ตอนที่ 226. คำพิพากษาโทษทรชน

  เจี้ยนอันศกปีที่สิบสาม กลางเดือนสิบ โจโฉเคลื่อนกองทัพใหญ่จากเมืองซินเอี๋ยถึงเมืองอ้วนเซีย พบแต่เมืองร้างว่างเปล่าเพราะเล่าปี่และราษฎรได้อพยพหลบภัยหนีออกจากเมืองไปหมดสิ้น แม้เสบียงอาหารและข้าวปลาในเมืองก็ไม่เหลือทิ้งไว้แม้แต่น้อย ก็โกรธเคืองเล่าปี่เป็นอันมาก

            ครั้นได้ทราบจากฝ่ายข่าวว่าบัดนี้เล่าปี่ได้อพยพราษฎรข้ามแม่น้ำไปยังแดนเมืองซงหยงแล้ว โจโฉจึงสั่งการให้เคลื่อนทัพออกจากเมืองอ้วนเซียเพื่อจะข้ามแม่น้ำไปยังแดนเมืองซงหยงไล่ตามเล่าปี่ไป

            แต่พอถึงริมแม่น้ำปรากฏว่าบรรดาเรือแพทั้งสิ้นถูกเผาทำลายจนไม่สามารถใช้การได้อีกต่อไป โจโฉยิ่งโกรธแค้นเล่าปี่ จึงสั่งทหารให้ไปเกณฑ์เรือจากต้นน้ำเพื่อเอามาลำเลียงทหารข้ามแม่น้ำต่อไป

            ทหารได้ไปเกณฑ์เรือราษฎรจากต้นน้ำมาจนหมดสิ้นแต่ก็มีจำนวนไม่มากนัก ดังนั้นโจโฉจึงเสียเวลาในการลำเลียงทหารข้ามแม่น้ำอยู่หลายวัน จึงสามารถลำเลียงทหารข้ามแม่น้ำได้หมด

            กองทัพของโจโฉข้ามแม่น้ำมาได้แล้วก็ให้ทหารตั้งค่ายอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำเพื่อดูท่าทีและข่าวคราวทางด้านเมืองซงหยงเสียชั้นหนึ่งก่อน โดยเข้าใจว่าเล่าปี่คงหนีมาลี้ภัยอยู่ในเมืองซงหยงและอาจจะคิดอ่านสู้รบ หรือคิดกลอุบายประการหนึ่งประการใด เพราะกริ่งความคิดแลสติปัญญาของขงเบ้งอยู่ ดังนั้นเพื่อป้องกันความผิดพลาดโจโฉจึงวางแผนหยั่งท่าทีของฝ่ายเมืองซงหยงเสียก่อน โดยสั่งทหารให้ไปตามเล่าจ๋องซึ่งได้ขอสวามิภักดิ์ไว้ก่อนแล้วให้รีบออกมาพบในทันที

            เมื่อเล่าจ๋องทราบข่าวว่าโจโฉยกทหารมาตั้งอยู่ริมแม่น้ำปลายเขตแดนเมืองซงหยง และให้ตามตัวออกไปพบก็ตกใจ รีบเรียกประชุมบรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองทั้งปวง เพื่อให้ช่วยคิดอ่านหาหนทางที่จะไม่ต้องออกไปคำนับโจโฉ เพราะเกรงว่าโจโฉจะไม่สุจริตแล้วคิดทำอันตราย

            ชัวมอ เตียวอุ๋น ได้ทราบข่าวศึกก็ตกใจ และมีความรักตัวกลัวตายเพราะเห็นว่ากองทัพเมืองซงหยงไม่สามารถรับมือกับกองทัพของโจโฉได้ น้ำใจจึงใฝ่ไปทางยอมจำนน เพราะคิดว่าการยอมจำนนคือหนทางที่จะรักษาตัวรอดได้ ดังนั้นเมื่อได้ฟังคำปรารภของเล่าจ๋องแล้วจึงรีบทักท้วงว่า “มหาอุปราชมาถึงเมืองแล้ว ให้เข้ามาหาท่านออกไปบัดนี้ ก็ควรออกไปคำนับตามประเพณี”

            อองอุ้ยขุนนางเก่าเมืองเกงจิ๋วและเป็นที่ปรึกษาเก่าของเล่าเปียว ครั้นผลัดเปลี่ยนอำนาจรัฐเมืองเกงจิ๋วแล้ว เล่าจ๋องยังคงให้ดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาอยู่ต่อไป ครั้นได้ฟังคำของชัวมอ และเตียวอุ๋น จึงเดินตรงเข้าไปที่เล่าจ๋องแล้วกระซิบว่า “แต่ก่อนถึงท่านจะได้อ่อนน้อมต่อโจโฉแล้วก็จริง แลบัดนี้เล่าปี่ก็หนีโจโฉไปมิได้ต่อสู้ เห็นว่าโจโฉครั้งนี้จะมีใจทะนงนัก มิได้จัดแจงที่จะรักษาตัวเป็นกวดขันเหมือนแต่ก่อน เห็นจะประมาทอยู่ ขอท่านได้จัดแจงทหารให้พรักพร้อมแล้วลอบยกไปจับเอาตัวโจโฉเห็นจะได้โดยง่าย ถ้าได้ตัวโจโฉแล้วปัญญาแลความคิดของท่านก็จะปรากฏแก่คนทั้งปวง แลท่านก็จะเป็นที่ยำเกรงด้วย ซึ่งจะคิดทำการใหญ่สืบไปภายหน้าก็เห็นจะสำเร็จ”

            ข้อเสนอของอองอุ้ยขุนนางเก่าผู้นี้นับว่าเป็นข้อเสนอที่เต็มไปด้วยความจงรักภักดีต่อเล่าเปียวที่แผ่มาถึงเล่าจ๋องผู้บุตรด้วย และนับเป็นข้อเสนอที่แยบยลเพราะกองทัพหลวงของโจโฉ ณ บัดนี้ยกมาแต่เมืองหลวง ล่วงมาถึงเมืองซงหยงโดยที่ไม่เคยเผชิญกับการสู้รบขนาดใหญ่ จึงเหลิงระเริงประมาทอยู่ แต่เล่าจ๋องเจ้าเมืองผู้เยาว์ครั้นได้ฟังคำกระซิบเสนอแนะดังกล่าวแล้ว ไม่สามารถตัดสินใจประการใดได้

            เท่านั้นยังไม่พอ กลับเอาแผนการลับที่อองอุ้ยได้เสนอแจ้งให้ชัวมอ เตียวอุ๋นแลบรรดาที่ปรึกษา ตลอดจนแม่ทัพนายกองซึ่งอยู่พร้อมกัน ณ ที่นั้นทราบทุกประการ

            พอชัวมอทราบความดังนั้นก็โกรธเพราะแผนการของอองอุ้ยสวนทางกับความประสงค์ของตน และเห็นว่าแผนการของอองอุ้ยไม่มีทางที่จะเกิดผลสำเร็จ เพราะกองทัพของโจโฉยกมาครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก หากขืนทำการตามข้อเสนอของอองอุ้ยแล้วก็จะพากันตายสิ้น

            ชัวมอจึงเรียกอองอุ้ยมาที่ตรงหน้า แล้วด่าว่าอองอุ้ยเป็นหยาบช้าว่าตัวมึงเป็นคนแก่ อีกไม่กี่วันก็จะตายแล้ว เหตุนี้มึงจึงไม่รักตัวกลัวตาย คิดอ่านยุยงให้ท่านเจ้าเมืองก่อการกบฏต่อราชสำนัก โดยไม่ตระหนักถึงลักษณะความเมืองของแผ่นดินว่าจะรุ่งเรืองหรือฉิบหายประการใด จะพลอยพาเอาบรรดาพวกเราและชาวเมืองตายสิ้น

            ชัวมอด่าอองอุ้ยไม่ทันสิ้นคำอองอุ้ยก็โกรธ ด่าสวนกลับชัวมอว่าตัวมึงเป็นข้าขายเจ้า บ่าวขายนาย เป็นสานุศิษย์คิดล้างครู ถือเป็นคนจัญไรของแผ่นดิน เล่าเปียวเพิ่งสิ้นบุญ ศพยังไม่ทันเปื่อย ฝากฝังการแผ่นดินไว้ไม่ทันไร คนจัญไรอย่างมึงกลับคิดยกแผ่นดินให้กับผู้อื่นโดยไม่รู้จักละอาย ช่างน่าแค้นเคืองนัก หากมิได้กินเลือดเนื้อของมึงแล้ว ตัวกูนี้จะมิหายแค้นเลย ว่าแล้วอองอุ้ยก็ชักกระบี่เพื่อจะแทงชัวมอ

            ชัวมอเห็นดังนั้นจึงสั่งทหารให้เข้าจับกุมตัวอองอุ้ยไว้ และสั่งให้เอาไปประหารในทันที

            เก๊งอวดที่ปรึกษาอีกผู้หนึ่งเห็นเรื่องกำลังลุกลามใหญ่โต ประกอบทั้งมีมิตรไมตรีกับอองอุ้ยเพราะเป็นขุนนางเก่ามาด้วยกัน เห็นดังนั้นจึงเข้าไปห้ามปรามขอให้ชัวมอไว้ชีวิตอองอุ้ยสักครั้งหนึ่ง ชัวมอเกรงใจเก๊งอวดจึงยกโทษให้อองอุ้ย แต่ให้ขับอองอุ้ยออกไปจากที่นั้น

            เก๊งอวดได้เสนอว่ากองทัพโจโฉยกมาครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก จะดีร้ายประการใดยังไม่แจ้ง หากให้ท่านเจ้าเมืองด่วนออกไปพบและโจโฉไม่สุจริตแล้วก็จะเสียการไป ชอบที่จะให้ชัวมอและเตียวอุ๋นออกไปคำนับโจโฉตามธรรมเนียมเสียชั้นหนึ่งก่อน แล้วค่อยคิดอ่านสืบไป

            เล่าจ๋องแลบรรดาที่ปรึกษาทั้งปวงเห็นด้วยกับข้อเสนอของเก๊งอวด ดังนั้นเล่าจ๋องจึงมอบหมายให้ชัวมอและเตียวอุ๋นนำเครื่องบรรณาการออกไปที่กองทัพของโจโฉที่ริมแม่น้ำ และเข้าไปพบโจโฉที่ในค่าย

            โจโฉเห็นชัวมอ เตียวอุ๋น มาพบก็มีความยินดี ต้อนรับโอภาปราศรัยตามธรรมเนียมผู้ใหญ่ต้อนรับผู้น้อยซึ่งมาเยือน แล้วถามว่าเราได้ยินกิตติศัพท์มาแต่ก่อนว่าเมืองเกงจิ๋วนี้เป็นหัวเมืองใหญ่ฝ่ายใต้ อุดมสมบูรณ์ยิ่งนัก อยากจะทราบว่ามีทหาร ราษฎรแลเสบียงอาหารมากน้อยเท่าใด

            ชัวมอได้รายงานว่า ในเมืองเกงจิ๋วนี้มีทหารม้าห้าหมื่น ทหารเดินเท้าสิบห้าหมื่น ทหารเรือแปดหมื่น รวมเป็นยี่สิบแปดหมื่น ส่วนเสบียงอาหารนั้นอุดมสมบูรณ์โดยมีคลังเสบียงใหญ่สั่งสมเสบียงไว้เต็มอัตราศึกอยู่ที่เมืองกังเหลง นอกจากนี้ยังมีคลังเสบียงอื่น ๆ ที่ขึ้นต่อเมืองเกงจิ๋วอีกเป็นอันมาก พอเพียงที่จะเลี้ยงดูทหารและไพร่พลได้ถึงหนึ่งปี

            โจโฉจึงถามต่อไปว่า เมืองเกงจิ๋วนี้เป็นหัวเมืองชายทะเล ก็แลเมื่อมีทหารเรือถึงแปดหมื่นดังนี้ อยากจะทราบต่อไปว่ามีเรือรบอยู่ทั้งหมดจำนวนเท่าใด และมีผู้ใดเป็นผู้บังคับบัญชาทหารทั้งกองทัพบกและกองทัพเรือ

            ชัวมอจึงรายงานว่า แต่ก่อนที่จะเกิดศึกระหว่างเมืองกังแฮกับเมืองกังตั๋ง เรือรบก็มีอยู่พอประมาณ แต่หลังจากศึกเมืองกังแฮแล้วได้ปรับปรุงเพิ่มเติมกองทัพเรือตลอดมา ในขณะนี้มีเรือรบถึงเจ็ดพันลำเศษ ทั้งกองทัพบกและกองทัพเรืออยู่ในบังคับบัญชาว่ากล่าวของข้าพเจ้าทั้งสองคนนี้ทั้งสิ้น

            โจโฉมิได้ไต่ถามถึงเล่าจ๋อง แต่กลับสอบถามข้อมูลข่าวสารด้านการสงครามเกี่ยวกับกำลังพลแลอาวุธยุทโธปกรณ์ ตลอดจนเสบียงอาหารจากชัวมอ เตียวอุ๋นอย่างละเอียด ครั้นได้ทราบความสิ้นแล้วก็มีความยินดี

            โจโฉจึงได้กล่าวต่อไปว่า เมื่อเมืองเกงจิ๋วยอมสวามิภักดิ์ต่อราชสำนักแล้ว อำนาจบังคับบัญชาการทั้งปวงในเมืองเกงจิ๋วจึงขึ้นตรงต่อเราทั้งสิ้น เราได้พิจารณารายงานของท่านทั้งสองแล้วมีความพอใจ จึงตั้งให้ชัวมอเป็นแม่ทัพเรือ และให้เตียวอุ๋นเป็นรองแม่ทัพเรือ

            สามก๊กฉบับสมบูรณ์ระบุว่า โจโฉได้ตั้งบรรดาศักดิ์ให้ชัวมอเป็นเจ้าพระยาปราบภาคใต้ (ติ่งน้ำโฮ้ว) ซึ่งดูแล้วไม่เห็นสม เพราะบรรดาศักดิ์ระดับนี้เป็นพระราชอำนาจของฮ่องเต้ประการหนึ่ง และแม้แต่เจ้าเมืองเกงจิ๋วก็หาได้มีบรรดาศักดิ์ระดับเจ้าพระยาไม่ ดังนั้นจึงถือว่าชัวมอคงมีแต่ตำแหน่งเป็นแม่ทัพเรือเท่านั้น

            ชัวมอและเตียวอุ๋นได้ยินคำโจโฉก็ดีใจเพราะไม่เพียงแต่จะรอดตาย หรือไม่ต้องตกเป็นเชลยเท่านั้น กลับได้ตำแหน่งที่สูงกว่าเดิม เพราะแต่ก่อนนี้แม้ว่าจะเป็นผู้บัญชาการทหารของเมืองเกงจิ๋ว แต่ก็เป็นตำแหน่งผู้บัญชาการทหารของหัวเมืองเท่านั้น มาครั้งนี้ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพเรือของกองทัพเมืองหลวง จึงตื่นเต้นดีใจกับตำแหน่งใหม่ยิ่งนัก ทั้งชัวมอและเตียวอุ๋นรีบคุกเข่าลงคำนับโจโฉ

            โจโฉเห็นดังนั้นจึงถามต่อไปว่า เล่าปี่ได้หนีจากเมืองอ้วนเซียข้ามแม่น้ำมาแดนซงหยง บัดนี้เล่าปี่อยู่ในเมืองซงหยงหรือว่าอยู่ที่ใด

            ชัวมอจึงรายงานว่าเล่าปี่หนีข้ามแม่น้ำมาเมืองซงหยงนั้นจริงแล้ว แต่ข้าพเจ้าไม่ยอมให้เข้าเมือง และสั่งทหารให้ใช้เกาทัณฑ์ระดมยิง เล่าปี่จึงยกหนีไปทางเมืองกังเหลง

            โจโฉได้ฟังดังนั้นจึงว่าแต่ก่อนนี้เล่าเปียวแข็งข้อกับราชสำนัก และเคยคบคิดกับเตียวสิ้วทำศึกกับเราหลายครั้ง แต่เมื่อเล่าเปียวตายแล้วเราก็ไม่ถือโทษ ส่วนเล่าจ๋องซึ่งเป็นเจ้าเมืองสืบทอดตำแหน่งของเล่าเปียวนั้นเล่าก็เฉลียวฉลาด จึงยินยอมอ่อนน้อมต่อเราแต่โดยดี ดังนั้นเราจะทำนุบำรุงเล่าจ๋องสืบไป เมื่อกลับไปเมืองหลวงแล้วจะได้กราบบังคมทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ให้โปรดเกล้าฯแต่งตั้งเล่าจ๋องเป็นเจ้าเมืองเกงจิ๋วอย่างเป็นทางการ ท่านทั้งสองจงกลับไปบอกเล่าจ๋องให้ออกมาคำนับเราให้ถูกต้องตามอย่างธรรมเนียมในวันพรุ่งนี้

            ชัวมอ เตียวอุ๋น เห็นสิ้นธุระที่เดินทางมาครั้งนี้แล้วจึงคำนับลาโจโฉ แล้วว่าข้าพเจ้าทั้งสองจะกลับเข้าไปในเมืองก่อน และจะเชิญเล่าจ๋องออกมาคำนับท่านในวันพรุ่งนี้ จากนั้นจึงเดินทางกลับไปเมืองซงหยง

            พอชัวมอ เตียวอุ๋นคล้อยหลังออกไป ซุนฮิวที่ปรึกษาของโจโฉจึงท้วงขึ้นว่าข้าพเจ้าได้พิเคราะห์ดูนายทหารเมืองเกงจิ๋วทั้งสองคนนี้แล้ว เห็นเป็นคนช่างประจบสอพลอเอาตัวรอด ทั้งเพิ่งมาพบหน้าท่านในครั้งนี้ เหตุไฉนท่านจึงวางใจแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพเรือและรองแม่ทัพเรือกันเล่า

            โจโฉได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ แล้วว่าธรรมดาผู้คิดการเป็นใหญ่ หากไม่ล่วงรู้น้ำใจคน และไม่รู้จักใช้คนแล้ว จะทำการใหญ่ได้สำเร็จกระนั้นหรือ

            โจโฉได้กล่าวต่อไปว่า มีหรือที่เราจะไม่ล่วงรู้น้ำใจไอ้ทหารเมืองเกงจิ๋วสองคนนี้ว่าเป็นคนอย่างไร แต่กองทัพของเรายกมาครั้งนี้มีแต่กองทัพบก ไม่มีตัวนายทหารที่ชำนาญการทัพเรือ การสงครามข้างหน้าจำเป็นต้องอาศัยกำลังกองทัพเรือ ดังนั้นหากไม่อาศัยทหารเรือเมืองเกงจิ๋วเป็นกำลังก็จะทำการต่อไปไม่ตลอด เราจึงทำการทั้งนี้เพื่อหวังจะผูกน้ำใจสองนายทหารผู้ใหญ่เมืองเกงจิ๋วไว้เป็นพวก ให้พวกมันวางใจแล้วช่วยฝึกสอนทหารเราให้สันทัดจัดจ้านการรบทางเรือ แล้วค่อยกำจัดในภายหลังก็ไม่สายเกินไป

            สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ได้บรรยายเจตนาของโจโฉในตอนนี้ไว้ว่า “เราทำการทั้งนี้ปรารถนาจะเอาใจไว้ จะได้ฝึกสอนทหารเราให้สันทัด แล้วกำจัดเสียเมื่อปลายมือ จะยากง่ายอะไรเล่า”

            เจตนาของโจโฉในครั้งนี้ก็คือการพิพากษาโทษชัวมอ เตียวอุ๋น ขุนนางเก่าฝ่ายทหารเมืองเกงจิ๋วที่ทำตนเป็นข้าขายเจ้า บ่าวขายนายไว้ล่วงหน้าแล้ว อันน้ำใจโจโฉเกี่ยวกับการใช้คนนั้นประจักษ์ตลอดมาว่ามีน้ำใจชังคนจำพวกข้าขายเจ้า บ่าวขายนาย ในขณะที่มีน้ำใจชื่นชมคนจำพวกที่ซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อนายยิ่งนัก ดังนั้นเมื่อเผชิญหน้ากับพวกข้าขายเจ้า บ่าวขายนายแล้ว โจโฉจึงมักสั่งประหารทุกรายไป หากแม้นจะปูนบำเหน็จในเบื้องต้นก็เป็นเพียงอุบายเพื่อหลอกใช้เฉพาะหน้าชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น เมื่อปลายมือแล้วก็จะประหารเช่นเดียวกัน

            ซุนฮิวได้ฟังดังนั้นจึงคำนับโจโฉ แล้วสรรเสริญความคิดอ่านสติปัญญาในการใช้คนของโจโฉเป็นอันมาก

            ฝ่ายชัวมอ เตียวอุ๋น เดินทางกลับเมืองซงหยงด้วยความระเริงลำพองในอำนาจวาสนาที่โจโฉปรนเปรอให้ ระหว่างทางต่างสนทนากันถึงอนาคตในวันข้างหน้าที่จะสมบูรณ์พูนสุขด้วยสมบัติพัสถานและโชควาสนาที่จะเป็นใหญ่กว่าขุนนางข้าราชการทั้งปวงในเมืองเกงจิ๋ว โดยที่หารู้ไม่ว่าชะตากรรมของทรชนนั้นได้ถูกพิพากษาไว้แล้ว.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘