ตอนที่ 216. ท่ามกลางทะเลเพลิง

 แสงเพลิงลุกโชติช่วงสว่างไสวไปทั่วป่าอันหลิม เพลิงยิ่งลุกแรง กระแสลมยิ่งพัดกระหน่ำโหมเพลิงให้ไหม้ลามอย่างรวดเร็ว ป่าอันหลิมซึ่งเป็นป่าแขมแห้งสนิทจึงกลายเป็นทะเลเพลิงท่วมทับกองทหารสิบหมื่นของแฮหัวตุ้นไว้จนหมดสิ้น

            เสียงต้นแขมและดอกแขมปะทุไฟดังเปรี๊ยะ ปัง ป๊อก ก้องกระหึ่มไม่ขาดระยะ ท้องฟ้าเหนือป่าอันหลิมแดงด้วยแสงเพลิง แฮหัวตุ้นและฮันโฮซึ่งคุมกองทัพหน้าตีฝ่าหนีจูล่งออกไปได้แล้วได้ยินเสียงดอกแขมปะทุไฟและเสียงร้องโหยหวนของทหารก็สงสาร ลังเลรีรออยู่ว่าจะกลับเข้าไปช่วยเหลือ หรือว่าจะรุดหน้าหนีต่อไป ทันใดนั้นเสียงประทัดสัญญาณก็ดังขึ้น เตียวหุยได้ยกทหารออกมาจากข้างป่าอันหลิม สกัดแฮหัวตุ้นและทหารที่ติดตามมานั้น

            ทั้งสองฝ่ายได้ต่อสู้กันเป็นสามารถ แฮหัวตุ้นเกรงว่าจะเสียทีจึงชักม้าผละออกไป แฮหัวอันซึ่งติดตามแฮหัวตุ้นอย่างใกล้ชิดเกรงว่าเตียวหุยจะไล่ตามไปทำร้ายแฮหัวตุ้นจึงขี่ม้าออกมาขวางไว้ เตียวหุยจึงเอาทวนแทงแฮหัวอันตกม้าตาย

            แฮหัวตุ้นและฮันโฮเห็นทหารฝ่ายตัวตกใจแตกตื่นคิดแต่จะหนีท่าเดียว ในขณะที่ทหารของเตียวหุยฮึกห้าวเหิมหาญยิ่งนัก จึงเห็นว่าขืนต่อสู้ต่อไปก็จะพากันตายสิ้น ทั้งเห็นว่าหมดหนทางที่จะช่วยเหลือกองทหารที่ตกอยู่ในทะเลเพลิงออกมาได้จึงขับม้าพา ทหารหนีออกจากยุทธภูมิ

            สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ได้บรรยายภาพการสู้รบในตอนนี้ว่า “แลพลทหารเล่าปี่ก็ไล่ฆ่าฟันทหารแฮหัวตุ้นในเวลากลางคืนนั้นโลหิตไหลแดงไปทั้งป่า ศพดาษไปดังขอนไม้” แฮหัวตุ้นหนีออกจากยุทธภูมิแล้วรีบขับม้ากลับเมืองฮูโต๋ทั้งคืน จนสว่างเหลียวมามองเห็นทหารเหลือตายที่ติดตามมาเพียงไม่กี่คนก็อดสูใจที่เสียรู้กลขงเบ้ง ทั้งภาพกองทหารที่ถูกทะเลเพลิงเผาผลาญในตอนกลางคืนยังติดตา ตรึงใจ เสียงร้องไห้โหยหวนจากความเจ็บปวดเพราะถูกเพลิงเผายังคงก้องกระหึ่มโสตไม่รู้สร่างก็สงสารทหารที่เคยติดตามสู้รบร่วมกันมาจึงร้องไห้

            ทางฝ่ายกวนอู เตียวหุย จูล่ง เคยผ่านการศึกมาหลายครั้งหลายหน ไม่เคยเห็นว่าการศึกครั้งใดจะได้ชัยชนะแก่ข้าศึกอย่างง่ายดาย และสามารถทำลายล้างกองทัพของข้าศึกถึงสิบหมื่นให้วายวอดไปสิ้นเพียงคืนเดียว ต่างนึกศรัทธาขงเบ้งเป็นอันมาก กล่าวสรรเสริญความคิดสติปัญญาของขงเบ้งไม่ขาดปาก

            เตียวหุยเป็นคนมุทะลุวู่วาม และเคยล่วงเกินขงเบ้งมาหลายครั้งหลายหน แม้จิตใจก็ไม่เคยเลื่อมใสศรัทธามาแต่ก่อน แต่เป็นคนเปิดเผยตรงไปตรงมา ใจรักก็ว่ารัก ใจชังก็ว่าชัง ไม่ใช่คนแบบปากปราศรัยใจเชือดคอ หรือปากอย่างใจอย่างเหมือนนักการเมืองยามกลียุค เมื่อความเลื่อมใสศรัทธาเกิดขึ้นในใจดั่งนี้จึงอดปากไว้ไม่ได้ เข้าไปกล่าวกับกวนอูว่าเราสองพี่น้องปรามาสล่วงเกินขงเบ้งมาแต่ก่อนเป็นหลายครั้งหลายหน ด้วยไม่ประจักษ์ในสติปัญญาแลความคิดอ่านของขงเบ้ง บัดนี้เห็นประจักษ์แล้ว ชอบที่เราสองพี่น้องจะเข้าไปคำนับแสดงความชื่นชมขงเบ้งให้ปรากฏ

            ตัวกวนอูนั้นมีความรู้สึกที่กินแหนงขุ่นเคืองขงเบ้งอยู่อย่างลึกซึ้ง แต่เมื่อได้ประจักษ์ความคิดสติปัญญาในการสงครามที่ล้ำเลิศดังนี้ก็อดสรรเสริญเลื่อมใสสติปัญญาขงเบ้งไม่ได้ แต่กระนั้นความที่กินแหนงอยู่ในใจก็หาได้สร่างสิ้นไปไม่ ครั้นได้ฟังคำเตียวหุยก็ได้สติ จึงว่าเจ้าว่ามาทั้งนี้ก็ชอบแล้ว พี่ใหญ่ของเราสู้ลำบากตรากตรำไปเชิญขงเบ้งมาช่วยคิดอ่านวางแผนการสงครามไม่เป็นการสูญเปล่า ว่าแล้วกวนอู เตียวหุย จูล่ง จึงพาทหารเดินทางกลับไปทางเมืองซินเอี๋ย

            กวนอู เตียวหุย และจูล่ง เดินทางมาได้พักใหญ่ก็พบกับกองทหารของเล่าปี่ กวนเป๋งและเล่าฮองมาสมทบอยู่ก่อนแล้ว ต่างเข้าไปทักทายแสดงความยินดีในชัยชนะของกองทหารทุกกองที่ได้รับชัยชนะในการศึกครั้งนี้อย่างงดงาม แล้วพากันเดินทางกลับไปเมืองซินเอี๋ย

            พอมาถึงกลางทางเป็นเวลาสาย เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย จูล่ง มองไปข้างหน้าที่ใต้ต้นไม้ในป่าใหญ่ข้างทางมีการแต่งโต๊ะเตรียมไว้พร้อม เห็นขงเบ้งนั่งเกวียนภายใต้ธงผู้บัญชาการใหญ่ของกองทัพเล่าปี่คอยท่าอยู่ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส จึงตรงเข้าไปคำนับขงเบ้งแล้วสรรเสริญพร้อมกันว่าสติปัญญาการคิดอ่านสงครามครั้งนี้ล้ำเลิศลึกซึ้งราวเทพยดาเข้าดลใจ

            ขงเบ้งกล่าวกับเล่าปี่ด้วยความถ่อมตัวว่าความคิดของข้าพเจ้าเป็นเพียงประมาณดอก การศึกเสร็จสิ้นในครั้งนี้อย่างมีชัยก็เพราะบุญของท่านที่จะตั้งตัวขึ้นเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ว่าแล้วขงเบ้งก็หันหน้าไปทางกวนอู เตียวหุย จูล่ง กวนเป๋งและเล่าฮอง แล้วว่าความชอบของท่านทั้งนี้ใหญ่หลวงนัก บรรดาทหารที่ร่วมการครั้งนี้ได้พร้อมใจกันทำการตามแผนการโดยไม่ขาดเกินจึงได้ชัยชนะอย่างงดงาม กลับเข้าเมืองแล้วชอบที่จะต้องปูนบำเหน็จให้ถึงขนาด

            กวนอูมีน้ำใจเย่อหยิ่ง คาดหมายว่าชัยชนะครั้งนี้คงทำให้ขงเบ้งเย่อหยิ่งลำพองแล้วกล่าวความข่มเหงน้ำใจ แต่ครั้นได้ยินคำขงเบ้งกล่าวถ้อยคำด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตัว มอบชัยชนะในครั้งนี้ให้เป็นความชอบของผู้อื่นโดยไม่กล่าวถึงความชอบของตนเองแม้แต่คำเดียว น้ำใจมานะก็อ่อนลง เช่นเดียวกับความรู้สึกของเตียวหุย พอกวนอูได้คิดก็รู้สึกว่าเตียวหุยจับมือลากเข้าไปตรงหน้าขงเบ้ง กวนอูก็เดินตามไปโดยดี

            สองพี่น้องแห่งสวนท้อคุกเข่าลงคำนับขงเบ้งแล้วขอขมาที่ปรามาสล่วงเกินมาแต่ก่อน ขงเบ้งเห็นดังนั้นจึงก้มตัวลงประคองสองพี่น้องให้ลุกขึ้น แล้วว่าท่านทั้งสองอย่าได้ผูกจิตคิดถึงความแต่หนหลัง เพราะการศึกข้างหน้ายังต้องอาศัยฝีไม้ลายมือของท่านอีกมาก

            แล้วขงเบ้งจึงเชิญเล่าปี่ กวนอู เตียวหุย จูล่ง และบรรดาทหารทั้งปวงเข้าไปกินโต๊ะในดงไม้เป็นที่สำราญ จนใกล้เที่ยงจึงยกเข้าเมืองซินเอี๋ย

            ครั้นเข้าเมืองซินเอี๋ยแล้ว ขงเบ้งจึงเชิญเล่าปี่ไปที่ศาลาว่าราชการเมืองซินเอี๋ยเพื่อปรึกษาการสงครามต่อไป

            เล่าปี่เคยผ่านการศึกสงครามกับฝ่ายโจโฉมาแต่ก่อน เคยปราชัยแก่กองทัพของโจโฉหลายครั้งหลายหน มาครั้งนี้ได้ประจักษ์ถึงชัยชนะอันยิ่งใหญ่เหนือกองทัพสิบหมื่นชั่วคืนเดียว จึงกล่าวสรรเสริญความคิดขงเบ้งไม่ขาดคำ

            ขงเบ้งจึงว่าแฮหัวตุ้นปราชัยในครั้งนี้เห็นทีการศึกจะยังไม่จบสิ้น เพราะฝ่ายโจโฉนั้นเคยปรามาสกองทัพของท่านตลอดมา ครั้นมาปราชัยในศึกครั้งนี้ก็จะประหวั่นพรั่นพรึงเห็นจะไม่ปล่อยทอดเวลาให้ท่านซ่องสุมผู้คนจนกองทัพเติบใหญ่ไปกว่านี้ คำนวณน้ำใจโจโฉแล้วคงจะรีบยกทัพใหญ่ลงมาแก้แค้นท่านในเร็ววันเป็นมั่นคง

            เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ จึงถามว่าหากโจโฉกรีฑาทัพใหญ่มาในเร็ววันนี้ ท่านจะมีแผนการคิดอ่านรับศึกประการใด

            ขงเบ้งจึงว่าแม้ข้าพเจ้าจะมีแผนการรับมือกับกองทัพใหญ่ของโจโฉ แต่ทว่าเมืองซินเอี๋ยนี้เป็นเมืองเล็ก ทหารก็น้อย เสบียงก็จำกัด ชัยภูมิก็มีลักษณะธรรมดา ไม่สามารถยักย้ายถ่ายเททำการได้ดังความคิด ดังนั้นเมืองซินเอี๋ยนี้จึงไม่เหมาะแก่การตั้งรับกองทัพใหญ่ของโจโฉ ข้าพเจ้าเห็นว่าเมืองเกงจิ๋วเป็นเมืองใหญ่ กำแพงเมืองมั่นคง ทหารก็มาก ผู้คนก็พร้อมสมบูรณ์ สามารถตั้งหลักเป็นชัยภูมิรับมือกับกองทัพใหญ่ของโจโฉได้

            แล้วว่าบัดนี้เล่าเปียวก็ป่วยอยู่ เห็นจะไม่สามารถคิดอ่านสู้รบกับโจโฉ ทั้งการที่โจโฉจะยกกองทัพใหญ่มาครั้งนี้เล่าเปียวย่อมเกรงภัย เหตุการณ์เป็นทีแล้วจึงชอบที่ท่านจะยกไปเมืองเกงจิ๋ว ใครใดก็จะตำหนินินทาไม่ได้ เพราะเล่าเปียวเองเคยออกปากยกเมืองเกงจิ๋วแก่ท่านแล้ว หากสามารถตั้งหลักใช้เมืองเกงจิ๋วเป็นชัยภูมิรับมือกับโจโฉได้แล้ว แม้นโจโฉจะยกทัพใหญ่มาก็สามารถคิดอ่านสู้รบกับโจโฉได้โดยไม่ขัดสน

            เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นสีหน้าก็สลดลงแล้วว่าที่ท่านกล่าวมาทั้งนี้ก็ชอบด้วยเหตุและผลของความจำเป็นในการสงคราม แต่เล่าเปียวนั้นมีคุณแก่ข้าพเจ้า ทั้งเป็นคนแซ่เดียวกัน หากจะยกเข้าไปเอาเมืองเกงจิ๋วดังคำท่านก็เหมือนชิงเมืองของผู้มีคุณเอาเป็นสิทธิ ข้าพเจ้าให้รู้สึกอดสูใจ ไม่อาจทำได้ลงคอเลย

            ขงเบ้งจึงว่าซึ่งข้าพเจ้ากล่าวมาทั้งนี้ใช่ว่าจะชี้ทางให้ท่านเนรคุณคน หรือคิดอ่านทำร้ายเล่าเปียวก็หามิได้ ความคิดของข้าพเจ้านั้นแม้เป็นไปเพื่อประโยชน์ท่านในการรับมือกับกองทัพของโจโฉ แต่ก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ของเล่าเปียวที่จะต้องป้องกันรักษาเมืองเกงจิ๋วด้วย อันกองทัพโจโฉที่จะยกมาครั้งนี้เห็นทีจะเป็นกองทัพใหญ่ หากเล่าเปียวไม่ได้ท่านร่วมคิดอ่านป้องกันรักษาเมือง เมืองเกงจิ๋วก็เห็นทีจะเสียแก่โจโฉเป็นมั่นคง

            ขงเบ้งกล่าวต่อไปว่าความจำเป็นแห่งสถานการณ์กำหนดให้ต้องกระทำการดั่งนี้ หากแม้นท่านไม่ทำตามคำของข้าพเจ้าแล้วก็จะได้ยากลำบากในการศึกเป็นอันมาก

            สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ได้กล่าวความที่ขงเบ้งได้คาดคะเนในการครั้งนี้ว่า “อันเมืองเกงจิ๋วนั้นก็จะได้แก่ท่านเป็นมั่นคงอยู่ แม้มิยกไปตามคำข้าพเจ้า นานไปจะมีอันตราย เมื่อมีเหตุขึ้นแล้วท่านจึงจะรู้จักสำนึก”

            ตามความคาดคะเนของขงเบ้งในตอนนี้ ประจักษ์ชัดแล้วว่าขงเบ้งได้คำนวณสถานการณ์การสงครามที่จะมีขึ้นระหว่างโจโฉกับเล่าปี่กระจ่างแจ้ง แต่ถึงแม้ว่าจะมั่นใจในสติปัญญาความคิดอ่านสักเพียงไหน ขงเบ้งก็ไม่อาจใช้ความเกรงใจและความนับถือที่เล่าปี่มีต่อตัวบีบบังคับให้เล่าปี่ต้องฝืนใจปฏิบัติตามข้อเสนอนั้น นี่คือวิสัยของที่ปรึกษาชั้นเลิศของแผ่นดินที่ไม่คิดถือเอาความคิดเห็นของตัวเป็นใหญ่กว่าเจ้านายเหมือนกับพวกที่ปรึกเสียในยุคหลัง ๆ ที่เสนอความคิดเห็นประการใดแล้วก็ต้องการให้ผู้เป็นนายทำตามความเห็นนั้น ทำตัวเป็นผู้ใช้อำนาจตัดสินใจแทนนายเสียทีเดียว บางทีถึงขนาดกดดันบังคับผู้เป็นนายให้ต้องทำตาม ครั้นไม่ได้ดังใจตัวก็ไม่พอใจโดยไม่เข้าใจว่าหน้าที่ของที่ปรึกษาคือการให้คำปรึกษา ส่วนการตัดสินใจเป็นหน้าที่ของผู้เป็นนาย ขงเบ้งไม่ได้ใช้สถานการณ์และฐานะที่มีอยู่บังคับใจเล่าปี่ แต่ก็ได้แนะนำอย่างหนักหน่วงว่าหากแม้นเล่าปี่ไม่ทำตามข้อเสนอนี้แล้ว วันหน้าจะได้ยากลำบากและจะต้องรู้สึกสำนึกที่ตัดสินใจผิดพลาด

            แต่คนแบบเล่าปี่ก็ยึดมั่นในกตัญญู ยากที่จะหาผู้ใดเสมอเหมือน น้ำใจหนึ่งนั้นเล็งเห็นตามคำขงเบ้งว่าจะต้องได้ยากลำบากสุดประมาณ แต่น้ำใจแห่งความกตัญญูรู้คุณคนก็ยังมั่นคงไม่หวั่นไหว จึงกล่าวตอบขงเบ้งว่า “ถึงมาตรว่าจะมีอันตรายประการใดก็ดี ตัวเราก็จะสู้ตาย ซึ่งจะทรยศต่อผู้มีคุณนั้นเราทำมิได้”

            ขงเบ้งได้ฟังคำเล่าปี่ดังนี้แล้วจึงกล่าวว่า เมื่อท่านไม่ยินยอมพร้อมใจที่จะปฏิบัติตามข้อเสนอของข้าพเจ้าก็สุดแท้แต่อัธยาศัยของท่าน ข้าพเจ้าจะคิดอ่านผ่อนปรนแก้ไขสถานการณ์สืบไป

            ขงเบ้งกล่าวสิ้นคำแล้ว ต่างฝ่ายต่างก็นั่งนิ่ง ขงเบ้งโบกพัดขนนกไปมาอยู่ครู่หนึ่งเล่าปี่จึงขอตัวและแยกย้ายกันกลับที่พัก

            ฝ่ายแฮหัวตุ้นครั้นพาทหารที่รอดตายกลับไปถึงเมืองฮูโต๋ ก็รีบตรงไปที่จวนของโจโฉ พอใกล้ถึงจวนก็ให้ทหารเอาเชือกมัดตัว แล้วพากันเข้าไปที่จวน คุกเข่าอยู่ที่หน้าจวน และแจ้งให้ทหารรักษาการณ์เข้าไปรายงานให้โจโฉทราบ

            โจโฉทราบความก็รีบออกมา เห็นแฮหัวตุ้นและบรรดาทหาร ณ ที่นั้นมีลักษณะมอมแมมด้วยควันไฟก็รู้ว่าแฮหัวตุ้นปราชัยในการศึก แต่เมื่อเห็นแฮหัวตุ้นในสภาพเช่นนั้นก็สงสาร

            แฮหัวตุ้นเห็นโจโฉออกมาที่หน้าจวนก็โขกศีรษะลงกับพื้น เป็นการแสดงการคำนับแบบรู้สึกสำนึกในความผิดพลาด แล้วว่าข้าพเจ้าอาสาท่านอัครมหาเสนาบดีไปทัพครั้งนี้ประมาทแก่ข้าศึกจึงเสียทีพ่ายแพ้ยับเยินมา ทำให้ท่านต้องได้รับความอัปยศ โทษครั้งนี้ของข้าพเจ้าถึงตายตามทัณฑ์บนและพระอัยการศึก ขอท่านอัครมหาเสนาบดีได้ลงโทษข้าพเจ้าตามวินัยทัพเถิด

            โจโฉมีน้ำใจสงสารแฮหัวตุ้นเป็นทุนอยู่แต่เดิม ได้ยินคำแฮหัวตุ้นก็ยิ่งเพิ่มความเอ็นดู ทั้งรำลึกถึงความชอบของแฮหัวตุ้นที่ได้ร่วมการมาตั้งแต่ตอนที่เริ่มตั้งตัว โจโฉจึงตรงเข้าไปที่แฮหัวตุ้น ก้มตัวลงแก้เชือกที่มัดอยู่นั้นออก แล้วว่า “ซึ่งท่านไปทำการสงครามให้เสียทีแก่ข้าศึกมาฉะนี้ โทษท่านก็ถึงตาย แต่ทว่าตัวท่านมีความชอบในการสงครามมาแต่ก่อนเป็นอันมาก โทษนั้นเราจะยกไว้ครั้งหนึ่ง  แล้วว่าธรรมดาชาติทหารทำการสงครามก็มีชนะแลแพ้ทุกคน.”

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓