ตอนที่ 208. พระแม่เมืองกังตั๋ง

บรรยากาศในห้องนอนของนางงอฮูหยินซึ่งปรับปรุงเป็นห้องพยาบาล ถูกปกคลุมด้วยความสลดหดหู่เพราะอาการป่วยของนางงอฮูหยินทรุดหนักลงโดยลำดับ ประจักษ์ชัดแล้วว่าเวลาของฮูหยินผู้เฒ่าเหลือน้อยเต็มที อุปมาดั่งแสงตะเกียงอันริบหรี่ใกล้จะดับฉะนั้น

            นางงอฮูหยินสั่งเสียซุนกวนแล้ว สั่งให้ซุนกวนคำนับเตียวเจียวและจิวยี่ เป็นการฝากฝังก่อนสิ้นลม จากนั้นนางก็พริ้มตาลงด้วยความอิดโรยไร้เรี่ยวแรง

            ซุนกวนฟังคำมารดาแล้วคุกเข่าลงคำนับเตียวเจียวและจิวยี่ ร้องไห้และกล่าวขึ้นด้วยน้ำตาว่าการแผ่นดินเมืองกังตั๋งใหญ่หลวงเกินกำลังสติปัญญาของข้าพเจ้า ขอความเมตตาท่านทั้งสองช่วยทำนุบำรุงสั่งสอนข้าพเจ้าตามคำมารดาผู้เฒ่าด้วย

            เตียวเจียวและจิวยี่เห็นดังนั้นก็ตกใจ ต่างคนต่างเข้าไปประคองซุนกวนให้ลุกขึ้น ร้องไห้แล้วว่าทั้งชีวิตแลจิตใจข้าพเจ้าขอพลีเพื่อกังตั๋ง ท่านอย่ากังวลสืบไปเลย ว่าแล้วทั้งสองคนก็คุกเข่าลงคำนับซุนกวน

            นางงอฮูหยินแม้สิ้นกำลังแล้วแต่สติยังมั่นอยู่ ได้ยินเสียงซุนกวน เตียวเจียว และจิวยี่ฝากฝังเป็นคำสัญญาหนักแน่นมั่นคงนักก็มีความยินดี อำนาจแห่งปิติโชติขึ้น นางงอฮูหยินจึงลืมตาขึ้นอีกครั้งหนึ่งกล่าวกับซุนกวนด้วยน้ำเสียงอันอ่อนล้าว่า นางงอเสี่ยวหยินแม่น้าของเจ้านั้นเป็นน้องร่วมอุทรกับเราคลานตามกันมา ร่วมทุกข์ยากตรากตรำมาแต่น้อย ได้เลี้ยงดูเจ้ามาตั้งแต่ยังแบเบาะ สิ้นบุญแม่แล้วขอฝากฝังเจ้าช่วยดูแลแทนแม่ด้วย จงนับถือนางเสมอด้วยตัวแม่ เจ้าจะขัดขืนฝืนใจให้เสียน้ำใจไม่ได้เป็นอันขาด

            นางงอฮูหยินกล่าวต่อไปว่าอันซุนหยินบุตรสาวคนเดียวของแม่น้าเจ้าก็เหมือนหนึ่งน้องสาวของเจ้า กำพร้าพ่อมาแต่น้อยเช่นเดียวกับเจ้า จงเป็นธุระดูแลแทนแม่ด้วย หากถึงกาลมีเหย้าเรือนให้พินิจเลือกคนดีมีสติปัญญา มีน้ำใจรักนางโดยสุจริตเป็นคู่ครองจะได้ความสุขสืบไป อย่าได้เลือกคู่เพราะเห็นแก่ความรักของตัวเอง หรือเพราะอามิสแลอำนาจวาสนาอย่างอื่น จะได้ทุกข์ในภายหลัง ความอันเราสั่งบัดนี้จงจำไว้ในใจให้แม่นยำ

            นางงอฮูหยินสั่งเสียความด้วยน้ำเสียงที่แผ่วลงโดยลำดับ สิ้นความก็สิ้นสั่ง เปลือกตานางค่อยๆ พริ้มหลับลง มือที่วางอยู่บนหน้าอกค่อยๆ เลื่อนลงแล้วพลัดตกที่ข้างตัว ลมอัสสาสะ ปัสสาสะ หยุดลง ณ บัดนั้น

            ซุนกวนเห็นอาการมารดาแน่นิ่งไปจึงคุกเข่าลงข้างเตียง กอดมารดาเอาหน้าซบอยู่กับอกนางงอฮูหยินแล้วร้องไห้ราวกับว่าจะสิ้นสติสมประดี

            เตียวเจียวเป็นผู้ใหญ่เคยเห็นคนยามสิ้นลมมาแต่ก่อน เห็นลักษณาการดั่งนั้นก็รู้ว่านางงอฮูหยินสิ้นลมแล้ว จึงหันไปสบตาจิวยี่เป็นนัยบอกให้ทราบความ

            บรรยากาศเศร้าสลดในห้องนางงอฮูหยินถูกแทรกขึ้นด้วยเสียงร้องไห้อยู่พักหนึ่ง เตียวเจียวจึงเข้าไปประคองซุนกวนให้ลุกขึ้นแล้วว่าเป็นธรรมดาของชีวิต เกิดขึ้นแล้วย่อมตั้งอยู่และดับไปในที่สุด ไม่มีชีวิตใดจะรอดพ้นความตายไปได้ ฮูหยินป่วยเจ็บมาชั่วเวลาหนึ่ง พอให้ลูกหลานได้สนองคุณสมแก่ความกตัญญูแล้วลาลับไปสิ้นทุกข์ทรมาน ตัวท่านได้ดูแลปรนนิบัติอย่างเต็มที่ เป็นความกตัญญูกตเวทีอันเลิศแล้ว จงระงับความโศกและเตรียมการพิธีศพให้สมเกียรติเถิด

            ซุนกวนได้สติคลายความโศกแล้วกล่าวขอบคุณเตียวเจียว และมอบหมายให้เตียวเจียวเป็นหัวหน้าในการแต่งการศพของนางงอฮูหยินตามธรรมเนียม เสร็จแล้วนำไปฝังไว้เคียงคู่กับหลุมฝังศพของซุนเกี๋ยนที่ตำบลขยกโอ๋

            ครั้นถึงปีใหม่ซุนกวนมีคำสั่งให้ออกประกาศยกย่องนางงอเสี่ยวหยินแม่น้าเป็นงอก๊กไถ้หรือพระแม่เมืองกังตั๋ง

            อันนางงอก๊กไถ้นี้เป็นน้องสาวร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนางงอฮูหยิน หลังจากนางงอฮูหยินแต่งเป็นภรรยาของซุนเกี๋ยนแล้วได้พานางงอเสี่ยวหยินน้องสาวกำพร้ามาอยู่ในจวนของซุนเกี๋ยนด้วยกัน

            เมื่อนางงอฮูหยินคลอดซุนกวนแล้ว สุขภาพของนางงอฮูหยินอ่อนแอลง จึงให้น้องสาวเป็นผู้เลี้ยงดูซุนเซ็กและซุนกวนแทนตัว นางงอฮูหยินตระหนักว่าสุขภาพของตัวไม่สู้ดี หากมีอันเป็นแล้วซุนเกี๋ยนอาจมีภรรยาใหม่ บุตรจะได้ความเดือดร้อนจากมารดาเลี้ยง ประกอบทั้งมีความสงสารน้องสาวที่ต้องเลี้ยงดูบุตร ไม่มีโอกาสมีเหย้าเรือนตามปกติ ดังนั้นนางงอฮูหยินจึงจัดแจงให้น้องสาวเป็นภรรยาของซุนเกี๋ยนอีกคนหนึ่ง นับแต่นั้นมาทั้งซุนเซ็กและซุนกวนจึงเรียกนางงอเสี่ยวหยินว่าแม่น้า

            ต่อมานางงอเสี่ยวหยินมีบุตรีกับซุนเกี๋ยนคนหนึ่งชื่อว่าซุนหยิน และซุนหยินนี้แม้เป็นสตรีแต่มีน้ำใจใฝ่ในการทหาร ดังนั้นจึงได้ร่ำเรียนฝึกวิชาอาวุธมาแต่น้อย

            เพราะเหตุนี้ซุนกวนจึงใกล้ชิดสนิทสนมกับนางงอเสี่ยวหยินและซุนหยินเป็นพิเศษ ทั้งเคารพเกรงกลัวนางงอเสี่ยวหยินดังมารดา และรักนางซุนหยินเหมือนน้องสาวร่วมอุทร

            จากความเคารพรักและความกตัญญูดั่งนี้ เมื่อสิ้นบุญนางงอฮูหยินแล้ว ซุนกวนจึงยกย่องนางงอเสี่ยวหยินเป็นพระแม่เมืองเทียบเท่ากับพระราชชนนี ดังนั้นนางงอก๊กไถ้จึงเป็นที่เคารพยำเกรงของบรรดาขุนนางข้าราชการทั้งปวงของแคว้นกังตั๋งด้วย

            พอย่างเข้าฤดูใบไม้ผลิในปีเดียวกันนั้น ซุนกวนได้เรียกประชุมบรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองทั้งปวง ปรารภว่าบัดนี้การศพของมารดาเราก็เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว สิ้นกังวลการข้างใน ทั้งบัดนี้เป็นช่วงระยะที่โจโฉยังมีการศึกติดพันอยู่กับหัวเมืองฝ่ายเหนือ เราจึงคิดที่จะยกกองทัพไปตีเมืองกังแฮกำจัดหองจอล้างแค้นแทนบิดา ท่านทั้งปวงจะมีความคิดเห็นเป็นประการใด

            เตียวเจียวขุนนางผู้ใหญ่จึงว่าการศพของไท้ฮูหยินเสร็จสิ้นแล้วก็จริง แต่ยังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ไม่ถึงปี ไม่ชอบที่จะทำการศึกในช่วงที่ไว้ทุกข์กันอยู่นี้

            จิวยี่ทราบความแค้นที่กรุ่นอยู่ในใจของซุนกวนเป็นอย่างดี ได้ฟังดังนั้นจึงท้วงว่าความแค้นระหว่างกังตั๋งกับเมืองกังแฮนั้นใหญ่หลวงนัก ไม่พึงคำนึงว่าจะอยู่ในช่วงไว้ทุกข์หรือช่วงไหน หากมีโอกาสล้างแค้นได้แล้วก็ชอบที่จะรีบทำการ

            แล้วจิวยี่จึงว่าบัดนี้เป็นโอกาสอันดีที่ไม่ต้องกังวลด้วยโจโฉ จึงสมควรที่จะรีบยกกองทัพไปตีเมืองกังแฮ

            ในขณะที่ยังปรึกษากันอยู่นั้น และไม่ทันที่ซุนกวนจะว่ากล่าวประการใด ลิบองซึ่งไปรักษาด่านอยู่ปากน้ำลงจิ๋ว ได้เข้ามารายงานในที่ประชุมว่าขณะนี้กำเหลงทหารเอกของหองจอได้ประสานติดต่อมาจะขอเข้าสวามิภักดิ์ด้วยเมืองกังตั๋ง

            ลิบองได้รายงานต่อไปว่า “ข้าพเจ้าสืบดูรู้ว่ากำเหลงคนนี้อยู่ชายทะเล ตำบลลิมกั๋ง แต่ก่อนนั้นกำเหลงคุมพวกเพื่อนเป็นโจรเที่ยวตีชิงเรือลูกค้าวานิชอยู่ในท้องทะเล แลพวกโจรทั้งนั้นเอาพรวนแลกระดึงร้อยผูกกายทุกคน แล้วกำเหลงให้เอาแพรขบวรลายทองซึ่งตีได้ในเรือลูกค้าเมืองเสฉวนมาทำใบเรือ แลลูกค้าวานิชเห็นเรือสำคัญดังนั้นก็กลัวมิอาจที่จะต่อสู้ ครั้นอยู่มากำเหลงละความชั่วเสีย จึงพาพวกเพื่อนไปอยู่กับเล่าเปียวเป็นหลายเดือน กำเหลงเห็นว่าเล่าเปียวเป็นคนมีความคิดน้อย จึงหนีข้ามอ่าวจะมาอยู่ด้วยท่าน พอพบหองจอกลางทาง หองจอว่ากล่าวเกลี้ยกล่อมกำเหลงไปไว้ด้วย”

            ลิบองได้กล่าวต่อไปว่า กำเหลงผู้นี้เป็นผู้มีฝีมือกล้าแข็ง เมื่อครั้งที่ท่านยกกองทัพเรือไปรบเมืองกังแฮนั้น หากหองจอไม่ได้กำเหลงไว้เป็นพวกก่อน หองจอก็ต้องเสียทีพ่ายแพ้แก่ท่านแต่ครั้งนั้นแล้ว หลังจากหองจอได้รับชัยชนะในครั้งนั้นก็มิได้ปูนบำเหน็จแก่เหล่าทหาร แม้ตัวกำเหลงซึ่งมีคุณช่วยชีวิตไว้ก็มิได้ทำนุบำรุงปูนบำเหน็จความชอบตามที่ควร มิหนำซ้ำยามเมาสุราขึ้นเมื่อใดก็ดูหมิ่นเหยียดหยามกำเหลงว่าเป็นโจรสลัดมาแต่ก่อน เหตุนี้กำเหลงจึงน้อยใจ คิดจะออกจากหองจอมาเข้าสวามิภักดิ์ต่อท่านตามความคิดเดิม

            ความที่กำเหลงน้อยใจและคิดเอาใจออกหากจากหองจอทราบความถึงโซหุยซึ่งเป็นทหารคนสนิทของหองจอจึงเข้าไปว่ากล่าวกับหองจอ ครั้นหองจอได้ฟังคำท้วงจากนายทหารคนสนิทก็ได้คิด จึงปูนบำเหน็จกำเหลงตั้งให้เป็นนายทหารรักษาเมืองเอียนก๋วนซึ่งขึ้นต่อเมืองกังแฮ

            นับแต่นั้นมากำเหลงและโซหุยจึงไปมาหาสู่คบหากันเป็นเพื่อนสนิท อยู่มาวันหนึ่งทั้งสองคนแต่งโต๊ะดื่มสุราแล้วปรารภความที่เป็นทหารอยู่กับหองจอแล้วมิได้รับการยกย่องให้สมแก่ความชอบ โซหุยอยู่กับหองจอมาช้านาน ทราบความเป็นไปในเมืองกังแฮเป็นอย่างดี ครั้นคบหากับกำเหลงเป็นเพื่อนใกล้ชิดสนิทสนม น้ำใจก็สงสารจึงแนะนำกำเหลงว่า “แลตัวท่านก็เป็นชาติทหาร จงพิเคราะห์ดูให้ประจักษ์ใจเถิด ใช่ว่าเดือนตะวันนี้จะอยู่ท่าก็หามิได้ ครั้นจะนิ่งอยู่เล่าท่านก็จะแก่ชราลงทุกวัน ซึ่งท่านจะไปเป็นนายทหารนั้นจงเร่งคิดตั้งตัวให้ได้”

            เมื่อโซหุยกล่าวความหนุนความคิดเดิมดังนี้ กำเหลงจึงตัดสินใจที่จะออกจากหองจอมาสวามิภักดิ์อยู่ด้วยท่าน แต่เกรงว่าท่านจะผูกพยาบาทเกี่ยวด้วยความศึกเมื่อครั้งก่อนที่กำเหลงใช้เกาทัณฑ์ยิงเล่งโฉทหารเมืองกังตั๋งถึงแก่ความตาย จึงให้คนมาติดต่อดูลู่ทางเสียชั้นหนึ่งก่อน

            ซุนกวนได้ฟังดังนั้นจึงถามว่าท่านได้แจ้งท่าทีของเราแก่กำเหลงหรือไม่ ประการใด

            ลิบองจึงตอบว่าข้าพเจ้าได้แจ้งแก่กำเหลงว่า “อันน้ำใจท่านมิได้พยาบาท แลประการหนึ่งในท่ามกลางสงครามต่างคนต่างอาสานายทำศึกจะเอาชัยชนะ” แล้วว่าข้าพเจ้าได้รับคำกำเหลงว่าจะนำความมารายงานให้ท่านทราบ จึงขอท่านได้โปรดพิจารณา ทั้งนี้ขอให้เห็นแก่ข้าพเจ้า อย่าได้ให้เสียคำพูดกับกำเหลงนั้นเลย

            ซุนกวนได้ฟังดังนั้นจึงว่าที่ท่านได้แสดงท่าทีไปทั้งนี้ชอบด้วยความคิดเรา อันตัวเรานี้รักทหารผู้มีฝีมือและภักดีอาสานาย ถ้าหากได้กำเหลงมาทำการด้วยแล้วก็เท่ากับเป็นการตัดกำลังของหองจอให้อ่อนลง ในขณะที่กำลังของเราก็จะกล้าแข็งขึ้น การที่กำเหลงมาขออยู่ด้วยเราในครั้งนี้ เห็นทีหองจอจะต้องถึงกาลดับสูญเป็นแม่นมั่น แล้วซุนกวนจึงสั่งลิบองให้ไปตามกำเหลงมาพบ

            ซุนกวนใคร่จะทราบความข้างในเมืองกังแฮจากกำเหลงเสียชั้นหนึ่งก่อนจึงสั่งเลิกประชุม ลิบองคำนับลาซุนกวนแล้วรีบกลับไปที่ด่าน และให้ทหารไปประสานงานเชิญกำเหลงมาเมืองกังตั๋ง

            กำเหลงทราบความก็ยินดี รีบเก็บข้าวของส่วนตัวแล้วลอบพาทหารคนสนิทออกจากเมืองเอียนก๋วนมาพบลิบอง ฝ่ายลิบองเห็นกำเหลงมาพบก็มีความยินดี  รีบพากำเหลงเข้าไปพบซุนกวน

            หลังจากกำเหลงคำนับซุนกวนตามธรรมเนียมแล้ว ซุนกวนจึงว่าซึ่งท่านจะมาอยู่ด้วยเรานี้เรามีความยินดียิ่งนัก จะทำนุบำรุงท่านให้ถึงขนาดอย่าได้กังวลเลย ความอันใดเคยผิดพลั้งกันมาแต่ก่อน อย่าได้เก็บมาใส่ไว้ในใจ ตัวเราเองก็จะไม่พยาบาทท่านสืบไป นับแต่นี้ขอท่านจงทำราชการด้วยเมืองกังตั๋งโดยสุจริต แล้วคิดอ่านกำจัดหองจอช่วยเราล้างแค้นแทนบิดา ความชอบก็จะมีแก่ท่านเป็นอันมาก

            กำเหลงได้ฟังดังนั้นจึงคำนับขอบคุณซุนกวนแล้วว่า บัดนี้แผ่นดินเป็นจลาจลด้วยโจโฉเป็นทรราช ข่มเหงฮ่องเต้ คิดอ่านเป็นใหญ่ในแผ่นดินแต่ผู้เดียว บัดนี้โจโฉติดศึกพัวพันกับหัวเมืองฝ่ายเหนือคงต้องใช้เวลานับปีกว่าจะเสร็จศึก ดังนั้นการเมืองด้านใต้ก็ว่างอยู่

            กำเหลงได้กล่าวต่อไปว่า อันเล่าเปียวนั้นบัดนี้แก่ชราแล้ว ทั้งโรคภัยเบียดเบียนจึงเป็นโอกาสอันดีชอบที่ท่านจะยกไปตีเมืองเกงจิ๋วเพราะหากละไว้นานไปโจโฉเสร็จศึกจากภาคเหนือแล้วก็จะทำการได้ลำบาก

            ซุนกวนได้ฟังดังนั้นจึงถามว่า แผนการความคิดของท่านในครั้งนี้เป็นอย่างไร

            กำเหลงจึงว่าหากท่านเห็นชอบด้วยความคิดข้าพเจ้าแล้วก็ขอได้ยกกองทัพไปตีเมืองกังแฮซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านเมืองเกงจิ๋วเอาไว้ในอำนาจให้ได้ก่อนเพราะเหตุที่หองจอนั้นเป็นคนถ่อยด้อยปัญญา มากด้วยความโลภและโทสะ ข่มเหงรังแกราษฎร จนชาวเมืองรอคอยโอกาสที่จะล้มล้างอำนาจของหองจออยู่ทุกเมื่อ ทั้งตัวหองจอเองก็มักดื่มสุรา ตั้งอยู่ในความประมาท มิได้เตรียมการป้องกันรักษาเมืองตามปกติ  หากท่านยกกองทัพไปตีคงจะได้เมืองกังแฮโดยง่าย ทั้งจะกำจัดหองจอล้างแค้นให้เสร็จสิ้นเสียในคราวเดียว จากนั้นจึงค่อยคิดอ่านยึดเมืองเกงจิ๋วต่อไป.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘