ตอนที่ 213. การใช้คนต้องวางใจ

  เล่ากี๋ฟังนิทานที่ขงเบ้งยกเป็นอุทาหรณ์ชี้ช่องทางเอาตัวรอด เข้าใจแจ่มแจ้งแล้วจึงคิดอ่านหาลู่ทางที่จะว่ากล่าวกับเล่าเปียว เพื่อขอออกไปอยู่เมืองกังแฮตามคำของขงเบ้ง

            วันรุ่งขึ้นเล่ากี๋จึงเข้าไปหาเล่าเปียวที่ในจวนแล้วว่าบัดนี้ซุนกวนฆ่าหองจอเจ้าเมืองกังแฮเสียแล้ว และเลิกทัพกลับคืนเมืองกังตั๋ง ดังนั้นเมืองกังแฮจึงว่างเปล่าอยู่ไม่มีผู้ใดรักษา อันเมืองกังแฮนี้ขึ้นกับเมืองเกงจิ๋วมาแต่ก่อน ข้าพเจ้าจึงขออาสาบิดาท่านออกไปรักษาเมืองกังแฮไว้กับเมืองเกงจิ๋วสืบไป

            เล่าเปียวในขณะนั้นมีอาการสะลึมสะลือด้วยความป่วย ฟังคำเล่ากี๋แล้วมิรู้ที่จะว่ากล่าวประการใด จึงบอกให้เล่ากี๋คอยทีอยู่ก่อนและสั่งทหารให้ไปตามเล่าปี่มาปรึกษา

            ครั้นเล่าปี่เข้ามาคำนับตามธรรมเนียมแล้ว เล่าเปียวจึงปรารภความตามที่เล่ากี๋ได้เสนอมานั้น เล่าปี่ฟังข้อปรึกษาแล้วก็แจ้งว่าเป็นแผนการที่เล่ากี๋ดำเนินการตามความคิดของขงเบ้ง จึงว่า “อันเมืองกังแฮนั้นก็เป็นที่คับขันอยู่ ซึ่งเล่ากี๋จะขอไปรักษาอยู่นั้นก็ควรนัก ด้วยเป็นเมืองชายทะเลอันซุนกวนจะยกมาได้ง่าย ขอท่านกับเล่ากี๋ช่วยกันรักษาอย่าให้ข้าศึกล่วงมาได้ ฝ่ายเหนือข้างโจโฉจะยกมานั้นเป็นพนักงานข้าพเจ้าจะรับป้องกัน”

            เล่าเปียวได้ฟังความเห็นของเล่าปี่ที่เป็นประหนึ่งแผนการรักษาเมืองเกงจิ๋วโดยข้างหนึ่งให้เล่ากี๋ไปรักษาเมืองกังแฮป้องกันศึกข้างเมืองกังตั๋ง ส่วนเล่าปี่อาสาป้องกันศึกข้างโจโฉ เห็นว่าแผนการนี้กอปรไปด้วยเหตุผลจึงมีความยินดี สรรเสริญความคิดของเล่าปี่เป็นอันมาก และสั่งให้เล่ากี๋คุมทหารสามพันยกไปรักษาเมืองกังแฮ 

            เล่าปี่และเล่ากี๋จึงคำนับลาเล่าเปียว โดยเล่าปี่กลับไปเมืองซินเอี๋ยเพื่อเตรียมรับมือโจโฉ ส่วนเล่ากี๋ไปที่กองทหารถือคำสั่งของเล่าเปียวเบิกทหารจำนวนสามพันพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์แล้วยกไปเมืองกังแฮแต่เพลานั้น

            เจี้ยนอันศกปีที่สิบสาม เดือนหก โจโฉได้สุมาอี๊มาเป็นที่ปรึกษาเพิ่มขึ้นอีกคนหนึ่ง แลสุมาอี๊ผู้นี้เป็นบุตรของสุมาหอง เจ้าเมืองโฮโล่ ได้ร่ำเรียนวิทยายุทธ์และการพิชัยสงครามมาแต่น้อย มีสติปัญญาหลักแหลมกว่าคนทั้งปวง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นคนเจ้าเล่ห์เพทุบาย มีกิริยาอาการสุขุมลุ่มลึกหนักแน่น แต่ดวงตานั้นชอบกลิ้งกลอกไปมา บ่งบอกอุปนิสัยถึงความเป็นคนมักหวาดระแวงขี้สงสัย ไม่ไว้วางใจใครได้ง่าย ๆ

            อยู่มาวันหนึ่งโจโฉได้ปรารภขึ้นในที่ประชุมขุนนางข้าราชการและแม่ทัพนายกองของเมืองหลวงว่าบัดนี้ฤดูหนาวได้ผ่านพ้นไปแล้ว กองทัพของเราได้พักฟื้นปรับปรุงกำลังและสร้างเสริมกำลัง ตลอดจนอาวุธยุทโธปกรณ์จนเข้มแข็งเกรียงไกร บัดนี้จึงเป็นการสมควรที่จะยกกองทัพไปปราบปรามหัวเมืองฝ่ายใต้ให้ราบคาบ รวบรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่งเพื่อให้อาณาประชาราษฎรได้เป็นสุขสืบไป ท่านทั้งปวงจะมีความคิดเห็นเป็นประการใด

            แฮหัวตุ้นขุนทหารผู้ใหญ่ของโจโฉเป็นขุนพลผู้กระหายศึก ได้ฟังปรารภดังนั้นจึงเสนอว่าในบรรดาหัวเมืองฝ่ายใต้นี้ข้าพเจ้าได้กิตติศัพท์ว่าบัดนี้เล่าปี่ได้ตั้งหลักปักฐานอยู่ที่เมืองซินเอี๋ย ซ่องสุมผู้คนแลเสบียงไว้เป็นอันมาก หากปล่อยละไว้นานไปกองทัพของเล่าปี่ก็จะเข้มแข็งเติบใหญ่ ยากที่จะกำจัดให้ราบคาบได้ในภายหลัง จึงสมควรที่จะยกกองทัพไปกำจัดเล่าปี่เสียก่อน แล้วค่อยคิดอ่านยึดหัวเมืองฝ่ายใต้ให้ราบเรียบต่อไป

            โจโฉได้ฟังดังนั้นจึงกวาดสายตามองไปทั่วทั้งศาลาว่าราชการเป็นทีถามความเห็นผู้คนทั้งปวงในที่นั้น แต่ไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่น โจโฉจึงเห็นชอบตามแผนการของแฮหัวตุ้น และแต่งตั้งให้แฮหัวตุ้นเป็นแม่ทัพใหญ่ ให้ลิเตียน อิกิ๋ม แฮหัวอัน และฮันโฮ รวมสี่คนเป็นปลัดทัพคุมทหารสิบหมื่น ให้ยกไปตีเมืองซินเอี๋ย จับกุมตัวเล่าปี่ให้จงได้

            ชีซีซึ่งบัดนี้เป็นข้าราชการอยู่ในเมืองหลวงเพื่อรักษาหลุมศพของมารดา และอยู่ในที่ประชุมนั้นด้วย เห็นกิริยาแฮหัวตุ้นฮึกเหิมนักจึงทักท้วงขึ้นในที่ประชุมว่า “ท่านจะไปทัพครั้งนี้อย่าประมาทดูเบาแก่เล่าปี่ ด้วยเล่าปี่ได้ขงเบ้งมาไว้เป็นที่ปรึกษา อุปมาเหมือนเสืออันคะนองอยู่ในป่าใหญ่ ท่านเร่งระวังตัวจงดี”

            โจโฉได้ยินนามขงเบ้งเป็นครั้งแรกก็สงสัย จึงกล่าวถามขึ้นว่าอันขงเบ้งผู้นี้เป็นผู้ใด เหตุไฉนเราจึงไม่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามมาแต่ก่อน

            ชีซีจึงรายงานว่า “ขงเบ้งนั้นคือจูกัดเหลียง แลขงเบ้งคนนี้มีสติปัญญา การในอากาศแลแผ่นดินก็รู้ดูชำนาญสิ้น เสมอเทพยดาเข้าดลใจ”

            โจโฉได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งสงสัย แต่ไม่แน่ใจในสติปัญญาความสามารถของขงเบ้ง จึงซักถามต่อไปว่า ซึ่งท่านว่าขงเบ้งมีสติปัญญาถึงเพียงนี้นั้น หากจะเปรียบเทียบกับตัวท่านแล้วใครจะมีภาษียิ่งกว่ากัน

            ชีซีจึงตอบว่า “อันความคิดของข้าพเจ้านี้อุปมาเหมือนหนึ่งหิ่งห้อย อันสติปัญญาขงเบ้งดังหนึ่งรัศมีพระจันทร์”

            แฮหัวตุ้นเป็นขุนพลเจนศึกมาตั้งแต่ยุคแรกที่โจโฉเริ่มตั้งตัว ได้ฟังคำชีซีกล่าวยกย่องสรรเสริญขงเบ้งเป็นอันมากก็เกิดความรู้สึกหมั่นไส้เพราะไม่เชื่อว่าความคิดแลสติปัญญาของผู้คนจะเหนือไปกว่ากำลังฝีมือและกำลังทหารที่ตัวมีอยู่ แลกลับคิดไปเสียอีกทางหนึ่งว่าชีซีแสร้งยกย่องขงเบ้งเพื่อข่มขวัญโจโฉ

            เมื่อเกิดความรู้สึกดังนี้แฮหัวตุ้นจึงหัวเราะดังสนั่นแล้วว่า ชีซีกล่าวความทั้งนี้เพียงหวังจะยกย่องขงเบ้งขึ้นข่มขวัญท่านอัครมหาเสนาบดีให้เกิดความคิดระย่อท้อถอย ซึ่งกองทัพของเล่าปี่มีฝีมือประการใดก็ประจักษ์ตลอดมา หาควรยำเกรงกองทัพเมืองซินเอี๋ยแต่เพียงเท่านี้ไม่ ข้าพเจ้าขออาสาไปจับตัวเล่าปี่และขงเบ้งมามอบแก่ท่านอัครมหาเสนาบดีให้จงได้ หากไม่สมดังปากว่าจงตัดเอาศีรษะข้าพเจ้านี้แทนเล่าปี่และขงเบ้งเถิด

             โจโฉนั้นน้ำใจหนึ่งเชื่อมั่นในฝีมือและประสบการณ์ในการสงครามของแฮหัวตุ้น และเชื่อมั่นในกำลังทหารของฝ่ายเมืองหลวงที่เคยได้ชัยชนะเหนือเล่าปี่ตลอดมา อีกน้ำใจหนึ่งก็สงสัยในน้ำคำของชีซี แต่น้ำใจข้างเชื่อมั่นนั้นมีน้ำหนักกว่าข้างสงสัยเพราะไม่เคยประจักษ์ถึงความคิดแลสติปัญญาของขงเบ้งมาแต่ก่อน ถึงกระนั้นโจโฉก็ได้ย้ำเตือนแฮหัวตุ้นว่าท่านไปการสงครามครั้งนี้ไม่ควรที่จะประมาทแก่ข้าศึก แม้นทำการประการใดขอให้รายงานความศึกเข้ามาเมืองหลวงเป็นระยะ ๆ จะได้ช่วยกันคิดอ่านแก้ไขได้ทันท่วงที

            แฮหัวตุ้นรับคำโจโฉแล้วว่าท่านอัครมหาเสนาบดีจงวางใจ ข้าพเจ้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง ว่าแล้วแฮหัวตุ้นจึงคำนับลาโจโฉออกมาจัดแจงทหาร แล้วยกออกจากเมืองฮูโต๋ตรงไปเมืองซินเอี๋ย

            ทางด้านเมืองซินเอี๋ย เล่าปี่ได้ปรนนิบัติเอาอกเอาใจขงเบ้งเสมือนหนึ่งเป็นอาจารย์ผู้ใหญ่มิได้บกพร่อง กวนอู เตียวหุย สองน้องร่วมสาบานเห็นเล่าปี่เปลี่ยนแปลงไปถึงเพียงนี้ก็น้อยอกน้อยใจที่เล่าปี่ห่างเหินไม่มีเวลาใกล้ชิดเหมือนก่อนมา จึงเข้าไปว่ากับเล่าปี่ว่านับแต่พี่ใหญ่ได้ตัวขงเบ้งมาทำราชการก็ขลุกอยู่กับการปรนนิบัติแต่ขงเบ้ง ราวกับว่าขงเบ้งเป็นอาจารย์ผู้ใหญ่ โดยที่ไม่เคยปรากฏความคิดแลสติปัญญา ทั้งขงเบ้งนี้ก็มีอายุเพียงยี่สิบเจ็ดปี อ่อนวัยกว่าพี่ใหญ่เสียอีก ไฉนพี่ใหญ่จึงจำเป็นต้องปรนนิบัติเอาใจขงเบ้งถึงปานนี้

            เล่าปี่ได้ฟังคำท้วงของน้องร่วมสาบานทั้งสองคนจึงว่า “ตัวเรานี้อุปมาเหมือนปลาเกลือกอยู่บนดอน ซึ่งได้ขงเบ้งมาไว้นี้เหมือนเราเกลือกลงมาถึงน้ำได้”

            ว่าแล้วเล่าปี่จึงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอันขึงขังว่าตัวเจ้าทั้งสองไม่รู้ถึงสติปัญญาแลความคิดของขงเบ้งจึงกล่าวความล่วงเกินขงเบ้งดังนี้ สืบแต่นี้ไปอย่าได้กล่าวดังนี้อีก เพราะแม้นความล่วงรู้ไปถึงหูของขงเบ้งก็จะเกิดความน้อยใจ การของเราก็จะเสียไป

            ในขณะที่สามพี่น้องกำลังสนทนาอยู่นั้น คนใช้ซึ่งเล่าปี่สั่งให้ไปจัดหาขนจามรีได้นำขนจามรีและเครื่องถักเข้ามามอบแก่เล่าปี่

            เล่าปี่รับขนจามรีและเครื่องถักแล้วจึงถักหมวกเล่นและสนทนาตามประสาพี่น้องกับน้องร่วมสาบานทั้งสอง

            พอดีขงเบ้งเข้ามาที่จวนของเล่าปี่เพื่อเยี่ยมเยือนและปรึกษาข้อราชการตามปกติ เห็นเล่าปี่นั่งถักขนจามรีอยู่ก็ขุ่นเคือง จึงว่าเมืองซินเอี๋ยนี้เป็นเมืองเล็กอยู่หน้าศึก ในไม่ช้าโจโฉคงกรีฑาทัพใหญ่ลงใต้ ชอบที่ท่านจะคิดอ่านป้องกันรักษาเมืองไว้ให้จงดี ไฉนจึงมานั่งถักหมวกเล่นอยู่เล่า ไม่สมควรเลย

            เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกละอาย จึงวางหมวกซึ่งถักค้างอยู่ ลุกขึ้นยืนคำนับขงเบ้งแล้วว่าตัวข้าพเจ้าตระหนักดีว่าการรับมือกับศึกข้างเหนือนั้นเห็นเหลือกำลังนัก ความวิตกทุกข์ร้อนจึงกลุ้มรุมอยู่เต็มหัวอก ซึ่งถักหมวกเล่นทั้งนี้เพียงเพื่อรำลึกถึงความหลังแต่ครั้งอยู่เมืองตุ้นก้วน หวังจะให้คลายทุกข์นั้นดอก หาได้ถักเป็นจริงเป็นจังไม่ ขอท่านได้อภัยแก่ข้าพเจ้าด้วย

            ขงเบ้งจึงว่าเมืองซินเอี๋ยของเราทุกวันนี้มีกำลังทหารเพียงหมื่นเศษ หากแม้นโจโฉยกทัพใหญ่ลงใต้ท่านจะคิดอ่านป้องกันรักษาเมืองประการใด

            เล่าปี่จึงว่าข้าพเจ้าก็วิตกอยู่ว่าเมืองซินเอี๋ยเป็นเมืองเล็ก จะป้องกันทัดทานข้าศึกก็ขัดสน ทั้งกำลังทหารก็มีน้อยตัว ไม่พอเพียงต่อการต้านรับกองทัพใหญ่ได้ จึงมีความวิตกอยู่ทุกคืนวัน ท่านมีความคิดอ่านประการใดจงเมตตาชี้แจงให้แจ้งเถิด

            ขงเบ้งจึงว่าในยามที่รอรับศึกโจโฉอยู่นี้ หาควรที่จะให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ ชอบที่ท่านจะได้เร่งเกลี้ยกล่อมซ่องสุมเสริมสร้างกำลังกองทัพให้เติบใหญ่ยิ่งขึ้น แม้นว่าภายหน้าโจโฉยกกองทัพใหญ่มาข้าพเจ้าขออาสาจัดแจงรับมือกองทัพฝ่ายเหนือมิให้เสียทีแก่ข้าศึก

            เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบ สั่งให้ป่าวประกาศรับทหารเข้ากองประจำการเพิ่มเติมและมอบหมายให้ขงเบ้งทำหน้าที่ฝึกสอนทหารให้ชำนาญการศึก

            อยู่มาวันหนึ่งในขณะที่เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย นั่งสนทนากันตามปกติ ทหารรักษาการณ์ได้เข้ามารายงานว่าบัดนี้หน่วยสอดแนมชายแดนด้านเหนือได้รายงานข่าวเข้ามาว่าบัดนี้แฮหัวตุ้นได้ยกกองทัพสิบหมื่นจากเมืองฮูโต๋จะมาตีเมืองซินเอี๋ย

            พอทหารรักษาการณ์คำนับลาออกไปแล้ว เตียวหุยจึงว่ากับกวนอูว่าแฮหัวตุ้นยกกองทัพใหญ่มาครั้งนี้เป็นทีที่จะได้รู้เห็นความคิดอ่านแลสติปัญญาของขงเบ้ง ดังนั้นพวกเราควรทำเป็นนิ่งเฉยปล่อยให้ขงเบ้งคิดอ่านรับศึกใหญ่ไปตามลำพัง จะได้เห็นดีชั่วกันในครั้งนี้

            เล่าปี่ได้ฟังคำสองน้องร่วมสาบานดังนั้นก็ไม่พอใจ แต่เห็นการศึกใหญ่เป็นเรื่องเร่งด่วนกว่าจึงมิได้ต่อถ้อยร้อยคำกับสองน้องร่วมน้ำสาบาน รีบสั่งทหารให้ไปเชิญขงเบ้งมาปรึกษา

            ครั้นขงเบ้งเข้ามาถึงที่ในจวน เล่าปี่จึงแจ้งข่าวศึกให้ขงเบ้งทราบทุกประการ แล้วถามว่าโจโฉให้แฮหัวตุ้นยกทัพใหญ่มาในครั้งนี้ ท่านจะคิดอ่านรับศึกประการใด

            ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นจึงว่าซึ่งจะคิดอ่านรับศึกให้ได้ผลมากน้อยประการใด ย่อมขึ้นอยู่กับน้ำใจท่านว่าจะวางใจให้ข้าพเจ้ามีอำนาจบัญชาการศึกครั้งนี้มากแลน้อยประการนั้น ว่าแล้วขงเบ้งก็จ้องหน้าเล่าปี่

            เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็แจ้งในความคิดของขงเบ้งว่ายังไม่วางใจในความร่วมมือร่วมใจของน้องร่วมสาบานทั้งสองว่าจะเชื่อฟังคำสั่งของขงเบ้งหรือไม่ เมื่อแจ้งดังนั้นแล้วเล่าปี่จึงสั่งทหารให้ไปหยิบกระบี่อาญาสิทธิ์ออกมามอบแก่ขงเบ้ง แล้วว่าตัวข้าพเจ้ามีอำนาจบัญชาการทหารเพียงใด ณ บัดนี้ท่านจงมีอำนาจบัญชาการทหารเพียงนั้นด้วย ว่าแล้วก็หันมาสั่งน้องร่วมสาบานทั้งสองว่านับแต่บัดนี้เจ้าทั้งสองจงฟังคำสั่งของขงเบ้ง อย่าได้บิดพลิ้วเพิกเฉยให้เสียการเป็นอันขาด

            เล่าปี่ได้กล่าวกับขงเบ้งต่อไปว่า ข้าพเจ้าขอมอบอาญาสิทธิ์ในการบังคับบัญชากองทัพทั้งปวงแก่ท่าน ผู้ใดมิเชื่อฟังหรือขัดขืนท่านจงใช้กระบี่อาญาสิทธิ์นี้ตัดศีรษะตามพระอัยการศึกนั้นเถิด

            ขงเบ้งรับกระบี่อาญาสิทธิ์มาแล้วขอบคุณเล่าปี่ที่วางใจ และมอบหมายอำนาจในการบังคับบัญชาทหารอย่างเต็มที่จึงว่าข้าพเจ้าจะทำลายกองทัพแฮหัวตุ้นให้พินาศ ท่านอย่าได้วิตกสืบไปเลย เพลาบ่ายวันนี้ขอเชิญท่านไปที่กองบัญชาการทหารพร้อมกัน ว่าแล้วขงเบ้งได้คำนับลาเล่าปี่เดินกลับออกไป.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓