ตอนที่ 221. อุบาย "มีในความไม่มี"

 ในทางการทหารนั้น พวกที่มีความคิดสู้ตายก็มักจะต้องตาย ทั้งจะไม่ตายแต่ตัว หากจะเสียหายย่อยยับ ทั้งดินแดน ผู้คน และกองทัพ หมดโอกาสที่จะแก้ไขพลิกสถานการณ์อีกต่อไป แต่สำหรับขงเบ้งนั้นเมื่อเห็นว่ามีกำลังน้อย ไม่สามารถตั้งรับข้าศึกได้ ก็จำเป็นอยู่เองที่จะต้องถอยหนีเพื่อรักษาตัวและรี้พลไว้

            แต่ในการถอยนั้นหากจะถอยแบบหัวซุกหัวซุนก็จะเสียหายอย่างย่อยยับ ทั้งไพร่พลก็จะเสียขวัญ เหตุนี้ผู้บัญชาการทัพที่ปรีชาสามารถจึงต้องมีความเชี่ยวชาญในการถอยโดยไม่อ่อนด้อยไปกว่าการรุก ในการถอยของเล่าปี่ครั้งนี้หาได้มีแต่เพียงกองทัพเท่านั้น หากยังมีอาณาประชาราษฎรที่จะต้องอพยพติดตามไปเป็นจำนวนมาก ดังนั้นขงเบ้งจึงเสนอแผนการทางการเมืองให้ป่าวประกาศแก่ราษฎรเพื่อให้ทราบสถานการณ์ และให้เป็นไปตามใจสมัครว่าจะอยู่ ณ ภูมิลำเนาเดิมหรือจะติดตามเล่าปี่ไป

            เล่าปี่ฟังข้อเสนอของขงเบ้งแล้วก็เห็นชอบ จึงสั่งทหารให้ไปดำเนินการตามความคิดของขงเบ้งทุกประการ และสั่งบิต๊ก ให้เป็นผู้รับผิดชอบในการเคลื่อนย้ายครอบครัวของเล่าปี่

            ครั้นเตรียมการทุกประการเสร็จสิ้นแล้ว เล่าปี่ ขงเบ้ง จึงพาครอบครัว ทหารและราษฎรที่เต็มใจออกจากเมืองซินเอี๋ยตรงไปเมืองอ้วนเซีย

            นั่นเป็นด้านของการถอย แต่ผู้บัญชาการทัพระดับขงเบ้งหากจะถอยอย่างเดียวโดยไม่คิดสู้รบปรบมือกับข้าศึกแล้วก็ย่อมไม่สมนามสมญาพญามังกรผู้แจ้งฟ้าจบดินแห่งเทือกเขามังกรหลับ ดังนั้นในขณะที่ด้านหนึ่งถอย อีกด้านหนึ่งก็ได้กำหนดแผนการบั่นทอนทำลายล้างกองทัพข้าศึกควบคู่กันไปด้วย

            แผนการทำลายข้าศึกในขณะถอยหรือตั้งรับนี้ เหมาเจ๋อตงนักยุทธศาสตร์คนสำคัญที่สุดของศตวรรษที่ 19 แห่งกองทัพปลดแอกประชาชนจีน ได้เรียกว่า “การถอยอย่างเป็นฝ่ายกระทำ” ซึ่งก็คือด้านหนึ่งถอย อีกด้านหนึ่งทำลายล้างข้าศึก และได้กลายเป็นยุทธวิธีที่ล้ำเลิศประการหนึ่งของกองทัพปลดแอกประชาชนจีนในสงครามปฏิวัติของจีน

            ขงเบ้งได้กำหนดแผนการยุทธบั่นทอนทำลายล้างกองทัพของโจโฉเป็นสี่กระบวนรบ ดังนี้

            กระบวนแรก  แต่งให้กวนอูคุมทหารพันหนึ่งยกไปตั้งอยู่ต้นน้ำของลำน้ำแปะโหให้เอาดินใส่กระสอบทรายถมเป็นทำนบกั้นน้ำ กักน้ำในแม่น้ำแปะโหไม่ให้ไหลลงมาทางปลายน้ำ ในขณะที่ต้นน้ำเหนือทำนบเอ่อล้นจนปริ่ม และสั่งว่าเมื่อใดที่ทหารของโจโฉแตกถอยลงมาที่ลำน้ำแปะโห มีเสียงทหารโห่อื้ออึงเป็นสัญญาณแล้ว ให้กวนอูเปิดทำนบกั้นน้ำ ปล่อยให้น้ำในลำน้ำแปะโหด้านเหนือของทำนบไหลบ่าท่วมทหารของโจโฉ จากนั้นให้นำทหารตีกระทบลงมาทางปลายน้ำ

            กระบวนที่สอง แต่งให้เตียวหุยคุมทหารพันหนึ่งยกไปซุ่มอยู่ที่ตำบลพักเหลงข้างปลายลำน้ำแปะโห เมื่อใดที่ได้ยินเสียงทหารโจโฉร้องอื้ออึงเพราะถูกน้ำท่วมแตกหนีมาทางปลายน้ำ ก็ให้เตียวหุยตีกระหนาบกระทบขึ้นไปทางด้านต้นน้ำซึ่งกวนอูคุมทหารตีกระทบลงมา

            กระบวนที่สาม แต่งให้จูล่งคุมทหารสามพันแยกเป็นสามกองพัน สั่งให้เอาดินประสิวสุพรรณถัน และเชื้อไฟเป็นอันมาก เอาไปสาดไว้บนหลังคาบ้านเรือนของราษฎรซึ่งอพยพทิ้งร้างหนีตามเล่าปี่ไปแล้ว และให้สุมไว้โดยรอบภายในกำแพงเมือง วางเชื้อเพลิงเป็นแนวชนวนให้ทั่วถึงทั้งเมือง จากนั้นจึงให้ยกทหารออกไปซุ่มอยู่นอกเมืองซินเอี๋ยข้างทิศเหนือ ทิศใต้ และทิศตะวันตก ด้านละกองพัน เปิดช่องไว้เฉพาะด้านทิศตะวันออก ซึ่งเป็นทางไปสู่ลำน้ำแปะโห และให้เตรียมธนูเพลิงไว้จงมาก แล้วสั่งว่ากองทัพโจโฉจะเคลื่อนเข้าไปในเมืองซินเอี๋ยในเวลากลางคืน ให้ทอดเวลาใกล้ยามสองดูแสงไฟสัญญาณภายในเมืองว่าทหารโจโฉหลับพักผ่อนแล้วก็ให้ทหารทั้งสามกองพันเอาไฟจุดธนูเพลิงยิงเข้าไปในเมืองซินเอี๋ยพร้อมกัน เมื่อเพลิงติดขึ้นแล้วให้ทหารทั้งสามกองพันคอยโห่ร้องให้กึกก้องอยู่แต่ภายนอกเมือง ทหารโจโฉก็จะตกใจแตกตื่นหนีออกจากเมืองไปทางด้านแม่น้ำแปะโห

            เมื่อทหารโจโฉแตกหนีออกจากเมืองซินเอี๋ยแล้ว ให้จูล่งยกทหารทั้งสามกองพันไปหนุนช่วยเตียวหุย รุมตีกระหนาบซ้ำเติมกองทัพโจโฉให้ย่อยยับไปอีกต่อหนึ่ง

            กระบวนที่สี่ แต่งให้บิฮองและเล่าฮองคุมทหารคนละพัน แต่ละกองให้ถือธงแดงกองหนึ่ง ถือธงเขียวกองหนึ่ง แล้วยกออกไปตั้งซุ่มอยู่ในป่าที่ตำบลทุ่งฉะบวยโผนอกเมืองซินเอี๋ย ระยะห่างตัวเมืองประมาณ 300 เส้น แล้วสั่งว่าใกล้เวลาพลบวันพรุ่งนี้กองทัพโจโฉจะเคลื่อนมาถึงทุ่งฉะบวยโผ ให้บิฮองยกทหารไปทางด้านขวา และให้เล่าฮองยกทหารไปทางด้านซ้าย ให้ยกสลับไปมาขวาซ้ายให้สับสนจนฝุ่นคละคลุ้งทั่วไปทั้งป่าแห่งทุ่งฉะบวยโผ กองทัพโจโฉเห็นฝุ่นคละคลุ้งสับสนอยู่ในป่าก็จะสำคัญว่าเล่าปี่ซุ่มกองทหารไว้เป็นอันมาก คงจะรั้งรอดูทีท่าว่าจะรุก หรือจะยั้ง หรือจะถอย เห็นจะไม่กล้ารุกเข้าเมืองในทันที ครั้นเวลาล่วงไปเมื่อเห็นไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นก็จะรู้ตัวว่าต้องกล แล้วเคลื่อนทัพเข้าไปในเมืองซินเอี๋ย

            ขงเบ้งกำชับบิฮองและเล่าฮองว่าเราแต่งกลทั้งนี้เพื่อให้โจโฉสับสน ไม่กล้ายกทัพเข้าไปในเมืองซินเอี๋ยในทันที ท่านทั้งสองจงกำชับทหารให้ทำกลอุบายนี้ให้แนบเนียน อย่าให้โจโฉยกเข้าเมืองแต่เวลากลางวันได้ มิฉะนั้นแผนการของเราจะเสียไป

            ขงเบ้งสั่งบิฮองและเล่าฮองต่อไปว่าเมื่อท่านทั้งสองถ่วงเวลาโจโฉไว้จนถึงเวลาค่ำแล้ว ท่านจงถอยทหารออกไปซุ่มอยู่ที่ด้านตะวันตกของเมืองซินเอี๋ย เมื่อใดที่เห็นเพลิงลุกขึ้นในเมืองแล้ว ให้รีบยกทหารไปสมทบกับจูล่ง ช่วยโห่ร้องสำทับและเมื่อกองทัพโจโฉแตกไปทางแม่น้ำแปะโหแล้ว ให้ท่านทั้งสองรีบยกไปสมทบกับกวนอูทางด้านต้นน้ำแปะโห

            กวนอู เตียวหุย จูล่ง บิฮอง และเล่าฮอง ทราบแผนการและคำสั่งของขงเบ้งแล้วน้อมรับคำสั่งแต่โดยดี แล้วต่างคนต่างพาทหารยกออกไปเตรียมการตามจุดที่ขงเบ้งวางแผนการไว้ทุกประการ

            สำหรับกวนอู และเตียวหุยนั้น รับคำสั่งขงเบ้งในครั้งนี้ด้วยความเต็มใจ ผิดจากครั้งก่อน ซึ่งยังคงกระด้างกระเดื่องเนื่องจากยังไม่ประจักษ์สติปัญญาและความคิดของขงเบ้ง ครั้นประจักษ์ถึงสติปัญญาในการสงคราม ความเลื่อมใสศรัทธาก็ก่อตัวขึ้นในใจ ยิ่งได้ฟังแผนการและการบัญชาการของขงเบ้งในครั้งนี้แล้ว สองน้องร่วมสาบานแห่งสวนท้อก็ยิ่งเพิ่มพูนความเลื่อมใสศรัทธาขึ้นเป็นอันมาก

            เนื่องเพราะสองพี่น้องแห่งสวนท้อได้ประจักษ์ซ้ำในการศึกครั้งนี้ว่าแผนการความคิดรับมือกองทัพโจโฉที่อาศัยกำลังพลแต่น้อย แต่สามารถคาดการณ์เห็นได้ถึงผลบั้นปลายของยุทธการครั้งนี้ว่าคงสำเร็จสมคะเนดังแผนการของขงเบ้งเป็นแม่นมั่น กวนอู และเตียวหุยจึงรับคำสั่งของขงเบ้งด้วยความเร่าร้อน กระปรี้กระเปร่ากว่าการศึกทุกครั้งที่ผ่านมา

            ขงเบ้งบอกกล่าวแผนการและบัญชาการจัดกองกำลังเสร็จสิ้นแล้ว จึงชวนเล่าปี่ถอยออกจากเมืองซินเอี๋ย ติดตามขบวนอพยพราษฎรไปทางด้านเมืองอ้วนเซีย ครั้นออกจากเมืองมาได้ระยะสามร้อยเส้น ขงเบ้งจึงชวนเล่าปี่และทหารติดตามขึ้นไปยังเนินเขาสูงแห่งหนึ่ง คอยสังเกตและติดตามการศึกที่กำลังจะเกิดขึ้น

            ฝ่ายกองทัพโจโฉยังคงเคลื่อนตรงมาทางเมืองซินเอี๋ย โดยเคาทูคุมกองสอดแนมส่วนหน้าจำนวนสามพันยกล่วงมาก่อน ครั้นยกมาถึงใกล้ทุ่งฉะบวยโผเป็นเวลาใกล้พลบเห็นเล่าฮองและบิฮองคุมทหารจำนวนน้อยอยู่ที่ชายป่าจึงขับม้าตรงเข้าไปจะเข้ารบด้วยเล่าฮองและบิฮอง

            เล่าฮองและบิฮองเห็นเคาทูยกทหารตรงมาดังนั้นจึงชักม้าพาทหารถอยเข้าไปในป่า และให้สัญญาณแก่กองทหารที่ซุ่มอยู่

            กองทหารของเล่าฮองและบิฮองซึ่งซุ่มอยู่ในป่าเห็นสัญญาณดังนั้นจึงชูธงทิวประจำกองทัพพลิ้วไสวเห็นได้แต่ไกล และให้ทหารทั้งสองกองยกขวามาซ้าย ยกซ้ายไปขวาตามคำสั่งของขงเบ้งทุกประการ

            พอเคาทูขับม้าเข้ามาใกล้ชายป่าเห็นเล่าฮองและบิฮองถอยหนีเข้าไปในป่าก็ชะงักอยู่ พลันเห็นธงทิวของกองทัพเล่าปี่ปลิวพลิ้วไสวอยู่ในป่า มีฝุ่นคลีคลุ้งขึ้นไปบนท้องฟ้าเป็นปริมณฑลกว้างขวางก็ตกใจ เพราะอาการดังนั้นแสดงว่ามีทหารเป็นจำนวนมากซุ่มอยู่ในป่าและกำลังเคลื่อนย้ายกำลังพล จึงเข้าใจว่าขงเบ้งได้วางกลอุบายไว้

            เคาทูเห็นสภาพการเช่นนั้นจึงสั่งให้กองทหารหยุดยั้งอยู่ที่ชายป่า แล้วขี่ม้าย้อนหลังกลับไปหาโจหยินและโจหอง รายงานสภาพการว่าขงเบ้งแต่งกลอุบายซุ่มทหารไว้ในป่าเป็นอันมาก หากไล่ตามตีกองทหารเล่าฮองและบิฮองไปคงจะเสียทีแก่อุบายของขงเบ้ง

            โจหยินได้ฟังคำเคาทูแล้วเกิดความสงสัย จึงยกทหารไปที่ชายป่าซึ่งเล่าฮองและบิฮองซุ่มอยู่นั้น แล้วสั่งให้หยุดกองทัพทั้งปวงไว้

            โจหยินหยุดพิเคราะห์อยู่ครู่หนึ่ง เห็นในป่าเงียบสงัดไม่สมกับที่มีกองทหารจำนวนมากซุ่มอยู่ ก็รู้ว่าต้องกลอุบายของขงเบ้ง หลอกให้กองทัพชะงักงันอยู่ จึงกล่าวกับเคาทูว่าที่ท่านเกรงว่าหากยกตามตีทหารเล่าปี่เข้าไปในป่าแล้วจะต้องกลขงเบ้งนั้น ท่านไม่รู้ความคิดของขงเบ้ง การที่ไม่ยกตามตีต่างหากเล่าคือการต้องกลของขงเบ้ง และนี่คือกลอุบายที่มีชื่อว่า “มีในความไม่มี” หรืออีกอย่างหนึ่งก็คือ “ไม่มีในความมี”

            โจหยินกล่าวต่อไปว่าเล่าปี่และขงเบ้งเกรงกองทัพของท่านอัครมหาเสนาบดีจึงรีบหนีไปจากเมืองซินเอี๋ย แต่เกรงว่าจะถูกติดตามจึงวางกลอุบายมาลวงล่อกองทัพเราให้สับสน เสียเวลา อันธงทิวและฝุ่นที่คละคลุ้งอยู่ในป่านี้หามีทหารเท่าใดไม่ดอก จงรีบยกทหารบุกเข้าไปในป่า ทำลายล้างทหารของเล่าปี่เสียให้สิ้น

            ในขณะที่สองนายทหารใหญ่ของโจโฉพิเคราะห์ถึงกลอุบายของขงเบ้งอยู่นั้น พระอาทิตย์ก็อัสดงลับขอบฟ้า ความมืดได้แผ่ปกคลุมท้องทุ่งฉะบวยโผอย่างรวดเร็ว  พอเคาทูเตรียมทหารที่จะยกตามเข้าไปในป่า ความมืดก็แผ่ปกคลุมทั่วสารทิศ จึงหันมาปรึกษากับโจหยินต่อไปว่าเวลานี้ค่ำมืดแล้ว หากจะไล่ตามทหารเล่าปี่เข้าไปในป่าก็มิรู้ที่จะติดตามไปแห่งหนตำบลใด ควรที่จะยกกองทัพเข้าไปในเมืองซินเอี๋ย พักทหารเสียคืนหนึ่งก่อน

            โจหยินได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบ จึงสั่งทหารให้เคลื่อนเข้าไปในเมืองซินเอี๋ย

            ฝ่ายเล่าฮองและบิฮอง หลังจากปฏิบัติการตามอุบายของขงเบ้ง ถ่วงเวลากองทัพของโจโฉจนค่ำลงแล้วจึงถอนทหารยกไปซุ่ม ณ ที่หมายตามแผนของขงเบ้ง แล้วให้ทหารพักผ่อนคอยทีสัญญาณอยู่

            โจหยินเคลื่อนกองทัพเข้าไปใกล้ประตูเมืองซินเอี๋ย เห็นในเมืองนั้นมืด ไม่มีผู้คน ก็รู้ว่าเล่าปี่ ขงเบ้ง และชาวเมืองได้อพยพหลบหนีออกจากเมืองไปแล้ว จึงสั่งให้ทหารหุงหาอาหารกินแล้วพักผ่อนเตรียมยกกองทัพติดตามเล่าปี่และขงเบ้งต่อไปในวันรุ่งขึ้น

            โจหยินกินข้าวเย็นเสร็จแล้วก็ออกมาเดินตรวจการภายนอกที่พัก เห็นแสงเพลิงสว่างอยู่บนเนินเขานอกเมืองไกลออกไปสามร้อยเส้น ได้ยินเสียงหัวเราะกันเป็นที่ครื้นเครงดังมาตามลมก็สงสัย จึงชวนเคาทูและพาทหารสามร้อยยกตรงไปที่เนินเขาลูกนั้น

            พอเข้าไปใกล้เห็นเล่าปี่และขงเบ้งนั่งเสพสุราอยู่ด้วยกันภายใต้สัปทน มีกองไฟสุมอยู่ข้างหน้าสว่างไสว ทำทีเป็นไม่ใส่ใจต่อกองทหารที่ยกมาแม้แต่น้อย เสียงสนทนาและเสียงหัวเราะดังฝ่าความเงียบสงัดได้ยินทั่วทั้งเนินเขา

            เคาทูขี่ม้าพาทหารนำหน้าโจหยินมาแต่ไกล เห็นดังนั้นก็รู้ว่าเล่าปี่ ขงเบ้ง แสร้งเยาะเย้ยก็โกรธ จึงขี่ม้าพาทหารจะขึ้นไปบนเนินเขา หวังจะจับเอาตัวเล่าปี่และขงเบ้งให้ได้ในครั้งนี้

            พอเคาทูยกทหารเข้าไปใกล้ ขงเบ้งก็ให้ทหารบนเนินเขากลิ้งก้อนหินลงมาเป็นจำนวนมาก ก้อนหินเคลื่อนหล่นลงเบื้องล่างอย่างรวดเร็ว ทับทหารของเคาทูบาดเจ็บล้มตายลงเป็นจำนวนมาก เคาทูจะขึ้นไปบนเนินเขาไม่ได้ก็พาทหารที่เหลือถอยลงมาข้างล่าง

            พอถอยลงมาถึงเชิงเขาก็ได้ยินเสียงทหารโห่ร้องอยู่อีกด้านหนึ่งของเขาลูกนั้น เคาทูจึงขี่ม้าพาทหารจะยกอ้อมเนินเขาไปยังเสียงโห่ร้องนั้น พอพบกับโจหยินยกทหารหนุนมาจึงรายงานต่อโจหยินว่าเล่าปี่ ขงเบ้ง หนีออกจากเมืองซินเอี๋ย ยังไปได้ไม่ไกล ทหารที่หนียังอยู่ที่ด้านหนึ่งของเนินเขา ข้าพเจ้าจะพาทหารไปโจมตีแล้วจับเล่าปี่ ขงเบ้งให้จงได้.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘