ตอนที่ 222. ยุทธการเมืองซินเอี๋ย

 โจหยินยกทหารตามเคาทูมาทัน ครั้นได้ฟังรายงานจากเคาทูแล้วมองขึ้นไปบนเนินเขาเห็นเล่าปี่ ขงเบ้ง เสพสุรากันอยู่อย่างครื้นเครงภายใต้สัปทนเบื้องหลังกองไฟที่ก่อไว้ส่องแสงสว่างไสว จนเห็นเหตุการณ์บนเนินเขาอย่างชัดเจนก็ขุ่นในอารมณ์เป็นยิ่งนัก

            โจหยินยืนม้าพิเคราะห์อยู่ครู่หนึ่งก็ยังตัดสินใจไปในทางหนึ่งทางใดไม่ได้ หากจะตัดสินใจยกทหารอ้อมเนินเขาไปโจมตีกองทหารของเล่าปี่ก็ไม่มีข่าวสารข้อมูลที่ชัดเจนว่าเล่าปี่มีทหารอยู่อีกด้านหนึ่งของเนินเขามากแลน้อยเท่าใด โจหยินคุมทหารยกมาเพียงสามร้อยนาย หากทหารของเล่าปี่มีเป็นจำนวนมากก็จะเสียทีแก่ข้าศึก ทั้งเป็นเวลาค่ำมืด ไม่สะดวกทั้งเชิงรุกและเชิงถอย หรือหากจะพาทหารขึ้นไปจับตัวเล่าปี่และขงเบ้งบนเนินเขาก็ขัดสน เพราะเคาทูพาทหารยกขึ้นไปรอบหนึ่งแล้วก็ถูกตีโต้ด้วยก้อนศิลาจนต้องพากันถอยกลับลงมา 

            สิ่งที่โจหยินคิดไม่ตกก็คือเล่าปี่ ขงเบ้ง ยกหนีออกจากเมืองซินเอี๋ยแต่ไม่หนีลับ กลับขึ้นไปนั่งเสพสุราอยู่บนเนินเขา จุดไฟสว่างไสวดังนี้ จะมีความหมายด้านการสงครามเป็นประการใด เพราะเป็นการผิดวิสัยของฝ่ายหนีที่ชอบจะต้องหนีไปให้ไกลและหนีไปให้เร็วที่สุด เพื่อให้พ้นจากการติดตาม โจหยินยิ่งคิดก็ยิ่งจนใจ และยิ่งเพิ่มความสงสัยจนกลายเป็นความกริ่งเกรงว่าขงเบ้งอาจวางกลอุบายเพื่อจะจับกุมตัว ความประหวั่นในใจก็เกิดขึ้น

            เมื่อเกิดความประหวั่นใจดั่งนี้ โจหยินจึงคิดถอยหนีออกจากเชิงเขากลับไปให้เร็วที่สุด จึงกล่าวกับเคาทูว่าเวลาวันนี้ค่ำมืดแล้ว และทหารที่ยกตามเรามาก็มีจำนวนน้อย “อย่าเพ่อเข้ารบเลย” ว่าแล้วโจหยินจึงชักบังเหียนม้าพาเคาทูและทหารรีบกลับเข้าไปในเมืองซินเอี๋ย

            อันการที่ขงเบ้งและเล่าปี่อพยพผู้คนหนีออกจากเมืองซินเอี๋ยไปเมืองอ้วนเซีย แต่ตัวขงเบ้งและเล่าปี่เองกลับไม่รีบเดินทางตามขบวนไป และยั้งรั้งรออยู่ที่เนินเขานอกเมืองซินเอี๋ย มิหนำซ้ำยังตามไฟสว่างไสว แล้วเสพสุราให้เป็นที่ครื้นเครงดังนี้ ใช่ที่จะเป็นเรื่องข้ามไปโดยมิได้พิเคราะห์ให้ถี่ถ้วนก่อนว่าเหตุไฉนขงเบ้งจึงทำการดั่งนี้

            ความประการนี้ย่อมเนื่องแต่กลอุบายที่ขงเบ้งได้ออกคำสั่งยุทธการตามแผนการบั่นทอนทำลายล้างกองทัพโจโฉก่อนถอยออกจากเมืองซินเอี๋ย และย่อมเนื่องจากคำสั่งที่ขงเบ้งกำชับบิฮอง และเล่าฮอง ให้ลวงล่อทหารโจโฉที่ทุ่งฉะบวยโผ เพื่อไม่ให้ยกเข้าเมืองในเวลากลางวัน เพราะหากกองทัพโจโฉยกเข้าเมืองแต่เวลากลางวันแล้ว ก็อาจตรวจสอบพบถึงการวางเชื้อเพลิงจำนวนมากไว้บนหลังคาบ้านเรือนราษฎร และโดยรอบทั้งเมืองซินเอี๋ย หากกองทัพโจโฉตรวจสอบพบความดังกล่าวแล้ว แผนการอุบายที่วางไว้ก็จะเสียไป ดังนั้นการที่ขงเบ้งพาเล่าปี่ขึ้นไปนั่งเสพสุราอยู่บนเนินเขาตามไฟสว่างจึงเป็นกลอุบายอีกชนิดหนึ่งที่เบนความสนใจของกองทัพโจโฉให้สนใจเหตุการณ์บนเนินเขาแทนที่จะสนใจตรวจสอบสภาพการภายในเมืองซินเอี๋ย อุบายนี้เรียกว่า “อุบายชี้ให้ดูนก” เมื่อข้าศึกหลงกลแล้วค่อยทำร้ายในภายหลัง

            อุบาย “ชี้ให้ดูนก” ของขงเบ้ง ได้ผลสมคะเนทุกประการ เพราะหลังจากโจหยินและเคาทูหลงกลเบนความสนใจจากสภาพการในเมืองซินเอี๋ยออกไปที่เนินเขาแล้ว กว่าจะกลับมาก็ใกล้เวลายามสอง ครั้นเข้าเมืองซินเอี๋ยแล้วโจหยินจึงกล่าวกับเคาทูว่าเล่าปี่และขงเบ้งคงเห็นว่าเมืองซินเอี๋ยนี้คับแคบ ตั้งรับศึกไม่ถนัด จึงคิดอ่านทิ้งเมืองแล้วพาราษฎรและครอบครัวอพยพหลบหนีไป

            แล้วว่าการอพยพราษฎรจำนวนมากเช่นนี้ จะทำให้การเดินทางหลบหนีเป็นไปโดยชักช้า คงจะหนีไปไม่ได้ไกล พวกเราพักผ่อนเสียคืนหนึ่งก่อน วันพรุ่งนี้ค่อยยกกองทัพติดตามเล่าปี่ไป คงจะทันเล่าปี่ในวันสองวันนี้ 

            เคาทูเห็นพ้องด้วยความคิดของโจหยิน พอดีทั้งสองนายทหารมาถึงจวนที่พักของเล่าปี่พบโจหองรอต้อนรับอยู่และเชิญเข้าไปพักผ่อนหลับนอนในจวนนั้น

            โจหยิน โจหอง เคาทู เข้าพักในจวนของเล่าปี่ ในขณะที่บรรดาทหารในกองทัพต่างแยกย้ายกันเข้าพักในบ้านเรือนของราษฎร พอเวลาใกล้ยามสองกองทหารของโจโฉทั้งสิ้นก็ม่อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย

            ฝ่ายจูล่งคุมทหารซุ่มสังเกตการณ์อยู่อย่างใกล้ชิด ครั้นเวลาย่างเข้าสู่ยามสามเห็นไฟภายในเมืองซินเอี๋ยค่อย ๆ มอดดับมืดลงก็รู้ว่ากองทหารของโจโฉพักผ่อนหลับนอนหมดสิ้นแล้ว จึงถ่ายทอดคำสั่งให้ทหารทั้งสามกองเตรียมพร้อม

            สภาพอากาศเมืองซินเอี๋ยหลังเที่ยงคืนวันนั้น สายลมยามค่ำโชยมาแต่แผ่วเบา แต่พอเวลาล่วงเลยมากขึ้นกระแสลมยิ่งแรงขึ้นโดยลำดับ พอพ้นเที่ยงคืนลมยิ่งพัดจัดเสียงดังหวิวหวือ กลบความสงัดแห่งราตรีจนหมดสิ้น

            จูล่งเห็นได้เวลาอันสมควร ประกอบทั้งเห็นลมแรงพัดมากล้าขึ้นทุกที จึงสั่งให้ทหารทุกกองจุดธนูเพลิงแล้วยิงเข้าไปในเมืองพร้อมกันทั้งสามด้าน

            ทหารรักษาเวรยามหน้าจวนของโจหยินเห็นแสงเพลิงลุกขึ้นก็วิ่งเข้าไปในจวน  แล้วรายงานแก่โจหยินว่าบัดนี้เพลิงลุกขึ้นที่ด้านนอก โจหยินยังงัวเงียอยู่ได้ฟังรายงานดังนั้นก็คิดว่าทหารหุงหาอาหารแล้วดับไฟไม่สนิท พอตกดึกไฟคุขึ้นจึงดุทหารรักษาการณ์ว่าไฟลุกขึ้นเพียงเท่านี้เป็นเพราะไฟที่ทหารหุงหาอาหารคุโชนขึ้น ชอบที่พวกเจ้าจะจัดการดับไฟเสียให้เรียบร้อย ไฉนจึงบังอาจมาปลุกเราให้ตื่นขึ้นในยามดึกดังนี้

            โจหยินกล่าวพอสิ้นความ เห็นแสงเพลิงลุกสว่างขึ้นทั้งสามด้าน โชติช่วงสว่างไสวราวกับเป็นเวลากลางวันก็ตกใจ เพราะอาการที่ไฟลุกโชติช่วงดังนี้ไม่ใช่ไฟจากเตาหุงหาอาหารของทหาร ก็รู้ว่าสภาพการกำลังตกอยู่ในอันตราย เพราะนั่นเป็นสัญญาณหมายว่าข้าศึกกำลังเข้าโจมตี

            โจหยินเห็นดังนั้นก็สั่งทหารให้ไปปลุกโจหองและเคาทู ต่างคนต่างใส่เสื้อเกราะถืออาวุธ แล้วรีบมาขึ้นม้า แสงเพลิงต้องแรงแห่งลมในยามดึกได้ไหม้ลามอย่างรวดเร็ว ลุกลามเผาผลาญบ้านเรือนราษฎรซึ่งได้ราดดินประสิวและเชื้อเพลิง แสงเพลิงโชติช่วงท่วมเมืองซินเอี๋ย ณ บัดนั้น

            โจหยินขี่ม้าออกมานอกจวน เห็นทหารถูกไฟครอก บาดเจ็บล้มตายเป็นอันมาก เสียงร้องโหยหวนดังก้องประสานกับเสียงประทุของเพลิงไม่ขาดระยะ พวกทหารที่รอดตายต่างพากันแตกตื่นวิ่งหนีเอาตัวรอด โดยไม่รู้ว่าจะวิ่งไปทิศทางไหน

            ในขณะนั้นจูล่งคุมทหารโห่ร้องตีกลองศึกอยู่นอกเมืองดังสนั่นหวั่นไหวทั้งสามด้าน ประหนึ่งว่ากำลังโหมกำลังเข้าตีเมือง คงเหลือด้านตะวันออกยังเงียบเสียงอยู่   โจหยินดูสภาพการดังนั้นแล้วยิ่งตกใจ จึงขี่ม้าพาทหารติดตามตรงไปที่ประตูเมืองด้านตะวันออกและร้องบอกทหารทั้งปวงให้รีบหนีออกจากเมืองทางประตูด้านตะวันออก

            ในขณะที่โจหยินนำทหารที่ติดตามออกพ้นประตูเมืองไปได้นั้น บรรดาทหารที่อยู่ในเมืองต่างพากันวิ่งหนีตามออกมาเป็นชุลมุน เบียดเสียดกันที่ประตูเมือง ถูกไฟคลอกและเหยียบกันตายเป็นจำนวนมาก

            ฝ่ายบิฮองและเล่าฮอง หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจหลอกล่อกองทัพของโจโฉที่ทุ่งฉะบวยโผแล้ว ได้ยกทหารมาซุ่มอยู่ที่นอกประตูเมืองซินเอี๋ยด้านตะวันออกตามคำสั่งของขงเบ้ง พอเห็นแสงเพลิงลุกขึ้นในเมืองก็รู้ว่ากองทัพโจโฉต้องกลขงเบ้งแล้ว จึงสั่งให้ทหารเตรียมพร้อมคอยทีอยู่

            พอบิฮองและเล่าฮองเห็นโจหยินพาทหารหนีออกจากประตูเมืองซินเอี๋ยด้านตะวันออก ก็ให้สัญญาณกองทหารที่ซุ่มอยู่นั้นยกเข้าตีกองทหารของโจหยินพร้อมกัน ฆ่าฟันทหารของโจหยินบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก

            เสียงทหารของบิฮองและเล่าฮองโห่ร้องดังสนั่น แสงไฟที่โชติช่วงในตัวเมืองสว่างไสวต้องธงทิวประจำกองทัพของเล่าปี่เห็นได้ชัดเจนแต่ไม่รู้ว่ามีจำนวนเท่าใด   โจหยินและทหารเห็นดังนั้นก็ตกใจแตกตื่น รีบยกหนีไปทางด้านแม่น้ำแปะโห

            บิฮองและเล่าฮองพาทหารไล่ตามตีทหารของโจหยินบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมากอีกส่วนหนึ่ง ครั้นเห็นทหารของโจหยินยกล่วงตรงไปทางด้านแม่น้ำแปะโหแล้ว จึงรีบยกทหารขึ้นไปทางต้นน้ำแปะโหสมทบกับทหารของกวนอู

            โจหยินพาทหารหนีมาถึงริมแม่น้ำแปะโห และให้ทหารร้องบอกต่อ ๆ กันให้รีบหนีข้ามลำน้ำ เสียงดังอึงคะนึงอลหม่าน

            กวนอูซึ่งคุมทหารซุ่มอยู่ที่ต้นน้ำ สังเกตการณ์พร้อมอยู่ พอเห็นไฟลุกขึ้นในเมืองซินเอี๋ยก็รู้ว่ากลอุบายของขงเบ้งเริ่มบังเกิดผลแล้ว จึงสั่งทหารทั้งปวงให้เข้าประจำที่ เตรียมพร้อมที่จะรื้อทำนบกั้นต้นน้ำแปะโห

            พอได้ยินเสียงอึงคะนึงขึ้นทางข้างใต้ลำน้ำ ทั้งเสียงร้องให้รีบข้ามน้ำดังอึงคะนึงสมคะเนตามแผนการแล้ว กวนอูจึงสั่งทหารให้พังทำนบกั้นลำน้ำแปะโห น้ำซึ่งทดไว้ข้างเหนือทำนบก็ไหลบ่าไปตามลำน้ำแปะโหอย่างรวดเร็ว ท่วมทหารโจหยินซึ่งกำลังข้ามลำน้ำอยู่จมน้ำตายเป็นอันมาก

            โจหยินนำทหารข้ามลำน้ำมาก่อน ในขณะที่น้ำไหลบ่าท่วมลงมา ม้าของโจหยินก็ใกล้ถึงริมฝั่ง จึงเร่งม้าให้รีบขึ้นตลิ่ง ทหารที่ลุยน้ำและว่ายน้ำหนีรอดตามมาถึงฝั่งก็รีบพากันขึ้นฝั่งตามโจหยินไป พวกทหารที่เหลืออยู่กลางลำน้ำถูกน้ำท่วมพัดหนักมาหนีไม่ทันเพราะม้าติดหล่มอยู่บ้าง หนักด้วยเสื้อเกราะบ้าง ก็จมน้ำตายเป็นอันมาก

            ฝ่ายกวนอูเมื่อสั่งทหารให้รื้อทำนบกั้นลำน้ำแล้ว ก็รีบยกทหารลงมาตามริมฝั่งลำน้ำแปะโห เพื่อตีสกัดทหารของโจหยินที่แตกหนีขึ้นฝั่งได้ ครั้นเห็นโจหยินนำทหารจำนวนหนึ่งหนีขึ้นฝั่งได้อย่างทุลักทุเล กวนอูจึงสั่งทหารให้เข้าโจมตีกองทหารของโจหยินในทันที

            โจหยินเห็นดังนั้นก็ตกใจ รีบขี่ม้าพาทหารติดตามหนีไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางความมืด กวนอูและทหารได้ฆ่าฟันทหารโจหยินที่หลงเหลืออยู่บาดเจ็บล้มตายจนหมดสิ้น

            ฝ่ายเตียวหุยคุมทหารซุ่มคอยทีอยู่ข้างปลายน้ำแปะโหในเขตตำบลทุ่งพกบ๋อง พอเห็นแสงเพลิงลุกโชติช่วงขึ้นในเมืองซินเอี๋ยและได้ยินเสียงทหารโจหยินแตกหนีเพลิงมาทางประตูเมืองด้านตะวันออกก็สั่งทหารให้เตรียมพร้อม พอได้ยินเสียงอึงคะนึงขึ้นที่ลำน้ำ แลเห็นน้ำในลำน้ำแปะโหหลากมาก็รู้ว่าแผนการของขงเบ้งบรรลุผลแล้ว จึงสั่งทหารให้เคลื่อนกำลังออกมาตั้งเตรียมสกัดกองทัพของโจโฉที่จะแตกหนีกลับมาทางปลายน้ำ

            พอเห็นโจหยิน โจหอง และเคาทูขี่ม้านำทหารที่แตกหนีมา เตียวหุยจึงให้สัญญาณให้ทหารที่ตั้งสกัดอยู่นั้นเข้าโจมตี ทหารของเตียวหุยโห่ร้องขึ้นพร้อมกันเสียงดังสนั่น และเข้าโจมตีทหารของโจหยินอย่างดุเดือด

            เตียวหุยขี่ม้านำหน้าทหารพอเข้าไปใกล้โจหยินก็ร้องขู่ไปว่า “ทีนี้พวกโจรจะตายสิ้นแล้ว” โจหยิน โจหองและเคาทูเห็นดังนั้นก็ตกใจเป็นอันมาก ไม่เป็นอันคิดอ่านจะต่อสู้ รีบพาทหารหนีฝ่าความมืดไปอย่างรวดเร็ว

            เตียวหุยพาทหารไล่ตามตีทหารของโจหยินไประยะหนึ่ง เห็นโจหยินหนีไปไกลแล้วก็ยกทหารกลับมาทางเมืองซินเอี๋ย พบกับเล่าปี่ และขงเบ้ง กำลังพาทหารจะข้ามลำน้ำแปะโหจึงเข้าไปสมทบ

            บรรดากองทหารของเล่าปี่ที่ขงเบ้งได้จัดวางไว้ทุกหน่วย ครั้นเสร็จสิ้นภารกิจก็ข้ามลำน้ำแปะโหไปชุมนุมอยู่ฟากที่จะไปยังเมืองอ้วนเซีย และสมทบกับขบวนของเล่าปี่ ขงเบ้ง ณ ฟากลำน้ำข้างนั้น

            ขงเบ้งสั่งทหารให้เผาเรือแพบรรดามีในลำน้ำแปะโหเสียจนสิ้น แล้วรีบยกทหารตามราษฎรไปยังเมืองอ้วนเซีย

            ยุทธการเมืองซินเอี๋ยในครั้งนี้ขงเบ้งได้ใช้กำลังทหารไม่ถึงหมื่นคน แต่ได้ใช้กลอุบายผลาญกองทัพหน้าของโจโฉที่มีโจหยินเป็นแม่ทัพจนวายวอดไปสิ้น การที่ทหารไม่ถึงหมื่นคนมีพลังอำนาจทางสงครามสามารถเอาชนะกองทัพหน้าของ   โจหยินจำนวนสิบหมื่นได้อย่างง่ายดายดังนี้ เนื่องเพราะอาศัยสติปัญญาความคิดอ่านทางการสงครามของขงเบ้งประการหนึ่ง และอาศัยไฟและน้ำซึ่งเป็นพลังจักรวาลที่มีอานุภาพร้ายแรงเป็นอาวุธอีกอย่างหนึ่ง สองประการนี้เมื่อบวกประสานเข้ากับกำลังทหารของเล่าปี่แล้ว จึงทำให้ศักยะสงครามของฝ่ายเล่าปี่เหนือกว่ากองทัพหน้าของโจโฉและสามารถทำลายกองทัพหน้าของโจโฉได้ในเวลาชั่วคืนเดียว

            ในด้านการยุทธนั้น ทหารทั้งหมดของเล่าปี่ไม่ได้สู้รบปรบมือกับกองทัพหน้าของโจโฉ ดังนั้นจึงสามารถสงวนรักษาไพร่พลทั้งหมดเอาไว้ได้ เพราะสิ่งซึ่งขงเบ้งใช้สู้รบกับกองทัพหน้าของโจโฉนั้นไม่ใช่คน หากเป็นพลังแห่งธาตุไฟและธาตุน้ำอันมีอานุภาพร้ายแรง โดยทหารของเล่าปี่ทำหน้าที่เพียงจุดเพลิงและรื้อทำนบให้น้ำหลากท่วมทหารของโจหยินเท่านั้น และด้วยเวลาเพียงชั่วยามเศษก็สามารถทำลายล้างกองทัพหน้าของโจโฉได้เกือบหมดสิ้น.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓