ตอนที่ 223. ศึกชิงประชาชน
หลังจากโจหยินแม่ทัพหน้าของโจโฉต้องกลอุบายของขงเบ้งจนกองทัพหน้าต้องพ่ายแพ้อย่างยับเยินแล้ว ได้พาทหารที่รอดตายหนีไปทางทิศใต้แล้วเกณฑ์เรือราษฎรได้สองสามลำ ลำเลียงทหารข้ามลำน้ำกลับมาทางด้านเมืองซินเอี๋ย รวบรวมไพร่พลที่แตกหนีกระจัดกระจายได้จำนวนหนึ่ง จึงพากันยกไปตั้งอยู่ในเมืองซินเอี๋ยซึ่งบัดนี้กลายเป็นเมืองร้าง และเหลือแต่ซากปรักหักพังจากเพลิงผลาญเพื่อคอยท่ากองทัพหลวงของโจโฉ
พอพาทหารเข้าไปตั้งค่ายอยู่ในเมืองซินเอี๋ยเสร็จแล้ว โจหยินจึงสั่งให้โจหองรีบเดินทางกลับไปรายงานการศึกแก่โจโฉซึ่งคุมกองทัพหลวงให้ทราบความทุกประการ
โจโฉเมื่อทราบว่ากองทัพหน้าเสียทีแก่ข้าศึก ทั้ง ๆ ที่โจหยินเป็นขุนพลเก่า มีประสบการณ์ในการสงครามมาเป็นเวลายาวนาน และมีฝีมือรบพุ่งเข้มแข็งกล้าหาญ ใจหนึ่งก็พรั่นใจเพราะการปราชัยครั้งนี้นับเป็นหนที่สองที่กองทัพฝ่ายเมืองหลวงพ่ายแพ้ยับเยินต่อกองทัพของเล่าปี่ แต่ใจหนึ่งก็ยิ่งเพิ่มความโกรธแค้นที่เล่าปี่มีกำลังอันน้อย แต่มีใจกำเริบคิดอ่านทำลายล้างกองทัพของฝ่ายเมืองหลวงอย่างโหดเหี้ยม
แรงโทสะโหมรุมเร้าให้จิตใจรุ่มร้อนตาม โจโฉจึงสั่งการให้รีบเคลื่อนกองทัพหลวงไปที่เมืองซินเอี๋ยแต่ในเพลานั้น
ครั้นกองทัพหลวงมาบรรจบกับกองทัพหน้าที่เมืองซินเอี๋ยแล้ว โจโฉได้สั่งการให้ทหารขนดินถมลำน้ำแปะโหทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อจะได้กรีฑาทัพใหญ่ข้ามไปโดยสะดวก ในขณะเดียวกันได้สั่งให้ปรับปรุงกองทัพจัดเป็นแปดกอง และให้เตรียมพร้อมที่จะเคลื่อนกองทัพยกไปเมืองอ้วนเซีย
ในระหว่างที่ทหารโจโฉกำลังถมลำน้ำแปะโหอยู่นั้น หน่วยลาดตระเวนได้รายงานความเคลื่อนไหวทางด้านเล่าปี่ว่าบัดนี้ได้อพยพราษฎรหนีไปที่เมืองอ้วนเซียแล้ว
โจโฉได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งโกรธเล่าปี่ ด่าเล่าปี่ต่อหน้าบรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองทั้งปวงว่า ไอ้เล่าปี่ชาติคนทอเสื่อขาย มีจิตใจโหดร้ายอำมหิต คิดหวังเอาอาณาประชาราษฎรเป็นเกราะคุ้มกำบังการตามตีของกองทัพเรา จึงเกณฑ์ราษฎรให้อพยพติดตามกองทัพไปด้วย หากเราจะด่วนยกกองทัพไปตามตีก็จะถูกราษฎรทั้งแผ่นดินประณามหยามเหยียดว่ากระหายเลือด คิดแต่จะเอาชัยชนะ ไม่เห็นแก่ชีวิตของราษฎรผู้ยาก
เล่าหัวซึ่งเป็นที่ปรึกษาของโจโฉได้ฟังดังนั้น จึงสนับสนุนขึ้นว่า “ซึ่งมหาอุปราชยกมาจะปราบปรามหัวเมืองฝ่ายใต้ครั้งนี้ควรจะผ่อนเอาใจอาณาประชาราษฎรทั้งปวงให้มีความยินดีเป็นที่รักใคร่ก่อน การที่เล่าปี่ทิ้งเมืองเสีย พาอาณาประชาราษฎรไปอยู่เมืองอ้วนเซียด้วยนั้น ถ้าท่านจะด่วนยกไปโดยกำลังโกรธบัดนี้ก็จะได้อยู่ แต่อาณาประชาราษฎรทั้งสองเมืองจะได้ความเดือดร้อนฉิบหายล้มตายเสียเพราะเล่าปี่เป็นอันมาก”
เล่าหัวได้กล่าวต่อไปว่าอันการสงครามนั้นแม้ว่าจะอาศัยกำลังทหารเป็นหลักก็จริงอยู่ แต่การใช้กำลังทหารย่อมเป็นไปเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมือง ซึ่งต้องอาศัยน้ำใจรักศรัทธาของราษฎร เล่าปี่ทำการทั้งนี้เพราะต้องการช่วงชิงประชาชนให้ยืนอยู่ข้าง อุปมาดั่งปลาแสวงหาแหล่งน้ำเป็นที่อาศัยและคุ้มตัว ดังนั้นท่านอัครมหาเสนาบดีจึงชอบที่จะช่วงชิงประชาชนให้กลับมายืนอยู่ข้างฝ่ายเมืองหลวง เล่าปี่ที่เป็นเสมือนปลาเมื่อขาดน้ำแล้วก็จะตาย
ว่าแล้วเล่าหัวจึงเสนอให้โจโฉแต่งทูตไปเจรจาเกลี้ยกล่อมเล่าปี่เพื่อให้สวามิภักดิ์ต่อราชสำนักเสียโดยดี จะได้ไม่เดือดร้อนแก่อาณาประชาราษฎรสืบไป คนทั้งปวงเมื่อทราบความดั่งนี้แล้วก็จะมีความยินดีด้วยท่านเป็นอันมาก แม้หากว่าเล่าปี่จะไม่ยอมสวามิภักดิ์ คนทั้งปวงก็จะแลเห็นว่าเล่าปี่เป็นผู้ใฝ่ในอำนาจ คิดการกบฏโดยไม่เห็นแก่ความเดือดร้อนของราษฎรแล้วจะมีน้ำใจชังเล่าปี่ นี่จะเป็นประโยชน์สถานหนึ่ง หรือในกรณีที่เล่าปี่ยินยอมสวามิภักดิ์ ยอมขึ้นอยู่กับราชสำนักก็เหมือนขึ้นอยู่กับท่าน ศัตรูทางหัวเมืองฝ่ายใต้ก็จะลดไปคนหนึ่ง ทั้งจะได้เมืองเกงจิ๋วโดยมิพักต้องเหนื่อยแรงทหาร ซึ่งถือว่าเป็นชัยชนะที่สมบูรณ์แลประเสริฐ นี่จะเป็นประโยชน์สถานที่สอง ขอท่านจงตรองตามที่ควรเถิด
โจโฉได้ฟังดังนั้นก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วว่าความคิดอ่านของท่านลึกซึ้งหลักแหลมนัก แต่ทว่าจะหาใครไปทำการนี้จึงจะได้ผลดังประสงค์
เล่าหัวจึงว่าการครั้งนี้เป็นการทูตครั้งสำคัญ เพราะการที่จะเกลี้ยกล่อมเล่าปี่จำเป็นที่จะต้องอาศัยคนที่สนิทสนมกันมาแต่ก่อน ในกองทัพของเรานี้เห็นมีแต่ชีซีผู้เดียว เพราะเคยอยู่ใกล้ชิดสนิทสนมกับเล่าปี่และไว้วางใจกันมา หากได้ชีซีไปทำการครั้งนี้คงได้ผลสมประสงค์เป็นแน่แท้
โจโฉจึงว่าความคิดอันท่านเสนอครั้งนี้ก็ชอบอยู่ แต่ชีซีนั้นมีน้ำใจใฝ่อยู่กับเล่าปี่ การที่ยอมรับราชการอยู่ในเมืองหลวงทุกวันนี้ก็เพราะความจำใจเพื่อรักษาสุสานของมารดา หากให้ชีซีไปทำการครั้งนี้แล้วเกรงว่าชีซีจะไปเข้ากับเล่าปี่แล้วไม่กลับคืนมา การของเราจะไม่เสียไปหรือ
เล่าหัวจึงตอบว่า อันชีซีผู้นี้เป็นคนมีความกตัญญูรู้คุณมารดา ยึดมั่นอยู่ในขนบธรรมเนียมประเพณี ถ้าหากรับคำท่านออกไปเกลี้ยกล่อมเล่าปี่แล้วคงจะกลับคืนมาเป็นมั่นคง เพราะหากไม่กลับก็เกรงว่าจะเสียสัตย์ที่รับคำท่านแล้วฉวยโอกาสบิดพริ้วหลบหนีไปประการหนึ่ง และเกรงผู้คนทั้งแผ่นดินจะนินทาว่าไร้ความกตัญญู ละทิ้งสุสานของมารดาไปแสวงหาอำนาจวาสนาส่วนตัวอีกประการหนึ่ง ทั้งสองประการนี้จะกำกับใจชีซีให้ต้องกลับคืนมาหาท่านอย่าได้สงสัยเลย
โจโฉได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบ จึงสั่งทหารให้ไปตามชีซีเข้ามาพบ แล้วปรารภว่าเล่าปี่เคยอยู่ทำราชการด้วยเมืองหลวงมาแต่ก่อน ตัวเราก็รักใคร่ไว้วางใจทำนุบำรุงอย่างเต็มที่และยังได้กราบทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ให้บำเหน็จความชอบจนได้รับความยกย่องนับถือว่าเป็นพระเจ้าอา แต่เล่าปี่กลับหนีราชการแล้วแข็งข้อต่อราชสำนัก เราจึงน้อยใจเล่าปี่ที่ไม่คิดถึงคุณเรา จึงยกกองทัพมาหวังจะให้เล่าปี่สวามิภักดิ์เสียแต่โดยดี จะได้กลับไปทำราชการด้วยกันให้มีความสุขดังแต่ก่อน แต่เล่าปี่กลับขัดขืนแข็งข้อ ครั้นเราจะกรีฑาทัพใหญ่ไปเหยียบเมืองอ้วนเซียเสียให้ราบเป็นหน้ากลองก็เอ็นดูแก่ราษฎรจะพลอยได้รับความเดือดร้อนล้มตายเสียเปล่า ๆ
โจโฉกล่าวดังนี้แล้วก็จ้องมองหน้าชีซี ในขณะที่ชีซีก็ก้มหน้านิ่งฟังคำของโจโฉอยู่ โจโฉเห็นดังนั้นจึงกล่าวต่อไปว่า “ทุกวันนี้เราก็รู้ว่าตัวท่านกับเล่าปี่เป็นคนชอบพอกัน จะให้ท่านไปเจรจาว่ากล่าวเล่าปี่ให้มาอ่อนน้อมแก่เราโดยดี อย่าให้มีความเดือดร้อนแก่อาณาประชาราษฎรเลย ตัวเราก็มิเอาโทษแก่เล่าปี่ จะทำนุบำรุงตั้งแต่งให้ตามความปรารถนา ครั้นจะใช้ให้ผู้อื่นไปเล่าก็จะเสียการไป เห็นแต่ท่านผู้เดียวเป็นคนสัตย์ซื่อนัก จงไปว่ากล่าวแก่เล่าปี่ตามถ้อยคำของเรา”
ฝ่ายชีซีนิ่งฟังคำโจโฉด้วยอาการอันสงบ ครั้นเห็นโจโฉกล่าวสิ้นความแล้วจึงกล่าวว่าเมื่อท่านอัครมหาเสนาบดีมอบหมายภาระหน้าที่นี้แก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็เต็มใจที่จะเดินทางไปเมืองอ้วนเซียตามความประสงค์ของท่าน
โจโฉได้ฟังดังนั้นจึงบอกชีซีให้รีบเดินทางไปเมืองอ้วนเซีย เสร็จภารกิจแล้วให้รีบกลับมารายงานผลโดยทันที ชีซีจึงคำนับลาโจโฉกลับมาที่ค่ายพัก จัดแจงสัมภาระแล้วรีบเดินทางไปเมืองอ้วนเซียแต่เวลาวันนั้น
การแต่งทูตไปเจรจาเกลี้ยกล่อมเล่าปี่ในครั้งนี้ แม้ว่าจะมีความเป็นไปได้ถึงสองประการคือเล่าปี่ยินยอมอ่อนน้อมหรือปฏิเสธ แต่ไม่ว่าผลจะออกมาประการใด ก็มีแต่จะเป็นประโยชน์แก่โจโฉทั้งสิ้น การที่โจโฉมอบหมายชีซีไปเกลี้ยกล่อมเล่าปี่ทั้ง ๆ ที่ใจก็รู้ดีอยู่ว่าชีซีมีความสนิทสนมชอบพออยู่กับเล่าปี่ คงจะไม่เกลี้ยกล่อมให้เล่าปี่เข้าสวามิภักดิ์เป็นแน่แท้ แต่ก็ยังสู้ใช้ชีซีไปทำการ จึงเห็นได้ชัดถึงน้ำใจของโจโฉว่าการดำเนินงานทางการทูตในครั้งนี้ไม่ได้หวังว่าเล่าปี่จะอ่อนน้อม หากมุ่งหวังผลทางการเมืองเพื่อช่วงชิงประชาชน และสร้างความชอบธรรมในการใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามเล่าปี่เท่านั้น กำจัดเล่าปี่ได้แล้วจะได้กำจัดซุนกวนต่อไป เพื่อทำภาคใต้ให้สงบราบคาบ
ในประการนี้ทำให้ประจักษ์น้ำใจโจโฉชัดขึ้นอีกว่า เป็นผู้ใฝ่การสงคราม และเป็นผู้ถือลัทธิสงครามเป็นใหญ่ หรือถ้ากล่าวโดยภาษาสมัยใหม่ตามแบบฉบับของเหมาเจ๋อตงผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็คือ “อำนาจรัฐเกิดจากกระบอกปืน” ดังนั้นโจโฉจึงมุ่งมั่นใช้กำลังทหารและอาศัยสงครามในการปราบปรามหัวเมืองทั้งปวงเพื่อรวมแผ่นดินจีนเข้าเป็นหนึ่ง เหมือนกับยุคสมัยของจิ๋นซีฮ่องเต้กระนั้น
ฝ่ายชีซีเมื่อเดินทางไปถึงเมืองอ้วนเซียแล้วก็ตรงไปที่จวนของเล่าปี่ แจ้งทหารรักษาการณ์ให้เข้าไปรายงานให้เล่าปี่ทราบ
พอเล่าปี่ทราบว่าชีซีมาหาก็ดีใจ จึงให้ทหารไปเชิญขงเบ้งมาต้อนรับชีซีที่ห้องโถงหน้าของจวนพร้อมกัน
เล่าปี่ ขงเบ้ง และชีซี ปะหน้ากันครั้งนี้ต่างคนต่างมีความยินดี โอภาปราศรัยทักทายกันอย่างสนิทสนม แล้วเล่าปี่จึงเชิญชีซีเข้าไปนั่งที่ห้องรับรอง ไต่ถามสารทุกข์สุขดิบแลความเป็นไปทั้งปวง จากนั้นจึงถามว่าท่านเดินทางมาเมืองอ้วนเซียครั้งนี้ด้วยกิจธุระสิ่งใดหรือ
ชีซีจึงว่า “ซึ่งข้าพเจ้ามาบัดนี้ด้วยโจโฉใช้ให้มาเกลี้ยกล่อมเอาเนื้อเอาใจท่านให้ท่านไปอ่อนน้อมต่อ ครั้นข้าพเจ้าจะมิมาเล่าก็มิได้ แต่ที่ความจริงนั้นโจโฉทำทั้งนี้ปรารถนาจะโอบอ้อมเอาใจอาณาประชาราษฎรทั้งปวงให้รักดอก อันจะตรงต่อท่านนั้นหามิได้”
ชีซีได้กล่าวต่อไปว่า โจโฉกรีฑาทัพใหญ่ลงภาคใต้ในครั้งนี้คิดอ่านจะปราบปรามหัวเมืองฝ่ายใต้ให้ราบคาบ โดยมีตัวท่านและซุนกวนเป็นเป้าหมาย นี่คือเป้าหมายที่แท้จริงของโจโฉ หาใช่การเจรจาปรองดองให้อ่อนน้อมซึ่งเป็นเพียงอุบายลวงอาณาประชาราษฎรให้หลงนับถือแต่ประการใดไม่ ในขณะนี้โจโฉกำลังสั่งทหารให้ถมลำน้ำแปะโหและปรับปรุงกองทัพจัดเป็นแปดกอง พร้อมเมื่อใดแล้วคงจะยกมาเมืองอ้วนเซีย ท่านจงคิดอ่านเตรียมรับกองทัพโจโฉให้จงดี
ชีซีกล่าวแล้วจ้องมองหน้าเล่าปี่ เห็นเล่าปี่นิ่งฟังด้วยความสนใจโดยไม่มีทีท่าว่าจะตอบโต้หรือโต้แย้งประการใด ชีซีหันไปทางขงเบ้งก็เห็นขงเบ้งนั่งโบกพัดขนนกไปมาด้วยสีหน้าอันสงบราบเรียบ แม้ว่าน้ำใจหนึ่งจะเชื่อมั่นว่าขงเบ้งย่อมมีแผนการคิดอ่านรับมือโจโฉอยู่แล้วแต่ก็อดห่วงใยมิได้ จึงกล่าวต่อไปว่าข้าพเจ้าเห็นว่าเมืองอ้วนเซียเป็นเมืองเล็ก เห็นจะไม่สามารถตั้งรับกองทัพโจโฉได้ ท่านจึงควรขยับขยายไปตั้งรับที่ชัยภูมิอันกว้างใหญ่แข็งแรงเสียก่อน
เล่าปี่ฟังคำชีซีสิ้นคำแล้วจึงกล่าวว่า ความตื้นลึกหนาบางทางการเมือง แลการทหารอันท่านได้กล่าวนี้เป็นคุณแก่ข้าพเจ้ายิ่ง จะได้คิดอ่านรักษาตัวสืบไป อันตัวท่านได้จากข้าพเจ้าไปเป็นเวลาช้านานแล้ว บัดนี้มีวาสนาได้มาพบหน้ากันอีกครั้งหนึ่ง จงอยู่เสียด้วยกันที่เมืองอ้วนเซียนี้อย่ากลับไปให้ได้ยากอีกเลย
เล่าปี่กล่าวแล้วก็มองหน้าชีซีเป็นทีอ้อนวอนให้ชีซีอยู่ด้วยกัน ชีซีเห็นดังนั้นก็สงสาร ทั้งประจักษ์น้ำใจรักแลห่วงใยของเล่าปี่ที่ไม่มีคลอนคลาย ใบหน้าชีซีก็เศร้าหมองลง แต่ยังคงกล่าวขึ้นว่าแม้ตัวข้าพเจ้าจะจากท่านไปอยู่กับโจโฉ แต่น้ำใจก็ยังระลึกถึงคุณอยู่มิได้ขาด มาพบหน้าท่านวันนี้นับเป็นบุญยิ่งแล้ว แต่จะอยู่ด้วยท่านนั้นไม่ได้ เพราะคนทั้งปวงจะครหานินทาติเตียนได้ว่าข้าพเจ้าละความกตัญญู ทิ้งสุสานมารดาเพื่อวาสนาลาภยศ ดังนั้นข้าพเจ้าจึงจำใจต้องกลับไป
แล้วว่า “ซึ่งท่านจะกระทำการกับโจโฉสืบไปนั้น ขงเบ้งก็มาอยู่ด้วยแล้ว แลจะปรารมภ์ไปไย การสิ่งใดก็จะสำเร็จดังความปรารถนาสิ้น”
ชีซีเห็นเล่าปี่ยังมีความอาลัยอาวรณ์เหมือนหนึ่งตอนที่ขี่ม้าตามมาส่งให้ชีซีไปหามารดาที่เมืองหลวงก็สะท้อนใจนัก ประกอบทั้งใจชีซีเองเล่าก็อาลัยอาวรณ์รักเล่าปี่เป็นอันมาก บรรยากาศเงียบสงบดำเนินไปครู่หนึ่ง ชีซีจึงตัดใจกล่าวขึ้นว่าการอันโจโฉมอบหมายให้ข้าพเจ้ามาก็ได้บอกกล่าวแก่ท่านสิ้นแล้ว จำจะขอลาท่านกลับไปแต่เพลานี้
ว่าแล้วชีซีก็คำนับลาเล่าปี่ แล้วรีบเดินทางกลับออกไป เล่าปี่และขงเบ้งเห็นดังนั้นจึงเดินตามออกมาส่งชีซีจนพ้นประตูจวน
เป็นอันว่าชีซีเป็นทูตมาเจรจาความเมืองครั้งนี้แทนที่จะเจรจาความตามที่โจโฉมอบหมาย กลับบอกความตื้นลึกหนาบางอันเป็นไปให้เล่าปี่ได้ทราบทั้งสิ้นโดยที่ไม่ปริปากแม้สักคำว่าให้เล่าปี่ออกไปนอบน้อมแก่โจโฉ ทั้งนี้เพราะชีซีรู้ดีอยู่แก่ใจว่าเล่าปี่ในวันนี้ไม่มีวันที่จะสวามิภักดิ์ด้วยโจโฉ มีแต่จะเดินหน้าแข่งวาสนากับโจโฉประการเดียวเท่านั้น.
พอพาทหารเข้าไปตั้งค่ายอยู่ในเมืองซินเอี๋ยเสร็จแล้ว โจหยินจึงสั่งให้โจหองรีบเดินทางกลับไปรายงานการศึกแก่โจโฉซึ่งคุมกองทัพหลวงให้ทราบความทุกประการ
โจโฉเมื่อทราบว่ากองทัพหน้าเสียทีแก่ข้าศึก ทั้ง ๆ ที่โจหยินเป็นขุนพลเก่า มีประสบการณ์ในการสงครามมาเป็นเวลายาวนาน และมีฝีมือรบพุ่งเข้มแข็งกล้าหาญ ใจหนึ่งก็พรั่นใจเพราะการปราชัยครั้งนี้นับเป็นหนที่สองที่กองทัพฝ่ายเมืองหลวงพ่ายแพ้ยับเยินต่อกองทัพของเล่าปี่ แต่ใจหนึ่งก็ยิ่งเพิ่มความโกรธแค้นที่เล่าปี่มีกำลังอันน้อย แต่มีใจกำเริบคิดอ่านทำลายล้างกองทัพของฝ่ายเมืองหลวงอย่างโหดเหี้ยม
แรงโทสะโหมรุมเร้าให้จิตใจรุ่มร้อนตาม โจโฉจึงสั่งการให้รีบเคลื่อนกองทัพหลวงไปที่เมืองซินเอี๋ยแต่ในเพลานั้น
ครั้นกองทัพหลวงมาบรรจบกับกองทัพหน้าที่เมืองซินเอี๋ยแล้ว โจโฉได้สั่งการให้ทหารขนดินถมลำน้ำแปะโหทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อจะได้กรีฑาทัพใหญ่ข้ามไปโดยสะดวก ในขณะเดียวกันได้สั่งให้ปรับปรุงกองทัพจัดเป็นแปดกอง และให้เตรียมพร้อมที่จะเคลื่อนกองทัพยกไปเมืองอ้วนเซีย
ในระหว่างที่ทหารโจโฉกำลังถมลำน้ำแปะโหอยู่นั้น หน่วยลาดตระเวนได้รายงานความเคลื่อนไหวทางด้านเล่าปี่ว่าบัดนี้ได้อพยพราษฎรหนีไปที่เมืองอ้วนเซียแล้ว
โจโฉได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งโกรธเล่าปี่ ด่าเล่าปี่ต่อหน้าบรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองทั้งปวงว่า ไอ้เล่าปี่ชาติคนทอเสื่อขาย มีจิตใจโหดร้ายอำมหิต คิดหวังเอาอาณาประชาราษฎรเป็นเกราะคุ้มกำบังการตามตีของกองทัพเรา จึงเกณฑ์ราษฎรให้อพยพติดตามกองทัพไปด้วย หากเราจะด่วนยกกองทัพไปตามตีก็จะถูกราษฎรทั้งแผ่นดินประณามหยามเหยียดว่ากระหายเลือด คิดแต่จะเอาชัยชนะ ไม่เห็นแก่ชีวิตของราษฎรผู้ยาก
เล่าหัวซึ่งเป็นที่ปรึกษาของโจโฉได้ฟังดังนั้น จึงสนับสนุนขึ้นว่า “ซึ่งมหาอุปราชยกมาจะปราบปรามหัวเมืองฝ่ายใต้ครั้งนี้ควรจะผ่อนเอาใจอาณาประชาราษฎรทั้งปวงให้มีความยินดีเป็นที่รักใคร่ก่อน การที่เล่าปี่ทิ้งเมืองเสีย พาอาณาประชาราษฎรไปอยู่เมืองอ้วนเซียด้วยนั้น ถ้าท่านจะด่วนยกไปโดยกำลังโกรธบัดนี้ก็จะได้อยู่ แต่อาณาประชาราษฎรทั้งสองเมืองจะได้ความเดือดร้อนฉิบหายล้มตายเสียเพราะเล่าปี่เป็นอันมาก”
เล่าหัวได้กล่าวต่อไปว่าอันการสงครามนั้นแม้ว่าจะอาศัยกำลังทหารเป็นหลักก็จริงอยู่ แต่การใช้กำลังทหารย่อมเป็นไปเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมือง ซึ่งต้องอาศัยน้ำใจรักศรัทธาของราษฎร เล่าปี่ทำการทั้งนี้เพราะต้องการช่วงชิงประชาชนให้ยืนอยู่ข้าง อุปมาดั่งปลาแสวงหาแหล่งน้ำเป็นที่อาศัยและคุ้มตัว ดังนั้นท่านอัครมหาเสนาบดีจึงชอบที่จะช่วงชิงประชาชนให้กลับมายืนอยู่ข้างฝ่ายเมืองหลวง เล่าปี่ที่เป็นเสมือนปลาเมื่อขาดน้ำแล้วก็จะตาย
ว่าแล้วเล่าหัวจึงเสนอให้โจโฉแต่งทูตไปเจรจาเกลี้ยกล่อมเล่าปี่เพื่อให้สวามิภักดิ์ต่อราชสำนักเสียโดยดี จะได้ไม่เดือดร้อนแก่อาณาประชาราษฎรสืบไป คนทั้งปวงเมื่อทราบความดั่งนี้แล้วก็จะมีความยินดีด้วยท่านเป็นอันมาก แม้หากว่าเล่าปี่จะไม่ยอมสวามิภักดิ์ คนทั้งปวงก็จะแลเห็นว่าเล่าปี่เป็นผู้ใฝ่ในอำนาจ คิดการกบฏโดยไม่เห็นแก่ความเดือดร้อนของราษฎรแล้วจะมีน้ำใจชังเล่าปี่ นี่จะเป็นประโยชน์สถานหนึ่ง หรือในกรณีที่เล่าปี่ยินยอมสวามิภักดิ์ ยอมขึ้นอยู่กับราชสำนักก็เหมือนขึ้นอยู่กับท่าน ศัตรูทางหัวเมืองฝ่ายใต้ก็จะลดไปคนหนึ่ง ทั้งจะได้เมืองเกงจิ๋วโดยมิพักต้องเหนื่อยแรงทหาร ซึ่งถือว่าเป็นชัยชนะที่สมบูรณ์แลประเสริฐ นี่จะเป็นประโยชน์สถานที่สอง ขอท่านจงตรองตามที่ควรเถิด
โจโฉได้ฟังดังนั้นก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วว่าความคิดอ่านของท่านลึกซึ้งหลักแหลมนัก แต่ทว่าจะหาใครไปทำการนี้จึงจะได้ผลดังประสงค์
เล่าหัวจึงว่าการครั้งนี้เป็นการทูตครั้งสำคัญ เพราะการที่จะเกลี้ยกล่อมเล่าปี่จำเป็นที่จะต้องอาศัยคนที่สนิทสนมกันมาแต่ก่อน ในกองทัพของเรานี้เห็นมีแต่ชีซีผู้เดียว เพราะเคยอยู่ใกล้ชิดสนิทสนมกับเล่าปี่และไว้วางใจกันมา หากได้ชีซีไปทำการครั้งนี้คงได้ผลสมประสงค์เป็นแน่แท้
โจโฉจึงว่าความคิดอันท่านเสนอครั้งนี้ก็ชอบอยู่ แต่ชีซีนั้นมีน้ำใจใฝ่อยู่กับเล่าปี่ การที่ยอมรับราชการอยู่ในเมืองหลวงทุกวันนี้ก็เพราะความจำใจเพื่อรักษาสุสานของมารดา หากให้ชีซีไปทำการครั้งนี้แล้วเกรงว่าชีซีจะไปเข้ากับเล่าปี่แล้วไม่กลับคืนมา การของเราจะไม่เสียไปหรือ
เล่าหัวจึงตอบว่า อันชีซีผู้นี้เป็นคนมีความกตัญญูรู้คุณมารดา ยึดมั่นอยู่ในขนบธรรมเนียมประเพณี ถ้าหากรับคำท่านออกไปเกลี้ยกล่อมเล่าปี่แล้วคงจะกลับคืนมาเป็นมั่นคง เพราะหากไม่กลับก็เกรงว่าจะเสียสัตย์ที่รับคำท่านแล้วฉวยโอกาสบิดพริ้วหลบหนีไปประการหนึ่ง และเกรงผู้คนทั้งแผ่นดินจะนินทาว่าไร้ความกตัญญู ละทิ้งสุสานของมารดาไปแสวงหาอำนาจวาสนาส่วนตัวอีกประการหนึ่ง ทั้งสองประการนี้จะกำกับใจชีซีให้ต้องกลับคืนมาหาท่านอย่าได้สงสัยเลย
โจโฉได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบ จึงสั่งทหารให้ไปตามชีซีเข้ามาพบ แล้วปรารภว่าเล่าปี่เคยอยู่ทำราชการด้วยเมืองหลวงมาแต่ก่อน ตัวเราก็รักใคร่ไว้วางใจทำนุบำรุงอย่างเต็มที่และยังได้กราบทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ให้บำเหน็จความชอบจนได้รับความยกย่องนับถือว่าเป็นพระเจ้าอา แต่เล่าปี่กลับหนีราชการแล้วแข็งข้อต่อราชสำนัก เราจึงน้อยใจเล่าปี่ที่ไม่คิดถึงคุณเรา จึงยกกองทัพมาหวังจะให้เล่าปี่สวามิภักดิ์เสียแต่โดยดี จะได้กลับไปทำราชการด้วยกันให้มีความสุขดังแต่ก่อน แต่เล่าปี่กลับขัดขืนแข็งข้อ ครั้นเราจะกรีฑาทัพใหญ่ไปเหยียบเมืองอ้วนเซียเสียให้ราบเป็นหน้ากลองก็เอ็นดูแก่ราษฎรจะพลอยได้รับความเดือดร้อนล้มตายเสียเปล่า ๆ
โจโฉกล่าวดังนี้แล้วก็จ้องมองหน้าชีซี ในขณะที่ชีซีก็ก้มหน้านิ่งฟังคำของโจโฉอยู่ โจโฉเห็นดังนั้นจึงกล่าวต่อไปว่า “ทุกวันนี้เราก็รู้ว่าตัวท่านกับเล่าปี่เป็นคนชอบพอกัน จะให้ท่านไปเจรจาว่ากล่าวเล่าปี่ให้มาอ่อนน้อมแก่เราโดยดี อย่าให้มีความเดือดร้อนแก่อาณาประชาราษฎรเลย ตัวเราก็มิเอาโทษแก่เล่าปี่ จะทำนุบำรุงตั้งแต่งให้ตามความปรารถนา ครั้นจะใช้ให้ผู้อื่นไปเล่าก็จะเสียการไป เห็นแต่ท่านผู้เดียวเป็นคนสัตย์ซื่อนัก จงไปว่ากล่าวแก่เล่าปี่ตามถ้อยคำของเรา”
ฝ่ายชีซีนิ่งฟังคำโจโฉด้วยอาการอันสงบ ครั้นเห็นโจโฉกล่าวสิ้นความแล้วจึงกล่าวว่าเมื่อท่านอัครมหาเสนาบดีมอบหมายภาระหน้าที่นี้แก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็เต็มใจที่จะเดินทางไปเมืองอ้วนเซียตามความประสงค์ของท่าน
โจโฉได้ฟังดังนั้นจึงบอกชีซีให้รีบเดินทางไปเมืองอ้วนเซีย เสร็จภารกิจแล้วให้รีบกลับมารายงานผลโดยทันที ชีซีจึงคำนับลาโจโฉกลับมาที่ค่ายพัก จัดแจงสัมภาระแล้วรีบเดินทางไปเมืองอ้วนเซียแต่เวลาวันนั้น
การแต่งทูตไปเจรจาเกลี้ยกล่อมเล่าปี่ในครั้งนี้ แม้ว่าจะมีความเป็นไปได้ถึงสองประการคือเล่าปี่ยินยอมอ่อนน้อมหรือปฏิเสธ แต่ไม่ว่าผลจะออกมาประการใด ก็มีแต่จะเป็นประโยชน์แก่โจโฉทั้งสิ้น การที่โจโฉมอบหมายชีซีไปเกลี้ยกล่อมเล่าปี่ทั้ง ๆ ที่ใจก็รู้ดีอยู่ว่าชีซีมีความสนิทสนมชอบพออยู่กับเล่าปี่ คงจะไม่เกลี้ยกล่อมให้เล่าปี่เข้าสวามิภักดิ์เป็นแน่แท้ แต่ก็ยังสู้ใช้ชีซีไปทำการ จึงเห็นได้ชัดถึงน้ำใจของโจโฉว่าการดำเนินงานทางการทูตในครั้งนี้ไม่ได้หวังว่าเล่าปี่จะอ่อนน้อม หากมุ่งหวังผลทางการเมืองเพื่อช่วงชิงประชาชน และสร้างความชอบธรรมในการใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามเล่าปี่เท่านั้น กำจัดเล่าปี่ได้แล้วจะได้กำจัดซุนกวนต่อไป เพื่อทำภาคใต้ให้สงบราบคาบ
ในประการนี้ทำให้ประจักษ์น้ำใจโจโฉชัดขึ้นอีกว่า เป็นผู้ใฝ่การสงคราม และเป็นผู้ถือลัทธิสงครามเป็นใหญ่ หรือถ้ากล่าวโดยภาษาสมัยใหม่ตามแบบฉบับของเหมาเจ๋อตงผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็คือ “อำนาจรัฐเกิดจากกระบอกปืน” ดังนั้นโจโฉจึงมุ่งมั่นใช้กำลังทหารและอาศัยสงครามในการปราบปรามหัวเมืองทั้งปวงเพื่อรวมแผ่นดินจีนเข้าเป็นหนึ่ง เหมือนกับยุคสมัยของจิ๋นซีฮ่องเต้กระนั้น
ฝ่ายชีซีเมื่อเดินทางไปถึงเมืองอ้วนเซียแล้วก็ตรงไปที่จวนของเล่าปี่ แจ้งทหารรักษาการณ์ให้เข้าไปรายงานให้เล่าปี่ทราบ
พอเล่าปี่ทราบว่าชีซีมาหาก็ดีใจ จึงให้ทหารไปเชิญขงเบ้งมาต้อนรับชีซีที่ห้องโถงหน้าของจวนพร้อมกัน
เล่าปี่ ขงเบ้ง และชีซี ปะหน้ากันครั้งนี้ต่างคนต่างมีความยินดี โอภาปราศรัยทักทายกันอย่างสนิทสนม แล้วเล่าปี่จึงเชิญชีซีเข้าไปนั่งที่ห้องรับรอง ไต่ถามสารทุกข์สุขดิบแลความเป็นไปทั้งปวง จากนั้นจึงถามว่าท่านเดินทางมาเมืองอ้วนเซียครั้งนี้ด้วยกิจธุระสิ่งใดหรือ
ชีซีจึงว่า “ซึ่งข้าพเจ้ามาบัดนี้ด้วยโจโฉใช้ให้มาเกลี้ยกล่อมเอาเนื้อเอาใจท่านให้ท่านไปอ่อนน้อมต่อ ครั้นข้าพเจ้าจะมิมาเล่าก็มิได้ แต่ที่ความจริงนั้นโจโฉทำทั้งนี้ปรารถนาจะโอบอ้อมเอาใจอาณาประชาราษฎรทั้งปวงให้รักดอก อันจะตรงต่อท่านนั้นหามิได้”
ชีซีได้กล่าวต่อไปว่า โจโฉกรีฑาทัพใหญ่ลงภาคใต้ในครั้งนี้คิดอ่านจะปราบปรามหัวเมืองฝ่ายใต้ให้ราบคาบ โดยมีตัวท่านและซุนกวนเป็นเป้าหมาย นี่คือเป้าหมายที่แท้จริงของโจโฉ หาใช่การเจรจาปรองดองให้อ่อนน้อมซึ่งเป็นเพียงอุบายลวงอาณาประชาราษฎรให้หลงนับถือแต่ประการใดไม่ ในขณะนี้โจโฉกำลังสั่งทหารให้ถมลำน้ำแปะโหและปรับปรุงกองทัพจัดเป็นแปดกอง พร้อมเมื่อใดแล้วคงจะยกมาเมืองอ้วนเซีย ท่านจงคิดอ่านเตรียมรับกองทัพโจโฉให้จงดี
ชีซีกล่าวแล้วจ้องมองหน้าเล่าปี่ เห็นเล่าปี่นิ่งฟังด้วยความสนใจโดยไม่มีทีท่าว่าจะตอบโต้หรือโต้แย้งประการใด ชีซีหันไปทางขงเบ้งก็เห็นขงเบ้งนั่งโบกพัดขนนกไปมาด้วยสีหน้าอันสงบราบเรียบ แม้ว่าน้ำใจหนึ่งจะเชื่อมั่นว่าขงเบ้งย่อมมีแผนการคิดอ่านรับมือโจโฉอยู่แล้วแต่ก็อดห่วงใยมิได้ จึงกล่าวต่อไปว่าข้าพเจ้าเห็นว่าเมืองอ้วนเซียเป็นเมืองเล็ก เห็นจะไม่สามารถตั้งรับกองทัพโจโฉได้ ท่านจึงควรขยับขยายไปตั้งรับที่ชัยภูมิอันกว้างใหญ่แข็งแรงเสียก่อน
เล่าปี่ฟังคำชีซีสิ้นคำแล้วจึงกล่าวว่า ความตื้นลึกหนาบางทางการเมือง แลการทหารอันท่านได้กล่าวนี้เป็นคุณแก่ข้าพเจ้ายิ่ง จะได้คิดอ่านรักษาตัวสืบไป อันตัวท่านได้จากข้าพเจ้าไปเป็นเวลาช้านานแล้ว บัดนี้มีวาสนาได้มาพบหน้ากันอีกครั้งหนึ่ง จงอยู่เสียด้วยกันที่เมืองอ้วนเซียนี้อย่ากลับไปให้ได้ยากอีกเลย
เล่าปี่กล่าวแล้วก็มองหน้าชีซีเป็นทีอ้อนวอนให้ชีซีอยู่ด้วยกัน ชีซีเห็นดังนั้นก็สงสาร ทั้งประจักษ์น้ำใจรักแลห่วงใยของเล่าปี่ที่ไม่มีคลอนคลาย ใบหน้าชีซีก็เศร้าหมองลง แต่ยังคงกล่าวขึ้นว่าแม้ตัวข้าพเจ้าจะจากท่านไปอยู่กับโจโฉ แต่น้ำใจก็ยังระลึกถึงคุณอยู่มิได้ขาด มาพบหน้าท่านวันนี้นับเป็นบุญยิ่งแล้ว แต่จะอยู่ด้วยท่านนั้นไม่ได้ เพราะคนทั้งปวงจะครหานินทาติเตียนได้ว่าข้าพเจ้าละความกตัญญู ทิ้งสุสานมารดาเพื่อวาสนาลาภยศ ดังนั้นข้าพเจ้าจึงจำใจต้องกลับไป
แล้วว่า “ซึ่งท่านจะกระทำการกับโจโฉสืบไปนั้น ขงเบ้งก็มาอยู่ด้วยแล้ว แลจะปรารมภ์ไปไย การสิ่งใดก็จะสำเร็จดังความปรารถนาสิ้น”
ชีซีเห็นเล่าปี่ยังมีความอาลัยอาวรณ์เหมือนหนึ่งตอนที่ขี่ม้าตามมาส่งให้ชีซีไปหามารดาที่เมืองหลวงก็สะท้อนใจนัก ประกอบทั้งใจชีซีเองเล่าก็อาลัยอาวรณ์รักเล่าปี่เป็นอันมาก บรรยากาศเงียบสงบดำเนินไปครู่หนึ่ง ชีซีจึงตัดใจกล่าวขึ้นว่าการอันโจโฉมอบหมายให้ข้าพเจ้ามาก็ได้บอกกล่าวแก่ท่านสิ้นแล้ว จำจะขอลาท่านกลับไปแต่เพลานี้
ว่าแล้วชีซีก็คำนับลาเล่าปี่ แล้วรีบเดินทางกลับออกไป เล่าปี่และขงเบ้งเห็นดังนั้นจึงเดินตามออกมาส่งชีซีจนพ้นประตูจวน
เป็นอันว่าชีซีเป็นทูตมาเจรจาความเมืองครั้งนี้แทนที่จะเจรจาความตามที่โจโฉมอบหมาย กลับบอกความตื้นลึกหนาบางอันเป็นไปให้เล่าปี่ได้ทราบทั้งสิ้นโดยที่ไม่ปริปากแม้สักคำว่าให้เล่าปี่ออกไปนอบน้อมแก่โจโฉ ทั้งนี้เพราะชีซีรู้ดีอยู่แก่ใจว่าเล่าปี่ในวันนี้ไม่มีวันที่จะสวามิภักดิ์ด้วยโจโฉ มีแต่จะเดินหน้าแข่งวาสนากับโจโฉประการเดียวเท่านั้น.