ตอนที่ 218. ไฟสงครามลามสู่แดนใต้

  เจี้ยนอันศกปีที่สิบสาม ซึ่งเป็นปีที่พระเจ้าเหี้ยนเต้เสด็จมาประทับอยู่ที่เมืองฮูโต๋ได้สิบสามปี เดือนเก้า ขึ้นสิบสี่ค่ำ เวลาเช้าอันเป็นเวลาในปูมธาตุไม้ ซึ่งฝ่ายโหรหลวงได้กำหนดเป็นเวลาฤกษ์เคลื่อนทัพสำหรับสถาปนาอำนาจของเมืองหลวงเหนือดินแดนภาคใต้ โจโฉได้กรีฑาทัพห้าสิบหมื่นออกจากเมืองหลวง

           ในการไปทัพครั้งนี้โจโฉได้มอบหมายให้ซุนฮกซึ่งเป็นที่ปรึกษาผู้ใหญ่อยู่รักษาเมืองหลวง และให้ทำหน้าที่จัดส่งเสบียงแก่กองทัพอย่าให้ขาดตกบกพร่อง กำหนดเป้าหมายให้กองทัพหน้าเข้าตีเมืองซินเอี๋ย แต่เพื่อสกัดกั้นไม่ให้เมืองเกงจิ๋วซึ่งเป็นเมืองใหญ่เข้าช่วยเหลือเล่าปี่ได้ ดังนั้นจึงกำหนดเส้นทางเดินทัพให้กองทัพหลวงเคลื่อนตรงไปที่เมืองเกงจิ๋วพร้อม ๆ กัน ซึ่งจะกดดันเมืองเกงจิ๋ว และเมืองซินเอี๋ยไม่ให้ช่วยเหลือกันและกันได้ กำหนดเป้าหมายของแผนการว่าเมื่อยึดเมืองเกงจิ๋วได้ด้วยกำลังพลมหาศาลแล้ว เล่าปี่ก็เสมือนหนึ่งปลาอยู่ในข้อง จะสามารถกำจัดได้โดยง่าย

           ทางฝ่ายเมืองเกงจิ๋ว อาการป่วยของเล่าเปียวที่กระเสาะกระแสะมาเป็นเวลานานได้ทรุดหนักลง ตัวเล่าเปียวเองยังมีสติอยู่เห็นว่าบุตรทั้งสองอยู่ในวัยเยาว์และสติปัญญาก็น้อยไม่สามารถรักษาเมืองเกงจิ๋วได้ ความคิดที่จะยกเมืองเกงจิ๋วแก่เล่าปี่จึงฟื้นกลับมาอีกครั้งหนึ่ง เล่าเปียวจึงให้ทหารออกไปเมืองซินเอี๋ยเชิญเล่าปี่มาพบเป็นการด่วน

           เล่าปี่ทราบความแล้วก็ตกใจ จึงปรึกษากับขงเบ้งว่าบัดนี้เล่าเปียวป่วยหนัก ให้ทหารมาตามข้าพเจ้าไปครั้งนี้จะดีร้ายประการใด

           ขงเบ้งจึงว่าเล่าเปียวมาตามท่านไปเมืองเกงจิ๋วครั้งนี้ ดีร้ายคงจะยกเมืองเกงจิ๋วให้แก่ท่าน ขงเบ้งกล่าวแต่เพียงเท่านี้ก็นิ่งอยู่มิได้เสนอความเห็นให้เล่าปี่รับเอาเมืองเกงจิ๋ว เพราะรู้น้ำใจเล่าปี่เป็นอย่างดีว่าถึงแม้จะเสนอเช่นนั้น เล่าปี่ก็คงปฏิเสธเหมือนเดิม

           เล่าปี่แจ้งในท่าทีของขงเบ้งดังนั้นแล้ว จึงลาขงเบ้งพากวนอู เตียวหุย ไปหาเล่าเปียวที่เมืองเกงจิ๋ว     

           เล่าปี่ได้เข้าไปเยี่ยมเล่าเปียวถึงที่ข้างในจวน เล่าเปียวเห็นเล่าปี่มาก็มีความยินดี จึงว่าตัวเราทุกวันนี้แก่ชราเหมือนไม้ใกล้ฝั่ง บัดนี้อาการป่วยก็ทรุดหนักลง เห็นทีจะมีชีวิตอยู่ดูโลกนี้ไม่นานแล้ว ห่วงก็แต่อาณาประชาราษฎรจะได้ความเดือดร้อน จึงเรียกเจ้ามาหวังจะฝากผีฝากไข้ให้ดูแลเมืองเกงจิ๋วสืบไป

           เล่าปี่จึงว่าข้าพเจ้าเป็นแต่เพียงผู้อาศัย จะรับเอาบ้านเมืองของท่านไว้เป็นสิทธินั้นไม่ชอบ ด้วยตัวท่านก็มีบุตรถึงสองคน เฉลียวฉลาดมีสติปัญญาหลักแหลม ทั้งบรรดาขุนนางที่ปรึกษาเมืองเกงจิ๋วก็พร้อมบริบูรณ์ สามารถค้ำจุนอุปถัมภ์ให้บุตรของท่านดูแลรักษาเมืองสืบต่อแทนท่านได้ ตัวข้าพเจ้าก็พร้อมที่จะสนับสนุนหลานให้รักษาบ้านเมืองสืบต่อจากท่าน ขออย่าได้ปรารมภ์เลย

           เล่าเปียวจึงกล่าวว่าที่เจ้าว่ามาทั้งนี้เกิดแต่ความเกรงใจเราว่าจะเห็นแก่ลูกยิ่งกว่าราษฎร ตัวเราเป็นพ่อรู้ดีอยู่แก่ใจว่าบุตรทั้งสองยังอ่อนวัยและปัญญานัก สิ้นบุญเราเมื่อใดเห็นจะรักษาเมืองเกงจิ๋วไว้ไม่ได้ ตัวเจ้าก็เป็นเชื้อพระวงศ์ของพระเจ้าเหี้ยนเต้เหมือนกับเรา มีสติปัญญาและเป็นผู้ใหญ่ สามารถรักษาเมืองเกงจิ๋วให้ราษฎรได้รับความร่มเย็นเป็นสุขได้ จงเห็นแก่เชื้อวงศ์ของพระเจ้าเล่าปัง รับเป็นธุระรักษาเมืองเกงจิ๋วไว้อย่าให้ตกไปเป็นของคนแซ่อื่นเลย

           เล่าเปียวกล่าวความแล้วก็ร้องไห้ เล่าปี่เห็นเล่าเปียวในอาการดังนั้นก็พลอยร้องไห้ตามแล้วว่าตัวข้าพเจ้ามาอาศัยใบบุญท่านอยู่ที่เมืองซินเอี๋ยทุกวันนี้มีความสุข สมควรแก่ฐานานุรูป จึงคิดถึงคุณท่านมิได้ขาด น้ำใจของข้าพเจ้านี้คิดกตัญญูรู้คุณท่านโดยสุจริต ไม่เคยคิดที่จะเอาบ้านเอาเมืองของท่านมาเป็นสิทธิ แม้ว่าท่านหาบุญไม่แล้วก็ดีตัวข้าพเจ้าก็ตั้งใจที่จะทำนุบำรุงหลานทั้งสองให้สืบสายสกุลวงศ์ ดำรงอำนาจสืบต่อแต่ท่านในเมืองเกงจิ๋วนี้สืบไป ข้าพเจ้าขอกล่าวความสัตย์ที่ตั้งใจไว้ต่อท่าน จงวางใจเถิด

           ในขณะที่เล่าปี่เยี่ยมไข้เล่าเปียวอยู่นั้น ทหารประจำจวนของเล่าเปียวได้เข้ามาแจ้งแก่เล่าปี่ว่าบัดนี้ขงเบ้งได้ให้ม้าใช้มีหนังสือมาถึงเล่าปี่ ว่าแล้วก็ยื่นหนังสือนั้น เล่าปี่ได้รับหนังสือมาอ่านดู รู้ว่าบัดนี้โจโฉกรีฑาทัพใหญ่ลงใต้ จึงแจ้งความทั้งปวงให้เล่าเปียวทราบ แล้วขอลาเล่าเปียวกลับไปจัดแจงป้องกันรักษาเมืองซินเอี๋ย

           เล่าเปียวทราบความศึกก็ตกใจ อาการป่วยก็ทรุดหนักลงไปอีก แต่มิรู้ที่จะคิดประการใด เล่าเปียวจึงร้องไห้ซมอยู่กับที่

           ในขณะที่เล่าเปียว เล่าปี่ปรึกษากันอยู่นั้น นางชัวฮูหยินผู้เป็นภรรยาของเล่าเปียวยืนแอบฟังอยู่หลังม่าน ทราบความสิ้นแล้วน้ำใจหนึ่งนางคิดน้อยใจเล่าเปียวที่ไม่เห็นแก่บุตรน้อย คิดจะยกเมืองเกงจิ๋วแก่เล่าปี่ซึ่งเป็นคนนอก อีกน้ำใจหนึ่งก็โกรธแค้นเล่าปี่ ประกอบทั้งความปรารถนาในใจนางต้องการให้เล่าจ๋องผู้บุตรที่เกิดแต่เล่าเปียวได้ครองอำนาจเมืองเกงจิ๋วสืบต่ออำนาจของเล่าเปียว จึงคิดว่าหากปล่อยปละละเลยสถานการณ์ไปตามปกติอำนาจปกครองเมืองเกงจิ๋วก็อาจเป็นสิทธิแก่ผู้อื่น

           คิดดังนั้นแล้วนางชัวฮูหยินจึงให้สาวใช้ออกไปหาชัวมอและเตียวอุ๋น เชิญเข้ามาพบเป็นการด่วน แล้วเล่าความตามที่เล่าเปียว เล่าปี่ได้ปรึกษาหารือกันให้ชัวมอผู้น้องและเตียวอุ๋นคนสนิทได้ทราบความทุกประการ

           นางชัวฮูหยินเล่าความสิ้นแล้ว จึงปรึกษาด้วยชัวมอผู้น้องว่าตัวเราปรารถนาให้เล่าจ๋องผู้บุตรได้ครองอำนาจเมืองเกงจิ๋วสืบต่อจากเล่าเปียว ตัวเจ้าเป็นทหารมีสมัครพรรคพวกเป็นอันมาก จงคิดอ่านให้การอันเราปรารถนานี้สำเร็จเป็นมรรคผลจงได้

           ชัวมอผู้น้องนางชัวฮูหยินและบัดนี้เป็นผู้บัญชาการทหารของเมืองเกงจิ๋ว ฟังปรารภของพี่สาวแล้วก็เห็นประโยชน์ที่เล่าจ๋องจะได้ครองอำนาจเมืองเกงจิ๋ว เพราะเท่ากับว่าอำนาจรัฐเมืองเกงจิ๋วจะตกอยู่แก่สกุล “ชัว” โดยสมบูรณ์ และในฐานะที่ตัวเป็นผู้บัญชาการทหารก็จะมีอำนาจยิ่งใหญ่กว่าใครในเมืองเกงจิ๋วนี้

           คิดดังนั้นแล้วชัวมอจึงว่าความทั้งนี้อย่าได้ปรารมภ์เลย ข้าพเจ้าจะคิดอ่านจัดการให้เป็นไปตามความประสงค์จงทุกประการ ว่าแล้วชัวมอและเตียวอุ๋นจึงคำนับลานางชัวฮูหยินกลับไป แล้วสั่งจัดแจงทหารให้วางกำลังอารักขาโดยรอบจวนของเล่าเปียว และจัดกำลังเฝ้าประตูจวน ห้ามผู้คนเข้าออกเว้นแต่จะได้รับการอนุญาตจากชัวมอหรือนางชัวฮูหยินเท่านั้น

           ฝ่ายเล่ากี๋บุตรผู้ใหญ่ของเล่าเปียวซึ่งขงเบ้งได้วางแผนให้ปลีกตัวออกจากเมืองเกงจิ๋วไปอยู่รักษาเมืองกังแฮ ครั้นได้กิตติศัพท์ว่าเล่าเปียวผู้พ่อป่วยหนักก็รีบเดินทางจากเมืองกังแฮมาเมืองเกงจิ๋วเพื่อเยี่ยมบิดา

           ครั้นมาถึงประตูจวน ทหารรักษาการณ์ก็ห้ามเล่ากี๋มิให้เข้าไปในจวน ในขณะเดียวกันก็ให้เพื่อนทหารไปรายงานให้ชัวมอทราบ ชัวมอทราบความแล้วจึงชวนเตียวอุ๋นรีบเดินทางมาที่จวนของเล่าเปียว

           ในขณะที่เล่ากี๋กำลังเจรจากับทหารรักษาการณ์จะขอเข้าไปเยี่ยมเล่าเปียวนั้น ชัวมอและเตียวอุ๋นก็เดินทางมาถึง ตรงเข้าไปที่เล่ากี๋แล้วว่าตัวท่านได้รับมอบหมายให้อยู่ดูแลรักษาเมืองกังแฮ เหตุไฉนจึงทิ้งหน้าที่มาเมืองเกงจิ๋วโดยมิได้รับอนุญาตจากเล่าเปียวดังนี้ ถ้าหากว่ากองทัพซุนกวนยกมาจะไม่เสียเมืองกังแฮแก่ซุนกวนดอกหรือ

           เล่ากี๋จึงว่าขณะนี้การข้างเมืองกังแฮเป็นปกติอยู่ ไม่มีวี่แววหรือข่าวศึก ตัวข้าพเจ้าได้กิตติศัพท์ว่าบิดาป่วยหนักจึงรีบเดินทางมาหวังได้เยี่ยมไข้ ไม่ให้ถูกครหาได้ว่าเป็นบุตรอกตัญญู ขอท่านได้เมตตาอนุญาตให้เข้าไปเยี่ยมบิดาสักหน่อยหนึ่ง แล้วจะรีบเดินทางกลับ

           ชัวมอจึงว่าบิดาของท่านป่วยหนักอยู่ หากเข้าไปเยี่ยมในเวลานี้บิดาท่านก็จะโกรธหาว่าท่านละทิ้งหน้าที่ ก็จะทำให้ความไข้นั้นหนักขึ้น แม้อาจถึงแก่ความตายได้ แทนที่ท่านจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรกตัญญูกลับจะได้ชื่อว่าเป็นปิตุฆาต คือเป็นเหตุแห่งการผลาญชีวิตของบิดาตัวเสียเอง ดังนั้นเพื่อถนอมชีวิตของบิดาท่านและป้องกันเกียรติคุณของท่านมิให้เสื่อมเสีย จึงขอให้ท่านกลับไปเมืองกังแฮก่อน

           เล่ากี๋ฟังคำชัวมอก็รู้ทีว่าจงใจขัดขวางไม่ให้เข้าไปเยี่ยมบิดา ครั้นจะขืนดึงดันก็เห็นกำลังทหารที่รักษาการณ์อยู่นั้นมีเป็นจำนวนมาก ความห่วงใยในน้ำใจของบุตรที่มีต่อบิดาประดังเข้าในอก เล่ากี๋จึงร้องไห้รักเล่าเปียวอยู่ที่หน้าจวน ครู่หนึ่งจึงขึ้นม้าเดินทางกลับไปเมืองกังแฮ

           ฝ่ายเล่าเปียวหลังจากทราบข่าวศึกโจโฉแล้ว ก็วิตกกังวลว่าจะไม่สามารถรักษาเมืองเกงจิ๋วไว้ต่อไปได้ อาการไข้ก็ยิ่งทรุดหนักลง น้ำใจใคร่อยากเห็นหน้าเล่ากี๋ผู้บุตรที่ขอไปอยู่เมืองกังแฮ จึงสั่งให้คนรับใช้ออกไปตามเล่ากี๋ แต่ถูกทหารของชัวมอสกัดกั้นไว้มิให้ออกจากจวน

           เล่าเปียวตั้งตาคอยคิดว่าบุตรจะมาเยี่ยมแต่ไม่เห็นใครมาเยี่ยม เข้าใจว่าถูกทอดทิ้งปล่อยให้ป่วยไข้แต่เดียวดาย อาการไข้ก็ยิ่งทรุดหนักลงอีก ถึงวันขึ้นสามค่ำ เดือนสิบ เจี้ยนอันศกปีที่สิบสาม เล่าเปียวก็สิ้นใจอย่างสงบ

           นางชัวฮูหยินผู้เป็นภรรยาทราบว่าเล่าเปียวตายแล้วจึงให้สาวใช้ไปเชิญชัวมอและเตียวอุ๋นมาปรึกษาเพื่อหาหนทางให้เล่าจ๋องได้ครองอำนาจเมืองเกงจิ๋วสืบแทนเล่าเปียว

           เตียวอุ๋นจึงเสนอว่าการที่บุตรผู้น้องจะครองอำนาจแทนบิดาเป็นการผิดธรรมเนียมและอาจไม่ได้ความยอมรับนับถือจากคนทั้งปวง นอกจากจะมีคำสั่งเสียเป็นลายลักษณ์อักษรจากเล่าเปียว ดังนั้นเพื่อให้เล่าจ๋องได้ครองอำนาจและได้รับการยอมรับจากประชาชน จึงสมควรปลอมหนังสือพินัยกรรมของเล่าเปียวขึ้นฉบับหนึ่ง ยกเล่าจ๋องขึ้นเป็นเจ้าเมืองเกงจิ๋ว สืบอำนาจของเล่าเปียวสืบไป

           นางชัวฮูหยินและชัวมอได้ฟังข้อเสนอดังนั้นก็เห็นด้วย จึงเรียกเจ้าหน้าที่ฝ่ายอาลักษณ์ซึ่งคุ้นเคยกับลายมือเขียนของเล่าเปียวเป็นอย่างดีเข้ามาจัดทำพินัยกรรมปลอมของเล่าเปียวว่าเมื่อเล่าเปียวถึงแก่กรรมแล้วให้บรรดาขุนนาง ข้าราชการเมืองเกงจิ๋วทั้งปวงยกเล่าจ๋องขึ้นเป็นเจ้าเมืองแทน

           ครั้นทำพินัยกรรมปลอมเสร็จสิ้นแล้ว ชัวมอจึงให้เรียกประชุมบรรดาขุนนางข้าราชการของเมืองเกงจิ๋ว แจ้งข่าวที่เล่าเปียวถึงแก่กรรมให้ทราบ และให้เจ้าพนักงานเปิดพินัยกรรมของเล่าเปียว แล้วอ่านให้บรรดาขุนนางข้าราชการทั้งปวงฟัง

           บรรดาขุนนางข้าราชการบางคนแม้ว่าจะมีความกังขาในพินัยกรรมนั้น แต่เห็นว่าชัวมอเป็นผู้บัญชาการทหาร ทั้งได้นำเอากำลังทหารมาอารักขาไว้โดยรอบศาลาว่าราชการก็รู้ความนัยว่าถึงอย่างไรเสียเล่าจ๋องก็ต้องได้เป็นเจ้าเมืองเกงจิ๋ว ธุระอะไรจะต้องไปใส่ใจคัดค้าน ดังนั้นจึงต่างคนต่างเออออเห็นชอบตามพินัยกรรมปลอมของเล่าเปียว แล้วยกเล่าจ๋องขึ้นเป็นเจ้าเมืองเกงจิ๋วแทนเล่าเปียวผู้บิดา

           หลังจากตั้งเจ้าเมืองใหม่เสร็จสิ้นแล้ว ชัวมอจึงให้แต่งการพิธีศพของเล่าเปียวอย่างรวบรัด แล้วนำไปฝังไว้ตามอย่างธรรมเนียม

           ขณะเมื่อเล่าจ๋องขึ้นครองอำนาจเป็นเจ้าเมืองเกงจิ๋วนั้นมีอายุเพียงสิบสี่ปี แต่มีความฉลาดแกมโกงตามสายเลือดของนางชัวฮูหยิน ดังนั้นในพลันที่ครองอำนาจจึงคิดอ่านป้องกันอำนาจของตัวจากเล่ากี๋ผู้พี่

           เมื่อคิดดังนั้นจึงเรียกประชุมบรรดาขุนนางข้าราชการ แล้วปรึกษาว่าบิดาเราหาบุญไม่แล้ว แต่ยังคงมีเล่าปี่ซึ่งเป็นญาติผู้ใหญ่และเล่ากี๋ซึ่งเป็นบุตรผู้ใหญ่ อันเกิดแต่ภรรยาคนก่อนของเล่าเปียว การที่ท่านทั้งปวงยกย่องตั้งให้เราเป็นเจ้าเมืองเกงจิ๋วย่อมทำให้เล่าปี่และเล่ากี๋ไม่พอใจ และคิดอ่านยกกองทัพมาตีเมืองเกงจิ๋ว ท่านทั้งปวงจะคิดป้องกันประการใด

           ลีกุ๋ยขุนนางเก่าเมืองเกงจิ๋วเป็นผู้ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมการปกครองแต่ไม่รู้ความนัยทางการเมือง พอได้ฟังปรารภของเล่าจ๋องดังนั้นก็สำคัญผิดคิดว่าเล่าจ๋องจะยกอำนาจแก่ผู้พี่ซึ่งเป็นความสำคัญผิดอย่างถนัด เพราะอำนาจนั้นเป็นสิ่งหอมหวานเย้ายวนติดแน่น ใครใดได้สัมผัสแล้วน้อยนักที่จะละวางหรือยอมยกอำนาจแก่ผู้อื่น จึงกล่าวขึ้นว่าที่ท่านเจ้าเมืองปรารภทั้งนี้ชอบด้วยธรรมเนียมประเพณีแต่โบราณ ขอให้ท่านแต่งหนังสือไปถึงเล่ากี๋ผู้พี่เชิญมาเมืองเกงจิ๋วแล้วมอบตำแหน่งเจ้าเมืองแก่เล่ากี๋ก็จะเป็นที่สรรเสริญแก่คนทั้งปวง

           ชัวมอได้ฟังลีกุ๋ยเสนอดังนั้นก็โกรธ เพราะหมูเขาหามเข้าโรงเชือดและเชือดเสร็จสิ้นไปแล้ว ยังจะมาพูดเรื่องปล่อยหมูเสียอีก จึงตวาดใส่ลีกุ๋ยด้วยเสียงอันดังว่า ตัวท่านเสียทีที่เป็นขุนนางผู้ใหญ่ ไม่รู้การธรรมเนียมแต่โบราณ อันการที่เล่าจ๋องได้ตำแหน่งเจ้าเมืองเกงจิ๋วนี้ จะมีขุนนางผู้ใดคิดอ่านเสนอก็หาไม่ แต่เป็นความเห็นและคำสั่งเสียในพินัยกรรมของเล่าเปียวซึ่งทุกคนต้องปฏิบัติตาม ทั้งเจ้าเมืองใหม่ก็มีสติปัญญาความสามารถแลยังมีขุนนางข้าราชการทั้งปวงรวมทั้งตัวเราเองช่วยทำนุบำรุงอยู่ ซึ่งจะให้มีหนังสือไปเชิญเล่ากี๋ เล่าปี่ เข้ามาครองเมืองเกงจิ๋วนั้นเป็นการไม่ชอบและขัดต่อเจตนารมย์ของเล่าเปียว ท่านอย่าได้เจรจาความดังนี้อีกต่อไปเลย.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘