ตอนที่ 20 - เหตุเกิดแต่กลิ่นดอกชมพู่

ในขณะที่ต่อรองกันอยู่นั้นนักหมากฮอสประหลาดอีกคนหนึ่งที่มีชื่อว่าเณรได้มาถึงร้านกาแฟและเข้ามาดู ได้ทักทายกับนายเป๋อย่างสนุกสนาน ผมรู้แล้วว่าสองคนนี้สนิทสนมกันและอาจจะเป็นพวกทำมาหากินในเรื่องการพนันด้วยกัน แต่ก็ยังมั่นใจว่าอุบายที่เตรียมไว้นั้นจะยังได้ผล จึงไม่หวั่นใจประการใด

            นายเป๋และนายเณรทักทายกันอย่างสนุกสนานอยู่ครู่หนึ่ง ยังไม่ทันที่จะตกลงกันประการใดก็มีนักหมากฮอสประหลาดที่ใบหน้าสีหยกซึ่งเคยเห็นเมื่อวันก่อนและทราบชื่อในภายหลังว่ากำธร ทำงานอยู่ที่เทศบาลกรุงเทพฯเดินเข้ามาสมทบอีกคนหนึ่ง

            นายเป๋เห็นนายกำธรเดินเข้ามาก็ทักทายด้วยเสียงอันดัง นายเณรได้ยินเสียงทักทายก็หันกลับไปทักทายกับนายกำธรด้วย ทั้งสามคนทักทายกันแล้วก็พยักเพยิดกันอย่างมีเลศนัย

            ผมเป็นคนช่างเฉลียว พอเห็นท่วงท่าดังนั้นก็รู้ว่านักหมากฮอสทั้งสามคนนี้พยักเพยิดกันอย่างมีเลศนัย จึงระแวงอยู่ในใจว่าตัวเรานี้กำลังถูกมองจ้องว่าเป็นหมู ดังนั้นบรรดาสามคนประหลาดซึ่งเปรียบประดุจดังเสือย่อมกระหยิ่มใจที่จะได้กินหมูให้มันปากในวันนี้ ระแวดระวังดังนั้นแล้วก็ยิ่งมั่นใจว่าทั้งสามคนนี้เป็นพวกหัวพนันอย่างเดียวกัน คงจะร่วมไม้ร่วมมือกันเป็นแก๊งค์ทำมาหากินในเรื่องการพนันหมากฮอสด้วยกันเป็นแน่แล้ว

            แม้ว่าจะรู้สึกนึกคิดเช่นนั้นแต่ก็ยังข่มใจทำให้เป็นปกติ ผมทำหน้ายิ้มแย้มทักทายกับคนชื่อเณรและคนชื่อกำธรด้วยไมตรีบ้าง สองคนนั้นเห็นผมหน้าตาซื่อ ๆ และมีท่าทีเป็นมิตรก็ยิ้มให้เป็นทีรับไมตรีอยู่ส่วนหนึ่ง นี่แหละที่เขาเรียกว่าไมตรีที่ให้กับคนอื่นนั้นไม่สูญหายไปไหน ย่อมมีผลสนองกลับไม่มากก็น้อยไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง

            พอทักทายกันตามสมควรแก่อัชฌาสัยแล้ว ผมบอกกับนายเป๋ว่าอย่าเพิ่งพนันกันเป็นเงินมาก ๆ เลย เอากันเพียงกระดานละ 10 บาทก็แล้วกัน ไว้วันหลังพอรู้มือกันดีแล้วค่อยเพิ่มเดิมพันเล่นกันกระดานละ 200 บาทก็ได้

            ทั้งนี้เพราะผมคิดว่าหากพลาดท่าเสียทีนายเป๋ก็ไม่ต้องควักเนื้อเพราะเอาเงินนายเป๋คืนให้นายเป๋เอง แต่ผมก็มั่นใจว่าการตั้งค่าเดิมพันในอนาคตถึงกระดานละ 200 บาทนั้นจะทำให้นายเป๋ต้องอ่อนข้อให้ผมในคราวนี้ และจะทำให้ผมชนะนายเป๋อีกครั้งหนึ่ง

            นายเป๋ได้ฟังเงื่อนไขดังนั้นก็พยักหน้าและตกลงพนันกันกระดานละ 10 บาท ด้วยท่าทีที่ยิ้มแย้มแจ่มใส แล้วครวญเพลงแหล่ด้วยความเบิกบานสำราญใจ พลันได้ยินคนชื่อเณรเอ่ยขึ้นว่าไอ้เป๋มึงมัวแต่ร้องเพลงประเดี๋ยวก็แพ้เขาหรอก และได้ยินคนชื่อกำธรพูดว่าไอ้เป๋ท่าจะแพ้แน่

            ผมได้ยินคนชื่อกำธรพูดดังนั้นก็ประหวั่นใจและคิดว่าในบรรดาคนประหลาดสามคนนี้ เห็นทีคนชื่อกำธรจะมีสติปัญญามากกว่าเพื่อน เพราะถ้อยคำที่พูดมานั้นฟังได้เป็นสองนัย นัยแรกเหมือนหนึ่งจะล่วงรู้ความคิดผมว่าต้องการเป็นหมูกินเซียนให้เซียนอย่างนายเป๋ได้รู้สำนึก ส่วนอีกนัยหนึ่งก็เหมือนจะทำให้ผมตายใจว่านายเป๋มีฝีมือสู้ผมไม่ได้ แต่เมื่อสังเกตจากน้ำเสียงและมองหน้าสบกับแววตาของนายกำธรแล้วดูเหมือนว่าคนชื่อกำธรจะมีไมตรีกับผมอยู่มาก เพราะเมื่อสบตากับผมแล้วนายกำธรได้ยิ้มให้กับผมเป็นนัยอยู่ในที

            ผมเล่นหมากฮอสกับนายเป๋อีก 3 กระดาน คราวนี้ผมชนะ 2 กระดาน แพ้ 1 กระดาน จึงได้เงินมาอีก 10 บาท นายเป๋ควักเงินออกมาฟ่อนใหญ่เป็นทีว่ามีเงินพร้อมจะแพ้พนันจำนวนมาก และทำท่าทีจะเล่นต่อไปอีก ผมก็รู้ทีว่านี่เป็นอุบายชนิดหนึ่งที่เรียกว่าอุบายเอาทรัพย์ล่อ เพื่อทำให้เกิดความโลภอยากได้ทรัพย์ของคนอื่น และเมื่อความโลภเข้าครอบงำแล้วย่อมทำให้สติปัญญามืดมัวไปและหลงเข้าบ่วงกลได้โดยง่าย นั่นคือหลงเพิ่มจำนวนเงินค่าพนันให้สูงขึ้น แล้วถูกเขากินรวบหัวรวบหางต่อภายหลัง

            นายกำธรเห็นกิริยาอาการของนายเป๋เช่นนั้นก็พูดว่าไอ้เป๋มันรวย แพ้พนันวันนี้ก็ไม่หมดตัวหรอก ผมได้ฟังก็ยิ่งสะดุ้งใจว่านายกำธรพูดเป็นสองนัยเช่นเดิมอีกครั้งหนึ่งแล้ว แต่ครั้งนี้ชัดขึ้นว่านายกำธรยังคงคาดหมายล่วงหน้าว่าถ้าหากเล่นหมากฮอสเดิมพันกระดานละ 10 บาทต่อไปผมจะต้องชนะนายเป๋อีก

            ระหว่างที่ผมยังไม่ตอบประการใดนั้นก็ได้ยินเสียงนายกำธรพูดขึ้นอีกเป็นทีเตือนนายเป๋ว่า เฮ้ย! ไอ้เป๋ วันนี้มีนัดสำคัญ อย่าเล่นหมากฮอสจนเสียนัด แล้วมองหน้ามาที่ผมเป็นนัย ผมเห็นอากัปกิริยานายกำธรดังนั้นก็ยิ้มให้ เพราะผมเริ่มมั่นใจแล้วว่านายกำธรส่งสัญญาณให้ผมในลักษณะช่วยเหลือโดยไม่ให้ใครรู้ตัว

            ผมรีบยกนาฬิกาขึ้นมาดูแล้วบอกว่าวันนี้ขอพอแค่นี้ ผมต้องขอตัวก่อนเพราะต้องตามพระไปกิจนิมนต์ ผมกล่าวแล้วรีบลุกขึ้นแล้วบอกว่าวันหน้าค่อยพบกันใหม่ ผมมั่นใจแล้วว่าพอสู้กันได้ คราวหน้าค่อยขึ้นค่าเดิมพันกันให้เต็มที่เลย

            นายเป๋ยังทำท่าทีจะรั้งตัวผมเล่นหมากฮอสต่อไป ผมมองไปที่หน้านายกำธรก็เห็นพยักหน้าและยิ้มให้ด้วยไมตรี ผมรู้ทีว่านายกำธรคนนี้มีความเป็นมิตรและแอบส่งสัญญาณช่วยเหลืออยู่เป็นแน่แท้ก็รู้สึกซึ้งใจในไมตรีแล้วยิ้มตอบด้วยความรู้สึกที่ขอบคุณ นายกำธรรีบชวนนายเป๋ว่าวันนี้เลิกเท่านี้เถิด นายเป๋ก็รับปากนายกำธร

            นายเณรถามผมว่ามาอยู่ที่วัดระฆังนานหรือยังและมาจากที่ไหน ผมก็ตอบไปแต่ตามตรง นายเณรก็บอกว่าวันหน้าถ้าผ่านมา มาเล่นหมากฮอสด้วยกันบ้าง ผมก็บอกว่าขอบคุณ กล่าวแล้วผมก็รีบเดินเข้าประตูคณะหนึ่งไป

            ผมตามพระไปบิณฑบาตรทุกเช้า เส้นทางบิณฑบาตรปกติจะไปตามซอยวังหลังเรื่อยไปจนถึงบ้านช่างหล่อ พอขากลับก็กลับทางซอยต้นจันทร์หรือซอยฉางเกลือ

            พระมหาทรงธรรม์มีญาติโยมที่ใส่บาตรเป็นประจำ เป็นญาติโยมจากภาคใต้บ้าง ญาติโยมจากภาคอื่น ๆ บ้าง แต่พระมหาทรงธรรม์นั้นมีกำหนดกฎเกณฑ์ในการออกบิณฑบาตรคือได้เท่าไหนพอเท่านั้น คือถ้ามีผู้ใส่บาตรเต็มบาตรแล้วก็จะกลับวัดโดยจะไม่ถ่ายเทของใส่บาตรแล้วบิณฑบาตรต่อไปอีก

            พระมหาทรงธรรม์สะพายบาตรออกบิณฑบาตร ไม่ได้อุ้มบาตรเหมือนกับพระฝ่ายธรรมยุต ส่วนผมซึ่งทำหน้าที่เด็กวัดตามพระไปบิณฑบาตรก็สะพายย่ามสำหรับใส่ผลไม้และอาหารที่เป็นถุงใบเดียวและมีปิ่นโตอีกสองสำรับ

            ในการรับบิณฑบาตรนั้น ถ้าบาตรเต็มแล้วถึงแม้ย่ามและปิ่นโตจะไม่เต็มพระมหาทรงธรรม์ก็จะกลับวัดทันที หรือถ้าย่ามเต็ม ปิ่นโตเต็ม และในบาตรเต็มพอประมาณก็จะกลับวัดเหมือนกัน ไม่มีการหาคนติดตามไปถ่ายข้าวถ่ายของให้เป็นที่น่าเกลียดเหมือนกับที่เห็นเป็นอยู่ในหลายที่หลายแห่งในทุกวันนี้ ซึ่งทำให้ถูกดูแคลนได้ว่ามุ่งแสวงหาส่วนล้นเกินโดยไม่รู้จักความพอดี แล้วเสื่อมเสียมาถึงพระศาสนา เสื่อมศรัทธาของญาติโยม

            ที่สำคัญคือบรรดาข้าวและอาหารที่ญาติโยมถวายนั้นพระมหาทรงธรรม์จะไม่นำไปจำหน่ายหรือขายโดยเด็ดขาด แต่จะนำมาฉันรวมกันกับพระอื่น ๆ พระฉันเสร็จแล้วก็ให้เป็นอาหารของเด็กวัด เด็กวัดกินแล้วหากมีเหลือก็แบ่งให้หมา หรือถ้าไม่พอก็ต้องลดสัดส่วนของคนให้น้อยลง แล้วเผื่อแผ่แบ่งไว้สำหรับหมาด้วย

            ดังนั้นอาหารบิณฑบาตรของพระมหาทรงธรรม์จึงเกื้อกูลทั้งพระ ทั้งเด็กวัด และทั้งหมา ที่เป็นเช่นนี้ก็เกิดจากคติที่พระมหาทรงธรรม์เห็นว่าบรรดาข้าวปลาอาหารที่ญาติโยมถวายพระนั้นเป็นของสูง เป็นของศักดิ์สิทธิ์ เพราะชาวบ้านเขาตั้งจิตอธิษฐานอุทิศให้กับพระสงฆ์เพื่อสืบทอดพระศาสนา ไม่ใช่ให้เอาไปขายหรือไปแสวงหาประโยชน์ในทางอื่น

            ผมมีหน้าที่ตามพระไปบิณฑบาตรทุกวัน ดังนั้นจึงมีความคุ้นเคยกับเส้นทางในย่านนั้นเป็นอย่างดี กระทั่งจำได้ว่าบ้านไหนเป็นคนภาคใต้ บ้านไหนเป็นคนภาคอีสาน บ้านไหนเป็นคนกรุงเทพฯ บ้านไหนมักจะถวายอาหารประเภทใด จึงเป็นเหตุให้ผมนอกจากจะรู้จักเส้นทางดีแล้วยังรู้จักคนมากด้วย

            วันหนึ่งบิณฑบาตรไปถึงบ้านโยมทุเรียนที่ซอยวังหลัง เห็นลูกสาวแสนสวยของโยมทุเรียนเดินตามโยมทุเรียนออกมาใส่บาตรทั้ง ๆ ที่ปกติไม่เคยเห็นมาแต่ก่อน ซึ่งทราบภายหลังว่าลูกสาวแสนสวยของโยมทุเรียนนี้ปกติอยู่ที่โรงเรียนประจำ ไม่ได้กลับมาบ้าน วันนี้คงเป็นวันพิเศษจึงกลับมาบ้านแล้วมาใส่บาตร

            โยมทุเรียนตักข้าวใส่บาตรพระ ส่วนลูกสาวของโยมถือถ้วยแกงสำหรับถวายพระ จึงเป็นหน้าที่ของผมที่ต้องเปิดปิ่นโตเพื่อให้สาวเจ้าใส่แกง ในเช้าวันนั้นอากาศค่อนข้างดี กลิ่นดอกชมพู่จากต้นชมพู่ต้นใหญ่ในบ้านนั้นโชยมาระรวยริน

            ในขณะที่สาวเจ้ากำลังเอาถ้วยแกงเทใส่ปิ่นโตนั้น ผมได้กลิ่นหอมของดอกชมพู่โชยมาตามลมจึงสูดอากาศหายใจลึก ๆ ในทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงสาวเจ้าพูดขึ้นแต่แผ่วเบาพอได้ยินแต่เพียงสองคนว่ากลิ่นดอกชมพู่ไม่หอมดอกเพราะเหม็นกลิ่นหมาวัดมากลบไปหมด

            ผมได้ยินดังนั้นก็โกรธจนหน้าแดงเพราะคำพูดเช่นนั้นเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามผมโดยเฉพาะ เป็นเรื่องที่ผมไม่เคยถูกดูถูกดูหมิ่นเช่นนี้มาก่อนเลย แต่ไม่กล้าแสดงท่าทีอะไร เพราะน้ำเสียงที่ได้ยินนั้นพอรู้ว่าทั้งพระและโยมทุเรียนไม่ได้ยิน เป็นการจงใจพูดเพื่อดูหมิ่นผมคนเดียวเท่านั้น ผมจึงทำเป็นไม่ได้ยิน และได้แต่นึกในใจว่าสาวน้อยผู้นี้ช่างมีถ้อยทีหมิ่นน้ำใจคนนัก กระไรเลยเพียงเท่านี้สิหมิ่นหาว่าเหม็นกลิ่นหมาวัด นี่เป็นการดูถูกว่าผมเป็นหมาวัดชัด ๆ

            ผมทราบภายหลังว่าสาวน้อยลูกโยมทุเรียนนี้มีชื่อว่าชมพู่ ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าเมื่อสาวเจ้าเห็นผมสูดหายใจลึก ๆ เป็นทีได้กลิ่นหอมดอกชมพู่ จึงเข้าใจว่าผมแสดงท่าทีเกี้ยวพาราสีเป็นทีใช้กลิ่นหอมดอกชมพู่กระทบเปรียบเป็นเชิงกลิ่นแก้มสาวเจ้าชมพู่ก็ได้  ดังนั้นจึงมีเหตุผลเพียงพอที่สาวเจ้าจะโมโหและดูหมิ่นเอาฉะนี้ ทั้ง ๆ ที่ด้วยความสัตย์จริงแล้วในขณะนั้นผมหาได้ทราบชื่อสาวงามว่าชื่อชมพู่แต่ประการใดไม่

            ผมนึกขึ้นในใจในบัดนั้นว่าคนผู้นี้แม้จะมีฐานะดีกว่าคนอื่นในละแวกนั้นแต่ก็หาใช่ถึงขนาดเป็นลูกเศรษฐีหรือลูกท่านหลานเธอแต่ประการใดไม่ อายุยังน้อยเพียงเท่านี้ไฉนมีน้ำใจหมิ่นน้ำใจคนหนักหนาถึงปานนี้ ทั้งยังมีวาจาคมกล้าเชือดเฉือนใจคนนัก เห็นทีเบื้องหน้าชะตาเจ้าจะไม่รุ่งเรืองเป็นแน่แท้

            ผมคิดเช่นนั้นก็เพราะนึกถึงคำแม่ที่เคยสอนแต่น้อยว่าคนเราเป็นสัตว์ประเสริฐยิ่งกว่าสัตว์ทั้งปวง ฐานะในตอนเกิดมีเหตุมาแต่บุรพกรรมในปางก่อน แต่ความประเสริฐของคนสามารถพลิกฟื้นฐานะของตนเองได้เสมอ บางคนเกิดมาเป็นลูกยาจกแต่กลับเป็นศาสดาของโลกก็มี เป็นเศรษฐีหรือเป็นพระราชาก็เคยมีปรากฏ ดังนั้นต่อผู้คนแล้วจะหมิ่นไม่ได้ หยามไม่ได้ เหยียบไม่ได้ ข่มไม่ได้โดยเด็ดขาด ไม่ว่าในสถานการณ์ไหน ๆ ต่อผู้คนนั้นให้หมั่นยกย่องผูกไมตรีไว้ดีกว่าที่จะผูกความเจ็บแค้นขุ่นเคือง เพราะคนเรามีมิตรร้อยคนก็ยังไม่จัดว่ามาก แต่หากมีศัตรูแม้เพียงคนเดียวนั่นสิมาก ซึ่งเรื่องนี้แม่ได้ย้ำว่าสำคัญนัก ขอให้ลูกจดจำคำแม่ไว้ให้จงดี

            หลังกลับจากบิณฑบาตรวันนั้นแล้วผมยังเก็บความขุ่นใจที่ถูกเขาดูหมิ่นในวันนั้นไว้ในใจอยู่หลายวัน กลายเป็นไฟที่เผาอยู่ในใจกรุ่นอยู่ แม้ถึงวันนี้ก็ยังไม่เคยลืมเลือนการที่ถูกดูหมิ่นในวันนั้นเลย

            และเมื่อมองความเป็นไปในปัจจุบันที่ได้ทราบว่าสาวชมพู่ผู้นี้ต่อมาได้เข้าเรียนที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ จบออกมาก็ได้สามีเป็นนายทหาร แต่เหตุการณ์พลิกผันให้ตกอับ ลำบากยากจนอยู่ทุกวันนี้ก็อดนึกสงสารไม่ได้ และทำให้เห็นว่าสิ่งที่แม่เคยพร่ำสอนแต่น้อยนั้นได้พิสูจน์ความจริงให้เห็นอีกครั้งหนึ่งแล้ว

            วันเวลาผ่านไปไม่หยุดยั้ง จนถึงวันเวลาที่โรงเรียนเปิดเทอมแล้ว

            ลูกผู้น้องของผมแต่งตัวในชุดเด็กนักเรียนโรงเรียนวัดมกุฏกษัตริย์ไปเรียนหนังสือแต่เช้าทุกวัน ผมกลับยิ่งร้อนรนใจมากขึ้นเพราะรู้ดีว่าบัดนี้โรงเรียนเปิดเทอมแล้ว ผมสิยังคงเป็นเด็กวัดที่ตามพระไปบิณฑบาตร ปรนนิบัติพระทั้งค่ำเช้า แต่ยังไม่มีที่เรียน และไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นประการใด ทั้งความหวังที่รอคอยจากลุงว่าจะช่วยให้ได้เข้าเรียนก็ไม่มีวี่แววว่าจะปรากฏเป็นความจริงขึ้นมา

            วันเวลาผ่านไปอีก ผมเห็นจนท่าแล้วเพราะโรงเรียนเปิดเทอมมาร่วมครึ่งเดือนแล้วก็ยังไม่รู้ว่าอีกเมื่อใดจะได้ที่เรียน จึงมีความกลัดกลุ้มหม่นหมองใจยิ่งนัก ยามค่ำคืนหลังจากปรนนิบัติพระและเข้านอนแล้วได้แต่เอามือก่ายหน้าผาก ครุ่นคิดกังวลถึงอนาคตการเรียน

            คืนหนึ่งในขณะที่ความทุกข์กังวลครอบงำใจจนน้ำตาไหลริน ๆ ใจก็หวนรำลึกขึ้นได้ถึงคำพระอาจารย์ที่เคยย้ำเตือนว่าถ้าหากขัดข้องขัดสนจนปัญญาถึงที่สุดประการใดแล้วอย่าท้อแท้ท้อถอย ให้ไปบอกกล่าวเจ้าประคุณสมเด็จเถิด.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘