ตอนที่ 224. กลวิธีครองน้ำใจคน

 ชีซีบอกความนัยทั้งปวงแก่เล่าปี่และขงเบ้ง โดยไม่ปริปากเกลี้ยกล่อมให้เล่าปี่ยินยอมอ่อนน้อมกับโจโฉแม้แต่สักคำเดียว เพราะรู้ดีอยู่แก่ใจแล้วว่าการที่โจโฉมอบหมายหน้าที่ให้ไปเกลี้ยกล่อมเล่าปี่นั้นเป็นเพียงกลอุบายทางการเมือง และกลอุบายเท่านี้ย่อมอยู่ในวิสัยที่เล่าปี่ ขงเบ้ง ย่อมรู้แจ้งอยู่แล้ว

            อีกประการหนึ่งเล่า ชีซีย่อมรู้ดีว่าการที่เล่าปี่อุตสาหะไปเชิญขงเบ้งออกมาจากเขาโงลังกั๋งนั้น ก็เพื่อปณิธานอันสูงส่งที่จะกอบกู้ฟื้นฟูพระราชวงศ์ฮั่นให้รุ่งเรืองไพบูลย์สืบไป ไม่มีทางที่เล่าปี่จะยอมอ่อนน้อมสวามิภักดิ์ด้วยโจโฉเป็นอันขาด

            ไม่เพียงแต่ชีซีจะไม่ปริปากเกลี้ยกล่อมเล่าปี่เท่านั้น ยังได้เปิดเผยความนัยของการสงครามทางด้านฝ่ายกองทัพโจโฉให้เล่าปี่ ขงเบ้ง ทราบโดยละเอียด

            ดังนั้นเมื่อคำนับลาเล่าปี่ ขงเบ้งแล้ว ชีซีจึงรีบเดินทางกลับเมืองซินเอี๋ยซึ่งโจโฉ  ยั้งกองทัพคอยอยู่ที่นั่น แล้วเข้าไปรายงานความเมืองทางการทูตแก่โจโฉว่า ข้าพเจ้าได้ถือคำสั่งของท่านอัครมหาเสนาบดีไปพบเล่าปี่ ได้เจรจาเกลี้ยกล่อมหว่านล้อมด้วยประการทั้งปวง เพื่อให้เล่าปี่เห็นแก่สันติสุขของบ้านเมือง แล้วยอมอ่อนน้อมต่อท่าน แต่เล่าปี่กลับแข็งขืนปฏิเสธความปรารถนาดีของท่านอย่างสิ้นเชิง

            โจโฉได้ฟังดังนั้นก็โกรธ จึงออกคำสั่งให้เคลื่อนทัพออกจากเมืองซินเอี๋ยตรงไปยังเมืองอ้วนเซีย

            ทางฝ่ายเมืองอ้วนเซีย เมื่อชีซีคำนับลากลับออกไปแล้ว เล่าปี่จึงปรึกษาด้วยขงเบ้งว่าเมื่อชีซีกลับไปรายงานแก่โจโฉแล้ว โจโฉคงจะรีบยกกองทัพมาเมืองอ้วนเซียเป็นมั่นคง ท่านจะวางแผนคิดอ่านรับศึกครั้งนี้ประการใด

            ขงเบ้งจึงว่าเมืองอ้วนเซียนี้เป็นหัวเมืองเล็ก ค่ายคูประตูหอรบไม่แข็งแรงมั่นคง กำลังทหารก็น้อย เสบียงก็ไม่พร้อม ภูมิประเทศก็ไม่ใช่ชัยภูมิที่จะตั้งรับศึกใหญ่ จึงไม่สามารถอาศัยเมืองอ้วนเซียรับมือกับกองทัพโจโฉได้ ข้าพเจ้าขอเสนอให้ทิ้งเมืองอ้วนเซียเสีย แล้วยกไปตั้งหลักต่อสู้กับโจโฉที่เมืองซงหยง เพราะเป็นหัวเมืองใหญ่ เป็นชัยภูมิที่จะรับมือกับกองทัพโจโฉได้ถนัดมือ หากจะคิดกลอุบายในการสงครามประการใดก็จะไม่ขัดสน

            เล่าปี่จึงว่าความอันท่านกล่าวทั้งปวงนี้ข้าพเจ้าเห็นพ้องด้วย แต่วิตกอยู่ด้วยอาณาประชาราษฎรที่ติดตามข้าพเจ้ามา จะได้รับความเดือดร้อนแสนสาหัส ครั้นจะละทิ้งราษฎรเสียแล้วหนีไปก็ “เสียแรงเขาติดตามมาด้วย แลจะทิ้งเขาเสียหนีไปเอาแต่ตัวรอดนั้นก็เอ็นดูแก่เขานัก”

            เล่าปี่ตระหนักดี ณ บัดนี้แล้วว่าเมื่อโจโฉดำเนินอุบายทางการเมืองช่วงชิงประชาชน สร้างความชอบธรรมที่จะยกกองทัพใหญ่มาโจมตีเมืองอ้วนเซียแล้ว ย่อมไม่สามารถอาศัยประชาชนเป็นเกราะกำบังคุ้มตัวได้อีกต่อไป แม้กระนั้นน้ำใจที่เอ็นดูราษฎรยังคงเปี่ยมอยู่ในหัวใจของเล่าปี่ ไม่อาจตัดใจละทิ้งหนีเอาตัวรอดได้ แต่ครั้นจะพาราษฎรทั้งนั้นติดตามกองทัพไปก็จะทำให้การเดินทัพหนีกองทัพของโจโฉเป็นไปอย่างล่าช้า จึงมีความวิตกนัก

            ขงเบ้งเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของเล่าปี่เป็นอย่างดี และยังเห็นถึงความจำเป็นในการครองใจอาณาประชาราษฎร แต่ในขณะเดียวกันก็เห็นถึงความจำเป็นในการเดินทัพว่าหากเป็นไปอย่างล้าช้าก็จะถูกกองทัพโจโฉไล่ตามทัน และจะเกิดความเสียหายใหญ่หลวงขึ้น

            ดังนั้นขงเบ้งจึงคิดการแก้ไขปัญหานี้ และเสนอแก่เล่าปี่ว่า “ถ้าดังนั้นจงให้คนไปประกาศว่าบัดนี้โจโฉยกมาจะทำอันตรายแก่เรา เราเห็นเหลือกำลังนัก จะตั้งรับอยู่ที่นี่มิได้ เราจะผ่อนผันไปอยู่เมืองซงหยง ถ้าผู้ใดจะไปกับเราก็ไป ถ้าสมัครอยู่มิไปก็ตามอัธยาศัยเถิด”

            คำขงเบ้งดั่งนี้เนื้อแท้แล้วก็คือกลยุทธ์ทางการเมืองอีกชนิดหนึ่งที่ต้องการครองใจอาณาประชาราษฎร ในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ราษฎรเลือกอนาคตของตนเองว่าจะติดตามเล่าปี่ต่อไป หรือว่าจะอยู่ที่เมืองอ้วนเซีย เมื่อราษฎรตัดสินใจทางใดทางหนึ่งแล้วก็ต้องรับผลแห่งการตัดสินใจนั้นด้วยตนเอง จะตำหนิติเตียนเล่าปี่ต่อไปไม่ได้

            เล่าปี่ฟังคำขงเบ้งก็เห็นชอบ จึงให้ซุนเขียนและกันหยง และพนักงานกรมการเจ้าหน้าที่ของเมืองอ้วนเซียออกไปตีฆ้องร้องป่าวประกาศให้ราษฎรทราบตามคำของขงเบ้งทุกประการ

            ในขณะเดียวกันเล่าปี่ก็สั่งการให้กวนอูพาทหารไปจัดเตรียมเรือเพื่อจะข้ามแม่น้ำที่กั้นขวางระหว่างเมืองอ้วนเซียกับเขตแดนเมืองซงหยงเพื่อเตรียมอพยพทหารและราษฎรต่อไป

            ฝ่ายซุนเขียนและกันหยงได้พาพนักงานเจ้าหน้าที่ออกไปป่าวประกาศให้อาณาประชาราษฎรทั้งปวงทราบ ครั้นราษฎรทั้งนั้นได้ทราบความ ต่างคนต่างตัดสินใจไม่ยอมอยู่เมืองอ้วนเซียและจะขอติดตามเล่าปี่ไปทุกหนแห่ง

            การตัดสินใจของอาณาประชาราษฎรทั้งนั้นย่อมแสดงอยู่ว่าน้ำใจและคุณธรรมประจำตัวเล่าปี่สามารถครองใจประชาชนได้มั่นคง คนเหล่านั้นจึงพร้อมที่จะติดตามเล่าปี่ไป นี่เป็นประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่งเล่าก็แสดงให้เห็นว่าภาพพจน์ทางการเมืองของโจโฉในขณะนั้นเป็นที่ชิงชังรังเกียจของประชาชน ทั้งในภาพของความโหดเหี้ยมอำมหิตและความเป็นทรราชที่ข่มเหงย่ำยีฮ่องเต้

            ความแตกต่างระหว่างวีรชนกับทรชนนั้น นอกจากจะมีเกณฑ์หรือเส้นแบ่งวัดอย่างอื่นแล้ว เกณฑ์หรือเส้นแบ่งที่สำคัญประการหนึ่งก็คือน้ำใจเอื้ออาทรต่ออาณาประชาราษฎร์ และความสามารถในการครองน้ำใจคน เล่าปี่ในวันนี้แม้เป็นเพียงเชื้อพระวงศ์พเนจร ไม่มีผลประโยชน์ใด ๆ ที่จะเอื้อเฟื้อจูงใจให้ผู้คนสนับสนุน แต่ผู้คนกลับพร้อมยอมทุกข์ทรมานเดือดร้อน แม้กระทั่งยอมพลีชีวิตติดตามเล่าปี่ไป เหตุผลก็มีอยู่ประการเดียวเท่านั้นคือคุณธรรมของผู้นำคน

            ไม่เหมือนนักการเมืองบางคนที่ครองอำนาจวาสนาแล้ว ละทิ้งไม่เหลียวแลประชาชน ทำตนเป็นผู้พึ่งพิงทุนต่างด้าวท้าวต่างแดน ยอมทำการทุกอย่างเพียงเพื่ออ้างว่าให้ต่างชาติเชื่อมั่น โดยไม่เคยคิด ไม่เคยทำแม้แต่เรื่องเดียวที่จะให้พี่น้องร่วมชาติของตนมีความเชื่อมั่น หรือหมดสิ้นจากความทุกข์ลำเค็ญ นักการเมืองแบบนี้จึงถูกประชาชนพิพากษาโทษออกจากอำนาจปกครองบ้านเมืองในที่สุด

            เล่าปี่ได้อพยพทหารและอาณาประชาราษฎรออกจากเมืองอ้วนเซียและยกไปทางแม่น้ำที่จะข้ามไปฟากเขตแดนเมืองซงหยง เล่าปี่ ขงเบ้ง ลงเรือเพื่อจะข้ามฟากไปก่อน ในขณะที่บนฝั่งยังคงชุลมุนเพื่ออพยพราษฎรจากฝั่งลงเรือ

            ในขณะที่เรือเล่าปี่อยู่กลางแม่น้ำนั้น เล่าปี่มองกลับมาบนฝั่ง เห็นสภาพที่ประชาชนทั้งลูกเด็กเล็กแดง และคนชรา ตลอดจนครอบครัวที่อุ้มลูกจูงหลานแย่งชิงกันลงเรืออื้ออึงอยู่บนฝั่งเป็นที่ชุลมุนดังนั้นก็คิดสงสารราษฎร แล้วร้องไห้

            เล่าปี่น้อยใจในวาสนาของตัวที่ไม่เพียงแต่ตกทุกข์ได้ยากโดยลำพังตัวเท่านั้น ยังพาอาณาประชาราษฎรทั้งปวงให้พลอยเดือดร้อนทุกข์เข็ญตามไปด้วย จึงว่า “คนทั้งหลายนี้พากันมาได้ความลำบาก พลัดพรากที่กินที่อยู่ทั้งนี้ก็เพราะเราผู้เดียว เราจะอยู่ไปไยให้คนทั้งปวงได้รับความเวทนาด้วย”

            เล่าปี่กล่าวสิ้นความลงก็เดินปรี่ไปทางกราบเรือจะกระโจนน้ำตาย

            บรรดาทหารในเรือเห็นดังนั้นต่างคนต่างพากันวิ่งเข้าไปยุดตัวเล่าปี่ไว้ไม่ให้ทันกระโดดน้ำ ต่างคนต่างสงสารเล่าปี่ และยิ่งมีน้ำใจศรัทธาที่เล่าปี่มีน้ำใจรักประชาชนยิ่งกว่าชีวิตตัว ดังนั้นต่างคนจึงต่างร้องไห้

            บรรดาทหารเหล่านั้นได้พากันยืนห้อมล้อมเล่าปี่เพื่อมิให้เล่าปี่คิดสั้นกระโดดน้ำตายอีก และช่วยกันปลอบใจเล่าปี่ว่าเป็นธรรมดาของการสงครามที่ย่อมนำความเดือดร้อนทุกข์เข็ญแก่อาณาประชาราษฎร แต่ความเดือดร้อนทั้งสิ้นนั้นเป็นความผิดของโจโฉซึ่งเป็นทรราช มุ่งแต่แสวงหาอำนาจโดยไม่เห็นแก่สันติสุขในแผ่นดิน

            ครั้นเรือเข้าเทียบฝั่ง บรรดาทหารที่ห้อมล้อมเล่าปี่อยู่ ได้เชิญเล่าปี่ ขงเบ้ง ขึ้นไปบนฝั่ง ในขณะนั้นเรือหลายลำซึ่งลำเลียงทหารและราษฎรข้ามฟากมาถึงแล้ว ต่างพากันอออยู่ที่ริมฝั่งน้ำ ในขณะที่อีกฟากหนึ่งก็กำลังขนถ่ายอพยพผู้คนชุลมุนอึงคะนึงอยู่

            เล่าปี่ขึ้นฝั่งแล้วยังไม่อาจตัดสินใจเดินทางต่อไป คงยั้งอยู่ที่ริมฝั่ง คอยท่าประชาชนเพื่อจะอพยพไปพร้อมกัน และเร่งทหารที่ส่งราษฎรขึ้นฝั่งแล้วให้รีบถอยเรือกลับไปรับราษฎรอีกฝั่งหนึ่ง

            เล่าปี่รั้งรออยู่จนการอพยพผู้คนจากฟากแม่น้ำข้างเมืองอ้วนเซียได้ข้ามฟากมาถึงเขตแดนเมืองซงหยงหมดสิ้นแล้ว จึงเคลื่อนขบวนตรงไปยังเมืองซงหยง

            อากัปกิริยาท่าทีและถ้อยร้อยเจรจาของเล่าปี่ตั้งแต่ออกจากเมืองอ้วนเซียมาจนถึงริมฝั่งน้ำในเขตแดนเมืองซงหยงได้สร้างความซาบซึ้งตรึงใจและความเลื่อมใสศรัทธาแก่บรรดาชาวเมืองอย่างเปี่ยมล้น นี่แลกลวิธีครองน้ำใจคนที่ได้เห็นผลชัดเจนแล้ว

            ครั้นขบวนยกไปใกล้กำแพงเมืองซงหยง เล่าปี่ได้พาทหารตรงไปที่ประตูเมืองแต่ประตูเมืองนั้นปิดอยู่ เข้าไปมิได้ ทั้งทหารรักษาการณ์บนเชิงเทินและกำแพงเมืองพร้อมพรั่งแน่นหนา เล่าปี่จึงขี่ม้าเข้าไปใกล้ประตูเมือง แล้วร้องบอกแก่ทหารรักษาการณ์บนเชิงเทินหน้าประตูเมืองว่าให้รีบรายงานแก่เล่าจ๋องหลานเราว่าที่ยกมาทั้งนี้มิได้มีเจตนามุ่งร้ายหมายเอาเมืองแต่ประการใดทั้งสิ้น แต่เป็นเพราะราษฎรทั้งปวงต้องการอพยพหลบหนีภัยของกองทัพโจโฉ อย่าได้มีความสงสัยในน้ำใจของเราเลย จงมีความเอ็นดูราษฎรแล้วเปิดประตูเมืองให้เราและราษฎรได้อาศัยด้วยเถิด

            ในขณะที่ขบวนของเล่าปี่ยกมานั้น ทหารรักษาการณ์บนเชิงเทินเห็นธงประจำกองทัพเล่าปี่และมีขบวนยกมาเป็นอันมาก ก็นำความไปรายงานให้ชัวมอผู้บัญชาการทหารของเมืองเกงจิ๋วทราบ

            ชัวมอทราบความแล้วจึงชวนเตียวอุ๋นนายทหารที่ปรึกษาคู่ใจรีบตรงมาที่เชิงเทินบนประตูเมือง ครั้นได้ฟังคำของเล่าปี่ดังนั้นความแค้นเดิมที่วางแผนสังหารเล่าปี่ไม่สำเร็จก็พลุ่งขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง คิดว่าเล่าปี่วางอุบายหลอกเข้าเมืองแล้วจะชิงเอาเมืองซงหยง จึงสั่งทหารบนเชิงเทินให้ระดมยิงเกาทัณฑ์ไปที่กองทหารของเล่าปี่

            เล่าปี่เห็นดังนั้นก็ชักม้าออกมาจนพ้นระยะเกาทัณฑ์ แล้วหันไปทางประตูเมืองอีกครั้งหนึ่ง หวังจะเจรจาว่ากล่าวให้ชัวมอเข้าใจเจตนาที่ยกมาครั้งนี้

            พอหันหน้าไปก็เห็นทหารเมืองซงหยงผู้หนึ่ง “สูงหกศอก หน้าแดงดังสีพุทราสุก” สวมเกราะขี่ม้าศึกพร้อมทหารอีกร้อยเศษ ฆ่าฟันทหารรักษาประตูเมืองล้มตายลงจนหมดสิ้น เปิดประตูเมืองซงหยงออกแล้วร้องมาทางเล่าปี่ว่าขอเชิญท่านพาอาณาประชาราษฎรเข้ามาในเมืองซงหยงให้เป็นที่สบายเถิด ข้าพเจ้าอุยเอี๋ยนชาวเมืองงีหยง จะช่วยเหลือท่านกำจัดไอ้พวกข้าขายเจ้า บ่าวขายนายเสียให้สิ้น

            อุยเอี๋ยนผู้นี้เป็นนายทหารเก่าของเล่าเปียว พื้นเพเดิมเป็นชาวเมืองงีหยง ได้ทราบความที่เล่าเปียวเคยฝากฝังเมืองเกงจิ๋วและหัวเมืองทั้งปวงไว้กับเล่าปี่ ในวันนั้นอุยเอี๋ยนและทหารในบังคับบัญชารักษาการณ์อยู่บนเชิงเทิน เห็นเล่าปี่นำขบวนอพยพมาที่ประตูเมืองก็เข้าใจว่าชัวมอจะเปิดประตูเมืองรับเล่าปี่เข้ามาเพื่อรับศึกกับกองทัพของโจโฉ

            แต่เมื่อเห็นชัวมอสั่งทหารให้ระดมยิงเกาทัณฑ์ใส่เล่าปี่ก็โกรธ จึงเข้าไปด่าชัวมอ เตียวอุ๋นว่า “มึงนี้อ้ายศัตรูขายเจ้า มาทำทั้งนี้ควรแล้วหรือ เล่าปี่นี้เป็นคนโอบอ้อมอารีต่ออาณาประชาราษฎรทั้งปวง มาบัดนี้หวังจะสงเคราะห์แก่คนทั้งหลาย อนึ่งผู้ตายก็ฝากกิจการบ้านเมืองไว้แก่เล่าปี่ เหตุใดจึงมิให้เข้ามา”

            อุยเอี๋ยนด่าว่าชัวมอ เตียวอุ๋นดังนั้นแล้ว เห็นชัวมอ เตียวอุ๋นไม่ฟังคำ ยังคงกำชับสั่งทหารให้ระดมยิงเกาทัณฑ์ใส่เล่าปี่อีก ก็พาทหารลงมาจากเชิงเทินตรงไปที่ประตูเมือง ไล่ฆ่าฟันทหารที่รักษาประตูเมืองจนล้มตายไปหมดสิ้น แล้วเปิดประตูเมืองออกรับเล่าปี่

            เล่าปี่ได้ยินดังนั้นก็มีความยินดี แต่ในขณะที่จะออกคำสั่งให้เคลื่อนขบวนเข้าไปที่ประตูเมืองก็เห็นบุนเพ่งนายทหารเก่าของเล่าเปียวอีกผู้หนึ่งพาทหารออกมาจากประตูเมืองแล้วเข้าขวางหน้าอุยเอี๋ยนไว้

            บุนเพ่งด่าอุยเอี๋ยนว่า “มึงนี้เป็นแต่ทหารเลว หามีใครนับถือชื่อเสียงไม่ เหตุใดจึงบังอาจเปิดประตูรับเล่าปี่ให้เข้ามา มึงจะให้บ้านเมืองเป็นจลาจลหรือ”

            อุยเอี๋ยนได้ฟังดังนั้นก็โกรธ ชักม้าเข้ารบกับบุนเพ่ง ทหารทั้งสองฝ่ายได้ต่อสู้กันถึงขั้นตะลุมบอนชุลมุนอยู่หน้าประตูเมืองซงหยงนั้น.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘