ตอนที่ 212. นักปราชญ์ย่อมรู้พลั้ง

 เล่าปี่ทราบความทุกข์ในอกของเล่ากี๋ผู้หลานแล้วก็มีน้ำใจสงสาร คิดอ่านจะอาศัยความคิดสติปัญญาของขงเบ้งหาทางออกให้แก่เล่ากี๋ จึงสั่งเล่ากี๋ให้เตรียมการอ้อนวอนขอพึ่งพาสติปัญญาขงเบ้งเพื่อเอาชีวิตรอด

            ในวันรุ่งขึ้นเล่าปี่จึงแสร้งป่วยแล้วเชิญขงเบ้งเข้ามาพบ แล้วว่าวันวานนี้เล่ากี๋ผู้หลานได้มาเยี่ยมข้าพเจ้าถึงที่พัก ชอบที่จะไปเยี่ยมเยือนตอบแทน แต่วันนี้ข้าพเจ้าป่วยอยู่ จึงกวนใจท่านช่วยออกไปเยือนเล่ากี๋ตอบแทนตัวข้าพเจ้า ขงเบ้งไม่คิดว่าเล่าปี่มีแผนการอื่นอยู่ในใจจึงมิได้ระแวงสงสัย รับคำเล่าปี่แล้วคำนับลาออกมา

            ขงเบ้งได้ให้ทหารนำทางไปพบเล่ากี๋ที่เรือนพัก  ส่วนทางฝ่ายเล่ากี๋นั้นคอยทีขงเบ้งอยู่ ครั้นทราบว่าขงเบ้งมาเยือนก็มีความยินดีจึงให้รีบเชิญขงเบ้งเข้ามาในเรือน

            พอเห็นขงเบ้งเข้ามา เล่ากี๋จึงเข้าไปคุกเข่าคำนับ ร้องไห้แล้วว่า “ทุกวันนี้มารดาเลี้ยงข้าพเจ้าคิดอ่านจะทำร้ายข้าพเจ้าอยู่มิได้ขาด ท่านจงเอ็นดูด้วยช่วยคิดอ่านอย่าให้มีภัยมาถึงข้าพเจ้าเลย”

            ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นก็ไม่ต้องใจ กล่าวตอบไปว่าตัวข้าพเจ้าเป็นคนบ้านนอก ไม่สันทัดการบ้านเมือง แลความซึ่งท่านกล่าวทั้งนี้ก็เป็นเรื่องในครัวเรือน ไม่ชอบที่ข้าพเจ้าซึ่งเป็นคนภายนอกจะเข้ายุ่งเกี่ยวออกความเห็น และหากเล่าเปียวล่วงรู้แล้วข้าพเจ้าก็จะมีความผิดและเกิดความเสียหายถึงเล่าปี่

            ขงเบ้งกล่าวดังนั้นแล้วจึงว่าวันนี้เล่าปี่ได้ให้ข้าพเจ้ามาเยี่ยมท่านเป็นการตอบแทนตามธรรมเนียม บัดนี้เสร็จธุระแล้ว จะขอลาท่านไปก่อน

            เล่ากี๋ได้ฟังดังนั้นจึงว่าท่านมาแล้วก็อย่าเพิ่งรีบไป ด้วยข้าพเจ้าแจ้งกิตติศัพท์ว่าตัวท่านมีความสนใจในโบราณคดี และข้าพเจ้ามีหนังสือโบราณอยู่ฉบับหนึ่ง จึงใคร่ขอท่านได้ชม และวิจารณ์ความในหนังสือนั้น

            ว่าแล้วเล่ากี๋จึงเชิญขงเบ้งขึ้นไปบนชั้นสองของที่พัก ขงเบ้งไม่ได้ระแวงว่าเล่ากี๋จะมีแผนการอย่างอื่นจึงรับคำแล้วเดินตามเล่ากี๋ขึ้นไป ครั้นไปถึงชั้นบนขงเบ้งได้ยินเสียงครืนที่บันไดจึงรีบเหลียวกลับไปดู เห็นคนใช้ในบ้านของเล่ากี๋รื้อบันไดออก ขงเบ้งเห็นดังนั้นจึงหันไปที่เล่ากี๋แล้วถามว่าท่านวางแผนการทั้งนี้มีประสงค์สิ่งใดหรือ

            มหาบัณฑิตผู้แจ้งฟ้าจบดินอย่างขงเบ้งถูกเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมแบบเล่ากี๋ลวงขึ้นไปชั้นบนของที่พักแล้วชักบันไดออกมิให้กลับลงไปได้ก็ขุ่นเคืองใจที่เสียรู้เด็ก เข้าตำราสี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง เหมือนดังที่ขงจื๊อมหาปราชญ์ของจีนก็เคยพลาดพลั้งเสียทีแก่เด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมมาแล้ว

            ในครั้งนั้นขงจื๊อนั่งเกวียนมาตามทาง เห็นเด็กคนหนึ่งเอาดินมาก่อเป็นรูปกำแพงเมืองเล่นขวางทางอยู่ จึงให้ศิษย์ลงจากเกวียนไปว่ากล่าวให้เด็กนั้นหลีกทางแล้วบอกว่าขงจื๊อนั่งมาในเกวียน มีเรื่องรีบร้อนต้องเดินทาง ขอให้เปิดทางให้ผ่านไปได้ เด็กน้อยแจ้งว่าเป็นขงจื๊อก็ไม่ยอมหลีกทาง กลับให้เชิญขงจื๊อลงมาพบ

            ขงจื๊อไม่เคยพบเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนจึงลงจากเกวียนไปสนทนากับเด็กน้อยและขอให้หลีกทาง เด็กน้อยได้ฟังดังนั้นแทนที่จะหลีกทางให้กลับแจ้งให้ขงจื๊อหลีกเกวียนลงข้างทางแล้วอ้อมวกไป ขงจื๊อได้ฟังดังนั้นจึงต่อว่าเด็กน้อยว่าไม่มีเหตุผล เด็กน้อยก็ต่อว่าขงจื๊อนั่นแหละที่ไม่มีเหตุผล

            ในที่สุดตกลงกันว่าใครมีเหตุผลดีกว่ากัน อีกฝ่ายหนึ่งก็จะต้องยอมรับ เมื่อตกลงกันดังนั้นแล้วเด็กน้อยจึงถามว่าอันกำแพงกับเกวียนนั้น กำแพงจะต้องหลีกเกวียนหรือเกวียนจะต้องหลีกกำแพง

            ขงจื๊อได้ฟังดังนั้นก็รู้ว่าเสียรู้แก่เด็กน้อย ด้วยวิสัยของความเป็นปราชญ์ ขงจื๊อจึงคำนับเด็กน้อยแล้วว่า เหตุผลของเจ้าดีกว่าของเรา แล้วสรรเสริญสติปัญญาเด็กน้อยเป็นอันมาก จากนั้นขงจื๊อจึงขึ้นเกวียน สั่งให้ศิษย์ขับเกวียนอ้อมกำแพงที่เด็กสร้างเล่นไว้บนทางนั้นเดินทางต่อไป

            เล่ากี๋ได้ฟังดังนั้นก็คุกเข่าคำนับขงเบ้ง ร้องไห้แล้วอ้อนวอนขงเบ้งว่าชีวิตข้าพเจ้าล่อแหลม จวนเจียนจะตายด้วยน้ำมือของมารดาเลี้ยงอยู่แล้ว หวังพึ่งสติปัญญาท่านช่วยชีวิตข้าพเจ้าให้ปลอดภัย ไฉนเล่าท่านจึงไร้ความเมตตา จะปล่อยให้ข้าพเจ้าต้องตกตายโดยไม่ช่วยเหลือดังนี้ แลเมื่อท่านไม่เมตตาฉะนี้แล้ว ข้าพเจ้าก็จะขอตายต่อหน้าท่าน ว่าแล้วเล่ากี๋ก็ชักกระบี่ออกจะเชือดคอตาย

            ขงเบ้งเห็นดังนั้นก็ตกใจ ประกอบทั้งในใจก็มีความสงสารเล่ากี๋เป็นอันมาก จึงรีบตรงเข้าไปยุดเอากระบี่ออกมาจากมือของเล่ากี๋ แล้วว่า “ท่านอย่าเพ่อทำอันตรายแก่ชีวิตเสียเลย ข้าพเจ้าจะช่วยคิดอ่านแก้ไขให้ท่านพ้นภัยจงได้”

            เล่ากี๋ได้ยินคำขงเบ้งดังนั้นก็ดีใจ คำนับขงเบ้งแล้วลุกขึ้น ขงเบ้งจึงว่าตัวท่านก็เรียนหนังสือมาไม่น้อย ไฉนจึงไม่เอาตัวอย่างในนิทานเรื่องเจ้าสิบแปดองค์

            เล่ากี๋ได้ฟังดังนั้นจึงว่าข้าพเจ้าได้อ่านนิทานเรื่องนี้ก็จริงอยู่ แต่ไม่ทราบว่ามีความนัยที่จะอาศัยเป็นตัวอย่างดังคำท่าน ขอท่านได้เมตตาช่วยสั่งสอนให้กระจ่างด้วยเถิด

            ขงเบ้งจึงว่าเมื่อครั้งพระเจ้าจิ้นเฮียนก๋งได้เสวยราชย์ครองเมืองจิ้นนั้น พระมเหสีมีพระราชบุตรสองพระองค์ พระองค์แรกชื่อชินเสง พระองค์ที่สองชื่อตงยี่ ส่วนพระสนมลิกี๋ก็มีพระราชบุตรสองพระองค์ คือฮีเจ้ และต๊กจู๊ ต่อมาพระมเหสีสิ้นพระชนม์ พระสนมเอกเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นที่พระมเหสีแล้วมีจิตริษยาพระราชบุตรอันเกิดแต่พระมเหสีพระองค์ก่อนว่าเมื่อใดที่พระเจ้าจิ้นเฮียนก๋งสวรรคตราชสมบัติก็จะตกเป็นสิทธิแก่พระราชโอรสอันเกิดแต่พระมเหสีพระองค์ก่อน จะทำให้พระราชโอรสที่เกิดแต่พระนางตกอยู่ในเงื้อมมือของผู้อื่น ดังนั้นจึงจำเป็นต้องคิดอ่านกำจัดพระราชโอรสชินเสง และตงยี่เสียก่อน ดังนี้แล้วราชสมบัติก็จะเป็นสิทธิแก่พระราชโอรสของพระนาง

            หลังจากดำริดังนั้นแล้ว อยู่มากลางคืนวันหนึ่งเวลาสามยามเศษ พระนางลิกี๋ตื่นจากบรรทมแล้วแสร้งทำเป็นกันแสงคร่ำครวญเป็นอันมาก พระเจ้าจิ้นเฮียนก๋งตื่นจากพระบรรทมทอดพระเนตรเห็นพระมเหสีพระองค์ใหม่มีพระกิริยาอาการดังนั้นก็ทรงสงสัย จึงตรัสถามว่าเจ้าร้องไห้ทั้งนี้มีมาแต่เหตุอันใด

            พระนางลิกี๋จึงกราบทูลว่าทรงฝันเห็นพระมเหสีพระองค์ก่อนทรงพระกันแสงเป็นอันมาก แล้วตรัสว่าหลังจากสิ้นพระชนม์แล้วไม่มีผู้ใดบวงสรวงสังเวย ดวงพระวิญญาณของพระนางจึงอดอยากหิวโหยได้ความทรมานเป็นอันมาก ข้าพระองค์จึงตกใจตื่นและสงสารพระมเหสีจึงร้องไห้ดังนี้

            พระเจ้าจิ้นเฮียนก๋งมิรู้กลสตรีจึงมีรับสั่งว่าเหตุมีมาแต่เพียงเท่านี้เจ้าอย่าได้โศกเศร้าต่อไปเลย เราจะแต่งเครื่องบวงสรวงสังเวยดวงวิญญาณของพระมเหสีมิให้อดอยากสืบไป

            ครั้นรุ่งขึ้นพระเจ้าจิ้นเฮียนก๋งจึงมีรับสั่งให้ชินเสงและตงยี่เข้ามาเฝ้าแล้วตรัสเล่าความฝันของพระนางลิกี๋ให้พระราชโอรสทั้งสองฟังทุกประการ และมีพระราชดำรัสสั่งให้พระราชโอรสทั้งสองพระองค์จัดการพิธีบวงสรวงเซ่นสังเวยดวงวิญญาณของอดีตพระมเหสี

            พระราชโอรสทั้งสองฟังรับสั่งของพระราชบิดาแล้วใจก็หวนรำลึกถึงพระราชมารดา ทั้งสองพระองค์สงสารพระราชมารดาจึงต่างกันแสงเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าจิ้นเฮียนก๋งนั้น ครู่หนึ่งจึงกราบถวายบังคมลาออกไปสั่งการให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดการพิธีบวงสรวงสังเวยดวงพระวิญญาณของพระมารดาตามรับสั่ง

            ครั้นบวงสรวงสังเวยเสร็จการพิธีแล้ว พระราชบุตรชินเสงกับตงยี่จึงเชิญของเซ่นเข้าไปถวายพระเจ้าจิ้นเฮียนก๋งเพื่อเสวยตามอย่างธรรมเนียมการพิธีแต่ครั้งนั้น

            พระนางลิกี๋เห็นแผนการดำเนินไปอย่างราบรื่นมาถึงขั้นนี้ใกล้สมความคิดก็มีความยินดียิ่งนัก ครั้นพระราชบุตรทั้งสองนำเครื่องเซ่นสังเวยเข้ามาในพระราชวัง พระนางลิกี๋จึงลอบเอายาพิษใส่ลงในของเซ่นนั้นแล้วให้พนักงานนำขึ้นโต๊ะเสวย

            ครั้นได้เวลาเสวยพระเจ้าจิ้นเฮียนก๋งก็เสด็จมายังห้องเสวยพระกระยาหารซึ่งแต่งเครื่องจากของเซ่นคอยท่าอยู่ พอประทับนั่งพระนางลิกี๋จึงทูลว่าอันของทั้งปวงนี้มีมาแต่ข้างนอก ไม่ชอบที่พระองค์จะเสวยโดยไม่ได้ตรวจพิสูจน์เสียก่อนตามระเบียบ ขอให้มีรับสั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำการตรวจพิสูจน์อาหารทั้งปวงนั้นเสียก่อน

            พระเจ้าจิ้นเฮียนก๋งทรงเห็นชอบตามคำทูลของพระมเหสี และมีรับสั่งให้เอานักโทษประหารซึ่งจัดไว้สำหรับพิสูจน์ของเสวยเข้ามากินอาหารตัวอย่างที่เตรียมไว้นั้น

            พอนักโทษกินอาหารพิสูจน์เสร็จยังไม่ทันล้างมือ พิษอันร้ายแรงของยาพิษก็กำเริบขึ้น นักโทษผู้พิสูจน์มีอาการชักดิ้นชักงอแล้วสิ้นใจตายไปต่อหน้าพระที่นั่ง

            พระเจ้าจิ้นเฮียนก๋งไม่รู้กลสตรีและด้วยความรักตัวกลัวตาย น้ำพระทัยจึงคิดโน้มไปว่าพระราชบุตรชินเสงและตงยี่คิดอ่านจะแย่งชิงราชสมบัติจึงวางยาพิษเพื่อปลงพระชนม์พระองค์ แรงพระโทสะบดบังพระสติปัญญาเอาไว้สิ้น จึงมีพระบรมราชโองการให้ทหารไปจับตัวพระราชบุตรชินเสงกับตงยี่เพื่อเอาไปประหารชีวิต

            ในขณะเกิดเหตุดังกล่าวนั้น นางกำนัลในพระราชวังคนหนึ่งซึ่งเคยเป็นข้ารับใช้พระมเหสีพระองค์ก่อนทราบเหตุการณ์โดยตลอด มีน้ำใจสงสารพระราชบุตรทั้งสองจึงรีบลอบออกจากพระตำหนักนำความไปแจ้งแก่พระราชบุตรทั้งสองให้ทรงทราบ

            พระราชบุตรทั้งสองทราบความแล้วตกพระทัย พระราชบุตรพระองค์น้องตงยี่จึงปรึกษากับพระราชบุตรพระองค์พี่ชินเสงว่าบัดนี้ภัยมีมาถึงตัวแล้ว ถ้าหากนิ่งช้าอยู่ก็จะต้องพระราชอาชญาถึงตายเป็นมั่นคง การครั้งนี้เราสองพี่น้องตั้งอยู่ในความสัตย์แลกตัญญู มิได้คิดอ่านปลงพระชนม์พระราชบิดา แต่มีผู้มีจิตคิดร้ายต้องการผลาญชีวิตเราทั้งสองเสีย จึงวางแผนอุบายให้เป็นไปดังนี้ ปรึกษาดังนั้นแล้วพระราชบุตรตงยี่จึงเสนอต่อพระเชษฐาว่าขอให้หนีเอาตัวรอดไว้ก่อน

            พระราชบุตรชินเสงสดัปดำริของพระอนุชาแล้วจึงว่าตัวเราเป็นพระราชบุตรผู้ใหญ่ ความเป็นหรือความตายย่อมเป็นไปตามโองการแห่งบิดาเราซึ่งเป็นโอรสสวรรค์ หากจะหนีไปเพราะเกรงพระราชอาชญาก็จะสูญเสียสิ้นซึ่งศักดิ์แลศรีแห่งขัตติยะวงศ์ แลธรรมเนียมราชวัตรของพระบรมวงศานุวงศ์นั้นไม่ว่าจะทำผิดหรือไม่สิ่งใดก็ดี หากแม้นพระมหากษัตริย์จะทรงลงพระราชอาชญาให้ถึงตายก็ต้องพร้อมยอมตายตามพระบรมราชโองการด้วยเต็มใจ แลการซึ่งหนีพระราชอาชญาตามคำเจ้านี้เหมือนมิซื่อต่อราชวัตรแห่งพระบรมวงศานุวงศ์ เป็นกบฏต่อพระมหากษัตริย์ ตัวพี่นี้ไม่อาจหักใจทำได้ตามคำเจ้า จำจะต้องเข้าไปขอรับพระราชอาชญา แม้ว่าจะถึงตายก็พร้อมใจจะตาย มิได้เสียดายแก่ชีวิตเลย

            พระราชบุตรตงยี่สดับรับสั่งของพระเชษฐาดังนั้นจึงว่า การทั้งนี้เกิดแต่พระราชบิดาต้องกลอุบายอันร้ายกาจที่มุ่งหมายผลาญชีวิตเราทั้งสอง หากยอมตายตามคำของพี่ท่านก็จะตายเสียเปล่า แม้พระราชบิดาเองก็จะทรงตกอยู่ในอันตรายและไม่มีใครคิดอ่านผ่อนผันแก้ไขในภายหลัง นี่ต่างหากคือการละความกตัญญู ตัวข้าพเจ้านี้ถึงอย่างไรก็ไม่ยอมตายเพราะอุบายนี้อย่างเด็ดขาด

            พระราชบุตรตงยี่ตรัสดังนี้แล้วจึงทูลลาชินเสงผู้เป็นพระเชษฐาออกมาจากพระตำหนักที่ประทับ แล้วเสด็จหนีออกจากเมืองไปแต่เพลานั้น

            พระราชบุตรตงยี่เสด็จหนีไปไม่ทันนาน บรรดาทหารรักษาพระองค์ก็ถือรับสั่งของพระเจ้าจิ้นเฮียนก๋งมาเชิญตัวพระราชบุตรชินเสงไปประหารตามพระบรมราชโองการ

            ต่อมาภายหลังพระเจ้าจิ้นเฮียนก๋งเสด็จสวรรคต พระราชบุตรของพระมเหสีลิกี๋ได้ครองราชย์สมบัติต่อมา ในขณะเดียวกันนั้นพระราชบุตรตงยี่ซึ่งเสด็จหนีออกไปนอกเมือง ทรงเร่ร่อนไปตั้งหลักปักฐานอยู่ที่ชายแดน ซ่องสุมผู้คนไว้ได้เป็นอันมาก

            พระราชบุตรของพระนางลิกี๋สืบราชสมบัติต่อมาได้เก้าปี กองทัพใหญ่ของพระราชบุตรตงยี่ได้กรีฑาทัพจากชายแดน บุกเข้าโจมตีและยึดพระนครได้สำเร็จ จับกุมพระราชบุตรทั้งสองของพระนางลิกี๋ได้แล้วจึงปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์สืบทอดพระราชอำนาจต่อพระเจ้าจิ้นเฮียนก๋งและมีพระบรมราชโองการให้ประหารชีวิตพระราชบุตรฮีเจ้กับต๊กจู๊เสีย

            ขงเบ้งเล่าความตามนิทานโบราณจบแล้วจึงว่านิทานนี้แสดงอยู่ว่า “ซึ่งจะอยู่ในเมืองนั้นก็ย่อมมีอันตรายฉะนี้ ซึ่งจะไปอยู่นอกเมืองนั้นก็กลับได้ดีภายหลัง อันเมืองกังแฮนั้นก็ว่างเปล่าอยู่ ท่านจงคิดอ่านอ้อนวอนเล่าเปียวผู้เป็นบิดา ขอไปอยู่รักษาเมืองกังแฮดีกว่า แล้วอุตส่าห์ทำความเพียรให้เหมือนตงยี่นั้น ภายหน้าก็จะมีความสุขสืบไป”

            เล่ากี๋ได้ฟังดังนั้นก็เห็นทางสว่างที่จะเอาชีวิตรอดจึงมีความยินดี คุกเข่าลงคำนับขงเบ้งแล้วว่าอุทาหรณ์อันท่านได้ยกขึ้นแสดงครั้งนี้เหมือนหนึ่งประทานทางรอดชีวิตให้เป็นพระคุณหาที่สุดมิได้ ข้าพเจ้าจะดำเนินการตามความคิดของท่าน

            ว่าแล้วเล่ากี๋จึงสั่งเด็กรับใช้ให้เทียบบันไดเข้าที่ดังเดิม ขงเบ้งเห็นหมดธุระแล้วจึงลาเล่ากี๋กลับไปหาเล่าปี่ และเล่าความทั้งปวงให้เล่าปี่ทราบ.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘