ตอนที่ 217. น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ
โจโฉนั้นแม้จะเป็นคนเจ้าเล่ห์เพทุบาย แต่ก็เป็นนักปกครองที่รู้จักใช้คนและเข้าใจการครองน้ำใจคน เข้าใจดีว่าเป็นธรรมดาของคนเราที่ต้องมีการกระทำมากหลาย บางเรื่องอาจเป็นสิ่งที่ถูกต้อง บางเรื่องอาจเป็นสิ่งที่ผิดพลาด ชีวิตทุกคนย่อมเป็นไปเช่นนี้
ยิ่งเป็นการศึกสงครามด้วยแล้ว ย่อมมีทั้งชัยชนะและปราชัย จะมุ่งหมายเอาแต่ชัยชนะถ่ายเดียวนั้นย่อมไม่ได้ โจโฉตระหนักดีว่าแฮหัวตุ้นผู้นี้เป็นขุนพลผู้ใหญ่ที่ร่วมการกันมาตั้งแต่เริ่มก่อร่างสร้างตัว มีผลงานและความชอบในการสงครามตลอดมาเป็นเวลายาวนาน จึงต้องมีสักวันหนึ่งที่ต้องประสบกับความปราชัย และการศึกครั้งนี้แฮหัวตุ้นได้เผชิญหน้ากับคนนิรนาม ซึ่งโจโฉไม่เคยรู้จักหรือได้กิตติศัพท์มาแต่ก่อน แม้นว่าชีซีจะได้ทักท้วงไว้ก่อนกรีฑาทัพแล้วว่าการไปทัพของแฮหัวตุ้นครั้งนี้จะประมาทมิได้ เพราะแฮหัวตุ้นหาได้เผชิญหน้ากับเล่าปี่ผู้เคยแพ้ทางกันมาแต่ก่อนโดยลำพังเท่านั้น หากจะต้องเผชิญกับบุรุษหนึ่งที่มีชื่อว่าขงเบ้ง ซึ่งชีซีได้เตือนไว้ในครั้งนั้นว่า “ขงเบ้งคนนี้มีสติปัญญา การในอากาศแลแผ่นดินก็รู้ดูชำนาญสิ้น เสมอเทพยดาเข้าดลใจ… อันความคิดของข้าพเจ้านี้อุปมาเหมือนหนึ่งหิ่งห้อย อันสติปัญญาขงเบ้งดังหนึ่งรัศมีพระจันทร์”
การที่แฮหัวตุ้นไปทัพแล้วเผชิญกับบุรุษนิรนามและประจักษ์ผลดังนี้ โจโฉจึงคำนึงว่าความปราชัยครั้งนี้หาใช่ความผิดของแฮหัวตุ้นไม่ และหากจะพิจารณาผิดถูก โจโฉก็ย่อมมีส่วนในความผิดนั้นด้วยที่ไม่เชื่อฟังชีซีแล้วตั้งอยู่ในความประมาท จึงประมาทต่อความคิดและสติปัญญาของขงเบ้ง จนเกิดความเสียหายใหญ่หลวงขึ้น
เมื่อความคิดของโจโฉไม่ต้องการเอาผิดกับแฮหัวตุ้นขุนพลเก่า ความปรีชาสามารถในการใช้คนที่มีอยู่ประจำตัว จึงทำให้โจโฉคิดอ่านปลอบโยนแฮหัวตุ้นเพื่อไม่ให้เรื่องนี้ติดข้องหมองใจกลายเป็นปมด้อยต่อไปในอนาคต
คิดดังนั้นแล้วโจโฉจึงประคองตัวแฮหัวตุ้นให้ลุกขึ้นยืนแล้วเอามือตบไหล่แฮหัวตุ้นเป็นการปลอบใจอีกครั้งหนึ่ง แฮหัวตุ้นเห็นโจโฉไม่เอาโทษและยังคงให้กำลังใจถึงเพียงนี้ก็ซาบซึ้งในบุญคุณของโจโฉเป็นอันมาก คำนับโจโฉแล้วว่าท่านอัครมหาเสนาบดีประทานชีวิตใหม่ให้ในครั้งนี้ พระคุณยิ่งกว่าพระมหาสมุทร ข้าพเจ้าจะขออาสาทำการรับใช้ท่านสืบไปเบื้องหน้าโดยไม่เห็นแก่ชีวิตเลย
แล้วว่าในการสงครามครั้งนี้ความปราชัยเกิดแต่ข้าพเจ้าประมาทเอง ทั้ง ๆ ที่ลิเตียนและอิกิ๋มได้คอยตักเตือนว่ากล่าวให้สติอยู่หลายครั้งหลายหน แต่เพราะความประมาทในความคิดสติปัญญาของขงเบ้ง ข้าพเจ้าจึงมิได้เชื่อฟัง ดื้อดึงล่วงเกินต่อคำทักท้วงตักเตือนของลิเตียนและอิกิ๋ม จึงทำให้การของท่านอัครมหาเสนาบดีเสียไป ขอท่านได้พิจารณาความชอบของลิเตียนและอิกิ๋ม ซึ่งต้องรับผลปราชัยจากความดื้อดึงของข้าพเจ้า
แฮหัวตุ้นผู้นี้แม้จะเป็นคนมุทะลุ แต่ความอันได้เสนอต่อโจโฉดังกล่าวนั้นได้แสดงให้เห็นถึงจิตใจที่เปิดเผย บริสุทธิ์งดงามของชายชาติทหาร ยอมรับในความผิดของตัว ยกย่องในความชอบของเพื่อน ไม่เหมือนกับนักการเมืองที่มุ่งแต่เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่เพื่อน หรือไม่เหมือนกับเจ้านายบางคนที่ไม่เคยแลเห็นผลงานและความชอบของผู้ใต้บังคับบัญชา การใดดีก็หยิบฉวยเอาเป็นประโยชน์อวดอ้างว่าเป็นความคิดสติปัญญาตัว การใดร้ายก็ป้ายผิดไปให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาและข้าราชการประจำ เพียงประการนี้ประการเดียวก็สามารถจำแนกได้ถึงคนถ่อยและคนมีคุณธรรม ทั้งสามารถจำแนกได้ถึงคนที่มีคุณลักษณะเป็นนายคนกับคนที่เป็นนักฉวยโอกาสอย่างชัดเจนแล้ว
โจโฉได้ฟังแฮหัวตุ้นแล้วตรองอยู่ครู่หนึ่ง จึงกล่าวกับลิเตียนและอิกิ๋มซึ่งอยู่ในที่นั้นด้วยว่า ท่านทั้งสองได้ทำหน้าที่สมศักดิ์ศรีชายชาติทหาร มีความเห็น ความคิดอ่านการสงครามประการใดก็ว่ากล่าวไปโดยสุจริต แลเมื่อแม่ทัพใหญ่ไม่เห็นด้วยก็ยังคงปฏิบัติตามคำบัญชาของแม่ทัพ เสมอเหมือนเป็นความคิดเห็นของตนเอง ความเคร่ง ครัดในวินัยและจิตใจเช่นนี้เรามีความเลื่อมใสนัก บัดนี้พวกท่านได้ประจักษ์แล้วมิใช่หรือว่าแม่ทัพแฮหัวตุ้นซึ่งถึงแม้จะปราชัยในครั้งนี้ก็ยังมีจิตใจที่สมแก่ศักดิ์แลศรีของผู้บัญชาทัพ สามารถจำแนกแจกแจงผิดชอบได้กระจ่าง คำทักท้วงของพวกท่านเป็นประโยชน์ยิ่งแก่การศึกแม้ว่าจะไม่ได้นำไปสู่การปฏิบัติ
ว่าแล้วโจโฉจึงสั่งให้ทหารเบิกทองคำสองถาดและเสื้อผ้าจำนวนมากปูนบำเหน็จรางวัลแก่ลิเตียนและอิกิ๋ม
โจโฉได้ปรารภต่อไปว่าในบรรดาเจ้าเมืองทั้งปวงในแผ่นดินนี้ เราไม่เห็นมีผู้ใดอยู่ในสายตาเลย มีก็แต่เล่าปี่และซุนกวนซึ่งเป็นประหนึ่งฝุ่นติดคานัยน์ตาอยู่ ยามตื่นก็ขัดเคือง ยามหลับก็หลับไม่สนิทเพราะความระคายนั้น หากละเล่าปี่กับซุนกวนไว้สืบไปก็จะซ่องสุมกำลังเติบใหญ่มากขึ้นทุกที ทั้งบัดนี้การศึกระหว่างเรากับเล่าปี่ก็ติดพันขึ้นแล้ว จำเป็นที่จะต้องคิดอ่านกำจัดเล่าปี่และซุนกวนให้จงได้ แผ่นดินจึงจะเป็นสุขสันติสืบไป พรุ่งนี้เราจะประชุมปรึกษาจัดการเรื่องนี้ พวกท่านจงไปพักผ่อนเสียก่อน
โจโฉปรารภสิ้นความแล้ว แฮหัวตุ้น ลิเตียน และอิกิ๋มจึงคำนับลากลับออกไป
ครั้นวันรุ่งขึ้นโจโฉจึงเรียกประชุมบรรดาที่ปรึกษา และแม่ทัพนายกองทั้งปวง ปรารภความว่าบัดนี้การศึกข้างเหนือสงบราบคาบแล้ว หัวเมืองที่เหลืออยู่เรามิได้ปรารมภ์ว่าหัวเมืองใดจะแข็งขัดขึ้นเป็นใหญ่ จะมีก็แต่เล่าปี่และซุนกวนทางด้านใต้ซึ่งซ่องสุมผู้คน ขยายอิทธิพลอำนาจแข็งข้อต่อราชสำนัก แฮหัวตุ้นนำทัพไปกำจัดเล่าปี่ก็เสียทีกลับมา หากละไว้นานช้าเล่าปี่และซุนกวนก็จะยิ่งกำเริบ เราจึงคิดที่จะยกทัพใหญ่ไปปราบปรามหัวเมืองฝ่ายใต้ กำจัดเล่าปี่และซุนกวนให้จงได้ พวกท่านมีความคิดเห็นเป็นประการใด
บรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองทั้งปวงได้ฟังปรารภของโจโฉแล้ว ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าบัดนี้เป็นเวลาอันสมควร ทั้งกองทัพก็พร้อมสรรพ จึงเสนอให้โจโฉยกกองทัพไปปราบปรามหัวเมืองฝ่ายใต้โดยมีเล่าปี่และซุนกวนเป็นเป้าหมาย
โจโฉได้ฟังคำที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองเห็นพ้องเป็นเอกฉันท์ดังนั้นจึงสั่งให้เกณฑ์กำลังพลห้าสิบหมื่นไปในการศึกครั้งนี้ และให้จัดกองทัพดังนี้
ให้โจหยินและโจหองคุมทหารสิบหมื่นเป็นกองทัพหน้า
ให้เตียวเลี้ยวและเตียวคับคุมทหารสิบหมื่นเป็นปีกซ้าย
ให้แฮหัวตุ้นและแฮหัวเอี๋ยนคุมทหารสิบหมื่นเป็นปีกขวา
ให้อิกิ๋มและลิเตียนคุมทหารสิบหมื่นเป็นกองหลัง
ให้เคาทูคุมทหารสามพันเป็นกองสอดแนมส่วนหน้า
โจโฉคุมทหารที่เหลือทั้งหมดเป็นกองทัพหลวง
เจี้ยนอักศกปีที่สิบสาม เดือนเก้า ข้างขึ้น โจโฉจัดแจงกองทัพพร้อมสรรพตามลักษณะกระบวนทัพกษัตริย์ ประกอบด้วยธงทิวและเครื่องประโคมเต็มตามศักดิ์ รอเวลาฤกษ์ดีก็จะยกทัพออกจากเมืองหลวง
ในขณะที่โจโฉเตรียมกองทัพอึกทึกครึกโครมอยู่นั้น ขงหยงขุนนางในเมืองหลวงซึ่งมีมิตรไมตรีอยู่กับเล่าปี่เห็นการอึกทึกจึงสอบถามข่าวคราว พอทราบความแล้วจึงเข้าไปหาโจโฉ และท้วงว่า “ซึ่งท่านจะยกกองทัพไปกำจัดเล่าปี่บัดนี้ เล่าปี่ก็เป็นเชื้อสายของพระเจ้าเหี้ยนเต้อยู่ หาควรไม่ ฝ่ายซุนกวนเล่าก็ตั้งภูมิฐานลงได้เป็นมั่นคง แล้วมีเมืองเอกขึ้นถึงหกหัวเมือง ทหารทั้งปวงก็พรักพร้อม แลทางจะไปนั้นก็กันดาร ซึ่งมหาอุปราชจะยกไปนั้นเกลือกมิได้ท่วงทีก็จะเสียทหารเป็นอันมาก ขอท่านจงดำริดูจงควรก่อน”
ขงหยงนี้นับเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋นที่ไม่ได้ความคนหนึ่ง เพราะไม่รู้สถานการณ์ที่เป็นไปในบ้านเมือง แต่กลับไปออกความเห็นในลักษณะเอาเรือขวางน้ำเชี่ยว เพราะการที่โจโฉจัดแจงทัพใหญ่ในลักษณะทัพกษัตริย์ยิ่งใหญ่กว่าจัดแจงกองทัพทุกครั้งที่ผ่านมา ก็แลเห็นได้แล้วว่าการตระเตรียมในลักษณะนี้ยากที่จะยกเลิกเพิกถอนได้ ยิ่งเป็นผู้บัญชาการทัพที่ใฝ่ในการสงคราม ยามอยู่ใต้ร่มธงทิวปลิวไสวในท่ามกลางกองทหารร่วมห้าแสนคนดังนี้ย่อมมีน้ำใจฮึกเหิม มุ่งแต่จะเร่งรีบเคลื่อนทัพไป ไหนเลยจะเลิกทัพเสียง่าย ๆ ดังนั้นความที่ขงหยงได้เสนอจึงไม่ต้องใจโจโฉเป็นอย่างยิ่ง
โจโฉรำลึกถึงความเก่าที่ขงหยงเป็นพวกพ้องของเล่าปี่ มีความใกล้ชิดสนิทสนมกันเป็นพิเศษ แล้วเสนอหน้ามาออกความเห็นยามใกล้ฤกษ์ดีที่จะเคลื่อนทัพก็ยิ่งโกรธขงหยง แต่วิสัยคนที่เป็นนายคน โจโฉก็สู้ข่มใจไว้แล้วกล่าวกับขงหยงโดยปกติว่าอันเล่าปี่แลซุนกวนบัดนี้เป็นกบฏต่อราชสำนัก ซ่องสุมกำลังแข็งเมืองไม่ขึ้นต่อเมืองหลวง เราจึงจำเป็นต้องกรีฑาทัพไปกำจัดอริราชศัตรูเสียให้สิ้น การที่ท่านมาท้วงติงยามกองทัพจะเคลื่อนพลตามฤกษ์ชัยดั่งนี้หาควรไม่ ว่าแล้วโจโฉก็ให้ทหารไล่ขงหยงออกไป และยังกำชับต่อไปว่าถ้าหากสืบไปเมื่อหน้ามากล่าวความทำนองนี้อีกก็จำเป็นจะต้องลงโทษประหาร
ขงหยงถูกโจโฉขับไล่ได้ความอัปยศอดสูยิ่งนัก ในขณะเดินออกมาจึงทอดถอนใจใหญ่แล้วรำพึงขึ้นว่า “มหาอุปราชนี้เป็นคนหาตั้งอยู่ในสัตย์ไม่ แม้จะขืนยกไปกระทำแก่ผู้มีสัตย์สุจริต น่าที่จะเป็นอันตรายไปเอง”
เป็นวิสัยโลกที่หน้าต่างย่อมมีหู ประตูย่อมมีตา คำบ่นรำพึงของขงหยงกระทบเข้ากับหูของคองสีในขณะที่เดินสวนทางกันในบริเวณจวนของโจโฉ คองสีผู้นี้เป็นศัตรูเพราะผูกใจเจ็บขงหยงมาแต่ก่อน ดังนั้นเมื่อได้ยินคำรำพึงของขงหยงแล้ว คองสีจึงเห็นเป็นทีที่จะกำจัดขงหยงเสีย จึงเข้าไปรายงานต่อโจโฉว่าเวลาบัดนี้ใกล้ฤกษ์ดีที่ท่านอัครมหาเสนาบดีจะกรีฑาทัพใหญ่ไปกำจัดอริราชศัตรู แต่ขงหยงไม่สุจริตต่อท่าน คิดอ่านทำลายฤกษ์ดีจึงเข้ามาทักท้วงครั้งนี้ให้ฤกษ์ดีนั้นเสียไป
ว่าแล้วก็ใส่ความขงหยงว่าในขณะที่ขงหยงเดินกลับออกไปนั้นก็ได้รำพึงด่าว่าท่านเป็นอันมาก อนึ่งเล่าเมื่อครั้งที่ยีเอ๋งเข้ามารับราชการในเมืองหลวงทำให้ท่านได้รับความอัปยศหลายครั้งหลายหนก็เป็นเพราะการเสนอของขงหยง และขงหยงยังยุยงยีเอ๋งให้ด่าว่าท่านเป็นอันมาก
โจโฉมีอารมณ์โกรธขงหยงขุ่นอยู่ในอก ได้ฟังดังนั้นก็เชื่อตาม จึงสั่งทหารให้ตามไปจับตัวขงหยงแล้วเอาตัวไปประหาร และให้ติดตามจับตัวบุตรภรรยาของขงหยงไปประหารเสียให้สิ้น
ทหารจับตัวขงหยงได้ในขณะที่เดินกลับออกมายังไม่พ้นเขตศาลาว่าราชการ แล้วเอาไปประหาร และตัดศีรษะเสียบประจานไว้ที่ทางสามแพร่ง
ในขณะที่ขงหยงอยู่ที่ลานประหารนั้น ขุนนางที่เป็นเพื่อนของขงหยงคนหนึ่งทราบข่าวจึงสั่งให้คนใช้รีบไปบอกบุตรภรรยาของขงหยงให้รีบหลบหนีไป แต่เมื่อไปถึงบ้านของขงหยงกลับปรากฏว่าผู้คนในบ้านไม่ทราบความร้าย บุตรของขงหยงทั้งสองคนยังคงเล่นหมากรุกอยู่ จึงว่าบิดาท่านถูกโจโฉจับตัวไปประหารแล้วยังมามัวเล่นหมากรุกอยู่ดังนี้ ไม่กลัวความตายหรือ จงรีบหนีไปโดยไวเถิด
บุตรของขงหยงได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ แต่คิดไปแล้วไม่เห็นหนทางที่จะหนีรอด จึงกล่าวตอบว่า “ซึ่งท่านเอ็นดูแก่เรานี้คุณหาที่สุดมิได้ แต่ธรรมดานกทั้งปวงซึ่งตกฟองในรัง แม้ว่ารังทำลายแล้วฟองนั้นก็ตกแตก มิอาจสามารถจะตั้งอยู่ได้ แลบิดาเราถึงแก่ความตายบัดนี้ ตัวเราผู้เป็นบุตรหรือจะหนีพ้น”
บุตรของขงหยงกล่าวพอสิ้นความ กองทหารของโจโฉก็ได้เข้าล้อมเรือนของขง หยงไว้ แล้วบุกเข้ามาข้างใน จับเอาตัวบุตรภรรยาของขงหยงไปประหารจนหมดสิ้น
ฝ่ายโจโฉเมื่อจัดเตรียมกองทัพพร้อมสรรพแล้วยังคงสาละวนปรึกษาอยู่กับที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองที่ศาลากลาโหม ในขณะนั้นทหารรักษาการณ์ได้เข้ามารายงานว่าบัดนี้มีขุนนางชื่อชีสิบไปร้องไห้กอดศพของขงหยงที่เสียบประจานไว้ที่ทางสามแพร่ง
โจโฉได้ฟังดังนั้นก็โกรธ สั่งทหารให้ไปจับตัวชีสิบเอาไปประหาร ซุนฮกที่ปรึกษาผู้ใหญ่อยู่ในที่นั้นด้วยจึงทัดทานไว้แล้วว่าเวลานี้ใกล้ฤกษ์ดีแล้ว ไม่ควรที่ท่านจะประหารชีสิบซึ่งไม่มีความผิด อันชีสิบผู้นี้ข้าพเจ้ารู้จักเป็นอย่างดีว่าเป็นเพื่อนสนิทของขงหยง แต่เป็นคนที่ได้ว่ากล่าวตักเตือนขงหยงเป็นเนืองนิจว่า “เป็นคนหยาบช้า กล้าหาญหาอัธยาศัยมิได้ นานไปภัยจะมีมาถึงตัว” เป็นแต่ขงหยงไม่ฟังคำ แม้ว่าสองคนนี้จะมีความสนิทสนมแต่ก็ท้วงติงกันดั่งนี้เสมอมา ชีสิบหาได้รู้เห็นเป็นใจคบคิดใด ๆ กับขง หยงไม่ เหตุที่ไปร้องไห้คร่ำครวญกอดศพขงหยงเป็นเพียงเพราะไมตรีที่มีมาแต่ก่อนเท่านั้น
โจโฉได้ฟังคำซุนฮกก็ได้สติยั้งคิด ทั้งเห็นแก่ความมีไมตรีของผู้คนซึ่งเป็นอุปนิสัยประจำตัวของโจโฉ ดังนั้นความโกรธจึงคลายลง ยกโทษประหารชีสิบเสียและสั่งให้ทหารไปแจ้งแก่ชีสิบให้เอาศพของขงหยงไปฝังตามอย่างธรรมเนียม.
ยิ่งเป็นการศึกสงครามด้วยแล้ว ย่อมมีทั้งชัยชนะและปราชัย จะมุ่งหมายเอาแต่ชัยชนะถ่ายเดียวนั้นย่อมไม่ได้ โจโฉตระหนักดีว่าแฮหัวตุ้นผู้นี้เป็นขุนพลผู้ใหญ่ที่ร่วมการกันมาตั้งแต่เริ่มก่อร่างสร้างตัว มีผลงานและความชอบในการสงครามตลอดมาเป็นเวลายาวนาน จึงต้องมีสักวันหนึ่งที่ต้องประสบกับความปราชัย และการศึกครั้งนี้แฮหัวตุ้นได้เผชิญหน้ากับคนนิรนาม ซึ่งโจโฉไม่เคยรู้จักหรือได้กิตติศัพท์มาแต่ก่อน แม้นว่าชีซีจะได้ทักท้วงไว้ก่อนกรีฑาทัพแล้วว่าการไปทัพของแฮหัวตุ้นครั้งนี้จะประมาทมิได้ เพราะแฮหัวตุ้นหาได้เผชิญหน้ากับเล่าปี่ผู้เคยแพ้ทางกันมาแต่ก่อนโดยลำพังเท่านั้น หากจะต้องเผชิญกับบุรุษหนึ่งที่มีชื่อว่าขงเบ้ง ซึ่งชีซีได้เตือนไว้ในครั้งนั้นว่า “ขงเบ้งคนนี้มีสติปัญญา การในอากาศแลแผ่นดินก็รู้ดูชำนาญสิ้น เสมอเทพยดาเข้าดลใจ… อันความคิดของข้าพเจ้านี้อุปมาเหมือนหนึ่งหิ่งห้อย อันสติปัญญาขงเบ้งดังหนึ่งรัศมีพระจันทร์”
การที่แฮหัวตุ้นไปทัพแล้วเผชิญกับบุรุษนิรนามและประจักษ์ผลดังนี้ โจโฉจึงคำนึงว่าความปราชัยครั้งนี้หาใช่ความผิดของแฮหัวตุ้นไม่ และหากจะพิจารณาผิดถูก โจโฉก็ย่อมมีส่วนในความผิดนั้นด้วยที่ไม่เชื่อฟังชีซีแล้วตั้งอยู่ในความประมาท จึงประมาทต่อความคิดและสติปัญญาของขงเบ้ง จนเกิดความเสียหายใหญ่หลวงขึ้น
เมื่อความคิดของโจโฉไม่ต้องการเอาผิดกับแฮหัวตุ้นขุนพลเก่า ความปรีชาสามารถในการใช้คนที่มีอยู่ประจำตัว จึงทำให้โจโฉคิดอ่านปลอบโยนแฮหัวตุ้นเพื่อไม่ให้เรื่องนี้ติดข้องหมองใจกลายเป็นปมด้อยต่อไปในอนาคต
คิดดังนั้นแล้วโจโฉจึงประคองตัวแฮหัวตุ้นให้ลุกขึ้นยืนแล้วเอามือตบไหล่แฮหัวตุ้นเป็นการปลอบใจอีกครั้งหนึ่ง แฮหัวตุ้นเห็นโจโฉไม่เอาโทษและยังคงให้กำลังใจถึงเพียงนี้ก็ซาบซึ้งในบุญคุณของโจโฉเป็นอันมาก คำนับโจโฉแล้วว่าท่านอัครมหาเสนาบดีประทานชีวิตใหม่ให้ในครั้งนี้ พระคุณยิ่งกว่าพระมหาสมุทร ข้าพเจ้าจะขออาสาทำการรับใช้ท่านสืบไปเบื้องหน้าโดยไม่เห็นแก่ชีวิตเลย
แล้วว่าในการสงครามครั้งนี้ความปราชัยเกิดแต่ข้าพเจ้าประมาทเอง ทั้ง ๆ ที่ลิเตียนและอิกิ๋มได้คอยตักเตือนว่ากล่าวให้สติอยู่หลายครั้งหลายหน แต่เพราะความประมาทในความคิดสติปัญญาของขงเบ้ง ข้าพเจ้าจึงมิได้เชื่อฟัง ดื้อดึงล่วงเกินต่อคำทักท้วงตักเตือนของลิเตียนและอิกิ๋ม จึงทำให้การของท่านอัครมหาเสนาบดีเสียไป ขอท่านได้พิจารณาความชอบของลิเตียนและอิกิ๋ม ซึ่งต้องรับผลปราชัยจากความดื้อดึงของข้าพเจ้า
แฮหัวตุ้นผู้นี้แม้จะเป็นคนมุทะลุ แต่ความอันได้เสนอต่อโจโฉดังกล่าวนั้นได้แสดงให้เห็นถึงจิตใจที่เปิดเผย บริสุทธิ์งดงามของชายชาติทหาร ยอมรับในความผิดของตัว ยกย่องในความชอบของเพื่อน ไม่เหมือนกับนักการเมืองที่มุ่งแต่เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่เพื่อน หรือไม่เหมือนกับเจ้านายบางคนที่ไม่เคยแลเห็นผลงานและความชอบของผู้ใต้บังคับบัญชา การใดดีก็หยิบฉวยเอาเป็นประโยชน์อวดอ้างว่าเป็นความคิดสติปัญญาตัว การใดร้ายก็ป้ายผิดไปให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาและข้าราชการประจำ เพียงประการนี้ประการเดียวก็สามารถจำแนกได้ถึงคนถ่อยและคนมีคุณธรรม ทั้งสามารถจำแนกได้ถึงคนที่มีคุณลักษณะเป็นนายคนกับคนที่เป็นนักฉวยโอกาสอย่างชัดเจนแล้ว
โจโฉได้ฟังแฮหัวตุ้นแล้วตรองอยู่ครู่หนึ่ง จึงกล่าวกับลิเตียนและอิกิ๋มซึ่งอยู่ในที่นั้นด้วยว่า ท่านทั้งสองได้ทำหน้าที่สมศักดิ์ศรีชายชาติทหาร มีความเห็น ความคิดอ่านการสงครามประการใดก็ว่ากล่าวไปโดยสุจริต แลเมื่อแม่ทัพใหญ่ไม่เห็นด้วยก็ยังคงปฏิบัติตามคำบัญชาของแม่ทัพ เสมอเหมือนเป็นความคิดเห็นของตนเอง ความเคร่ง ครัดในวินัยและจิตใจเช่นนี้เรามีความเลื่อมใสนัก บัดนี้พวกท่านได้ประจักษ์แล้วมิใช่หรือว่าแม่ทัพแฮหัวตุ้นซึ่งถึงแม้จะปราชัยในครั้งนี้ก็ยังมีจิตใจที่สมแก่ศักดิ์แลศรีของผู้บัญชาทัพ สามารถจำแนกแจกแจงผิดชอบได้กระจ่าง คำทักท้วงของพวกท่านเป็นประโยชน์ยิ่งแก่การศึกแม้ว่าจะไม่ได้นำไปสู่การปฏิบัติ
ว่าแล้วโจโฉจึงสั่งให้ทหารเบิกทองคำสองถาดและเสื้อผ้าจำนวนมากปูนบำเหน็จรางวัลแก่ลิเตียนและอิกิ๋ม
โจโฉได้ปรารภต่อไปว่าในบรรดาเจ้าเมืองทั้งปวงในแผ่นดินนี้ เราไม่เห็นมีผู้ใดอยู่ในสายตาเลย มีก็แต่เล่าปี่และซุนกวนซึ่งเป็นประหนึ่งฝุ่นติดคานัยน์ตาอยู่ ยามตื่นก็ขัดเคือง ยามหลับก็หลับไม่สนิทเพราะความระคายนั้น หากละเล่าปี่กับซุนกวนไว้สืบไปก็จะซ่องสุมกำลังเติบใหญ่มากขึ้นทุกที ทั้งบัดนี้การศึกระหว่างเรากับเล่าปี่ก็ติดพันขึ้นแล้ว จำเป็นที่จะต้องคิดอ่านกำจัดเล่าปี่และซุนกวนให้จงได้ แผ่นดินจึงจะเป็นสุขสันติสืบไป พรุ่งนี้เราจะประชุมปรึกษาจัดการเรื่องนี้ พวกท่านจงไปพักผ่อนเสียก่อน
โจโฉปรารภสิ้นความแล้ว แฮหัวตุ้น ลิเตียน และอิกิ๋มจึงคำนับลากลับออกไป
ครั้นวันรุ่งขึ้นโจโฉจึงเรียกประชุมบรรดาที่ปรึกษา และแม่ทัพนายกองทั้งปวง ปรารภความว่าบัดนี้การศึกข้างเหนือสงบราบคาบแล้ว หัวเมืองที่เหลืออยู่เรามิได้ปรารมภ์ว่าหัวเมืองใดจะแข็งขัดขึ้นเป็นใหญ่ จะมีก็แต่เล่าปี่และซุนกวนทางด้านใต้ซึ่งซ่องสุมผู้คน ขยายอิทธิพลอำนาจแข็งข้อต่อราชสำนัก แฮหัวตุ้นนำทัพไปกำจัดเล่าปี่ก็เสียทีกลับมา หากละไว้นานช้าเล่าปี่และซุนกวนก็จะยิ่งกำเริบ เราจึงคิดที่จะยกทัพใหญ่ไปปราบปรามหัวเมืองฝ่ายใต้ กำจัดเล่าปี่และซุนกวนให้จงได้ พวกท่านมีความคิดเห็นเป็นประการใด
บรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองทั้งปวงได้ฟังปรารภของโจโฉแล้ว ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าบัดนี้เป็นเวลาอันสมควร ทั้งกองทัพก็พร้อมสรรพ จึงเสนอให้โจโฉยกกองทัพไปปราบปรามหัวเมืองฝ่ายใต้โดยมีเล่าปี่และซุนกวนเป็นเป้าหมาย
โจโฉได้ฟังคำที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองเห็นพ้องเป็นเอกฉันท์ดังนั้นจึงสั่งให้เกณฑ์กำลังพลห้าสิบหมื่นไปในการศึกครั้งนี้ และให้จัดกองทัพดังนี้
ให้โจหยินและโจหองคุมทหารสิบหมื่นเป็นกองทัพหน้า
ให้เตียวเลี้ยวและเตียวคับคุมทหารสิบหมื่นเป็นปีกซ้าย
ให้แฮหัวตุ้นและแฮหัวเอี๋ยนคุมทหารสิบหมื่นเป็นปีกขวา
ให้อิกิ๋มและลิเตียนคุมทหารสิบหมื่นเป็นกองหลัง
ให้เคาทูคุมทหารสามพันเป็นกองสอดแนมส่วนหน้า
โจโฉคุมทหารที่เหลือทั้งหมดเป็นกองทัพหลวง
เจี้ยนอักศกปีที่สิบสาม เดือนเก้า ข้างขึ้น โจโฉจัดแจงกองทัพพร้อมสรรพตามลักษณะกระบวนทัพกษัตริย์ ประกอบด้วยธงทิวและเครื่องประโคมเต็มตามศักดิ์ รอเวลาฤกษ์ดีก็จะยกทัพออกจากเมืองหลวง
ในขณะที่โจโฉเตรียมกองทัพอึกทึกครึกโครมอยู่นั้น ขงหยงขุนนางในเมืองหลวงซึ่งมีมิตรไมตรีอยู่กับเล่าปี่เห็นการอึกทึกจึงสอบถามข่าวคราว พอทราบความแล้วจึงเข้าไปหาโจโฉ และท้วงว่า “ซึ่งท่านจะยกกองทัพไปกำจัดเล่าปี่บัดนี้ เล่าปี่ก็เป็นเชื้อสายของพระเจ้าเหี้ยนเต้อยู่ หาควรไม่ ฝ่ายซุนกวนเล่าก็ตั้งภูมิฐานลงได้เป็นมั่นคง แล้วมีเมืองเอกขึ้นถึงหกหัวเมือง ทหารทั้งปวงก็พรักพร้อม แลทางจะไปนั้นก็กันดาร ซึ่งมหาอุปราชจะยกไปนั้นเกลือกมิได้ท่วงทีก็จะเสียทหารเป็นอันมาก ขอท่านจงดำริดูจงควรก่อน”
ขงหยงนี้นับเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋นที่ไม่ได้ความคนหนึ่ง เพราะไม่รู้สถานการณ์ที่เป็นไปในบ้านเมือง แต่กลับไปออกความเห็นในลักษณะเอาเรือขวางน้ำเชี่ยว เพราะการที่โจโฉจัดแจงทัพใหญ่ในลักษณะทัพกษัตริย์ยิ่งใหญ่กว่าจัดแจงกองทัพทุกครั้งที่ผ่านมา ก็แลเห็นได้แล้วว่าการตระเตรียมในลักษณะนี้ยากที่จะยกเลิกเพิกถอนได้ ยิ่งเป็นผู้บัญชาการทัพที่ใฝ่ในการสงคราม ยามอยู่ใต้ร่มธงทิวปลิวไสวในท่ามกลางกองทหารร่วมห้าแสนคนดังนี้ย่อมมีน้ำใจฮึกเหิม มุ่งแต่จะเร่งรีบเคลื่อนทัพไป ไหนเลยจะเลิกทัพเสียง่าย ๆ ดังนั้นความที่ขงหยงได้เสนอจึงไม่ต้องใจโจโฉเป็นอย่างยิ่ง
โจโฉรำลึกถึงความเก่าที่ขงหยงเป็นพวกพ้องของเล่าปี่ มีความใกล้ชิดสนิทสนมกันเป็นพิเศษ แล้วเสนอหน้ามาออกความเห็นยามใกล้ฤกษ์ดีที่จะเคลื่อนทัพก็ยิ่งโกรธขงหยง แต่วิสัยคนที่เป็นนายคน โจโฉก็สู้ข่มใจไว้แล้วกล่าวกับขงหยงโดยปกติว่าอันเล่าปี่แลซุนกวนบัดนี้เป็นกบฏต่อราชสำนัก ซ่องสุมกำลังแข็งเมืองไม่ขึ้นต่อเมืองหลวง เราจึงจำเป็นต้องกรีฑาทัพไปกำจัดอริราชศัตรูเสียให้สิ้น การที่ท่านมาท้วงติงยามกองทัพจะเคลื่อนพลตามฤกษ์ชัยดั่งนี้หาควรไม่ ว่าแล้วโจโฉก็ให้ทหารไล่ขงหยงออกไป และยังกำชับต่อไปว่าถ้าหากสืบไปเมื่อหน้ามากล่าวความทำนองนี้อีกก็จำเป็นจะต้องลงโทษประหาร
ขงหยงถูกโจโฉขับไล่ได้ความอัปยศอดสูยิ่งนัก ในขณะเดินออกมาจึงทอดถอนใจใหญ่แล้วรำพึงขึ้นว่า “มหาอุปราชนี้เป็นคนหาตั้งอยู่ในสัตย์ไม่ แม้จะขืนยกไปกระทำแก่ผู้มีสัตย์สุจริต น่าที่จะเป็นอันตรายไปเอง”
เป็นวิสัยโลกที่หน้าต่างย่อมมีหู ประตูย่อมมีตา คำบ่นรำพึงของขงหยงกระทบเข้ากับหูของคองสีในขณะที่เดินสวนทางกันในบริเวณจวนของโจโฉ คองสีผู้นี้เป็นศัตรูเพราะผูกใจเจ็บขงหยงมาแต่ก่อน ดังนั้นเมื่อได้ยินคำรำพึงของขงหยงแล้ว คองสีจึงเห็นเป็นทีที่จะกำจัดขงหยงเสีย จึงเข้าไปรายงานต่อโจโฉว่าเวลาบัดนี้ใกล้ฤกษ์ดีที่ท่านอัครมหาเสนาบดีจะกรีฑาทัพใหญ่ไปกำจัดอริราชศัตรู แต่ขงหยงไม่สุจริตต่อท่าน คิดอ่านทำลายฤกษ์ดีจึงเข้ามาทักท้วงครั้งนี้ให้ฤกษ์ดีนั้นเสียไป
ว่าแล้วก็ใส่ความขงหยงว่าในขณะที่ขงหยงเดินกลับออกไปนั้นก็ได้รำพึงด่าว่าท่านเป็นอันมาก อนึ่งเล่าเมื่อครั้งที่ยีเอ๋งเข้ามารับราชการในเมืองหลวงทำให้ท่านได้รับความอัปยศหลายครั้งหลายหนก็เป็นเพราะการเสนอของขงหยง และขงหยงยังยุยงยีเอ๋งให้ด่าว่าท่านเป็นอันมาก
โจโฉมีอารมณ์โกรธขงหยงขุ่นอยู่ในอก ได้ฟังดังนั้นก็เชื่อตาม จึงสั่งทหารให้ตามไปจับตัวขงหยงแล้วเอาตัวไปประหาร และให้ติดตามจับตัวบุตรภรรยาของขงหยงไปประหารเสียให้สิ้น
ทหารจับตัวขงหยงได้ในขณะที่เดินกลับออกมายังไม่พ้นเขตศาลาว่าราชการ แล้วเอาไปประหาร และตัดศีรษะเสียบประจานไว้ที่ทางสามแพร่ง
ในขณะที่ขงหยงอยู่ที่ลานประหารนั้น ขุนนางที่เป็นเพื่อนของขงหยงคนหนึ่งทราบข่าวจึงสั่งให้คนใช้รีบไปบอกบุตรภรรยาของขงหยงให้รีบหลบหนีไป แต่เมื่อไปถึงบ้านของขงหยงกลับปรากฏว่าผู้คนในบ้านไม่ทราบความร้าย บุตรของขงหยงทั้งสองคนยังคงเล่นหมากรุกอยู่ จึงว่าบิดาท่านถูกโจโฉจับตัวไปประหารแล้วยังมามัวเล่นหมากรุกอยู่ดังนี้ ไม่กลัวความตายหรือ จงรีบหนีไปโดยไวเถิด
บุตรของขงหยงได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ แต่คิดไปแล้วไม่เห็นหนทางที่จะหนีรอด จึงกล่าวตอบว่า “ซึ่งท่านเอ็นดูแก่เรานี้คุณหาที่สุดมิได้ แต่ธรรมดานกทั้งปวงซึ่งตกฟองในรัง แม้ว่ารังทำลายแล้วฟองนั้นก็ตกแตก มิอาจสามารถจะตั้งอยู่ได้ แลบิดาเราถึงแก่ความตายบัดนี้ ตัวเราผู้เป็นบุตรหรือจะหนีพ้น”
บุตรของขงหยงกล่าวพอสิ้นความ กองทหารของโจโฉก็ได้เข้าล้อมเรือนของขง หยงไว้ แล้วบุกเข้ามาข้างใน จับเอาตัวบุตรภรรยาของขงหยงไปประหารจนหมดสิ้น
ฝ่ายโจโฉเมื่อจัดเตรียมกองทัพพร้อมสรรพแล้วยังคงสาละวนปรึกษาอยู่กับที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองที่ศาลากลาโหม ในขณะนั้นทหารรักษาการณ์ได้เข้ามารายงานว่าบัดนี้มีขุนนางชื่อชีสิบไปร้องไห้กอดศพของขงหยงที่เสียบประจานไว้ที่ทางสามแพร่ง
โจโฉได้ฟังดังนั้นก็โกรธ สั่งทหารให้ไปจับตัวชีสิบเอาไปประหาร ซุนฮกที่ปรึกษาผู้ใหญ่อยู่ในที่นั้นด้วยจึงทัดทานไว้แล้วว่าเวลานี้ใกล้ฤกษ์ดีแล้ว ไม่ควรที่ท่านจะประหารชีสิบซึ่งไม่มีความผิด อันชีสิบผู้นี้ข้าพเจ้ารู้จักเป็นอย่างดีว่าเป็นเพื่อนสนิทของขงหยง แต่เป็นคนที่ได้ว่ากล่าวตักเตือนขงหยงเป็นเนืองนิจว่า “เป็นคนหยาบช้า กล้าหาญหาอัธยาศัยมิได้ นานไปภัยจะมีมาถึงตัว” เป็นแต่ขงหยงไม่ฟังคำ แม้ว่าสองคนนี้จะมีความสนิทสนมแต่ก็ท้วงติงกันดั่งนี้เสมอมา ชีสิบหาได้รู้เห็นเป็นใจคบคิดใด ๆ กับขง หยงไม่ เหตุที่ไปร้องไห้คร่ำครวญกอดศพขงหยงเป็นเพียงเพราะไมตรีที่มีมาแต่ก่อนเท่านั้น
โจโฉได้ฟังคำซุนฮกก็ได้สติยั้งคิด ทั้งเห็นแก่ความมีไมตรีของผู้คนซึ่งเป็นอุปนิสัยประจำตัวของโจโฉ ดังนั้นความโกรธจึงคลายลง ยกโทษประหารชีสิบเสียและสั่งให้ทหารไปแจ้งแก่ชีสิบให้เอาศพของขงหยงไปฝังตามอย่างธรรมเนียม.