ตอนที่ 225. น้ำตาและน้ำใจ
เล่าปี่เตรียมจะออกคำสั่งให้ทหารและราษฎรที่ติดตามมายกเข้าไปในเมืองซงหยง แต่เมื่อสถานการณ์พลิกผันเห็นนายทหารเมืองเกงจิ๋วกลับมาสู้รบกันเอง จึงเกรงว่าหากขืนเข้าไปในเมืองซงหยงก็จะเกิดความไม่สงบเรียบร้อยมากขึ้น
เล่าปี่เห็นเหตุการณ์ดังนั้นจึงยั้งคำที่จะสั่งให้ขบวนเคลื่อนเข้าไปในเมืองซงหยงเสีย แล้วปรารภกับบรรดาทหารว่าตัวเรานี้ทำการเพื่อมุ่งหวังทำนุบำรุงอาณาประชาราษฎรให้เป็นสุข จึงบากหน้ามาที่เมืองซงหยง แต่ไม่ทันจะเข้าเมืองก็เกิดรบราฆ่าฟันกันถึงเพียงนี้ หากเข้าเมืองไปแล้วก็จะยิ่งทำให้เกิดการจลาจลขึ้นในเมืองซงหยง คนทั้งปวงก็จะได้รับความเดือดร้อนมากขึ้น ขัดกับเจตนาของเราที่มุ่งหวังสันติสุข ดังนั้นเราจะไม่เข้าไปในเมืองซงหยงแล้ว
ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นจึงว่าเมื่ออาศัยเมืองซงหยงไม่ได้ ก็เห็นแต่เมืองกังเหลงซึ่งเป็นหัวเมืองขึ้นต่อเมืองเกงจิ๋ว เป็นชัยภูมิที่พอจะป้องกันรักษาตัวไม่ให้ได้รับอันตรายได้ ทั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองซงหยงเท่าใดนัก ขอให้ท่านยกไปเมืองกังเหลงนั้นเถิด
เล่าปี่ได้ฟังคำขงเบ้งก็เห็นชอบ โดยมิได้เฉลียวใจว่าเหตุใดขงเบ้งจึงแนะนำให้ยกไปตั้งหลักอยู่ที่เมืองกังเหลง ทั้งๆ ที่หัวเมืองอื่นซึ่งขึ้นอยู่กับเมืองเกงจิ๋วยังมีอีกหลายหัวเมือง และบางเมืองก็เป็นเมืองใหญ่ยิ่งกว่าเมืองกังเหลง
ข้อเสนอของขงเบ้งดังกล่าวมีนัยยะเกี่ยวกับการรุก-รับในการสงครามกับโจโฉ ซึ่งขงเบ้งคาดหมายไว้ก่อนแล้วว่าในไม่ช้าโจโฉคงจะกรีฑาทัพใหญ่ลงใต้ โดยมีเล่าปี่และซุนกวนเป็นเป้าหมาย ดังนั้นเมื่อครั้งที่เล่ากี๋บุตรคนโตของเล่าเปียววางแผนขอคำปรึกษาจากขงเบ้งเพื่อเอาตัวรอดจากการปองร้ายของนางชัวฮูหยินผู้เป็นมารดาเลี้ยง ขงเบ้งได้ยกพงศาวดารแต่โบราณเป็นตัวอย่าง และแนะนำให้เล่ากี๋ขออนุญาตเล่าเปียวออกไปจากเมืองเกงจิ๋วและไปตั้งหลักอยู่ที่เมืองกังแฮ ซึ่งเป็นเขตแดนที่อยู่ใกล้แคว้นกังตั๋งมากที่สุด หากเมื่อใดที่โจโฉคุกคามเมืองกังแฮ ก็เท่ากับคุกคามแคว้นกังตั๋งด้วย เมื่อนั้นซุนกวนก็จำเป็นต้องกระโจนเข้าสู่สงครามโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง หากสถานการณ์เข้าตาร้ายถึงขั้นนี้ เล่าปี่ก็สามารถหนีไปพึ่งซุนกวนร่วมมือกันรับศึกโจโฉได้โดยสะดวก หรือแม้หากโจโฉเกรงทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันแล้วยั้งทัพไว้ไม่รุกรานเมืองกังแฮ ก็จะเปิดหนทางให้เล่าปี่อาศัยเมืองกังแฮตั้งหลักปักฐานเพื่อก่อร่างสร้างตัวขึ้นใหม่ได้ อันเมืองกังเหลงนี้เป็นเมืองที่อยู่ใกล้เมืองกังแฮมากที่สุด เพราะเหตุนี้ขงเบ้งจึงแนะนำให้เล่าปี่ยกไปตั้งที่เมืองกังเหลง ซึ่งก็คือการเตรียมลู่ทางถอยในกรณีที่โจโฉเคลื่อนทัพใหญ่เข้าตีเมืองกังเหลง ในขณะเดียวกันก็ได้ผูกสถานการณ์ให้ซุนกวนต้องจับมือกับเล่าปี่เพื่อเข้าสู่สงครามกับโจโฉด้วย
เล่าปี่ฟังข้อเสนอของขงเบ้งก็เห็นชอบ จึงออกคำสั่งให้ทหารและราษฎรทั้งปวงเคลื่อนออกจากประตูเมืองซงหยงตรงไปทางเมืองกังเหลง
เมื่อขงเบ้งเห็นเล่าปี่บัญชาการตามข้อเสนอแล้ว จึงเขียนจดหมายฉบับหนึ่งไปถึงจูกัดกิ๋นผู้น้องว่า เมื่อครั้งก่อนชีซีทำราชการอยู่ด้วยเล่าปี่ ได้คิดอ่านการสงครามต่อสู้กับกองทัพของโจโฉ หลังจากการสงครามครั้งนั้นแล้วโจโฉได้วางอุบายลวงเอามารดาของชีซีไปไว้ที่เมืองหลวง และลวงชีซีให้ออกจากเล่าปี่กลับไปเมืองหลวง จนมารดาของชีซีต้องฆ่าตัวตาย มาบัดนี้โจโฉกรีฑาทัพใหญ่ลงใต้ กำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้เมืองซงหยงแล้ว ดีร้ายโจโฉจะคิดอ่านทำร้ายครอบครัวของเรา ฉะนั้นจึงให้เจ้าอพยพครอบครัวจากตำบลลงเสีย อย่าให้มีผู้ใดล่วงรู้ แล้วหลบซ่อนอยู่จนกว่าสงครามจะเสร็จสิ้นจึงค่อยคืนกลับภูมิลำเนาเดิม และให้เร่งดำเนินการตามหนังสือของเราในทันที จะประมาทมิได้เป็นอันขาด
ขงเบ้งเขียนหนังสือเสร็จแล้ว จึงสั่งทหารคนสนิทให้รีบถือหนังสือเอาไปส่งให้แก่จูกัดกิ๋นที่ตำบลลงเสีย จูกัดกิ๋นทราบความตามจดหมายของขงเบ้งแล้วก็ลอบอพยพครอบครัวออกจากตำบลลงเสียตั้งแต่คืนวันที่ได้รับจดหมายของขงเบ้งนั้น
ข้างในเมืองซงหยง ราษฎรจำนวนมากเห็นเหตุการณ์จลาจลเกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอกเมือง อันเนื่องแต่การสู้รบระหว่างทหารที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของอุย เอี๋ยน กับทหารที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของชัวมอ เตียวอุ๋น ประกอบทั้งได้ข่าวศึกว่าโจโฉกำลังกรีฑาทัพใหญ่ตรงมาเมืองซงหยง และเห็นว่าอำนาจรัฐเมืองซงหยงไม่เข้มแข็งและไร้ซึ่งความเป็นธรรมแก่ราษฎร คงจะไม่สามารถรักษาเมืองเอาไว้ได้ ดังนั้นต่างคนต่างกลัวภัยและเห็นว่าเล่าปี่เป็นเชื้อพระวงศ์ มีน้ำใจโอบอ้อมอารีรักราษฎรยิ่งนัก จึงพากันอพยพหนีออกจากเมืองตามขบวนของเล่าปี่ไป
เล่าปี่ในขณะนั้นมีทหารอยู่เพียงหมื่นเศษ และยังมีขบวนของราษฎรที่ติดตามมาจากเมืองซินเอี๋ยและเมืองอ้วนเซียหลายหมื่นคน เมื่อรวมเข้ากับราษฎรที่อพยพหลบภัยออกมาจากเมืองซงหยงจึงทำให้กลายเป็นขบวนใหญ่กว่าสิบหมื่นคน มีเกวียนบรรทุกสัมภาระข้าวของของราษฎรหลายพันคัน ราษฎรที่ยากจนก็ต้องแบกหามข้าวของเป็นพะรุงพะรัง บ้างก็จูงลูกจูงหลานและปู่ย่าตายาย บ้างก็อุ้มหรือจูงสัตว์เลี้ยงอย่างทุลักทุเล บรรยากาศของความกลัวและความพลัดพรากปกคลุมไปทั่ว เสียงร้องไห้ระงมไปทั้งขบวน ช่างน่าสมเพชเวทนานัก
เพราะเหตุนี้ขบวนอพยพจึงกลายเป็นขบวนที่พะรุงพะรัง ทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างล่าช้า โดยเดินทางได้วันละไม่กี่ร้อยเส้นเท่านั้น
ทางฝ่ายอุยเอี๋ยนและบุนเพ่งสู้รบกันบนหลังม้าหน้าประตูเมืองซงหยงอย่างดุเดือด ในขณะที่ทหารของทั้งสองฝ่ายก็ตะลุมบอนฆ่าฟันกันบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก แต่ทหารของอุยเอี๋ยนนั้นมีจำนวนน้อยกว่า ในที่สุดก็ถูกทหารของบุนเพ่งและทหารที่ยกหนุนออกมาจากเมืองซงหยงสังหารจนหมดสิ้น
อุยเอี๋ยนต่อสู้กับบุนเพ่งตั้งแต่เช้าจนถึงเที่ยง เห็นทหารที่ติดตามมาล้มตายลงหมดสิ้นก็เสียกำลังใจ จึงชักม้าหนีออกจากลานรบ และติดตามหาเล่าปี่แต่ไม่พบ จึงหนีไปอยู่กับฮันเหียนเจ้าเมืองเตียงสา
ขบวนอพยพของเล่าปี่ออกเดินทางจากเมืองซงหยงเพื่อจะไปเมืองกังเหลง ระหว่างทางผ่านสุสานของเล่าเปียว เล่าปี่จึงให้ยั้งขบวนไว้แล้วลงจากหลังม้าพาทหารและราษฎรเข้าไปเคารพศพเล่าเปียวที่สุสาน
พอเล่าปี่เข้าไปถึงที่หน้าสุสานของเล่าเปียวก็คุกเข่าเอาศีรษะโขกลงกับพื้นแล้วร้องไห้ แล้วว่าข้าพเจ้าเล่าปี่ผู้น้องได้รับการฝากฝังสั่งเสียจากท่านให้ช่วยทำนุบำรุงหลาน ๆ รักษาเมืองเกงจิ๋วไว้ให้รอดปลอดภัย แต่ข้าพเจ้านี้วาสนาอาภัพ ไม่สามารถทำตามคำสั่งเสียของพี่ท่านให้สำเร็จสมความมุ่งหวังได้ มิหนำซ้ำอาณาประชาราษฎรก็ได้ความเดือดร้อนเพราะข้าพเจ้าเป็นอันมาก ความผิดของข้าพเจ้าครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก ขอให้พี่ท่านลงโทษสถานหนักด้วยเถิด แต่สำหรับอาณาประชาราษฎรแลทหารทั้งปวงนั้นมิได้กระทำความผิด แต่กลับต้องเดือดร้อนเพราะตัวข้าพเจ้า จึงขออำนาจอิทธิฤทธิ์ของดวงวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ของพี่ท่านได้ปกป้องคุ้มครองผองทหารแลราษฎรทั้งปวงให้ปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวงให้เหมือนกับเมื่อครั้งที่พี่ท่านยังมีชีวิตและมีน้ำใจรักราษฎรนั้นเถิด
เล่าปี่กล่าวขมาเล่าเปียวแล้วก็ร้องไห้เป็นอันมาก บรรดาทหารและราษฎรที่ติดตามมาคำนับศพของเล่าเปียว ต่างพากันร้องไห้ตามทุกตัวคน และรู้สึกสงสารเล่าปี่เป็นอันมากที่มีน้ำใจเปี่ยมด้วยความเอื้ออาทรต่อราษฎร ทั้งๆ ที่มิได้กระทำความผิด แต่กลับยอมรับผิดแต่ผู้เดียว และยังวิงวอนขอให้ดวงวิญญาณของเล่าเปียวปกป้องคุ้มครองราษฎรต่อไปอีก
น้ำใจราษฎรจึงยิ่งเพิ่มความรักและความศรัทธาต่อเล่าปี่ ในขณะเดียวกันก็มีน้ำใจเคียดแค้นชิงชังต่อโจโฉเป็นอันมาก เพราะเห็นว่าเป็นต้นเหตุในการก่อความเดือดร้อนและวิบัติทั้งปวงในแผ่นดิน ดังนั้นต่างคนจึงต่างพากันสาปแช่งโจโฉว่าเป็นมหาโจรปล้นชาติ จะต้องทำลายล้างให้ตกทะเลให้จงได้
การร้องไห้หน้าหลุมศพเช่นนี้ ครั้งหนึ่งโจโฉก็เคยทำต่อหน้าหลุมศพของอ้วนเสี้ยว แต่ทำไปไม่ตลอด เพราะบรรดาลูกน้องเก่าของอ้วนเสี้ยวจับได้ไล่ทันว่าเป็นเพียงอุบายที่จะผูกใจคน และหวังจะหลอกลวงลูกหลานว่านเครือของอ้วนเสี้ยวให้สวามิภักดิ์ ดังนั้นการที่โจโฉร้องไห้หน้าหลุมศพของอ้วนเสี้ยวในครั้งนั้นจึงไม่ได้ผล แตกต่างกันลิบลับกับการที่เล่าปี่มาคุกเข่าร้องไห้หน้าหลุมศพของเล่าเปียวในครั้งนี้ เพราะได้ผลเป็นการครองใจอาณาประชาราษฎรให้เพิ่มความเคารพรักและศรัทธามากขึ้น
ปมเงื่อนของความแตกต่างอยู่ที่การกระทำของคน ที่คนหนึ่งเจ้าเล่ห์โหดเหี้ยมอำมหิต ไม่เหลียวแลประชาชน กับอีกคนหนึ่งซึ่งเจ้าเล่ห์เหมือนกันแต่ได้กระทำการที่ห่วงหาอาทรอาณาประชาราษฎรตลอดมา ดังนั้นแม้การร้องไห้หน้าหลุมศพจะเหมือนกัน แต่ผลกลับตรงกันข้ามก็เพราะน้ำใจที่แตกต่างกันดังนี้
เล่าปี่เคารพศพเล่าเปียวแล้วลุกขึ้น พอดีทหารฝ่ายข่าวได้เข้ามารายงานว่าบัดนี้กองทัพของโจโฉได้ยกมาถึงเมืองอ้วนเซียแล้ว กำลังจัดแจงหาเรือแพเพื่อลำเลียงทหารข้ามแม่น้ำมาเขตแดนเมืองซงหยง
เล่าปี่ได้ทราบความก็ตกใจเพราะกองทัพโจโฉเคลื่อนมาอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ขบวนอพยพของตัวกลับเดินทางด้วยความล่าช้าอย่างยิ่ง
บรรดาทหารซึ่งอยู่ในที่นั้นจึงกล่าวกับเล่าปี่พร้อมกันว่า หากท่านมัวห่วงด้วยครอบครัวของราษฎรเหมือนการเดินทางที่ผ่านมา จะทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างล่าช้า ในที่สุดกองทัพโจโฉก็จะไล่ตามมาทันจะพากันตายสิ้น จึงควรที่ท่านจะทิ้งครอบครัวราษฎรทั้งนั้นเสีย แล้วรีบพาทหารยกไปเมืองกังเหลงก่อน
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ร้องไห้อีก และกล่าวว่า “ประเพณีผู้มีปัญญา ปรารถนาจะคิดทำการใหญ่หลวงนั้นก็ย่อมจะปกป้องอาณาประชาราษฎรทั้งปวงเป็นเค้ามูล จึงจะสำเร็จประโยชน์ แลบัดนี้อาณาประชาราษฎรทั้งปวงมีความเอ็นดูเรา สู้ติดตามมาได้ลำบาก อันจะทิ้งเสียนั้น เราทิ้งไม่ได้”
บรรดาราษฎรที่ติดตามมาได้ฟังคำทหารที่เสนอต่อเล่าปี่และฟังคำเล่าปี่โต้ตอบดังนั้นแล้วก็พากันร้องไห้ และยิ่งเพิ่มความรัก ความศรัทธาในตัวเล่าปี่เป็นอันมาก
ขงเบ้งเห็นดังนั้นจึงกล่าวกับเล่าปี่ว่า ก็แลเมื่อท่านจะเดินทางไปเมืองกังเหลงพร้อมกับขบวนของราษฎรทั้งปวงแล้ว กองทัพของโจโฉคงจะไล่ตามมาทัน ดังนั้นจึงขอให้ท่านสั่งกวนอูให้ไปแจ้งแก่เล่ากี๋ที่เมืองกังแฮให้รีบยกกองทัพเรือมาบรรจบกับทหารของเราที่เมืองกังเหลง หากสถานการณ์จำเป็นคับขันแล้วก็จะได้ช่วยกันป้องกันแก้ไข
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย จึงเขียนหนังสือถึงเล่ากี๋ว่าบัดนี้เราได้ยกออกจากเมืองอ้วนเซียหวังจะไปอาศัยเมืองซงหยงต่อสู้กับโจโฉ แต่ในเมืองไม่เต็มใจต้อนรับ จึงต้องอพยพอาณาประชาราษฎรจากเมืองซงหยงคิดจะไปอาศัยเมืองกังเหลง แต่กองทัพโจโฉกำลังยกไล่ตามมาใกล้จะทันแล้ว ให้เจ้าตระเตรียมกองทัพเรือแลทหารทั้งปวงให้พร้อมมูล แล้วยกมาบรรจบกันที่เมืองกังเหลง ราษฎรทั้งปวงจะปลอดภัยก็เพราะการอนุเคราะห์ของเจ้าในครั้งนี้ จงเห็นแก่ไมตรีของเราแล้วรีบจัดแจงแต่โดยพลัน
เล่าปี่เขียนหนังสือเสร็จแล้ว จึงสั่งให้กวนอู และซุนเขียน พร้อมทหารห้าร้อยนายรีบออกเดินทางไปเมืองกังแฮ
ขงเบ้งจึงเสนอต่อไปว่าขบวนอพยพของท่านครั้งนี้เดินทางได้วันละไม่กี่ร้อยเส้น อีกไม่ช้ากองทัพโจโฉคงตามมาทัน ดังนั้นเพื่อป้องกันอันตรายให้แก่ราษฎร จึงควรที่จะให้เตียวหุยคุมทหารลงไปเป็นกองระวังหลัง และให้จูล่งรับผิดชอบดูแลขบวนครอบครัวของท่าน
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึงเรียกเตียวหุยและจูล่งมาสั่งการตามคำของขงเบ้งทุกประการ สำหรับจูล่งนั้นเล่าปี่ได้กล่าวฝากฝังให้ดูแลครอบครัวและ อาเต๊าบุตรโทนซึ่งยังแบเบาะอยู่และต้องรอนแรมอพยพตามมาในขบวนนี้ด้วย
เตียวหุยและจูล่งรับคำสั่งเล่าปี่แล้วได้คำนับลาเล่าปี่กลับออกไป เตียวหุยนั้นจัดเตรียมทหารได้พันเศษแล้วยกลงไปเป็นกองระวังหลังและเร่งรัดให้ราษฎรรีบเดินทาง หากล่าช้าอยู่ก็จะเกิดอันตราย
จูล่งรับคำสั่งแล้วคำนับเล่าปี่ ขงเบ้ง แล้วว่าขอท่านจงวางใจ ข้าพเจ้าจะคุ้มครองสองฮูหยินและบุตรชายของท่านให้ปลอดภัย จะยอมพลีแม้ชีวิต เพื่อปกป้องครอบครัวของท่าน
เล่าปี่เห็นดังนั้นจึงเดินตรงเข้ามาที่จูล่ง เอามือทั้งสองกุมมือจูล่งไว้และว่าเราวางใจฝากครอบครัวให้อยู่ในความดูแลของท่านครั้งนี้ ท่านจงรีบไปเถิด
จูล่งในชุดเสื้อเกราะสีเงิน กุมทวนในมือไว้มั่น คำนับลาเล่าปี่แล้วรีบขี่ม้าไปที่เกวียนครอบครัวของสองฮูหยินที่อยู่ในขบวนอพยพของราษฎรตั้งแต่เวลานั้น
หลังจากสั่งการเสร็จสิ้นแล้ว เล่าปี่จึงพาขงเบ้งมาขึ้นม้าแล้วควบไปที่กองหน้าของขบวน
ขบวนอพยพอันพะรุงพะรังที่มีเล่าปี่ ขงเบ้ง อยู่ในส่วนหน้า ครอบครัวของเล่าปี่และขบวนอพยพของราษฎรอยู่ส่วนกลาง โดยมีกองทหารของเตียวหุยเป็นกองระวังหลังได้ออกเดินทางจากสุสานของเล่าเปียวตรงไปที่เมืองกังเหลง แต่การเดินทางเป็นไปด้วยความล่าช้าอย่างยิ่ง ขบวนค่อยๆ เคลื่อนไปได้เพียงวันละไม่กี่ร้อยเส้นเท่านั้น.
เล่าปี่เห็นเหตุการณ์ดังนั้นจึงยั้งคำที่จะสั่งให้ขบวนเคลื่อนเข้าไปในเมืองซงหยงเสีย แล้วปรารภกับบรรดาทหารว่าตัวเรานี้ทำการเพื่อมุ่งหวังทำนุบำรุงอาณาประชาราษฎรให้เป็นสุข จึงบากหน้ามาที่เมืองซงหยง แต่ไม่ทันจะเข้าเมืองก็เกิดรบราฆ่าฟันกันถึงเพียงนี้ หากเข้าเมืองไปแล้วก็จะยิ่งทำให้เกิดการจลาจลขึ้นในเมืองซงหยง คนทั้งปวงก็จะได้รับความเดือดร้อนมากขึ้น ขัดกับเจตนาของเราที่มุ่งหวังสันติสุข ดังนั้นเราจะไม่เข้าไปในเมืองซงหยงแล้ว
ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นจึงว่าเมื่ออาศัยเมืองซงหยงไม่ได้ ก็เห็นแต่เมืองกังเหลงซึ่งเป็นหัวเมืองขึ้นต่อเมืองเกงจิ๋ว เป็นชัยภูมิที่พอจะป้องกันรักษาตัวไม่ให้ได้รับอันตรายได้ ทั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองซงหยงเท่าใดนัก ขอให้ท่านยกไปเมืองกังเหลงนั้นเถิด
เล่าปี่ได้ฟังคำขงเบ้งก็เห็นชอบ โดยมิได้เฉลียวใจว่าเหตุใดขงเบ้งจึงแนะนำให้ยกไปตั้งหลักอยู่ที่เมืองกังเหลง ทั้งๆ ที่หัวเมืองอื่นซึ่งขึ้นอยู่กับเมืองเกงจิ๋วยังมีอีกหลายหัวเมือง และบางเมืองก็เป็นเมืองใหญ่ยิ่งกว่าเมืองกังเหลง
ข้อเสนอของขงเบ้งดังกล่าวมีนัยยะเกี่ยวกับการรุก-รับในการสงครามกับโจโฉ ซึ่งขงเบ้งคาดหมายไว้ก่อนแล้วว่าในไม่ช้าโจโฉคงจะกรีฑาทัพใหญ่ลงใต้ โดยมีเล่าปี่และซุนกวนเป็นเป้าหมาย ดังนั้นเมื่อครั้งที่เล่ากี๋บุตรคนโตของเล่าเปียววางแผนขอคำปรึกษาจากขงเบ้งเพื่อเอาตัวรอดจากการปองร้ายของนางชัวฮูหยินผู้เป็นมารดาเลี้ยง ขงเบ้งได้ยกพงศาวดารแต่โบราณเป็นตัวอย่าง และแนะนำให้เล่ากี๋ขออนุญาตเล่าเปียวออกไปจากเมืองเกงจิ๋วและไปตั้งหลักอยู่ที่เมืองกังแฮ ซึ่งเป็นเขตแดนที่อยู่ใกล้แคว้นกังตั๋งมากที่สุด หากเมื่อใดที่โจโฉคุกคามเมืองกังแฮ ก็เท่ากับคุกคามแคว้นกังตั๋งด้วย เมื่อนั้นซุนกวนก็จำเป็นต้องกระโจนเข้าสู่สงครามโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง หากสถานการณ์เข้าตาร้ายถึงขั้นนี้ เล่าปี่ก็สามารถหนีไปพึ่งซุนกวนร่วมมือกันรับศึกโจโฉได้โดยสะดวก หรือแม้หากโจโฉเกรงทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันแล้วยั้งทัพไว้ไม่รุกรานเมืองกังแฮ ก็จะเปิดหนทางให้เล่าปี่อาศัยเมืองกังแฮตั้งหลักปักฐานเพื่อก่อร่างสร้างตัวขึ้นใหม่ได้ อันเมืองกังเหลงนี้เป็นเมืองที่อยู่ใกล้เมืองกังแฮมากที่สุด เพราะเหตุนี้ขงเบ้งจึงแนะนำให้เล่าปี่ยกไปตั้งที่เมืองกังเหลง ซึ่งก็คือการเตรียมลู่ทางถอยในกรณีที่โจโฉเคลื่อนทัพใหญ่เข้าตีเมืองกังเหลง ในขณะเดียวกันก็ได้ผูกสถานการณ์ให้ซุนกวนต้องจับมือกับเล่าปี่เพื่อเข้าสู่สงครามกับโจโฉด้วย
เล่าปี่ฟังข้อเสนอของขงเบ้งก็เห็นชอบ จึงออกคำสั่งให้ทหารและราษฎรทั้งปวงเคลื่อนออกจากประตูเมืองซงหยงตรงไปทางเมืองกังเหลง
เมื่อขงเบ้งเห็นเล่าปี่บัญชาการตามข้อเสนอแล้ว จึงเขียนจดหมายฉบับหนึ่งไปถึงจูกัดกิ๋นผู้น้องว่า เมื่อครั้งก่อนชีซีทำราชการอยู่ด้วยเล่าปี่ ได้คิดอ่านการสงครามต่อสู้กับกองทัพของโจโฉ หลังจากการสงครามครั้งนั้นแล้วโจโฉได้วางอุบายลวงเอามารดาของชีซีไปไว้ที่เมืองหลวง และลวงชีซีให้ออกจากเล่าปี่กลับไปเมืองหลวง จนมารดาของชีซีต้องฆ่าตัวตาย มาบัดนี้โจโฉกรีฑาทัพใหญ่ลงใต้ กำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้เมืองซงหยงแล้ว ดีร้ายโจโฉจะคิดอ่านทำร้ายครอบครัวของเรา ฉะนั้นจึงให้เจ้าอพยพครอบครัวจากตำบลลงเสีย อย่าให้มีผู้ใดล่วงรู้ แล้วหลบซ่อนอยู่จนกว่าสงครามจะเสร็จสิ้นจึงค่อยคืนกลับภูมิลำเนาเดิม และให้เร่งดำเนินการตามหนังสือของเราในทันที จะประมาทมิได้เป็นอันขาด
ขงเบ้งเขียนหนังสือเสร็จแล้ว จึงสั่งทหารคนสนิทให้รีบถือหนังสือเอาไปส่งให้แก่จูกัดกิ๋นที่ตำบลลงเสีย จูกัดกิ๋นทราบความตามจดหมายของขงเบ้งแล้วก็ลอบอพยพครอบครัวออกจากตำบลลงเสียตั้งแต่คืนวันที่ได้รับจดหมายของขงเบ้งนั้น
ข้างในเมืองซงหยง ราษฎรจำนวนมากเห็นเหตุการณ์จลาจลเกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอกเมือง อันเนื่องแต่การสู้รบระหว่างทหารที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของอุย เอี๋ยน กับทหารที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของชัวมอ เตียวอุ๋น ประกอบทั้งได้ข่าวศึกว่าโจโฉกำลังกรีฑาทัพใหญ่ตรงมาเมืองซงหยง และเห็นว่าอำนาจรัฐเมืองซงหยงไม่เข้มแข็งและไร้ซึ่งความเป็นธรรมแก่ราษฎร คงจะไม่สามารถรักษาเมืองเอาไว้ได้ ดังนั้นต่างคนต่างกลัวภัยและเห็นว่าเล่าปี่เป็นเชื้อพระวงศ์ มีน้ำใจโอบอ้อมอารีรักราษฎรยิ่งนัก จึงพากันอพยพหนีออกจากเมืองตามขบวนของเล่าปี่ไป
เล่าปี่ในขณะนั้นมีทหารอยู่เพียงหมื่นเศษ และยังมีขบวนของราษฎรที่ติดตามมาจากเมืองซินเอี๋ยและเมืองอ้วนเซียหลายหมื่นคน เมื่อรวมเข้ากับราษฎรที่อพยพหลบภัยออกมาจากเมืองซงหยงจึงทำให้กลายเป็นขบวนใหญ่กว่าสิบหมื่นคน มีเกวียนบรรทุกสัมภาระข้าวของของราษฎรหลายพันคัน ราษฎรที่ยากจนก็ต้องแบกหามข้าวของเป็นพะรุงพะรัง บ้างก็จูงลูกจูงหลานและปู่ย่าตายาย บ้างก็อุ้มหรือจูงสัตว์เลี้ยงอย่างทุลักทุเล บรรยากาศของความกลัวและความพลัดพรากปกคลุมไปทั่ว เสียงร้องไห้ระงมไปทั้งขบวน ช่างน่าสมเพชเวทนานัก
เพราะเหตุนี้ขบวนอพยพจึงกลายเป็นขบวนที่พะรุงพะรัง ทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างล่าช้า โดยเดินทางได้วันละไม่กี่ร้อยเส้นเท่านั้น
ทางฝ่ายอุยเอี๋ยนและบุนเพ่งสู้รบกันบนหลังม้าหน้าประตูเมืองซงหยงอย่างดุเดือด ในขณะที่ทหารของทั้งสองฝ่ายก็ตะลุมบอนฆ่าฟันกันบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก แต่ทหารของอุยเอี๋ยนนั้นมีจำนวนน้อยกว่า ในที่สุดก็ถูกทหารของบุนเพ่งและทหารที่ยกหนุนออกมาจากเมืองซงหยงสังหารจนหมดสิ้น
อุยเอี๋ยนต่อสู้กับบุนเพ่งตั้งแต่เช้าจนถึงเที่ยง เห็นทหารที่ติดตามมาล้มตายลงหมดสิ้นก็เสียกำลังใจ จึงชักม้าหนีออกจากลานรบ และติดตามหาเล่าปี่แต่ไม่พบ จึงหนีไปอยู่กับฮันเหียนเจ้าเมืองเตียงสา
ขบวนอพยพของเล่าปี่ออกเดินทางจากเมืองซงหยงเพื่อจะไปเมืองกังเหลง ระหว่างทางผ่านสุสานของเล่าเปียว เล่าปี่จึงให้ยั้งขบวนไว้แล้วลงจากหลังม้าพาทหารและราษฎรเข้าไปเคารพศพเล่าเปียวที่สุสาน
พอเล่าปี่เข้าไปถึงที่หน้าสุสานของเล่าเปียวก็คุกเข่าเอาศีรษะโขกลงกับพื้นแล้วร้องไห้ แล้วว่าข้าพเจ้าเล่าปี่ผู้น้องได้รับการฝากฝังสั่งเสียจากท่านให้ช่วยทำนุบำรุงหลาน ๆ รักษาเมืองเกงจิ๋วไว้ให้รอดปลอดภัย แต่ข้าพเจ้านี้วาสนาอาภัพ ไม่สามารถทำตามคำสั่งเสียของพี่ท่านให้สำเร็จสมความมุ่งหวังได้ มิหนำซ้ำอาณาประชาราษฎรก็ได้ความเดือดร้อนเพราะข้าพเจ้าเป็นอันมาก ความผิดของข้าพเจ้าครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก ขอให้พี่ท่านลงโทษสถานหนักด้วยเถิด แต่สำหรับอาณาประชาราษฎรแลทหารทั้งปวงนั้นมิได้กระทำความผิด แต่กลับต้องเดือดร้อนเพราะตัวข้าพเจ้า จึงขออำนาจอิทธิฤทธิ์ของดวงวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ของพี่ท่านได้ปกป้องคุ้มครองผองทหารแลราษฎรทั้งปวงให้ปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวงให้เหมือนกับเมื่อครั้งที่พี่ท่านยังมีชีวิตและมีน้ำใจรักราษฎรนั้นเถิด
เล่าปี่กล่าวขมาเล่าเปียวแล้วก็ร้องไห้เป็นอันมาก บรรดาทหารและราษฎรที่ติดตามมาคำนับศพของเล่าเปียว ต่างพากันร้องไห้ตามทุกตัวคน และรู้สึกสงสารเล่าปี่เป็นอันมากที่มีน้ำใจเปี่ยมด้วยความเอื้ออาทรต่อราษฎร ทั้งๆ ที่มิได้กระทำความผิด แต่กลับยอมรับผิดแต่ผู้เดียว และยังวิงวอนขอให้ดวงวิญญาณของเล่าเปียวปกป้องคุ้มครองราษฎรต่อไปอีก
น้ำใจราษฎรจึงยิ่งเพิ่มความรักและความศรัทธาต่อเล่าปี่ ในขณะเดียวกันก็มีน้ำใจเคียดแค้นชิงชังต่อโจโฉเป็นอันมาก เพราะเห็นว่าเป็นต้นเหตุในการก่อความเดือดร้อนและวิบัติทั้งปวงในแผ่นดิน ดังนั้นต่างคนจึงต่างพากันสาปแช่งโจโฉว่าเป็นมหาโจรปล้นชาติ จะต้องทำลายล้างให้ตกทะเลให้จงได้
การร้องไห้หน้าหลุมศพเช่นนี้ ครั้งหนึ่งโจโฉก็เคยทำต่อหน้าหลุมศพของอ้วนเสี้ยว แต่ทำไปไม่ตลอด เพราะบรรดาลูกน้องเก่าของอ้วนเสี้ยวจับได้ไล่ทันว่าเป็นเพียงอุบายที่จะผูกใจคน และหวังจะหลอกลวงลูกหลานว่านเครือของอ้วนเสี้ยวให้สวามิภักดิ์ ดังนั้นการที่โจโฉร้องไห้หน้าหลุมศพของอ้วนเสี้ยวในครั้งนั้นจึงไม่ได้ผล แตกต่างกันลิบลับกับการที่เล่าปี่มาคุกเข่าร้องไห้หน้าหลุมศพของเล่าเปียวในครั้งนี้ เพราะได้ผลเป็นการครองใจอาณาประชาราษฎรให้เพิ่มความเคารพรักและศรัทธามากขึ้น
ปมเงื่อนของความแตกต่างอยู่ที่การกระทำของคน ที่คนหนึ่งเจ้าเล่ห์โหดเหี้ยมอำมหิต ไม่เหลียวแลประชาชน กับอีกคนหนึ่งซึ่งเจ้าเล่ห์เหมือนกันแต่ได้กระทำการที่ห่วงหาอาทรอาณาประชาราษฎรตลอดมา ดังนั้นแม้การร้องไห้หน้าหลุมศพจะเหมือนกัน แต่ผลกลับตรงกันข้ามก็เพราะน้ำใจที่แตกต่างกันดังนี้
เล่าปี่เคารพศพเล่าเปียวแล้วลุกขึ้น พอดีทหารฝ่ายข่าวได้เข้ามารายงานว่าบัดนี้กองทัพของโจโฉได้ยกมาถึงเมืองอ้วนเซียแล้ว กำลังจัดแจงหาเรือแพเพื่อลำเลียงทหารข้ามแม่น้ำมาเขตแดนเมืองซงหยง
เล่าปี่ได้ทราบความก็ตกใจเพราะกองทัพโจโฉเคลื่อนมาอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ขบวนอพยพของตัวกลับเดินทางด้วยความล่าช้าอย่างยิ่ง
บรรดาทหารซึ่งอยู่ในที่นั้นจึงกล่าวกับเล่าปี่พร้อมกันว่า หากท่านมัวห่วงด้วยครอบครัวของราษฎรเหมือนการเดินทางที่ผ่านมา จะทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างล่าช้า ในที่สุดกองทัพโจโฉก็จะไล่ตามมาทันจะพากันตายสิ้น จึงควรที่ท่านจะทิ้งครอบครัวราษฎรทั้งนั้นเสีย แล้วรีบพาทหารยกไปเมืองกังเหลงก่อน
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ร้องไห้อีก และกล่าวว่า “ประเพณีผู้มีปัญญา ปรารถนาจะคิดทำการใหญ่หลวงนั้นก็ย่อมจะปกป้องอาณาประชาราษฎรทั้งปวงเป็นเค้ามูล จึงจะสำเร็จประโยชน์ แลบัดนี้อาณาประชาราษฎรทั้งปวงมีความเอ็นดูเรา สู้ติดตามมาได้ลำบาก อันจะทิ้งเสียนั้น เราทิ้งไม่ได้”
บรรดาราษฎรที่ติดตามมาได้ฟังคำทหารที่เสนอต่อเล่าปี่และฟังคำเล่าปี่โต้ตอบดังนั้นแล้วก็พากันร้องไห้ และยิ่งเพิ่มความรัก ความศรัทธาในตัวเล่าปี่เป็นอันมาก
ขงเบ้งเห็นดังนั้นจึงกล่าวกับเล่าปี่ว่า ก็แลเมื่อท่านจะเดินทางไปเมืองกังเหลงพร้อมกับขบวนของราษฎรทั้งปวงแล้ว กองทัพของโจโฉคงจะไล่ตามมาทัน ดังนั้นจึงขอให้ท่านสั่งกวนอูให้ไปแจ้งแก่เล่ากี๋ที่เมืองกังแฮให้รีบยกกองทัพเรือมาบรรจบกับทหารของเราที่เมืองกังเหลง หากสถานการณ์จำเป็นคับขันแล้วก็จะได้ช่วยกันป้องกันแก้ไข
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย จึงเขียนหนังสือถึงเล่ากี๋ว่าบัดนี้เราได้ยกออกจากเมืองอ้วนเซียหวังจะไปอาศัยเมืองซงหยงต่อสู้กับโจโฉ แต่ในเมืองไม่เต็มใจต้อนรับ จึงต้องอพยพอาณาประชาราษฎรจากเมืองซงหยงคิดจะไปอาศัยเมืองกังเหลง แต่กองทัพโจโฉกำลังยกไล่ตามมาใกล้จะทันแล้ว ให้เจ้าตระเตรียมกองทัพเรือแลทหารทั้งปวงให้พร้อมมูล แล้วยกมาบรรจบกันที่เมืองกังเหลง ราษฎรทั้งปวงจะปลอดภัยก็เพราะการอนุเคราะห์ของเจ้าในครั้งนี้ จงเห็นแก่ไมตรีของเราแล้วรีบจัดแจงแต่โดยพลัน
เล่าปี่เขียนหนังสือเสร็จแล้ว จึงสั่งให้กวนอู และซุนเขียน พร้อมทหารห้าร้อยนายรีบออกเดินทางไปเมืองกังแฮ
ขงเบ้งจึงเสนอต่อไปว่าขบวนอพยพของท่านครั้งนี้เดินทางได้วันละไม่กี่ร้อยเส้น อีกไม่ช้ากองทัพโจโฉคงตามมาทัน ดังนั้นเพื่อป้องกันอันตรายให้แก่ราษฎร จึงควรที่จะให้เตียวหุยคุมทหารลงไปเป็นกองระวังหลัง และให้จูล่งรับผิดชอบดูแลขบวนครอบครัวของท่าน
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึงเรียกเตียวหุยและจูล่งมาสั่งการตามคำของขงเบ้งทุกประการ สำหรับจูล่งนั้นเล่าปี่ได้กล่าวฝากฝังให้ดูแลครอบครัวและ อาเต๊าบุตรโทนซึ่งยังแบเบาะอยู่และต้องรอนแรมอพยพตามมาในขบวนนี้ด้วย
เตียวหุยและจูล่งรับคำสั่งเล่าปี่แล้วได้คำนับลาเล่าปี่กลับออกไป เตียวหุยนั้นจัดเตรียมทหารได้พันเศษแล้วยกลงไปเป็นกองระวังหลังและเร่งรัดให้ราษฎรรีบเดินทาง หากล่าช้าอยู่ก็จะเกิดอันตราย
จูล่งรับคำสั่งแล้วคำนับเล่าปี่ ขงเบ้ง แล้วว่าขอท่านจงวางใจ ข้าพเจ้าจะคุ้มครองสองฮูหยินและบุตรชายของท่านให้ปลอดภัย จะยอมพลีแม้ชีวิต เพื่อปกป้องครอบครัวของท่าน
เล่าปี่เห็นดังนั้นจึงเดินตรงเข้ามาที่จูล่ง เอามือทั้งสองกุมมือจูล่งไว้และว่าเราวางใจฝากครอบครัวให้อยู่ในความดูแลของท่านครั้งนี้ ท่านจงรีบไปเถิด
จูล่งในชุดเสื้อเกราะสีเงิน กุมทวนในมือไว้มั่น คำนับลาเล่าปี่แล้วรีบขี่ม้าไปที่เกวียนครอบครัวของสองฮูหยินที่อยู่ในขบวนอพยพของราษฎรตั้งแต่เวลานั้น
หลังจากสั่งการเสร็จสิ้นแล้ว เล่าปี่จึงพาขงเบ้งมาขึ้นม้าแล้วควบไปที่กองหน้าของขบวน
ขบวนอพยพอันพะรุงพะรังที่มีเล่าปี่ ขงเบ้ง อยู่ในส่วนหน้า ครอบครัวของเล่าปี่และขบวนอพยพของราษฎรอยู่ส่วนกลาง โดยมีกองทหารของเตียวหุยเป็นกองระวังหลังได้ออกเดินทางจากสุสานของเล่าเปียวตรงไปที่เมืองกังเหลง แต่การเดินทางเป็นไปด้วยความล่าช้าอย่างยิ่ง ขบวนค่อยๆ เคลื่อนไปได้เพียงวันละไม่กี่ร้อยเส้นเท่านั้น.