ตอนที่ 209. ยุทธนาวี ณ ปากอ่าวเมืองกังแฮ

กำเหลงได้เสนอให้ซุนกวนเปิดศึกกับเมืองเกงจิ๋ว แต่ให้เข้าตียึดเมืองกังแฮให้ได้เสียก่อน และได้เสนออย่างแหลมคมต่อไปว่า  “แม้ได้เมืองกังแฮแล้วจึงยกไปตีเมืองเกงจิ๋วก็จะได้ทหารใหญ่น้อยเป็นอันมาก แล้วจึงค่อยยกไปตีเอาเมืองเสฉวน เมื่อได้เมืองเสฉวนแล้วท่านจะคิดการใหญ่หลวงให้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้ก็เห็นจะสมความปรารถนา”

            กำเหลงคนนี้ไม่เพียงแต่เป็นผู้มีฝีมือเข้มแข็งกล้าหาญผิดวิสัยอดีตนายโจรสลัดเท่านั้น หากดูจากข้อเสนอครั้งนี้แล้วประจักษ์ชัดว่าเป็นข้อเสนอในเชิงยุทธศาสตร์เหมือนกับยุทธศาสตร์สามก๊กที่ขงเบ้งได้เสนอให้กับเล่าปี่ คือต้องยึดเมืองเกงจิ๋วให้ได้ก่อน จากนั้นจึงค่อยยึดเมืองเสฉวน สร้างความมั่นคงเป็นปึกแผ่นแล้วจึงค่อยยึดแผ่นดินตงง้วน รวบรวมแผ่นดินเข้าเป็นหนึ่ง ดังนั้นสติปัญญาความคิดอ่านในเชิงวางแผนการยุทธศาสตร์ของกำเหลงจึงนับว่าอยู่ในระดับชั้นแนวหน้าคนหนึ่งของสามก๊ก และหากจะเปรียบเทียบกับความคิดอ่านเชิงยุทธศาสตร์ของที่ปรึกษาทั้งหลายของแดนกังตั๋งแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเตียวเจียว จิวยี่ หรือที่ปรึกษาคนอื่น ก็เห็นได้ว่าแผนการยุทธศาสตร์ของกำเหลงครั้งนี้เหนือกว่าความคิดแลสติปัญญาของที่ปรึกษาทั้งปวงของเมืองกังตั๋ง จะมีใกล้เคียงอยู่บ้างก็แต่โลซกเท่านั้น แต่ทว่ายุทธศาสตร์ดังกล่าวนี้ไม่สอดคล้องกับสภาพของผู้คนแดนกังตั๋ง เนื่องจากเป็นยุทธศาสตร์เชิงรุก แต่ชาวกังตั๋งถนัดสันทัดเพียงเชิงรับเท่านั้น ยุทธศาสตร์ที่กำเหลงเสนอจึงไม่มีคุณค่าในทางความเป็นจริง

            ซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดีอย่างยิ่ง สรรเสริญความคิดสติปัญญาของกำเหลงว่า “อันความคิดของท่านซึ่งว่ากล่าวทั้งนี้อุปมาเหมือนเอาทองมารองรับหยก”

            วันรุ่งขึ้นซุนกวนจึงเรียกประชุมบรรดาที่ปรึกษา ขุนนางแลข้าราชการทั้งปวง แล้วแจ้งผลการตัดสินใจว่าหลังจากได้ฟังข้อเสนอของจิวยี่ที่ให้ถือโอกาสที่โจโฉติดพันการศึกสงครามกับหัวเมืองฝ่ายเหนือ ยกกองทัพไปตีเมืองกังแฮนั้น ได้ไตร่ตรองแล้วเห็นด้วยกับข้อเสนอของจิวยี่ ดังนั้นจึงให้จัดแจงทหารสิบหมื่นให้จิวยี่เป็นแม่ทัพใหญ่ บังคับบัญชาทั้งกองทัพบกและกองทัพเรือ ให้ลิบอง กำเหลง และตังสิดคุมทหารเป็นกองหน้า ซุนกวนเป็นกองทัพหลวง โดยให้กองทัพเรือเคลื่อนเข้าตีเมืองกังแฮก่อน ส่วนกองทัพบกให้รีบยกตามไป

            ครั้นได้วันเวลาฤกษ์ดี กองทัพเมืองกังตั๋งก็เคลื่อนออกจากฐานที่ตั้งตรงไปเมืองกังแฮ

            พอกองทัพเมืองกังตั๋งเคลื่อนออกจากที่ตั้ง หน่วยลาดตระเวนของเมืองกังแฮก็ได้ข่าวจึงรีบรายงานให้หองจอทราบว่าบัดนี้เมืองกังตั๋งเคลื่อนทัพบก ทัพเรือจำนวนมากจะยกมาตีเมืองกังแฮ

            หองจอทราบรายงานแล้วจึงสั่งให้เกณฑ์ทหารเมืองกังแฮทั้งสิ้น ให้โซหุยเป็นแม่ทัพบก ให้ตันจิ๋วกับเตงเหลงเป็นกองหน้าคุมกองทัพเรือยกออกไปตั้งรับกองทัพเรือเมืองกังตั๋งที่ปากน้ำเมืองกังแฮ

            ตันจิ๋วกับเตงเหลงรับคำสั่งหองจอแล้วคำนับลาออกมายังกองบัญชาการทหารเรือ สั่งให้เคลื่อนกองทัพเรือยกออกไปตั้งรับศึกที่ปากน้ำ ให้เรือรบทั้งปวงทอดสมอเรียงลำเป็นหน้ากระดานปิดร่องน้ำทางเข้าปากอ่าวเมืองกังแฮแล้วเอาพวนใหญ่ผูกโยงเรือในแถวให้หนาแน่นดุจแผ่นดิน และให้ทหารทั้งปวงเตรียมเกาทัณฑ์ไว้ให้พร้อมเต็มอัตราศึก

            ฝ่ายกองทัพเรือเมืองกังตั๋งเมื่อยกมาถึงปากน้ำเมืองกังแฮ เห็นกองทัพเรือฝ่ายเมืองกังแฮตั้งขบวนเป็นแถวหน้ากระดานปิดร่องน้ำไว้หนาแน่นดังนั้น จึงให้ทอดสมอเรือใหญ่ไว้ข้างนอก แล้วซุนกวนจึงสั่งให้กองเรือเล็กหน่วยจู่โจมยกไปเป็นกองหน้า เข้าโจมตีกองทัพเรือของเมืองกังแฮ

            พอกองเรือเล็กของเมืองกังตั๋งเข้ามาใกล้อยู่ในระยะเกาทัณฑ์แล้ว ตันจิ๋วกับเตงเหลงจึงสั่งให้พลเกาทัณฑ์ระดมยิงไปที่พลแจวของกองเรือเล็กแห่งเมืองกังตั๋งดังห่าฝน

            พลแจวของกองเรือเล็กเมืองกังตั๋งต้องเกาทัณฑ์ บาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก กองเรือเล็กก็หยุดชะงักลง เรือธงของซุนกวนเห็นเช่นนั้นจึงสั่งให้ตีสัญญาณและโบกธงเป็นสัญญาณให้กองเรือเล็กถอยกลับมารวมพลกับกองเรือใหญ่

            ซุนกวนเห็นว่าขบวนเรือของฝ่ายตั้งรับเหนียวแน่นยากที่จะฝ่าเข้าไปได้ จึงสั่งให้ถอยกองทัพเรือออกมาระยะห้าสิบเส้น แล้วให้ทอดสมอเรือตั้งมั่นคุมเชิงกองทัพเรือเมืองกังแฮอยู่ ณ ที่นั้น

            ในขณะที่กองทัพเรือของทั้งสองฝ่ายตั้งยันกันอยู่นั้น กำเหลงจึงปรึกษากับตังสิดว่าเราทั้งสองคนเป็นกองหน้า จะมัวช้านิ่งเฉยอยู่ฉะนี้ไม่สมควร การที่ฝ่ายเมืองกังแฮตั้งขบวนเรือเป็นแถวหน้ากระดานปิดน่านน้ำไว้แน่นหนา และเตรียมพลเกาทัณฑ์ไว้เต็มอัตราศึก กุมฐานะที่เป็นฝ่ายได้เปรียบแห่งยุทธภูมิไว้ได้ก็จริงอยู่ แต่นั่นเป็นความได้เปรียบเฉพาะการรบตามปกติ ถ้าหากว่ากองหน้าของเราจัดกระบวนพลเรือจู่โจมที่มีความรวดเร็วและคล่องตัวสูงเข้ารุกรบโจมตีโดยมิให้ทันตั้งตัว ทำลายพวนที่ผูกโยงขบวนเรือของเมืองกังแฮให้ขาดออกจากกันและตัดสายสมอเรือได้สำเร็จแล้ว ขบวนเรือรบของเมืองกังแฮก็จะระส่ำระสายคุมกันไม่ติด คงจะเสียทีแก่เราโดยง่าย

            แล้วกำเหลงจึงว่าตัวข้าพเจ้านี้เคยเป็นโจรสลัดมาแต่ก่อน พรรคพวกของข้าพเจ้าที่เข้าร่วมในกองหน้าล้วนแคล่วคล่องว่องไวในการรุกรบ สามารถทำการครั้งนี้ให้สำเร็จได้เป็นแน่แท้ ข้าพเจ้าจึงคิดอ่านที่จะนำกองเรือจู่โจมของกองทัพหน้าจำนวนหนึ่งร้อยลำเข้าโจมตีกองทัพเรือเมืองกังแฮให้แตกพ่ายไปให้จงได้ ท่านจะมีความเห็นเป็นประการใด

            ตังสิดจึงว่าก็แลเมื่อตัวท่านมีความชำนาญการรบในลักษณะพิเศษแบบโจรสลัดดังนี้แล้ว จงทำการตามที่เห็นสมควรเพื่อชัยชนะของนายเรา ตัวข้าพเจ้านี้พร้อมจะสนับสนุนอย่างเต็มที่

            เมื่อปรึกษาพร้อมกันดังนี้แล้ว ในเย็นวันเดียวกันนั้นกำเหลงและตังสิดจึงเรียกประชุมบรรดาแม่กองเรือของกองทัพหน้า แล้วแจ้งว่ายามใกล้รุ่งวันพรุ่งนี้กองทัพหน้าของเราจะรุกเข้าจู่โจมกองทัพเรือเมืองกังแฮให้แตกพ่ายไป

            ว่าแล้วกำเหลงจึงสั่งให้บรรดาแม่กองเรือทั้งปวงจัดเรือเร็วจำนวนร้อยลำ มีพลประจำลำละห้าสิบคน จัดเป็นพลแจวยี่สิบคน ส่วนอีกสามสิบคนเป็นหน่วยจู่โจมและหน่วยทำลายมีหน้าที่บุกเข้าไปตัดพวนซึ่งผูกโยงเรือและตัดสายสมอเรือของกองทัพเมืองกังแฮให้ขาดออกจากกันโดยเร็วที่สุด และให้ทหารเตรียมพร้อมตั้งแต่ยามสามของคืนนี้ พอใกล้ยามสี่ให้เคลื่อนที่ออกจากฐานอย่างพร้อมเพรียงกัน

            บรรดาแม่กองเรือทั้งปวงรับทราบแผนการและคำสั่งของกำเหลงและตังสิดแล้ว ต่างก็ออกมาจัดเตรียมเรือจู่โจม พลประจำเรือ เครื่องไม้เครื่องมือและอาวุธยุทโธปกรณ์ไว้พร้อมสรรพ

            ครั้นเวลาใกล้รุ่งกองเรือจู่โจมของกองทัพหน้าเมืองกังตั๋งจึงเคลื่อนออกจากที่ตั้งอย่างเงียบกริบ ลมทะเลยามใกล้รุ่งพัดเข้าสู่ฝั่ง ทำให้เบาแรงฝีพายของกองเรือจู่โจมไปได้เป็นอันมาก พอแสงอรุณทาทาบขอบฟ้า หน่วยจู่โจมของกองทัพเรือเมืองกังตั๋งก็บุกเข้าถึงกองทัพเรือของเมืองกังแฮ

            ทหารเรือเมืองกังแฮไม่ได้คาดคิดว่ากองทัพเรือเมืองกังตั๋งซึ่งเพิ่งปราชัยไปหยก ๆ จะรุกจู่โจมตั้งแต่เช้าตรู่ พอรู้สึกตัวทหารกองจู่โจมของกองหน้าเมืองกังตั๋งก็เทียบถึงกราบเรือเมืองกังแฮอันทอดสมออยู่นั้น หน่วยจู่โจมได้ตรูกันขึ้นไปบนเรืออย่างพร้อมเพรียงกัน

            ทหารเรือเมืองกังแฮร้องบอกต่อ ๆ กันจ้าละหวั่นท่ามกลางเสียงแตกตื่น ทั้งสองฝ่ายได้ตะลุมบอนกันอย่างดุเดือดบนเรือรบของเมืองกังแฮ ในขณะที่กำลังชุลมุนอยู่นั้นหน่วยจู่โจมชุดที่ทำหน้าที่ตัดพวนซึ่งผูกโยงเรือรบเมืองกังแฮได้บุกเข้าไปใช้ขวานใหญ่ตัดพวนเรือและตัดเชือกสายสมอขาดจนเกือบหมดสิ้น

            พอพวนที่โยงเรือรบเมืองกังแฮให้เป็นขบวนขาดออกจากกันและสายสมอถูกตัดขาดเท่านั้น ขบวนเรือรบเมืองกังแฮที่เรียงรายเป็นแถวหน้ากระดานก็ลอยฟ่องแยกออกจากกัน คุมกันไม่ติด กองเรือรบของเมืองกังแฮก็ระส่ำระสาย กระจัดกระจายไปในบัดนั้น

            หน่วยจู่โจมของเมืองกังตั๋งได้ฆ่าฟันทหารเรือของเมืองกังแฮซึ่งยังไม่ทันตั้งตัวบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก

            ตัวกำเหลงหลังจากโจนขึ้นเรือเตงเหลงได้แล้วได้ไล่ฆ่าฟันทหารบนเรือบาดเจ็บล้มตายเป็นอันมาก และบุกเข้าไปถึงตัวของเตงเหลง ฟันเตงเหลงถึงแก่ความตาย

            ฝ่ายตันจิ๋วเห็นกองเรือรบแตกกระจัดกระจายและเห็นกำเหลงบุกขึ้นยึดเรือธงของเตงเหลงได้ก็ตกใจ รีบโจนลงเรือเล็กเพื่อจะหนีกลับเข้าเมืองกังแฮ ในขณะนั้น   ลิบองซึ่งคุมกองเรือของกองทัพหน้าอยู่ในที่ตั้งเห็นหน่วยจู่โจมของกำเหลงได้ทีแก่ข้าศึกจึงสั่งให้ทหารลงเรือเร็วรีบยกเข้าไปหนุนช่วย

            ลิบองสั่งให้ทหารกองหนุนที่ยกมานั้นเอาเพลิงจุดขึ้นที่เรือรบของเมืองกังแฮไหม้เป็นจุณไปเป็นอันมาก พอลิบองเห็นตันจิ๋วลงเรือเล็กกำลังแจวหนีไปจึงสั่งพลเรือเล็กให้รีบแจวไล่ตามไปโดยไว 

            เรือเล็กของทหารลิบองแจวพุ่งเข้าชนกลางลำเรือของตันจิ๋ว พอหัวเรือเกยทับเรือเล็กของตันจิ๋วทหารเรือของลิบองจึงตรูกันเข้าจับตัวตันจิ๋วได้แล้วคุมตัวมาให้ลิบอง

            ลิบองจึงให้ตัดศีรษะตันจิ๋วเสียในที่นั้น

            ในขณะนั้นโซหุยซึ่งคุมทัพบกของเมืองกังแฮได้ยินเสียงอึกทึกมาจากข้างกองทัพเรือที่ปิดอ่าวเมืองกังแฮอยู่ก็คาดหมายว่ากองทัพเรือเมืองกังตั๋งบุกเข้าโจมตี จึงรีบพาทหารมาที่ชายทะเล จัดแจงเรือรบเตรียมจะยกออกไปช่วยเตงเหลงและตันจิ๋ว

            ในขณะเดียวกันนั้นซุนกวนซึ่งคุมกองเรือเป็นกองทัพหลวงทราบว่ากองหน้าได้ทีแก่ข้าศึกจึงสั่งให้เคลื่อนกองทัพหลวงยกหนุนเข้าไปช่วย แล้วไล่ตามตีทหารเรือของเมืองกังแฮที่แตกถอยเข้าไปในอ่าว

            ซุนกวนได้คุมกองทัพหลวงรุกไล่ไปจนถึงชายทะเลเห็นทหารเมืองกังแฮกำลังจัดเตรียมเรือรบเพื่อจะยกออกไปช่วยกองทัพเรือ ซุนกวนจึงสั่งให้ยกพลขึ้นบกแล้วเข้าตีกองทัพบกของเมืองกังแฮที่เตรียมการจะยกลงไปช่วยกองทัพเรือ

            ทหารของทั้งสองฝ่ายได้ต่อสู้กันเป็นสามารถ โซหุยกับทหารเมืองกังแฮเห็นทหารเมืองกังตั๋งหนุนเนื่องเข้ามาแน่นหนา เห็นว่าจะต้านทานมิได้ก็พากันถอยหนีจะกลับเข้าเมืองกังแฮ

            พอโซหุยพาทหารถอยหนีไปได้ไม่ถึงสิบเส้นก็ถูกพัวเจี้ยงกองหน้าของกองทัพบกเมืองกังตั๋งยกออกมาสกัดไว้ ทั้งสองฝ่ายได้ต่อสู้กันเป็นสามารถ

            พัวเจี้ยงเข้ารบกับโซหุยได้สิบเพลงก็จับเป็นโซหุยได้ จึงมัดโซหุยคุมลงไปมอบแก่ซุนกวน ณ กองทัพเรือ ซุนกวนสั่งให้คุมขังโซหุยเอาไว้ก่อน รอไว้จับตัวหองจอได้แล้วค่อยประหารพร้อมกันในคราวเดียว ครั้นจัดแจงทางด้านกองทัพเรือเสร็จแล้ว ซุนกวนจึงสั่งให้กองทัพเรือทั้งสิ้นยกพลขึ้นบกเตรียมยกเข้าตีเมืองกังแฮ

            ฝ่ายกำเหลงหลังจากได้ชัยชนะในการจู่โจมกองทัพเรือเมืองกังแฮแล้ว แลขึ้นไปบนบกเห็นกองทัพบกเมืองกังแฮก็เสียทีแก่กองทัพเมืองกังตั๋งจึงคะเนว่าเมื่อเมืองกังแฮพ่ายแพ้การศึกครั้งนี้ทั้งด้านทัพบกและทัพเรือแล้ว หองจอคงจะไม่คิดต่อสู้สืบไป คงจะคิดหนีไปตั้งหลักที่เมืองเกงจิ๋ว

            กำเหลงคิดดังนั้นแล้วจึงสั่งให้กองทัพหน้ายกพลขึ้นบกยกอ้อมไปทางประตูเมืองกังแฮด้านตะวันออกซึ่งจะเป็นทิศทางที่จะไปเมืองเกงจิ๋ว ครั้นมาถึงชายป่าห่างจากประตูเมืองระยะประมาณห้าเส้น เห็นป่าสองข้างทางเป็นที่สงัดจึงสั่งให้ทหารยกเข้าซุ่มอยู่ในป่าทั้งสองด้าน คอยทีหองจออยู่

            ฝ่ายหองจอรักษาเมืองกังแฮด้วยความมั่นใจว่ากองทัพบกและกองทัพเรือที่ยกไปตั้งรับกองทัพเมืองกังตั๋งจะสามารถยันทัพเมืองกังตั๋งไว้ได้ที่ปากอ่าว จึงตั้งอยู่ในความประมาท คาดคิดว่าเมื่อกองทัพเมืองกังตั๋งบุกฝ่าปากอ่าวเมืองกังแฮเข้ามาไม่ได้คงจะถอยทัพกลับไป

            ครั้นได้ทราบรายงานจากทหารรักษาการณ์ว่าบัดนี้กองทัพบกและกองทัพเรือที่ยกไปตั้งรับทัพเมืองกังตั๋งเสียทีแก่กองทัพเมืองกังตั๋ง ทหารบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก ทั้งเรือรบก็ถูกเผาผลาญจนเกือบหมดสิ้นก็ตกใจ เห็นว่าจะไม่สามารถตั้งรับกองทัพเมืองกังตั๋งที่เมืองกังแฮได้อีกต่อไป

            ดังนั้นหองจอจึงรีบพาทหารคนสนิทเพียงสามสิบคนออกจากจวนตรงไปยังประตูเมืองด้านตะวันออก สั่งให้ทหารเปิดประตูเมืองแล้วรีบยกไปแต่เพลานั้น.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘