แล้ว แต่ทว่าตัวข้าพเจ้านี้เป็นชายชาติทหาร ไม่สามารถคิดอ่านป้องกันรักษาเมืองเกงจิ๋วให้ดำรงคงอยู่เป็นสมบัติของลูกหลานเล่าเปียวต่อไปได้ จึงมีความรู้สึกละอายใจที่ไม่สามารถทำหน้าที่ของทหารให้สมบูรณ์ ครั้นจะเข้ามาพบท่านในทันทีก็อดสูใจนัก ขอท่านจงงดโทษให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด ว่าแล้วบุนเพ่งก็ร้องไห้เป็นอันมาก
โจโฉนั้นมีน้ำใจชังพวกข้าขายเจ้า บ่าวขายนาน สานุศิษย์คิดล้างครู แต่ก็มีน้ำใจนิยมคนประเภทข้าภักดีต่อเจ้า บ่าวภักดีต่อนายเป็นอุปนิสัย ได้ฟังคำบุนเพ่งและเห็นอาการบุนเพ่งดังนั้นก็สงสาร และนึกนิยมชมชอบบุนเพ่งตั้งแต่บัดนั้น
โจโฉกล่าวสรรเสริญบุนเพ่งว่ามีความสัตย์ซื่อต่อเจ้านาย อันควรที่คนทั้งหลายจะได้ถือเป็นเยี่ยงอย่าง หลังจากสนทนาทราบประวัติการรบและฝีไม้ลายมือของบุนเพ่งเป็นอย่างดีแล้ว โจโฉจึงตั้งให้บุนเพ่งเป็นเจ้าเมืองกังแฮ
จากนั้นโจโฉจึงสั่งให้บุนเพ่งคุมทหารม้าห้าพันเป็นกองหน้ายกตามเล่าปี่ไป ส่วนโจโฉเป็นกองทัพหลวงรีบยกหนุนบุนเพ่งตามเล่าปี่ไปเช่นเดียวกัน
ทางฝ่ายเล่าปี่นำขบวนทหารและราษฎรร่วมสิบหมื่นรอนแรมเดินทางด้วยความทุลักทุเลเพราะพะว้าพะวังอยู่ด้วยครอบครัวของราษฎรที่อุ้มลูกจูงหลาน หาบข้าวแบกของเป็นพะรุงพะรัง จึงทำให้การเดินทางเป็นไปด้วยความล่าช้าอย่างยิ่ง
ขงเบ้งจึงกล่าวกับเล่าปี่ว่า ขบวนของเราเดินทางรอนแรมมาหลายวันแล้ว แต่ยังห่างไกลจากเมืองกังเหลง หากการเดินทางยังล่าช้าอยู่เช่นนี้ กองทัพโจโฉคงไล่ตามมาทัน เมื่อหลายวันก่อนท่านสั่งการให้กวนอูพาทหารไปเมืองกังแฮ ขอให้เล่ากี๋ยกกองทัพเรือมาสมทบที่เมืองกังเหลง จนบัดนี้ยังมิได้ข่าวคราวประการใด
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นจึงว่ากวนอูไม่คุ้นเคยกับเล่ากี๋ การที่บัดนี้ยังมิได้ข่าวคราวอาจเป็นไปได้ว่าเล่ากี๋บ่ายเบี่ยงถ่วงเวลาอยู่ไม่เต็มใจยกมาเมืองกังเหลง กระนั้นเลยขอรบกวนให้ท่านเดินทางไปเมืองกังแฮสักครั้งหนึ่ง เพื่อว่ากล่าวกับเล่ากี๋ด้วยตนเอง เมื่อเล่ากี๋พบท่านแล้วคงจะคิดถึงคุณเมื่อครั้งที่ท่านช่วยวางแผนแนะนำให้เล่ากี๋ยกมาตั้งอยู่ที่เมืองกังแฮ เห็นจะขัดท่านมิได้
ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นก็รับคำเล่าปี่ แล้วจัดแจงทหารห้าร้อยนาย พร้อมกับเล่า ฮองรีบรุดไปที่เมืองกังแฮแต่เพลานั้น
เล่าปี่ บิต๊ก บิฮองและกันหยง นำขบวนทหารและราษฎรสิบหมื่นเดินทางต่อไปโดยมีเตียวหุยเป็นกองหลังคอยคุ้มกันภัยจากการไล่ตามตีของข้าศึก และจูล่งเป็นผู้คุ้มกันครอบครัวของเล่าปี่ จนถึงเวลาบ่ายวันหนึ่งจึงเกิดนิมิตประหลาดขึ้น
สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุว่า “เกิดลมหัวด้วนพัดหอบเอาผงคลีฟุ้งตลบขึ้นไปตรงหน้าม้า” ในขณะที่ฉบับภาษาจีนระบุว่า “เกิดลมบ้าหมูพัดหมุนอยู่ที่หน้าม้าศึก พัดเอาผงคลีลอยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า บดบังรัศมีสีแดงแห่งพระอาทิตย์”
ลักษณะนิมิตดั่งนี้ คัมภีร์พิชัยสงครามของไทยระบุว่า
“ฟ้าร้อง ลมต้องเป็นหมู่ ตรงหน้ามาสู่ ดั่งนี้อย่าให้ยกพล
ช้างม้าตื่นเต้นอลวน อีกทั้งฝูงชน เถียงกันวิวาทวุ่นวาย
เห็นนุ่งผ้าขาวแล้วกลาย กลับเป็นผ้าลาย ผ้าเขียว แลม่วงแดงดำ
นิมิตนี้มิดีจงจำ เร่งทำตามคำ อันกล่าวอย่าไปโดยเดา
เงาหัว เงาตัว หายเงา กระบอกน้ำเล่า เผอิญวิบัติแตกพลัน
รูปจระเข้สองซ้อนกัน ได้ลาภครามครัน มีชัยจะได้พารา
เหยี่ยว กา แร้งร่อนตามมา คนคชอัศวา กา แร้ง จะได้แย่งกิน
ฟ้าร้องเบื้องหลังได้ยิน นิมิตให้ภิญ โญยิ่งจะเรืองฤทธา”
และในบทที่ว่าด้วยนิมิตได้ระบุไว้ว่า “อันว่าโคแลการ้องในราตรีกลางคืน สุนัขและไก่ร้องกะต๊ากในกลางคืน หรือบังเกิดเป็นควันกลุ้มในอากาศ คนจะเกิดภัยตกใจสะดุ้งต่าง ๆ นิมิตทั้งห้าประการนี้ อันใดอันหนึ่งปรากฏมี เป็นนิมิตให้รู้ว่ามนุษย์ทั้งหลายจะเกิดภัยต่าง ๆ”
เล่าปี่เห็นนิมิตดังนั้นก็ประหลาดใจ และตกใจอยู่ครามครัน จึงถามบิต๊ก บิฮองและกันหยงว่านิมิตทั้งนี้จะดีร้ายประการใด
กันหยงจับยามตามคัมภีร์อี้จิงก็ได้ความอันตรงกันกับตำราพิชัยสงครามของฝ่ายไทย จึงบอกเล่าปี่ว่า “เหตุเป็นทั้งนี้ร้ายนัก เวลากลางคืนวันนี้ภัยจะมาถึงท่านเป็นมั่นคง ขอให้ท่านทิ้งครอบครัวอพยพเสีย รีบหนีไปก่อนเอาตัวรอดเถิด”
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นจึงว่า อาณาประชาราษฎรทั้งปวงละความสุขสบายติดตามเรามาด้วยใจภักดี มาถึงเพียงนี้แล้วจะทอดทิ้งเสียกระไรได้ ถึงเป็นตายร้ายดีประการใดก็เต็มใจเป็นตายร้ายดีพร้อม ๆ กับอาณาประชาราษฎรเหล่านั้น จะไม่ยอมทอดทิ้งเป็นอันขาด
กันหยงได้ฟังดังนั้นจึงว่าหากท่านไม่ฟังคำข้าพเจ้าในครั้งนี้ เห็นทีภัยจะมาถึงตัวและครอบครัวของท่านเป็นมั่นคง ขอท่านจงไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนอีกครั้งหนึ่ง โดยถือเอาประโยชน์แห่งพระราชวงศ์ฮั่นเป็นสำคัญ เพราะหากท่านเอาตัวไม่รอดปลอดภัยแล้ว การใหญ่ข้างหน้าก็จะเสียไป
เล่าปี่จึงว่าตัวข้าพเจ้านี้วาสนาอาภัพนัก ได้รับความยากลำบากแลทุกข์ลำเค็ญตลอดมา ที่รอดตายมาได้ทุกวันนี้ก็เพราะสวรรค์ยังเมตตา หากครั้งนี้ชีวีจะสิ้นสุดก็สุดแท้แต่บุญและกรรมนั้นเถิด ข้าพเจ้าจะไม่ขอทอดทิ้งราษฎรเป็นอันขาด
ว่าแล้วเล่าปี่จึงถามว่าข้างหน้านี้เป็นเขตแดนของเมืองใด บรรดาทหารที่ติดตามมาได้รายงานว่าข้างหน้านี้เป็นเขตเมืองตงหยง เขาลูกใหญ่ข้างหน้านั้นมีชื่อว่าเขาเกงสัน
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นจึงสั่งให้เคลื่อนขบวนไปที่เนินเขา เตรียมการพักแรมที่เขตเขาเกงสันเพื่อเดินทางต่อในวันรุ่งขึ้น โดยเล่าปี่ให้ครอบครัวและราษฎรทั้งปวงชุมนุมกันอยู่ที่ราบเนินเขา ส่วนเล่าปี่พาทหารขึ้นไปตั้งบนเนินเขาเพื่อคอยระแวดระวังข้าศึก
ขณะนั้นเป็นช่วงเวลาปลายฤดูใบไม้ผลิ และย่างเข้าต้นฤดูร้อน กลางวันร้อน แต่กลางคืนสายลมหนาวโชยพลิ้วมา ความหนาวได้แผ่ปกคลุมอาณาบริเวณย่านนั้น อาณาประชาราษฎรที่ติดตามเล่าปี่มาต่างได้รับความทุกข์ทรมานเป็นอันมาก บ้างก็ล้มป่วยเจ็บ คนชราจำนวนหนึ่งได้เสียชีวิตลงเพราะความหนาวนั้น
เสียงร้องไห้เพราะความหิวโหย เพราะความหนาวและความป่วยเจ็บของผู้คนในขบวนดังระงมไป สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ได้พรรณนาบรรยากาศในตอนนี้ไว้ว่า “แลอาณาประชาราษฎรทั้งปวงเดินมาเจ็บป่วยเป็นอันมาก ก็ร้องไห้ระงมไปทั้งเสียงเด็กและเสียงผู้ใหญ่”
ในยามนี้โจโฉครองอำนาจเป็นใหญ่ในแผ่นดิน มีกำลังทหารกล้าแข็งที่สุด ในขณะที่ซุนกวนก็ครองอำนาจมั่นคงในแคว้นกังตั๋ง คงมีแต่เล่าปี่เท่านั้นที่แม้แผ่นดินก็ไม่มีที่อาศัย ต้องอพยพหลบหนีภัยสงครามที่กองทัพโจโฉกำลังไล่ตามมาติด ๆ ทั้งเป็นการหนีแบบทุลักทุเลที่สุด เพราะไม่สามารถหนีได้โดยคล่องตัวตามใจชอบ หากต้องพะวงหน้าพะวงหลังและพะรุงพะรังด้วยอาณาประชาราษฎรร่วมสิบหมื่นที่ติดตามมาด้วยใจศรัทธา
ตัวเล่าปี่ในยามนี้จึงไม่เพียงแต่กำลังอำนาจเทียบกับโจโฉและซุนกวนไม่ได้เท่านั้น หากยังต้องถือว่าสถานการณ์ของเล่าปี่ขณะนี้ยังติดลบอยู่ค่อนข้างมาก เพราะสถานการณ์ในบัดนี้อย่าคิดแต่ว่าจะต่อสู้หรือหนีเอาตัวรอดเลย แม้จะรักษาชีวิตไว้ให้รอดก็ยากลำบากยิ่ง เพราะเล่าปี่ไม่ยอมหนี ในขณะที่ไม่มีหนทางต่อสู้และในขณะเดียวกันนั้นกองทัพโจโฉก็กำลังไล่ตามมาติด ๆ
นอกจากนี้ในขบวนของเล่าปี่ก็ไม่มีขงเบ้งอยู่ด้วยแล้ว เพราะได้รับคำสั่งให้เดินทางไปเมืองกังแฮ ติดตามข่าวคราวของกวนอูและขอกำลังเมืองกังแฮให้ยกมาสมทบที่เมืองกังเหลง ดังนั้นในขบวนของเล่าปี่จึงเหลืออยู่เพียงเตียวหุย จูล่ง ที่เป็นขุนพลหลัก ส่วนบิต๊ก บิฮองและกันหยงเป็นฝ่ายพลเรือน พึ่งพาอาศัยในการสงครามไม่ได้
ดังนั้นความเป็นไปของสถานการณ์และอนาคตของเล่าปี่ที่จะมีชีวิตรอดปลอดภัยได้หรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับสวรรค์บันดาลประการเดียวเท่านั้น
ครั้นเวลายามสาม ในขณะที่สายลมหนาวโชยแรงมานั้น ความเงียบสงัดแห่งรัตติกาลได้ถูกทำลายด้วยเสียงทหารซึ่งโห่ร้องอึงคะนึงมาจากข้างทิศเหนือประดุจฟ้าถล่มแผ่นดินทะลาย เล่าปี่สะดุ้งตกใจตื่นขึ้นก็รู้ว่ากองทัพของโจโฉไล่ตามมาทันแล้ว.