ตอนที่ 220. ถอยเพื่อสู้

  เล่าจ๋องจำนนต่อความเห็นของขุนนางที่ขี้เท่อรอบข้าง ยอมยกเมืองเกงจิ๋วให้แก่โจโฉ แทนที่จะคิดอ่านร่วมมือกับเล่ากี๋ผู้เป็นพี่และเล่าปี่ผู้เป็นอา เพื่อสู้รบปรบมือกับกองทัพของโจโฉ ดังนั้นอำนาจเมืองเกงจิ๋วที่ได้ครองไม่กี่วันจึงตกแก่โจโฉโดยง่ายดาย

            หากจะอุปมาเล่าจ๋องเป็นหมาจิ้งจอก ไม่ไว้วางใจเครือญาติหมาจิ้งจอกด้วยกัน ถือเครือญาติเป็นศัตรู แล้วคิดอ่านเอาตัวเข้าพึ่งเสือ ขออยู่กับเสือ ความคิดชนิดนี้ไม่เพียงแต่จะไม่อาจสำเร็จประโยชน์เท่านั้น แม้จะรักษาชีวิตให้อยู่รอดจากการตกเป็นเหยื่อของเสือก็ไม่ใช่ฐานะจะเป็นไปได้ฉันใด อุปไมยอนาคตชีวิตของเล่าจ๋องที่ยอมสวามิภักดิ์แก่โจโฉก็เป็นฉันนั้น

            ซงต๋งนำสารของเล่าจ๋องขึ้นเหนือ ถึงปลายแดนเมืองอ้วนเซียก็สวนทางกับกองทัพโจโฉ จึงเข้าไปขอพบโจโฉ ครั้นโจโฉทราบว่าซงต๋งนำสารขอสวามิภักดิ์มาแต่ข้างเมืองเกงจิ๋วก็มีความยินดี ให้ทหารนำตัวซงต๋งเข้ามาพบ รับสารของเล่าจ๋องมาอ่านดูทราบความแล้วก็หัวเราะอย่างพออกพอใจ

            โจโฉหันมามองหน้าซงต๋งแล้วว่าการที่เล่าจ๋องรู้ธรรมเนียมผู้น้อยผู้ใหญ่ เคารพในอำนาจปกครองของราชสำนัก แล้วยอมสวามิภักดิ์โดยสุจริตดังนี้ เรามีความยินดียิ่งนัก เพราะอาณาประชาราษฎรทั้งปวงจะไม่ต้องพลอยเดือดร้อนและจะมีความสุขสืบไป ท่านจงกลับไปบอกเล่าจ๋องเถิดว่าตัวเราขอบใจยิ่งนัก แต่เพื่อให้เป็นไปตามประเพณี ให้เล่าจ๋องออกมาคำนับเราซึ่งเป็นผู้ถือรับสั่งให้ถูกต้องตามอย่างธรรมเนียม เราจะทำนุบำรุงให้เป็นสุขสืบไป

            ว่าแล้วโจโฉจึงสั่งทหารให้เบิกเสื้อผ้าแพรพรรณเป็นอันมาก ปูนบำเหน็จความชอบแก่ซงต๋ง แล้วว่าท่านจงกลับไปทำการตามคำเราให้เป็นผลสำเร็จ ความชอบก็จะมีแก่ท่านเป็นอันมาก

            ซงต๋งคำนับลาโจโฉแล้วเดินทางกลับลงใต้เพื่อจะไปรายงานความให้เล่าจ๋องทราบ แต่พอซงต๋งเดินทางมาถึงริมน้ำที่จะข้ามฟากไปยังเมืองซงหยง ได้พบกับกวนอู ซึ่งนำกำลังทหารออกลาดตระเวนก็ตกใจ แสดงอาการพิรุธให้ปรากฏ กวนอูเห็นดังนั้นก็สงสัย จึงให้ทหารจับตัวซงต๋งไว้ แล้วนำมาไต่สวนว่าท่านไปมาแต่ข้างไหน และด้วยเรื่องราวอันใด

            ซงต๋งถูกจับก็ยิ่งตกใจ แต่ฝืนใจแสร้งลวงว่าเป็นพ่อค้าวานิชเดินทางมาแต่ข้างหัวเมืองฝ่ายเหนือจะไปยังเมืองซงหยง จึงมาพบกับท่าน ณ ริมแม่น้ำนี้

            กวนอูได้ฟังคำชี้แจงดังนั้นก็สงสัยในอาการพิรุธและความลุกลี้ลุกลน พิเคราะห์เครื่องแต่งกายและสัมภาระที่มีมาแต่น้อยไม่น่าเชื่อว่าเป็นพ่อค้าวานิชไปประกอบกิจที่หัวเมืองทางเหนือ ยิ่งกว่านั้นเสื้อผ้าที่สวมใส่ก็เป็นลักษณะของเสื้อผ้าของชาวภาคใต้ กวนอูจึงซักไซร้ไล่เลียงและเตรียมที่จะออกคำสั่งให้ทหารโบยเพื่อให้รับสารภาพโดยจริง

            ซงต๋งเห็นการคับขันดังนั้นก็รู้ว่าขืนบ่ายเบี่ยงสืบไปคงจะเจ็บตัวเปล่าจึงรับสารภาพแต่โดยดีว่าบัดนี้เล่าเปียวเจ้าเมืองเกงจิ๋วสิ้นบุญแล้ว ชัวมอและพรรคพวกได้ยกเล่าจ๋องขึ้นเป็นเจ้าเมือง และเล่าจ๋องยอมสวามิภักดิ์โจโฉ จึงสั่งการให้ข้าพเจ้านำสารไปแจ้งแก่โจโฉ โจโฉยอมรับการสวามิภักดิ์แล้วให้ข้าพเจ้าไปบอกเล่าจ๋องให้ออกไปคำนับให้ถูกต้องตามอย่างธรรมเนียม

            กวนอูได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ เห็นความที่ซงต๋งกล่าวนั้นเป็นเรื่องใหญ่หลวง จึงคุมตัวซงต๋งเข้าไปในเมืองซินเอี๋ยพาไปพบเล่าปี่ แล้วรายงานความตามคำบอกของซงต๋งให้เล่าปี่ทราบทุกประการ

            พอเล่าปี่ทราบว่าเล่าเปียวถึงแก่ความตายก็เสียใจ ร้องไห้จนสิ้นสติสมประดี บรรดาผู้คนในจวนต่างช่วยกันแก้ไขจนฟื้นคืนสติ แต่เล่าปี่ก็ยังคงความโทมนัสไม่อาจว่ากล่าวความอันใดกับกวนอูหรือซงต๋งได้

            เตียวหุยอยู่ในที่นั้นด้วยจึงว่า ความใหญ่มีมาข้างหน้าดังนี้ พี่ใหญ่จะมัวโศกเศร้าเสียใจอยู่จะแก้ไขปัญหากระไรได้ ขอให้พี่ใหญ่สั่งประหารแล้วตัดศีรษะซงต๋ง คนทรยศไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างสืบไป แล้วยกกองทัพไปตีเมืองซงหยง จับเล่าจ๋องและชัวมอฆ่าเสียให้สิ้น จากนั้นจึงค่อยคิดอ่านรับมือกับศึกโจโฉเพียงด้านเดียว

            เล่าปี่ได้ยินดังนั้นจึงว่า “ตัวท่านเป็นเด็กจะรู้ไปกว่าผู้ใหญ่นั้นไม่ชอบ จงสงบปากอยู่ก่อน อันการงานทั้งปวงนั้นเราก็ตรึกตรองแล้ว”

            ความอันเล่าปี่กล่าวกับเตียวหุยดังนี้ เห็นจะข้ามไปโดยไม่พิจารณาเนื้อความที่ซ่อนอยู่ไม่ได้ เพราะมีความเมืองและความหมายที่ซ่อนอยู่ในถ้อยคำนี้อย่างลึกซึ้ง

            เล่าปี่มองข้อเสนอของเตียวหุยว่าเป็นเพียงข้อเสนอของเด็กและยังตำหนิด้วยว่า “จะรู้ไปกว่าผู้ใหญ่นั้นไม่ชอบ” และเล่าปี่ยังกล่าวต่อไปด้วยว่า ให้เตียวหุยสงบปากสงบคำไว้ก่อน “อันการงานทั้งปวงนั้นเราก็ตรึกตรองแล้ว” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเล่าปี่ได้คิดแผนการบางอย่างซ่อนเร้นอยู่ในใจ และแผนการนั้นย่อมไม่ใช่สิ่งที่เตียวหุยเสนอ เล่าปี่คงเกรงว่าเตียวหุยจะกล่าวความเปิดเผยความบางอย่างโดยไม่ระวังตัว จึงปรามเตียวหุยไม่ให้กล่าวความสืบไป ดังนั้นการที่เล่าปี่ร้องไห้จนสลบไม่ได้สติสมประดี และความอันที่จะได้กล่าวโต้ตอบกับซงต๋งจึงน่าที่จะบอกความนัยของความคิดอ่านของเล่าปี่ได้ว่าเป็นประการใด

            เล่าปี่ปรามเตียวหุยแล้วจึงกล่าวกับซงต๋งต่อไปว่าตัวท่านก็เป็นขุนนางเก่าของเมืองเกงจิ๋ว มีสติปัญญาเป็นอันมาก ก็แลเมื่อชัวมอและพรรคพวกคิดอ่านไม่ชอบด้วยธรรมเนียม ยกเล่าจ๋องขึ้นเป็นเจ้าเมืองเกงจิ๋วดังนี้ เหตุใดจึงไม่นำความมาแจ้งให้เราทราบเสียก่อน

            แล้วว่าโทษท่านถึงตายอยู่แล้ว แต่ครั้นเราจะประหารท่านก็ไม่เห็นเป็นประโยชน์สิ่งใด    มิหนำซ้ำกระบี่ของเราก็จะเปรอะเปื้อนโลหิตให้เสื่อมเสียเสียเปล่า ๆ เราจะละชีวิตท่านให้กลับไปเมืองซงหยง ท่านจงไปบอกชัวมอและเล่าจ๋องเถิดว่าเราจับท่านได้แล้วให้ปล่อยตัวมา

            ซงต๋งได้ฟังดังนั้นก็สงสัย ถามเล่าปี่ว่าท่านจะมีความสิ่งใดให้ข้าพเจ้านำไปแจ้งแก่เล่าจ๋องและชัวมอนอกจากที่กล่าวนี้หรือไม่

            เล่าปี่จึงว่าเราไม่มีความอื่นใดนอกจากที่กล่าวแล้ว จงรีบกลับไปเมืองซงหยง แล้วบอกความนั้นแก่เล่าจ๋องและชัวมอเถิด

            ว่าแล้วเล่าปี่จึงสั่งให้ทหารแก้เชือกมัดซงต๋งแล้วปล่อยซงต๋งกลับไป

            การที่เล่าปี่ปล่อยซงต๋งเพียงเพื่อให้ไปแจ้งความแก่เล่าจ๋องและชัวมอว่าเล่าปี่จับตัวได้แล้วปล่อยให้กลับมาโดยไม่มีความอื่นใดอีกนั้น พอที่จะแลเห็นแผนการความคิดของเล่าปี่ได้ว่าต้องการที่จะแสดงให้เล่าจ๋องและชัวมอรู้ว่าฝ่ายเล่าปี่แม้จะรู้ว่าเล่าจ๋องยอมสวามิภักดิ์กับโจโฉแล้ว ก็ยังคงยึดมั่นในความเป็นญาติแซ่เดียวกันจึงไม่ได้ถือเล่าจ๋องและชัวมอเป็นศัตรู ดังนั้นจึงไม่ได้ทำร้ายหรือประหารชีวิตซงต๋ง กรณีชอบที่เล่าจ๋องและชัวมอจะได้หันมาร่วมมือกันรับศึกข้างโจโฉ

            ซงต๋งกลับออกไปไม่ทันนาน ทหารรักษาการณ์ได้เข้ามารายงานแก่เล่าปี่ว่าบัดนี้เล่ากี๋เจ้าเมืองกังแฮได้ใช้ให้อีเจี้ยมาคำนับ

            เล่าปี่ได้ยินว่าอีเจี้ยมาใจก็โน้มรำลึกถึงเหตุการณ์ครั้งก่อนที่ชัวมอวางแผนลอบสังหารถึงสองครั้ง แต่อีเจี้ยได้แจ้งข่าวคราวให้เล่าปี่ได้ทราบทันท่วงที จึงสามารถหลบหนีเอาชีวิตรอด ดังนั้นเล่าปี่จึงดีใจเป็นอันมากที่จะได้พบกับอีเจี้ยอีกครั้งหนึ่ง จึงเดินออกไปต้อนรับอีเจี้ยถึงหน้าประตูจวน

            อีเจี้ยเห็นเล่าปี่เดินออกมาก็ดีใจ คำนับเล่าปี่ตามธรรมเนียมแล้วว่าข้าพเจ้าเดินทางมาครั้งนี้ด้วยเล่ากี๋มอบหมายให้มาแจ้งความแก่ท่านว่าเล่าเปียวถึงแก่ความตายแล้ว แต่ชัวมอ นางชัวฮูหยินและพรรคพวกได้คบคิดกันชิงเอาเมืองเกงจิ๋ว ยกเล่าจ๋องขึ้นเป็นเจ้าเมืองโดยปกปิดไม่บอกกล่าวให้เล่ากี๋และตัวท่านทราบ คนเหล่านั้นทำการตามอำเภอใจไม่ยึดถือขนบธรรมเนียมประเพณีแต่โบราณ แลบัดนี้เล่าจ๋องและพวกได้ยกมาตั้งอยู่ที่เมืองซงหยง เล่ากี๋จึงให้ข้าพเจ้ามาแจ้งแก่ท่านให้ยกกองทัพไปตีเมืองซงหยงบรรจบกับกองทัพของเมืองกังแฮ แล้วยึดเมืองเกงจิ๋วกลับคืนมาให้จงได้

            เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นจึงว่าข้าพเจ้าได้ทราบความนี้อยู่ก่อนแล้ว แต่เล่ากี๋แลตัวท่านยังไม่ทราบความใหญ่ยิ่งกว่านี้ นั่นคือบัดนี้เล่าจ๋องได้ยกเมืองเกงจิ๋วและหัวเมืองทั้งเก้าซึ่งขึ้นแก่เมืองเกงจิ๋วนั้นให้เป็นสิทธิแก่โจโฉ และขณะนี้กองทัพโจโฉได้เคลื่อนลงใต้ยกมาถึงแดนเมืองอ้วนเซียแล้ว การที่จะยกกองทัพไปตีเมืองซงหยงและยึดเมืองเกงจิ๋วในยามนี้เห็นขัดสนนัก

            อีเจี้ยได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ จึงกล่าวว่าเนื้อความทั้งนี้ใหญ่หลวงนัก และเป็นความลับที่รู้กันระหว่างเล่าจ๋องและโจโฉ เหตุไฉนท่านจึงล่วงรู้ความดังกล่าว

            เล่าปี่เห็นอีเจี้ยสงสัยจึงกล่าวว่า ว่าตามธรรมดาแล้วความนี้เราไม่อาจล่วงรู้ได้จริงดังคำท่าน แต่บุญของเล่าเปียวยังไม่ดับสูญ จึงบันดาลให้กวนอูจับตัวซงต๋งได้ในขณะที่เดินทางกลับจากกองทัพของโจโฉ เราจึงได้รู้ความดังกล่าว

            อีเจี้ยได้ฟังดังนั้นจึงว่าเมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ จะเป็นทีที่ท่านจะยึดเอาเมืองเกงจิ๋วได้โดยง่าย ขอให้ท่านยกทหารไปเมืองเกงจิ๋ว ทำทีไปขอคำนับศพเล่าเปียวตามประเพณี เล่าจ๋องเห็นว่าท่านเป็นญาติผู้ใหญ่ก็จะออกมาต้อนรับ เป็นทีแล้วท่านจงจับเล่าจ๋องฆ่าเสียแล้วยึดเอาเมืองซงหยงและเมืองเกงจิ๋ว เห็นจะทำการสำเร็จได้โดยง่าย

            ขงเบ้งได้ฟังคำอีเจี้ยดังนั้นจึงกล่าวเสริมขึ้นว่า สถานการณ์ในขณะนี้คับขันนัก ความซึ่งอีเจี้ยกล่าวทั้งนี้ชอบกลเป็นที เห็นจะได้เมืองเกงจิ๋วโดยสะดวก ท่านจงปฏิบัติตามคำของอีเจี้ยนั้นเถิด

            เล่าปี่ได้ยินดังนั้นก็ร้องไห้ แล้วกล่าวด้วยความเสียอกเสียใจว่าเมื่อเล่าเปียวยังไม่ตายนั้น ก็ได้เรียกข้าพเจ้าไปว่ากล่าวจะยกเมืองเกงจิ๋วให้แก่ข้าพเจ้า และฝากฝังลูกเต้าให้ทำนุบำรุงดูแล แต่ครั้งนั้นข้าพเจ้าก็ไม่อาจรับคำแย่งชิงเอาเมืองท่าน มาบัดนี้เล่าเปียวหาบุญไม่แล้วจะไปคิดอ่านฆ่าฟันลูกหลานท่านแล้วแย่งชิงเอาเมืองดังนี้ ข้าพเจ้าไม่อาจหักใจทำได้ลงคอเลย และหากกระทำไปแล้ว ไหนเลยจะกล้าสู้หน้าผู้คนทั้งแผ่นดินได้สืบไป ถึงมีชีวิตอยู่ก็เหมือนหาไม่

            ขงเบ้งจึงว่าบัดนี้โจโฉกรีฑาทัพใหญ่ล่วงเข้าแดนเมืองอ้วนเซียแล้ว หากท่านมัวลังเลรีรอ ไม่เข้ายึดเอาเมืองซงหยงและเมืองเกงจิ๋ว แล้วจะคิดอ่านป้องกันรักษาตัวต่อสู้กับโจโฉได้อย่างไร

            เล่าปี่จึงว่าถึงแม้นว่าชีวิตข้าพเจ้าจะเป็นประการใดก็ตาม ก็ไม่ขอคิดร้ายทำลายลูกหลานของเล่าเปียวแล้วแย่งชิงเอาเมืองโดยเด็ดขาด ข้าพเจ้าจะถอยไปตั้งรับโจโฉอยู่ที่เมืองอ้วนเซียเสียก่อน แล้วค่อยคิดอ่านผ่อนผันต่อไป

            เล่าปี่กล่าวพอสิ้นคำลง ทหารได้เข้ามารายงานว่าบัดนี้กองทัพโจโฉได้ยกมาถึงตำบลทุ่งพกบ๋องแล้ว เล่าปี่ทราบรายงานแล้วจึงเร่งให้อีเจี้ยรีบกลับไปเมืองกังแฮแจ้งให้เล่ากี๋ตระเตรียมกองทัพเพื่อรับมือกับกองทัพโจโฉไว้ให้พร้อม อีเจี้ยได้ฟังดังนั้นจึงคำนับลาเล่าปี่และขงเบ้ง แล้วรีบเดินทางกลับไปเมืองกังแฮ

            เล่าปี่จึงปรึกษาขงเบ้งต่อไปว่าท่านจะวางแผนคิดอ่านรับมือกับกองทัพโจโฉครั้งนี้ประการใด

            ขงเบ้งจึงว่าเมื่อท่านตัดสินใจดังนี้ ข้าพเจ้าก็มีแต่ต้องคล้อยตามการตัดสินใจของท่าน แต่วันหนึ่งท่านจะได้สำนึกถึงผลของการตัดสินใจครั้งนี้ และว่ากองทัพโจโฉยกมาครั้งนี้ท่านอย่าได้ปรารมภ์เลย ข้าพเจ้าจะคิดอ่านผันผ่อนรับมือกับกองทัพของโจโฉเอง

            ขงเบ้งเห็นเล่าปี่มีสีหน้าเศร้าหมองและกังวล จึงปลอบใจเล่าปี่ว่าเมื่อครั้งศึกทุ่งพกบ๋องข้าพเจ้าได้ใช้คบเพลิงไม่กี่อันก็ล้างผลาญกองทัพแฮหัวตุ้นจนหมดสิ้น แต่ทว่าจำเป็นที่จะต้องรีบเคลื่อนย้ายกองทัพและราษฎรไปเมืองอ้วนเซียเป็นการด่วน เพราะเมืองซินเอี๋ยนี้เล็กและคับแคบนัก ไม่สามารถคิดอ่านยักย้ายถ่ายเทรับมือกับกองทัพโจโฉได้โดยสะดวก ซึ่งกองทัพโจโฉยกมาครั้งนี้ “ดีร้ายจะต้องเข้าในกลข้าพเจ้าสักสิ่งหนึ่งเป็นมั่นคง”

            เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ค่อยคลายใจ แต่ยังกังวลอยู่ด้วยการอพยพราษฎรเมืองซินเอี๋ยไปเมืองอ้วนเซียว่าจะทำประการใด

            ขงเบ้งเห็นอาการเล่าปี่ก็แจ้งในที จึงว่าขอให้ท่านสั่งทหารให้ไปประกาศป่าวร้องให้ราษฎรทั้งปวงทราบว่ากองทัพโจโฉยกมาครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก หากตั้งรับอยู่ที่เมืองซินเอี๋ยจักเป็นอันตราย จำจะต้องถอยไปอยู่ที่เมืองอ้วนเซีย หากผู้ใดเต็มใจที่จะติดตามท่านไปก็ให้เตรียมตัวข้าวของสิ่งสินและพร้อมอพยพไปกับท่าน หากแม้นผู้ใดไม่เต็มใจที่จะติดตามท่านก็จงอยู่ที่เมืองซินเอี๋ยตามแต่ใจ หากมีภัยอันตรายก็อย่าได้ตำหนิติเตียนกันในภายหน้าว่าเล่าปี่คิดแต่จะหนีเอาชีวิตรอด

            ขงเบ้งเตรียมการถอยออกจากเมืองซินเอี๋ย แต่หาใช่เป็นการถอยหนีอย่างเดียวไม่ หากเป็นการถอยเพื่อเตรียมสู้รบปรบมือกับโจโฉโดยไม่คิดที่จะยอมจำนน.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘