ตอนที่ 219. ผลของการเลี้ยงคนขี้เท่อให้เป็นใหญ่

ในขณะที่ศึกนอกกำลังไหม้ลามจากแดนเหนือสู่แดนใต้ และเคลื่อนใกล้เข้ามาทุกที ภายในเมืองเกงจิ๋วก็เกิดศึกในขึ้นระหว่างขุนนางฝ่ายทหารที่นำโดยชัวมอ กับลีกุ๋ยขุนนางเก่าฝ่ายบุ๋นของเล่าเปียว

            ลีกุ๋ยเป็นขุนนางเก่า รู้ขนบธรรมเนียมประเพณีแต่โบราณ ต้องการให้เล่ากี๋บุตรผู้พี่เข้ามาครองอำนาจในเมืองเกงจิ๋ว และต้องการให้เล่าปี่มาช่วยดูแลรักษาเมืองเพื่อรับศึกข้างโจโฉ ในขณะที่ชัวมอกับพวกถือเล่ากี๋และเล่าปี่เป็นศัตรู จึงแทนที่จะคิดสามัคคีกับเล่ากี๋และเล่าปี่ซึ่งเป็นญาติเพื่อรับมือกับศึกใหญ่ข้างโจโฉ กลับตั้งตัวเป็นปรปักษ์และคิดล้างผลาญฝ่ายญาติเสียเอง

            ลีกุ๋ยได้ยินคำชัวมอตวาดใส่ดังนั้นก็โกรธ เพราะในใจลีกุ๋ยเองก็กังขาอยู่ว่าพินัยกรรมที่แต่งตั้งเล่าจ๋องเป็นเจ้าเมืองมีเงื่อนงำเบื้องหลัง จึงลืมความกลัวชัวมอซึ่งคุมกำลังทหารอยู่ในมือแล้วกล่าวด้วยเสียงอันดังด่ากลับไป โต้แย้งโดยไม่เกรงใจว่า “มึงเป็นคนหาปัญญามิได้ ไม่กระทำตามขนบธรรมเนียมแต่ก่อน จัดแจงเอาเองตามอำเภอใจฉะนี้ มึงจะทำให้แผ่นดินเมืองเกงจิ๋วแลหัวเมืองทั้งเก้านี้เป็นอันตรายฉิบหาย แลตกอยู่ในเงื้อมมือผู้อื่นเป็นมั่นคง”

            ลีกุ๋ยสาปแช่งชัวมอต่อไปว่าขอให้ดวงวิญญาณของเล่าเปียวได้แสดงอิทธิปาฏิหาริย์มาหักคอชัวมอให้ตายดับไปต่อหน้า

            ชัวมอได้ฟังดังนั้นก็โกรธ ออกคำสั่งให้ทหารจับตัวลีกุ๋ยไปประหาร ลีกุ๋ยถูกควบคุมตัวแล้วยังไม่เกรงกลัวต่อความตาย ร้องด่าชัวมอไม่ขาดปากจนเพชฌฆาตลงดาบประหาร

            หลังจากสั่งทหารให้จับตัวลีกุ๋ยไปประหารแล้ว ชัวมอจึงเข้ายึดกุมอำนาจทางการทหารเมืองเกงจิ๋วไว้โดยเบ็ดเสร็จ ออกคำสั่งแต่งตั้งญาติพี่น้องและสมัครพรรคพวกที่ไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งสำคัญทางทหารทุกกรมกอง และยังแต่งตั้งให้คนเหล่านั้นไปปกครองรักษาเมืองและด่านทั้งปวงที่ขึ้นต่อเมืองเกงจิ๋วอีกด้วย

            ชัวมอเห็นว่าศึกข้างเล่าปี่และเล่ากี๋มีนัยยะสำคัญเกี่ยวกับความเป็นความตายของเมืองเกงจิ๋วยิ่งกว่าศึกข้างโจโฉ ดังนั้นแทนที่จะเตรียมรับมือกับทัพใหญ่ของโจโฉ กลับคิดป้องกันการศึกข้างเล่ากี๋และเล่าปี่

            เมื่อความคิดอ่านของชัวมอเป็นเช่นนี้ จึงออกคำสั่งแต่งตั้งให้เตียนยีกับเล่าเสี้ยนซึ่งเป็นขุนนางผู้ใหญ่ของเมืองเกงจิ๋วเป็นผู้รักษาเมืองเกงจิ๋ว ส่วนชัวมอ นางชัวฮูหยินได้พาเล่าจ๋องและพรรคพวกตลอดจนขุนนางข้าราชการทั้งปวงยกไปตั้งอยู่เมืองซงหยงเพื่อเตรียมการต่อสู้กับเล่ากี๋และเล่าปี่

            พอไปถึงเมืองซงหยงได้ไม่ทันนาน หน่วยลาดตระเวนก็ได้ส่งใบบอกเข้ามารายงานแก่เล่าจ๋องเจ้าเมืองที่ยังอ่อนเดียงสาว่าบัดนี้กองทัพใหญ่ของโจโฉซึ่งเคลื่อนออกจากเมืองฮูโต๋ลงมาภาคใต้นั้นกำลังบ่ายโฉมหน้าตรงมาทางเมืองซงหยง

            เล่าจ๋องทราบข่าวศึกก็ตกใจ จึงเชิญบรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองเข้ามาหารือ แล้วแจ้งข่าวศึกทั้งปวงให้บรรดาคนเหล่านั้นทราบ และปรึกษาว่าจะคิดอ่านป้องกันเมืองประการใด

            ฮูสวนขุนนางฝ่ายบุ๋นได้เสนอว่าสถานการณ์เมืองเกงจิ๋วบัดนี้ตกอยู่ในท่ามกลางอันตรายทั้งสองข้าง ข้างหนึ่งโจโฉกำลังกรีฑาทัพใหญ่ลงใต้ อีกข้างหนึ่งเล่า เล่ากี๋และเล่าปี่ก็ตั้งอยู่ในความไม่พอใจที่ไม่ได้ครองอำนาจสืบต่อจากเล่าเปียว รอคอยจังหวะและโอกาสที่จะยกกองทัพมาตีเมืองเกงจิ๋ว หากศึกทั้งสองข้างยกกระหนาบมาพร้อมกันเห็นจะรับมือได้ขัดสน เมืองเกงจิ๋วแลราษฎรทั้งปวงก็จะตกอยู่ในอันตราย

             ฮูสวนผู้นี้ต้องนับว่าเป็นขุนนางขี้เท่อที่สุดคนหนึ่งในสามก๊ก เพราะไม่รู้การหนักเบา ไม่รู้ความเมืองและความศึก จึงมองเหตุการณ์เป็นเช่นนั้น ความจริงในยามนี้ทางด้านเล่ากี๋และเล่าปี่นั้นมิได้คิดที่จะตั้งตัวเป็นศัตรูกับเล่าจ๋อง เพราะยังคำนึงถึงความเป็นญาติ ทั้งในสถานการณ์ที่โจโฉกรีฑาทัพใหญ่มาจากเมืองหลวงถือเป็นอันตรายแก่ทั้งสองฝ่าย และผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่ายคือการร่วมมือกันรับมือกับกองทัพของโจโฉ สถานการณ์ไม่มีทางที่ทั้งฝ่ายโจโฉและฝ่ายเล่าปี่จะยกกองทัพมากระหนาบตีเมืองเกงจิ๋วตามความเห็นของฮูสวนได้เลย

            เป็นธรรมดาว่าผู้นำเป็นคนแบบไหน ผู้ตามก็จะเป็นคนแบบนั้น หรืออีกนัยหนึ่งก็คือสมุนบริวารเป็นคนแบบไหน ย่อมบ่งชี้ธาตุแท้ของผู้เป็นหัวหน้าว่าเป็นคนแบบนั้นด้วย ไม่ว่าจะสร้างภาพ สร้างฉากประการใดก็ตาม ให้ดูตัวอย่างนักการเมืองบางคนที่สร้างภาพพจน์ราวกับว่าเป็นผู้ทรงพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์ แต่สมุนบริวารทั้งนั้นล้วนเป็นหมู่โจร ดังนี้ภาพพจน์ของผู้ทรงพรหมจรรย์นั้นย่อมไม่ใช่ธาตุแท้ หากเป็นภาพลวงตา เพราะธาตุแท้ก็คือหัวหน้าโจรดี ๆ นี่เอง

            เล่าจ๋องได้ฟังคำของฮูสวนแล้วนิ่งอึ้งอยู่ ฮูสวนจึงเสนอต่อไปว่าข้าพเจ้ามีแผนการที่จะรักษาเมืองเกงจิ๋วให้รอดปลอดภัย ซึ่งจะทำให้ท่านตลอดจนบรรดาขุนนางข้าราชการและราษฎรทั้งปวงไม่ต้องเดือดร้อนหรือได้รับอันตราย โดยเฉพาะตัวท่านนั้นจะได้ครองอำนาจในเมืองเกงจิ๋วสืบไป

            เล่าจ๋องกำลังตระหนกอยู่กับข้อเสนอตอนต้นของฮูสวน ยังคิดอะไรไม่ออก ครั้นได้ฟังว่ามีแผนการที่จะเอาตัวรอดและรักษาอำนาจไว้ได้ต่อไปก็ตื่นเต้นสนใจ รีบถามขึ้นว่าแผนการของท่านที่ว่านี้เป็นประการใด

            ฮูสวนเห็นเป็นทีจึงกล่าวตอบไปว่า “ขอให้ท่านยกเมืองเกงจิ๋วกับทั้งเก้าหัวเมืองนี้ให้แก่โจโฉ เห็นโจโฉจะมีความยินดีก็จะชุบเลี้ยงให้ได้ความสุข”

            นี่คือข้อเสนอที่ขี้เท่อที่สุดของขุนนางขี้เท่อที่เป็นลูกน้องของเจ้าเมืองแบบขี้เท่อเหมือนกัน ดังนั้นผู้นำคนใด เจ้าเมืองคนใดมีคนขี้เท่ออยู่ข้างตัวแบบนี้ย่อมไม่มีทางหวังอนาคตที่ดีงามได้เลย ในขณะเดียวกันหากจะถือว่าความคิดและข้อเสนอแบบนี้เป็นเรื่องขี้เท่อ ก็ต้องถือว่าความคิดที่ดื้อรั้นแบบวัวชนที่หลงใหลติดยึดในอำนาจทั้งที่ทำชาติบ้านเมืองพินาศสิ้นแล้วยังไม่ยอมละวางอำนาจก็คือความคิดที่ขี้เรื้อนซึ่งสุดโต่งอยู่อีกข้างหนึ่ง

            เล่าจ๋องแม้ว่าจะเป็นเจ้าเมืองใหม่ยังอ่อนเยาว์ แต่เลือดขัตติยะอันสืบทอดมาแต่พระเจ้าฮั่นโกโจ ซึ่งแม้จะจืดจางไปแต่ยังไม่หมดสิ้น พอได้ยินคำฮูสวนดังนั้นก็โกรธ ตวาดใส่ฮูสวนว่าบิดาเราล่วงลับดับสูญไม่ทันไร ไฉนท่านจึงวางแผนคิดอ่านให้เรายกบ้านเมืองแก่ผู้อื่นดังนี้เล่า

            เก๊งอวดซึ่งเป็นที่ปรึกษาเก่าของเล่าเปียว เมื่อครั้งวัยหนุ่มความคิดสติปัญญาเฉียบแหลม เป็นนักสู้และนักวางแผน ได้ร่วมการศึกกับเล่าเปียว ร่วมเป็นพันธมิตรกับเตียวสิ้วรบกับโจโฉมาแต่ก่อน แต่ครั้นวันคืนผ่านไปจิตใจสู้รบก็คลอนคลายลงด้วยลาภแลวาสนาจากอำนาจและตำแหน่งหน้าที่ที่บำรุงบำเรอเปรอปรน เหตุนี้เมื่อล่วงวัยเข้าแล้วได้ข่าวศึกก็ตกใจ ประมาณประเมินสถานการณ์เห็นว่ากองทัพโจโฉยกมาครั้งนี้หนักหน่วงนัก หากจะต่อสู้คงไม่ได้ชัยชนะ ดังนั้นด้วยความรักตัวกลัวตายจึงคิดสวามิภักดิ์เข้าด้วยโจโฉ แต่ยังไม่สบช่องโอกาส

            ครั้นเก๊งอวดได้ยินข้อเสนอของฮูสวนแล้วเห็นสบโอกาสที่จะเอาตัวรอดจึงกล่าวสนับสนุนขึ้นว่า “อันฮูสวนว่านี้ชอบนัก เพราะเกิดมาเป็นคนจำจะรู้จักที่หนักที่เบาจึงควร แลทุกวันนี้โจโฉได้เป็นมหาอุปราช มีน้ำใจกำเริบ จะทำการสิ่งใดก็ถือเอารับสั่งพระเจ้าเหี้ยนเต้เป็นประมาณ เที่ยวปราบปรามบ้านเมืองได้เป็นอันมาก บัดนี้ท่านก็เพิ่งตั้งตัวขึ้นเป็นใหญ่ แต่การภายในพี่น้องของท่านก็ยังไม่ปกติกัน ซึ่งจะคิดอ่านทำศึกภายนอกนั้นเห็นไม่ควร”

            เก๊งอวดได้เสนอต่อไปว่าเมื่อข่าวศึกโจโฉยกกองทัพใหญ่ล่วงรู้ถึงหูราษฎรเมื่อใด ก็จะพากันตกอกตกใจ ชวนกันหลบหนีออกจากเมือง หรือไม่ก็จะไปขอเข้าด้วยโจโฉ กำลังของเมืองเกงจิ๋วก็จะอ่อนด้อยถอยลง เห็นจะรับมือกับกองทัพของโจโฉได้ขัดสน จึงขอท่านได้ไตร่ตรองให้จงดี

            เล่าจ๋องเคยเห็นและรู้จักเก๊งอวดมาตั้งแต่น้อย มีความนับถือและเกรงใจเก๊งอวดอยู่เป็นอันมาก ครั้นได้ฟังคำสนับสนุนของเก๊งอวดก็เชื่อว่าเป็นความคิดเห็นโดยสุจริต แรงทิฐิมานะที่ตำหนิฮูสวนก็อ่อนลง จึงกล่าวว่าเหตุผลที่ท่านกล่าวมาทั้งนี้ก็หนักแน่นมั่นคงอยู่ แต่ทว่าตัวเราได้สืบทอดเมืองเกงจิ๋วจากบิดาไม่ทันนาน หากจะยกเมืองให้แก่ผู้อื่นก็เหมือนหนึ่งเป็นบุตรอกตัญญู ไม่สามารถรักษามรดกของบิดาเอาไว้ได้ วันข้างหน้าจะบากหน้าไปพบดวงวิญญาณของบิดาได้อย่างไร แม้สืบไปข้างหน้าจะมองหน้าผู้คนราษฎรเมืองเกงจิ๋วได้ไม่สนิทใจ ทั้งคำคนก็จะครหานินทาเป็นอันมาก

            อองซันซึ่งเป็นที่ปรึกษาของเมืองเกงจิ๋วอีกคนหนึ่งก็เป็นขุนนางจำพวกรักตัวกลัวตาย คิดแต่จะเอาตัวรอดอย่างเดียวกัน เห็นท่าทีของเล่าจ๋องอ่อนลงดังนั้น จึงสนับสนุนความคิดที่จะให้สวามิภักดิ์ต่อโจโฉ และกล่าวสนับสนุนว่าความที่ฮูสวนและเก๊งอวดกล่าวมาทั้งนี้ชอบด้วยเหตุและผลแน่นหนา ควรที่ท่านจะตัดสินใจดำเนินการตามความคิดของขุนนางผู้ใหญ่ อนึ่งเล่าหากแม้นท่านคิดอ่านจะต่อสู้กับโจโฉ คิดหรือว่าจะเอาชนะโจโฉได้

            หลังจากชี้ทางรอดสนับสนุนความคิดที่จะให้สวามิภักดิ์กับโจโฉแล้วก็ได้ใช้ลิ้นของขุนนางข่มขู่เล่าจ๋องต่อไปว่าโจโฉมีกำลังทหารเข้มแข็งใหญ่โต มีที่ปรึกษาซึ่งมีสติปัญญาเป็นอันมาก แม้ลิโป้ อ้วนเสี้ยว อ้วนสุด ซึ่งครองอำนาจเป็นใหญ่ในหัวเมืองฝ่ายเหนือมาแต่ก่อน มีกำลังทหารมากกว่าโจโฉ และมีสติปัญญาความคิดในการสงครามเป็นอันมากก็ไม่อาจต้านทานต่อสู้โจโฉได้ จึงถูกโจโฉปราบปรามราบคาบสิ้นชื่อไปหมดแล้ว หลังจากได้ชัยชนะทางภาคเหนือแล้ว กองทัพของโจโฉได้เติบใหญ่เข้มแข็งกว่าเก่า และมีน้ำใจฮึกเหิมกำเริบคิดรวบรวมแผ่นดินเข้าเป็นหนึ่ง ตัวท่านและกองทัพเมืองเกงจิ๋วเพียงเท่านี้จงประมาณดูเถิดว่าจะสามารถเทียบเคียงกับลิโป้ อ้วนเสี้ยว และอ้วนสุดได้หรือไม่

            อองซันเห็นเล่าจ๋องมีทีท่าจำนนต่อถ้อยคำ เห็นเป็นทีจึงกล่าวรุกต่อไปว่าบัดนี้โจโฉกรีฑาทัพใหญ่ กำลังพลกว่าห้าสิบหมื่นลงภาคใต้ เห็นจะต้านทานกองทัพโจโฉไว้มิได้ ดังนั้นหากจะสู้รบก็ย่อมมีปราชัยเป็นผลอยู่เบื้องหน้า และในที่สุดก็ต้องยอมสวามิภักดิ์แก่โจโฉอยู่ดี แต่เป็นการยอมสวามิภักดิ์ในฐานะเชลย ต่างกับการขอสวามิภักดิ์โดยสุจริตตั้งแต่ตอนนี้ หากท่านไม่ฟังคำก็จะต้องได้สำนึกในภายหลังและเห็นทีจะได้รับอันตรายเป็นมั่นคง

            เล่าจ๋องถูกสามขุนนางขี้เท่อว่ากล่าวหว่านล้อมเอาโดยกว้าง โดยลึกหนาแน่น ไม่เห็นทางรอดอย่างอื่นจึงคล้อยตามความเห็นของขุนนางเหล่านั้น แต่ความที่ยังเป็นเด็กและเป็นลูกติดแม่ เหตุนี้แม้ความเห็นคล้อยตามสามขุนนางแล้ว เล่าจ๋องยังคงต้องการถามความเห็นผู้เป็นแม่ก่อน ดังนั้นจึงกล่าวว่าเราตรองการแล้วเห็นชอบตามความเห็นของท่านทั้งปวง แต่จะขอผ่อนผันเวลาปรึกษาด้วยมารดาอีกชั้นหนึ่งก่อน

            ฝ่ายนางชัวฮูหยินเป็นสตรีช่างแอบ เมื่อเล่าจ๋องออกว่าราชการปรึกษาความศึกกับเหล่าขุนนาง นางชัวฮูหยินได้ลอบยืนแอบฟังอยู่หลังม่าน ได้ยินความตลอด ครั้นเล่าจ๋องกล่าวดังนั้น นางชัวฮูหยินจึงเดินออกมายืนอยู่ข้าง ๆ ที่นั่งของเล่าจ๋อง บรรดาขุนนางข้าราชการทั้งปวงเห็นแม่เจ้าเมืองน้อยเดินออกมาดังนั้นจึงพากันลุกขึ้นคำนับตามธรรมเนียม

            นางชัวฮูหยินจึงว่าความอันเป็นไปในบ้านเมืองเป็นเรื่องของฝ่ายหน้า ดังนั้นเมื่อบรรดาขุนนางข้าราชการมีความเห็นพ้องต้องกันดังนี้แล้ว เจ้าจะเอาความกลับมาปรึกษาเราซึ่งเป็นฝ่ายในให้เปลืองเปล่าทำไมเล่า จงดำเนินการตามความคิดเห็นของเหล่าขุนนางทั้งนั้นเถิด

            เล่าจ๋องได้ฟังความเห็นของมารดาที่เห็นพ้องต้องกับความเห็นของบรรดาที่ปรึกษาดังนั้นก็มีความยินดี จึงสั่งให้เรียกเจ้าหน้าที่อาลักษณ์เข้ามาเขียนสารถึงโจโฉ ความว่าแผ่นดินเป็นจลาจล ราษฎรได้รับความเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า แต่เป็นบุญของแผ่นดินที่ท่านอัครมหาเสนาบดีมีน้ำใจรักราษฎร มีปณิธานมุ่งมั่นรวบรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่งเพื่อสถาปนาสันตภาพและสันติสุขให้เกิดขึ้น ตัวข้าพเจ้าเล่าจ๋องได้กิตติศัพท์ปณิธานของท่านอัครมหาเสนาบดีเป็นที่เลื่อมใสศรัทธานัก บัดนี้ทราบว่าท่านอัครมหาเสนาบดีกรีฑาทัพใหญ่ลงภาคใต้ จึงใคร่ขอสวามิภักดิ์สนองตอบปณิธานเพื่อความสงบสุขของแผ่นดินสืบไป

            เมื่ออาลักษณ์เขียนสารเสร็จแล้ว เสนอให้เล่าจ๋องลงนาม และมอบหมายให้ซงต๋งขุนนางฝ่ายการทูตถือสารนั้นเดินทางขึ้นทิศเหนือเพื่อไปมอบแก่โจโฉ

            การเลี้ยงคนขี้เท่อให้เป็นใหญ่ในแผ่นดินก็ต้องรับผลแห่งความขี้เท่อและต้องกลายเป็นไพร่ในที่สุดดั่งนี้.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘