ตอนที่ 215. ยุทธานุภาพแห่งธาตุไฟ

 พลบค่ำวันนั้นกองทหารของเล่าปี่ทุกหน่วยได้เคลื่อนเข้าสู่ยุทธภูมิทุ่งพกบ๋องและวางกำลังตามจุดต่าง ๆ ตามแผนการที่ขงเบ้งกำหนดทุกประการ ผู้บังคับหน่วยทหารได้สั่งทหารหุงหาอาหารกินแล้วรีบนอนแต่หัวค่ำเพื่อพักผ่อนเอาแรงไว้เตรียมรับศึกสำคัญในวันรุ่งขึ้น

            ในยามแรกของราตรีกวนอูยังนอนไม่หลับด้วยพกเอาความสงสัยในสภาพภูมิประเทศของยุทธภูมิทุ่งพกบ๋องติดตัวมาด้วย จึงขี่ม้าพาทหารคนสนิทขึ้นไปที่เนินเขาอีสัน ดูลาดเลาเห็นภูมิประเทศเป็นที่เปลี่ยวคับขันชอบกล

            เส้นทางเดินระหว่างเขาอีสันกับป่าอันหลิมเป็นทางแคบและทุรกันดาร แม้กำลังทหารมากก็ถูกภูมิประเทศจำกัดกำหนดให้เสมือนน้อย หนุนช่วยกันไม่ได้เลย

            ราตรีนั้นเป็นคืนข้างแรม แสงดาวพราวพร่าง สายลมในฤดูใบไม้ผลิโชยมาแต่ข้างทิศใต้ด้านป่าอันหลิมพัดไปทางเขาอีสันพอเป็นที่สบายกาย เสียงสายลมโชยดังหวิวหวูไม่ขาดระยะ กระทบป่าแขมซึ่งสูงท่วมหัวแห้งกรอบได้ยินเสียงต้นแขมพลิ้วตามสายลมกระทบกันดังซ่าซ่าราวเสียงคลื่นมรณะที่รอโถมท่วมทับหมู่นาวาที่ฝ่าคลื่นเข้ามาฉะนั้น

            กวนอูสังเกตภูมิประเทศท่ามกลางแสงดาว แม้ไม่เห็นสภาพกระจ่างชัดเหมือนกลางวัน แต่ดงแขมของป่าอันหลิมกว้างใหญ่ไพศาล มีปริมณฑลกว้างขวางเกินพอที่จะกลืนกินกองทัพสิบหมื่นของแฮหัวตุ้นเอาไว้ได้ กวนอูรำลึกถึงคำสั่งยุทธการที่ขงเบ้งกำหนดให้กวนเป๋งกับเล่าฮองคุมทหารห้าร้อยพร้อมคบเพลิงและเชื้อไฟจงมากไปเตรียมการอยู่ที่ด้านใต้ของป่าอันหลิมแล้ว ความคิดที่เคยหมิ่นสติปัญญาของขงเบ้งก็วาบขึ้นในห้วงแห่งความคิดว่าขงเบ้งจัดแจงการสงครามครั้งนี้เกินความคิดอ่านของตัวเราจนไม่อาจหยั่งถึง ความคิดจึงเลยเถิดคาดการศึกในวันรุ่งว่าหากกองทัพสิบหมื่นของแฮหัวตุ้นฝ่าเข้ามาในทุ่งพกบ๋องนี้แล้ว จะไม่ถูกเผาผลาญจนหมดสิ้นดอกหรือ

            กวนอูรำลึกดังนี้แล้ว ความคิดจิตใจที่เคยหมิ่นสติปัญญาของขงเบ้งก็อ่อนลง ในขณะที่ความนิยมศรัทธาได้เริ่มก่อตัวขึ้นแต่บัดนั้น แม้กระนั้นความสงสัยในเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในวันรุ่งขึ้นก็ยังคงเกาะกุมจิตใจกวนอูอยู่นั่นเอง

            ความคิดที่ขัดแย้งกันในตัวทำให้กวนอูลืมตัว ยืนม้ารับสายลมยามกลางคืนจนเวลาผ่านไปใกล้ยามสองจึงขี่ม้าพาทหารกลับไปยังจุดซุ่ม

            พระอาทิตย์ทอทาบฟ้ายามอรุณเบิกสัญญาณวันใหม่ บรรดากองทหารของเล่าปี่พักผ่อนเต็มที่มาทั้งคืนจึงลุกตื่นแต่เช้า ต่างคนต่างหน่วยต่างเตรียมตัวเพราะรู้ดีว่าค่ำวันนี้แล้วจะต้องเผชิญกับศึกใหญ่

            ฝ่ายกองทัพของแฮหัวตุ้นเดินทัพมาอย่างเร็วรี่หวังให้ถึงชายแดนเมืองซินเอี๋ยในยามแรกของราตรีเพื่อจะได้ตั้งค่ายแล้วเตรียมการรบในวันรุ่งขึ้น ครั้นยามพลบก็เคลื่อนทัพมาถึงชายทุ่งพกบ๋อง แต่เนื่องจากเส้นทางเดินทัพเป็นทางจำกัด ดังนั้นจึงต้องจัดขบวนทัพใหม่เป็นทิวแถวยาวโดยกองทหารม้าอยู่ข้างหน้า พลเดินเท้าอยู่กลาง และกองเสบียงอยู่ข้างหลัง

            กองทัพของแฮหัวตุ้นเคลื่อนตัวฝ่าเข้ามาในทุ่งพกบ๋องได้อย่างเชื่องช้าจนเวลาใกล้ค่ำกองทัพหน้าของแฮหัวตุ้นก็ยกล่วงถึงกลางทุ่งพกบ๋อง พลันเห็นข้างหน้าผงคลีฟุ้งตลบเป็นควัน แฮหัวตุ้นจึงสั่งการให้หยุดทัพไว้แล้วรีบขี่ม้าไปข้างหน้าทหารกองทัพหน้า

            แฮหัวตุ้นเห็นจูล่งคุมทหารจำนวนน้อยนิดยกมาสกัดไว้ข้างหน้าก็หัวเราะ 

            ทหารที่แวดล้อมแฮหัวตุ้นอยู่เห็นดังนั้นก็สงสัยจึงถามว่าท่านหัวเราะทั้งนี้ด้วยเหตุใด แฮหัวตุ้นจึงว่าเราหัวเราะทั้งนี้เพราะนึกถึงถ้อยคำชีซีที่ยกย่องความคิดอ่านสติปัญญาของขงเบ้งจนเลอเลิศ แม้จะกลั้นหัวเราะไว้ก็มิได้ เพราะบัดนี้ได้เห็นประจักษ์แล้วว่ากองทัพที่ขงเบ้งแต่งมาสกัดกองทัพของเราเหมือนหนึ่งกองทหารทารกอันสะท้อนถึงสติปัญญาของขงเบ้งว่าหาสติปัญญามิได้ เพราะกองทัพที่ยกมาสกัดเพียงเท่านี้ไหนเลยจะต้านรับกองทัพสิบหมื่นของเราได้ อุปมาเหมือนหนึ่งไล่ฝูงเนื้อเข้ามาสู่ปากเสือ

            ว่าแล้วแฮหัวตุ้นก็หัวเราะดังลั่น แล้วกล่าวต่อไปว่าเราได้ให้สัญญาไว้กับท่านอัครมหาเสนาบดีว่าจะจับตัวเล่าปี่และขงเบ้งให้จงได้ เห็นจะสมคำเราเป็นมั่นคง กล่าวดังนั้นแล้วแฮหัวตุ้นจึงสั่งให้เคลื่อนทัพต่อไปโดยให้กองทัพหน้าเข้าจู่โจมกองทหารของจูล่งในทันที

            จูล่งเห็นแฮหัวตุ้นขี่ม้าพาทหารตรงเข้ามาจึงขี่ม้าเข้ารบด้วยแฮหัวตุ้น พอทั้งสองฝ่ายปะหน้ากันแฮหัวตุ้นจึงว่ากับจูล่งตามธรรมเนียมการรบในยุคนั้นว่า มึงยกทหารมาในครั้งนี้ “โฉดเขลาหาปัญญามิได้ มาอยู่เป็นทหารเล่าปี่ดังหนึ่งผีท้องเหลว เที่ยวตามกินเครื่องเซ่น หานิยมมิได้”

            แฮหัวตุ้นเยาะเย้ยจูล่งแล้วก็หัวเราะ จูล่งเห็นดังนั้นก็ไม่ตอบถ้อยคำ ชักม้าร่ายทวนตรงเข้ารบกับแฮหัวตุ้น ทั้งสองฝ่ายปะทะกันได้ห้าเพลงจูล่งจึงแสร้งทำเป็นทานกำลังฝีมือแฮหัวตุ้นไม่ได้และชักม้าผละออกจากวงรบ พาทหารหนีกลับมาทางด้านหลัง

            แฮหัวตุ้นเห็นได้ทีก็ออกคำสั่งให้รุกไล่ตามจูล่งไป ในขณะที่แฮหัวตุ้นนำทัพไล่ตามจูล่งไปได้ห้าร้อยเส้น ฮันโฮทหารของแฮหัวตุ้นรู้สึกผิดสังเกตเพราะเคยรู้กิตติศัพท์ฝีมือรบของจูล่งมาแต่ก่อนว่ามีฝีมือเข้มแข็งกล้าหาญนัก การที่จูล่งประทวนกับแฮหัวตุ้นเพียงห้าเพลงแล้วหนีถอยกลับไปเช่นนี้น่าจะมีกลอุบายแอบแฝง ดังนั้นฮันโฮจึงรีบขี่ม้าไล่ตามแฮหัวตุ้นไปจนทัน แล้วขับม้าออกไปขวางหน้าม้าแฮหัวตุ้นไว้ ร้องห้ามขึ้นว่า ขอให้ท่านแม่ทัพได้หยุดยั้งอยู่ก่อน

            แฮหัวตุ้นเห็นนายทหารผู้ใต้บังคับบัญชามาขวางหน้าจึงหยุดม้าไว้แล้วถามว่ามีเรื่องราวอันใดเกิดขึ้น ฮันโฮจึงตอบว่าการที่จูล่งซึ่งเป็นนายทหารฝีมือเข้มแข็งต่อสู้กับท่านแม่ทัพเพียงห้าเพลงแล้วหนีไปน่าจะเป็นกลอุบาย ขอท่านได้ใคร่ครวญให้จงหนัก

            แฮหัวตุ้นเห็นการกำลังได้ทีและคึกคะนองใจ พอได้ฟังผู้ใต้บังคับบัญชาทัดทานเช่นนั้นก็ขุ่นเคืองแล้วว่ากำลังทหารของเล่าปี่มีเท่าใดเราก็แจ้งอยู่ จูล่งมีทหารเพียงน้อยนิด เมื่อเผชิญหน้ากับกองทัพของเราแล้วกลัวว่าจะสู้ไม่ได้จึงหนีไป “ถึงมาตรว่าจูล่งจะทำกลซุ่มทหารไว้สักสิบตำบลก็ดี เราก็ไม่ย่อท้อ”

            ว่าแล้วแฮหัวตุ้นก็สั่งให้ฮันโฮหลีกทาง แล้วขี่ม้านำทหารรุกไล่จูล่งต่อไป

            เล่าปี่คุมกองหนุนคอยทีอยู่ ได้ยินเสียงกองทัพหน้าของจูล่งปะทะกับกองทัพหน้าของแฮหัวตุ้นครู่หนึ่งแล้วเสียงนั้นก็สงบลง เล่าปี่จึงให้จุดประทัดสัญญาณแล้วคุมกองหนุนยกหนุนขึ้นไปข้างหน้าปะเข้ากับจูล่งพาทหารหนีกลับมาก็พากันยกไปข้างหน้า เตรียมเข้าปะทะกับกองทัพของแฮหัวตุ้นอีกครั้งหนึ่ง

            แฮหัวตุ้นเห็นกองทัพเล่าปี่ยกหนุนจูล่งมาดังนั้นก็หัวเราะ แล้วหันไปกล่าวกับฮันโฮว่า “ขงเบ้งแต่งกองทัพซุ่มไว้ฉะนี้ท่านเห็นแล้วหรือ น่ากลัวนักหนา เวลาวันนี้เราจะรีบยกไปเหยียบเมืองซินเอี๋ยเสียให้ได้ ถ้ามิได้เราไม่ขอกลับไปให้มหาอุปราชเห็นหน้าเลย”

            แฮหัวตุ้นเห็นกองทัพเล่าปี่ที่ยกหนุนมาแม้สมทบกับกองทัพหน้าของจูล่งแล้วก็มีจำนวนเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับกองทัพสิบหมื่นของตัวเอง จึงเข้าใจว่ากองซุ่มที่ขงเบ้งจัดแจงไว้เพียงเท่านี้ไม่ครนามือกองทัพใหญ่ของตัวได้ โดยหารู้ไม่ว่านี่เป็นกลอุบายที่ลวงให้แฮหัวตุ้นยิ่งเพิ่มความประมาทให้มากขึ้น เร่งความปราชัยให้รุนแรงขึ้นนั่นเอง

            ว่าแล้วแฮหัวตุ้นจึงสั่งให้เคลื่อนทัพเข้าปะทะกับกองทัพของเล่าปี่ เสียงทหารทั้งสองฝ่ายโห่ร้องและกลองศึกดังสนั่นทั่วทั้งป่าอันหลิม

            เล่าปี่และจูล่งพาทหารเข้าปะทะกับกองทัพหน้าของแฮหัวตุ้นชั่วอึดใจหนึ่งก็ทำทีสู้ไม่ได้และสั่งทหารให้ถอยกลับไปตามเส้นทางเดิม

            ในขณะนั้นเป็นเวลายามแรกของราตรี ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้ม สายลมข้างทิศใต้ของป่าอันหลิมพัดแรงกล้าขึ้น อิกิ๋มและลิเตียนซึ่งคุมเสบียงเป็นกองหลังอยู่ข้างปลายป่าอันหลิมสังเกตเห็นภูมิประเทศคับขันชอบกล ลิเตียนจึงปรึกษากับอิกิ๋มว่าบัดนี้กองทัพของท่านอัครมหาเสนาบดีเคลื่อนเข้าเขตแดนเมืองซินเอี๋ยเป็นเวลาค่ำมืด หนทางทุรกันดาร สองข้างทางเป็นป่าแขมแห้งสนิทรกชัฏ ถ้าหากข้าศึกลอบวางเพลิงขึ้นกองทัพเราก็จะตกอยู่ในทะเลเพลิงเห็นจะตายสิ้น

            อิกิ๋มได้ฟังดังนั้นหันหน้าไปมองโดยรอบเห็นสมคำลิเตียนก็ตกใจจึงว่าที่ท่านกล่าวมาทั้งนี้ข้าพเจ้าเห็นพ้องด้วยอย่างเต็มที่ ดังนั้นขอให้ท่านคุมกองเสบียงหยุดอยู่ ณ ที่นี้ก่อน ตัวข้าพเจ้าจะเร่งขึ้นไปที่กองทัพหน้า ห้ามท่านแม่ทัพให้หยุดยั้งทัพไว้ก่อน

            ลิเตียนได้ฟังคำอิกิ๋มก็รับคำ จึงสั่งทหารที่คุมกองเสบียงอยู่ข้างหลังให้หยุดกองทัพหลังไว้ ณ ที่นั้น ส่วนอิกิ๋มรีบขับม้าขึ้นไปที่กองทัพหน้าทันแฮหัวตุ้นแล้วจึงเข้าห้ามแฮหัวตุ้นว่ากองทัพของเราในบัดนี้ยกล่วงมากลางป่าแขมแห้งสนิท ทางเดินทัพทุรกันดารและคับแคบ ข้างหนึ่งเป็นเขา ข้างหนึ่งเป็นป่าแขม ถ้าหากข้าศึกวางเพลิงเผาป่าแขมแล้ว กองทัพของเราก็จะตกอยู่ในทะเลเพลิงแล้วจะพากันตายสิ้น ขอให้ท่านยั้งทัพไว้ก่อน มิฉะนั้นก็จะเสียทีแก่ข้าศึก

            แฮหัวตุ้นได้ฟังคำอิกิ๋มก็ได้คิด เหลียวหน้าไปมองรอบด้านเห็นจริงตามคำของอิกิ๋มก็ตกใจ จึงออกคำสั่งให้หยุดกองทัพไว้

            ในขณะนั้นกวนเป๋งและเล่าฮองคุมทหารคนละห้าร้อยซุ่มอยู่ข้างทิศใต้ของป่าอันหลิม ได้ยินเสียงทหารของเล่าปี่ปะทะกับกองทหารของแฮหัวตุ้นครั้งที่สองตามแผนยุทธการของขงเบ้งจึงสั่งให้ทหารทั้งปวงจุดเพลิงขึ้นพร้อมกัน

            ทหารของกวนเป๋งและเล่าฮองจุดเพลิงเผาป่าแขมตลอดแนวยาวทางทิศใต้ของป่าอันหลิมพร้อมกัน พงแขมซึ่งแห้งสนิทต้องเพลิงก็ลุกโชนขึ้นอย่างรวดเร็ว กลายเป็นทะเลเพลิงตลอดแนวทิศใต้ของป่าอันหลิม

            พลันที่เพลิงลุกขึ้นเป็นแนวยาวเหยียด ลมก็ยิ่งพัดกล้าแรงจัด ไหม้ลามขึ้นสู่ด้านเหนือทางเขาอีสันอย่างรวดเร็ว ไฟยิ่งไหม้ลามลมก็ยิ่งพัดแรง ความแรงและความเร็วของลมยิ่งเพิ่มความแรงและความเร็วของเพลิงที่ไหม้ลามนั้นตามไปด้วย

            เสียงปะทุของเพลิงที่ไหม้ลามป่าแขมดังราวเสียงประทัดปะทุพร้อมกันทั้งท้องทุ่ง แสงเพลิงสีแดงฉานโชติขึ้นท้องฟ้า ทั้งควันทั้งไฟเคลื่อนตัวถาโถมตามแรงลมลามขึ้นไปทางเขาอีสันอย่างรวดเร็ว

            กองทัพสิบหมื่นของแฮหัวตุ้นซึ่งเพิ่งหยุดทัพเห็นแสงเพลิงลุกโชติช่วงขึ้นตลอดแนวยาวของป่าอันหลิมข้างทิศใต้ก็พากันตกใจแตกตื่น รู้ตัวว่าต้องกลของขงเบ้ง บรรดาทหารของแฮหัวตุ้นต่างพากันวิ่งเอาตัวรอดจ้าละหวั่นคุมกันไม่ติด

            กวนอูคุมทหารคอยทีอยู่ เห็นแสงเพลิงลุกโชติช่วงขึ้นทางด้านทิศใต้จึงจุดประทัดสัญญาณให้ทหารยกเข้าโจมตีกองทัพหลังของแฮหัวตุ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน

            ทหารกองหลังของแฮหัวตุ้นซึ่งคุมเสบียงอยู่เห็นแสงไฟลุกโชติช่วงก็แตกตื่นตกใจวิ่งถอยกลับมาทางด้านหลัง สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ได้บรรยายสภาพทหารของแฮหัวตุ้นว่า “วิ่งแตกตื่น เหยียบกันตายเป็นอลหม่าน บ้างหนีไปมิพ้นก็ตายในเพลิงเป็นอันมาก”

            ทหารของกวนอูได้ตีสกัดทหารของแฮหัวตุ้นไม่ให้หนีออกมาจากกองไฟ และได้ฆ่าฟันทหารของแฮหัวตุ้นบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก

            ทางฝ่ายจูล่งเมื่อเห็นแสงเพลิงไหม้ขึ้นทางข้างทิศใต้ป่าอันหลิมก็พาทหารกลับเข้าตีกระทบมาทางกองทัพหน้าของแฮหัวตุ้น เพื่อสกัดไม่ให้กองทัพหน้าฝ่าออกมาจากทะเลเพลิงได้

            ทางฝ่ายแฮหัวตุ้นรู้ตัวว่าเสียทีต้องกลขงเบ้งก็ตกใจ เหลียวมาข้างหลังเห็นทหารแตกตื่นอลหม่านและตกอยู่ในท่ามกลางทะเลเพลิงจึงพาทหารของกองทัพหน้าตีฝ่าจูล่งและได้อาศัยกำลังทหารที่มากกว่าตีฝ่าหนีเอาตัวรอดออกไปได้

            ฝ่ายลิเตียนซึ่งคุมเสบียงอยู่กองหลังเห็นกวนอูคุมทหารตีสกัดไว้ คิดจะหนีไปข้างหน้าก็ไม่ได้ เพราะกองกลางและกองทัพหน้าตกอยู่ในท่ามกลางทะเลเพลิง จึงตัดสินใจตีหักฝ่ามาทางด้านหลัง ทั้งสองฝ่ายได้ต่อสู้กันเป็นสามารถ แต่ได้อาศัยความชุลมุนและควันไฟกับจำนวนทหารที่มากกว่าสามารถตีฝ่าแนวสกัดของกวนอูหนีเอาตัวรอดไปได้.
 

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘