ตอนที่ 206. การแข็งข้อของกังตั๋ง

จิวยี่และเตียวเจียวมีความเห็นขัดแย้งกันว่าจะยอมอ่อนข้อให้กับโจโฉหรือไม่ แต่พอเตียวเจียวยกเหตุผลด้านกำลังทหารของโจโฉขึ้นอ้างแล้วว่าในที่สุดกังตั๋งก็ต้องยอมอ่อนข้ออยู่ดี แต่การอ่อนข้อในลักษณะเช่นนั้นเป็นการอ่อนข้อในลักษณะเชลยศึก จะได้รับความอัปยศนัก

            จิวยี่เห็นอาการของซุนกวนและนางงอฮูหยินที่พรั่นใจไหวหวั่นไปกับคำของเตียวเจียวก็กล่าวขึ้นอย่างหนักแน่นว่า โจโฉมีกำลังมากก็จริงแต่เป็นฝ่ายรุกในระยะทางไกลเรามีกำลังน้อยแต่เป็นฝ่ายรับอยู่ในที่ตั้งเห็นพอจะรับได้อยู่

            จิวยี่ได้กล่าวขึ้นด้วยความเชื่อมั่นต่อไปว่า เมืองกังตั๋งของเรานี้ตั้งอยู่ฝั่งใต้ของแม่น้ำแยงซี มีแม่น้ำใหญ่เป็นปราการป้องกันเมืองตามธรรมชาติ โจโฉมาแต่ข้างเหนือย่อมยากจะข้ามแม่น้ำมาได้ แลเมืองกังตั๋งนี้เป็นหัวเมืองใหญ่ มีเมืองขึ้นต่อถึงหกหัวเมือง ผู้คนพร้อมมูล เสบียงอาหารก็มีเป็นอันมาก บรรดาทหารล้วนมีฝีมือกล้าแข็ง ชำนาญการสงคราม มีน้ำใจสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ย่อมสามารถตั้งรับและรับมือกับโจโฉได้

            จิวยี่ประมาณสถานการณ์ทางการทหารแล้วจึงประมาณสถานการณ์ทางการเมืองต่อไปว่า ข้าพเจ้าได้พิจารณาแล้วเห็นว่าโจโฉคงจะไม่กล้ากรีฑาทัพลงใต้ในช่วงระยะนี้ เพราะบัดนี้อ้วนเสี้ยวเตรียมกำลังหัวเมืองฝ่ายเหนือคึกคักอยู่ เป็นการเตรียมการเพื่อรุกลงใต้โจมตีเมืองฮูโต๋เป็นแน่แท้ โจโฉได้ข่าวศึกแล้วคงไม่กล้าละเมืองหลวงมารุกรานเรา แม้หากอ้วนเสี้ยวไม่เคลื่อนกำลังก็ยังเป็นที่ระวังระแวงของโจโฉไม่ให้กรีฑาทัพลงใต้ได้โดยสะดวก

            อนึ่งการกรีฑาทัพลงใต้ของโจโฉนั้นใช่ว่าจะทำการได้ตามใจ เพราะข้างพายัพนั้นม้าเท้งเจ้าเมืองเสเหลียงก็คอยฉวยโอกาสทำร้ายอยู่เพราะม้าเท้งยังมีพันธะร่วมกับพวกตังสินและเล่าปี่ที่จะต้องกำจัดโจโฉศัตรูราชสมบัติให้จงได้ ข้างตะวันตกก็ยังมีเตียวล่อเจ้าเมืองฮันต๋งซึ่งคอยฉวยโอกาสที่จะเข้าตีเมืองฮูโต๋อยู่อีกทางหนึ่ง

            แม้หากว่าโจโฉจะเสี่ยงภัยกรีฑาทัพยกลงใต้ก็ใช่ว่าจะถึงเมืองกังตั๋งในทันที เพราะยังมีเมืองเกงจิ๋วของเล่าเปียวเป็นขวากหนามขวางหน้าอยู่อีก

            กล่าวดังนั้นแล้วจิวยี่จึงสรุปว่าข้าพเจ้าไม่เห็นควรที่จะส่งตัวประกันไปให้กับโจโฉ ชอบที่ท่านจะรอฟังสถานการณ์ต่อไปก่อนแล้วค่อยคิดอ่านผันผ่อนสืบไป

            ความเห็นของจิวยี่ต้องด้วยความคิดของนางงอฮูหยินที่ไม่ต้องการส่งบุตรหลานไปเป็นตัวประกันไว้กับโจโฉ จึงว่าจิวยี่กล่าวความทั้งปวงนั้นชอบแล้ว และหันไปทางซุนกวนแล้วถามว่าตัวเจ้าจะว่าอย่างไร 

            ซุนกวนแม้เป็นเจ้าเมืองหนุ่มเพิ่งครองอำนาจไม่นานนัก แต่เลือดนักรบของซุนเกี๋ยนได้สืบทอดมาเต็มตัว ประกอบทั้งเป็นคนสุขุมลุ่มลึก ฟังความใคร่ครวญตลอดแล้วเห็นการพิเคราะห์เหตุการณ์ของจิวยี่กว้างขวางชอบด้วยเหตุผลหลักแหลมนัก ทั้งนางงอฮูหยินผู้เป็นมารดาก็เห็นชอบจึงว่า เมื่อมารดาท่านเห็นพ้องกับความคิดของจิวยี่ดังนี้แล้ว ผู้บุตรย่อมมีแต่ต้องคล้อยตาม

            ดังนั้นซุนกวนจึงตัดสินใจไม่ส่งตัวประกันไปเมืองหลวงและแจ้งให้ทูตพิเศษของโจโฉทราบ

            ทูตพิเศษเสร็จภารกิจแล้วได้เดินทางกลับเมืองหลวงรายงานความทั้งปวงให้โจโฉทราบ

            โจโฉทราบความดังนั้นแล้วก็แจ้งว่าซุนกวนตั้งตัวขึ้นเป็นใหญ่แข็งข้อไม่ขึ้นต่อเมืองหลวงก็โกรธ คิดจะกรีฑาทัพยกไปตีเมืองกังตั๋ง แต่พอดีหน่วยสอดแนมได้รายงานข่าวศึกให้ทราบว่าหัวเมืองฝ่ายเหนือเตรียมกองทัพเอิกเกริก มีทีท่าว่าจะยกลงมาตีเมืองฮูโต๋ โจโฉจึงจำต้องตัดสินใจปลงธุระข้างเมืองกังตั๋งไว้ชั่วคราว แล้วจัดแจงกองทัพขึ้นสู่ภาคเหนือเตรียมรับศึกกับอ้วนเสี้ยว

            หลังจากกรีฑาทัพขึ้นเหนือครั้งนั้นแล้ว โจโฉต้องกรำศึกสงครามติดพันอยู่กับหัวเมืองฝ่ายเหนืออยู่หลายปี แผนการกรีฑาทัพลงใต้จึงชะงักลงด้วยประการฉะนี้

            ต่อมาในปีเจี้ยนอันศกปีที่แปด เดือนสิบสอง ซุนกวนทราบข่าวว่าโจโฉกรีฑาทัพขึ้นภาคเหนือเห็นเป็นโอกาสที่จะแก้แค้นหองจอเจ้าเมืองกังแฮล้างแค้นให้แก่บิดา จึงสั่งให้ยกกองทัพเรือยกไปตีเมืองกังแฮ

            หองจอเจ้าเมืองกังแฮทราบข่าวศึกก็จัดเตรียมกองทัพเรือเพื่อรับศึกกังตั๋ง ทั้งสองฝ่ายได้กระทำยุทธนาวีกันที่กลางอ่าวหน้าเมืองกังแฮ ทหารเมืองกังแฮเสียทีแก่ข้าศึกจึงล่าถอยมาทางฐานทัพเรือในอ่าว เล่งโฉทหารเอกของซุนกวนผู้เป็นบิดาของเล่งทองซึ่งเป็นรองผู้บัญชาการกองเรือของฝ่ายกังตั๋งเห็นได้ทีจึงนำเรือเร็วรุกไล่ตามตีทหารเมืองกังแฮ

            ในขณะที่เล่งโฉนำกองเรือเร็วล่วงเข้ามาถึงปากน้ำแฮเค้าในอ่าวเมืองกังแฮก็ไล่ทันกองหลังของฝ่ายเมืองกังแฮซึ่งมีกำเหลงเป็นแม่กอง

            กำเหลงเห็นเล่งโฉยืนอยู่บนเรือเร็วแล่นนำหน้าขบวนเรือของเมืองกังตั๋งรุกไล่เข้ามาด้วยความประมาทล้ำเข้ามาในระยะเกาทัณฑ์ กำเหลงจึงเอาเกาทัณฑ์ยิงไปถูกเล่งโฉล้มลงในเรือเร็วนั้นถึงแก่ความตาย

            กำเหลงเห็นเล่งโฉรองผู้บัญชาการกองเรือของฝ่ายกังตั๋งต้องเกาทัณฑ์จึงสั่งให้กองหลังกลับเรือจะเข้าไปแย่งเอาศพของเล่งโฉ

            ทหารเมืองกังตั๋งเห็นเล่งโฉถูกเกาทัณฑ์ของข้าศึกถึงแก่ความตายก็พากันแตกตื่น พลแจวก็ชะลอกำลังลง ส่วนเล่งทองบุตรเล่งโฉนั้นแม้อายุเพียงสิบห้าปีแต่องอาจกล้าหาญนัก เห็นบิดาต้องเกาทัณฑ์ล้มลงก็ตกใจ เห็นฝ่ายเมืองกังแฮกลับเรือจะมาแย่งเอาศพบิดาก็โกรธ สั่งให้พลเรือระดมกำลังเร่งความเร็วตรงเข้าไปที่เรือของเล่งโฉ

            กองเรือของกำเหลงปะทะกับกองเรือของเล่งทอง ทั้งสองฝ่ายได้ต่อสู้กันเป็นสามารถ ในขณะนั้นกองเรือของฝ่ายกังตั๋งหนุนเนื่องมาทัน กำเหลงเกรงว่าจะเสียทีจึงสั่งทหารให้กลับเรือแล้วแล่นกลับไปฐานทัพ

            เล่งทองเป็นห่วงเล่งโฉผู้บิดา จึงสั่งพลแจวให้เทียบเรือเข้าไปที่เรือของเล่งโฉ กระโดดลงไปในเรือเห็นเล่งโฉผู้บิดาถึงแก่ความตายก็กอดศพบิดาแล้วร้องไห้เป็นอันมาก กล่าวอาฆาตกำเหลงว่าชาตินี้จะต้องล้างแค้นแทนบิดาให้จงได้

            ขณะนั้นซุนกวนคุมกองเรือธงเป็นกองทัพหลวงยกตามมาทันกองหน้าทราบข่าวว่าเสียเล่งโฉก็โกรธ สั่งกองทัพเรือให้รุกไล่ตีกองเรือของกำเหลง

            ซุนกวนออกคำสั่งยุทธการไม่ทันสิ้นคำ ลมในอ่าวก็พัดกล้า บังเกิดคลื่นใหญ่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซุนกวนเกรงว่ากองทัพเรือจะเป็นอันตราย ทั้งเห็นว่าเล่งทองได้ศพบิดาแล้ว จึงสั่งพลสัญญาณให้ส่งสัญญาณถอยทัพเรือกลับไปเมืองกังตั๋ง

            ยุทธนาวีระหว่างกองทัพเรือเมืองกังตั๋งกับกองทัพเรือเมืองกังแฮหัวเมืองขึ้นต่อเมืองเกงจิ๋วจึงยุติลงด้วยเหตุพายุใหญ่ห้ามทัพไว้ดังนี้

            กองทัพเรือเมืองกังตั๋งปราชัย สูญเสียเล่งโฉครั้งนั้นแล้วก็งดทัพไว้ในที่ตั้ง ในระหว่างนั้นเหตุการณ์ทางด้านเมืองตันเอี๋ยงหัวเมืองขึ้นของเมืองกังตั๋งได้เกิดเหตุร้ายขึ้น สืบเนื่องจากซุนเซียงผู้น้องของซุนกวนซึ่งไปกินเมืองตันเอี๋ยงนั้นมีนิสัยมักเสพสุราเป็นอาจิณ

            ซุนเซียงเมื่อเสพสุราแล้วน้ำใจก็โหดร้ายทารุณ ชอบเฆี่ยนตีด่าว่าทหาร เมาสุราขึ้นคราวใดก็พาลหาเหตุเอากับทหารและคนรอบข้างไม่ว่าจะเป็นขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อย บางครั้งสั่งให้โบยตีทหารและขุนนางข้าราชการจนเกิดความครหาและความเกลียดชังอย่างกว้างขวาง

            บรรดาขุนนางเหล่าทหารทั้งหลายที่ได้รับการกดขี่ข่มเหงรังแกจากซุนเซียงก็ผูกใจเจ็บพยาบาท ในจำนวนนี้อิหลำกับไต้อ้วนเป็นปลัดเมืองถูกโบยตีต่อหน้าเพื่อนข้าราชการได้รับความอัปยศนัก ผูกพยาบาทคิดจะสังหารซุนเซียงเสีย ปรึกษากันแล้วเห็นว่าจำเป็นจะต้องร่วมทำการกับเปียนหองซึ่งเป็นคนสนิทของซุนเซียง สามารถเข้านอกออกในจวนของซุนเซียงได้ทุกเวลา ทั้งเปียนหองเองก็เจ็บช้ำน้ำใจซุนเซียงเป็นอันมาก เนื่องจากซุนเซียงดื่มสุราแล้วเห็นเปียนหองเป็นกระสอบทราย พอใจจะชกต่อยถีบเตะก็ชกต่อยถีบเตะเอาตามอำเภอใจ พอใจจะดุด่าว่าร้ายก็ดุด่าว่าร้ายโดยไม่เกรงใจ

            พอเปียนหองได้อิหลำกับไต้อ้วนมาเป็นพวกคิดอ่าน ก็พร้อมใจกันวางแผนสังหารซุนเซียง โดยถือเอากำหนดการวันขึ้นปีใหม่เป็นวันลงมือ

            ในเทศกาลขึ้นปีใหม่นั้นบรรดาขุนนางทั้งปวงจะพร้อมกันมากระทำการคารวะอวยพรแก่ซุนเซียง ณ ศาลาว่าราชการเมืองตันเอี๋ยงตามประเพณี

            ซุนเซียงสั่งการให้เตรียมโต๊ะเลี้ยงรับรองบรรดาขุนนางที่จะมาอวยพรตามธรรมเนียม แต่นางชีฮูหยินผู้เป็นภรรยาของซุนเซียงซึ่งได้ร่ำเรียนวิชาเสี่ยงทายให้รู้สึกสังหรณ์ประหลาดใจนักจึงทำการเสี่ยงทายว่าเหตุการณ์ในยามเข้าปีใหม่จะดีร้ายประการใด

            แต่พอเสี่ยงทายแล้วผลปรากฏว่าชะตาสามีเคราะห์ร้ายต้องฆาตก็ตกใจ จึงว่ากล่าวเตือนซุนเซียงว่าในวันพรุ่งนี้เป็นวันขึ้นปีใหม่ ข้าพเจ้าได้เสี่ยงทายชะตาท่านปรากฏว่ามีเคราะห์หนักต้องฆาต ดังนั้นจึงชอบที่ท่านจะงดการออกรับคำนับเสียสักครั้งหนึ่ง แล้วถือศีลกินเจอยู่แต่ในจวน ให้เคราะห์ร้ายผ่านพ้นไปก่อน

            ซุนเซียงได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ แต่มิได้ว่ากล่าวประการใดเพราะในใจไม่ได้เชื่อถือ ครั้นรุ่งขึ้นเป็นวันปีใหม่ซุนเซียงก็ออกไปรับคำนับขุนนางตามอย่างธรรมเนียม ณ ศาลาว่าราชการ

            ครั้นบรรดาขุนนางข้าราชการกระทำการคำนับอวยพรตามประเพณีและเสร็จการเลี้ยงโต๊ะแล้วต่างคนต่างแยกย้ายกันกลับ ซุนเซียงนึกถึงคำของภรรยาว่าเคราะห์ร้ายถึงฆาตแต่ไม่มีเหตุการณ์ร้ายประการใดเกิดขึ้นก็นึกหัวเราะเยาะภรรยาอยู่แต่ในใจ

            พอซุนเซียงเดินกลับเข้าประตูจวน เปียนหองซึ่งซุ่มอยู่เห็นเป็นทีจึงชักเอาดาบฟันซุนเซียงล้มลงถึงแก่ความตายที่ประตูจวนนั้น

            ทางฝ่ายอิหลำกับไต้อ้วนเห็นเปียนหองสังหารซุนเซียงตามแผนการที่วางไว้ดังนั้นก็คิดหักหลังเปียนหองเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ตัว จึงคุมกำลังทหารเข้าจับเอาตัวเปียนหองแล้วกล่าวหาเปียนหองว่าเป็นกบฏสังหารซุนเซียง และสั่งให้ประหารเปียนหองเสีย จากนั้นอิหลำและไต้อ้วนก็ตั้งตัวเป็นผู้รักษาราชการเมืองตันเอี๋ยงแทนซุนเซียง สั่งให้เก็บรวบรวมทรัพย์สมบัติของซุนเซียงเป็นทีว่าจะยึดเป็นของตนเอง

            ตัวอิหลำนั้นคิดการใหญ่กว่าไต้อ้วน เพราะไม่เพียงแต่คิดจะแย่งยึดเอาอำนาจเมืองตันเอี๋ยงเท่านั้น ยังคิดที่จะเอานางชีฮูหยินภรรยาของนายเก่ามาเป็นนางบำเรอของตัวด้วย อิหลำได้สั่งให้ทหารไปคุมตัวนางชีฮูหยินมาพบแล้วแจ้งว่าบัดนี้เปียนหองเป็นกบฏสังหารซุนเซียงเสียแล้ว พวกข้าพเจ้าเห็นเป็นการไม่ชอบจึงปราบปรามฝ่ายกบฏได้ราบคาบเท่ากับได้แก้แค้นให้แก่ท่านด้วย

            แล้วว่าตัวท่านเป็นสตรี บัดนี้สามีหาบุญไม่แล้ว จะครองตัวเป็นโสดอยู่ต่อไปก็ตายเปล่า จงมาอยู่ด้วยเราปรนนิบัติเราให้เป็นสุขจะได้มีวาสนายศถาบรรดาศักดิ์สืบไป แต่หากแม้นไม่ฟังคำก็จะมีอันตรายถึงแก่ชีวิต

            นางชีฮูหยินเดิมทีก็ดีใจที่ไต้อ้วนและอิหลำปราบปรามฝ่ายกบฏได้สำเร็จ วิสัยสตรีไม่ได้คิดลึกซึ้งไปว่าความจริงทั้งไต้อ้วนและอิหลำเป็นพวกเดียวกับเปียนหอง แต่พอเห็นไต้อ้วนและอิหลำกระทำการหยาบช้าก็สงสัยว่าไฉนจึงทำการราวกับสืบเนื่องในสิ่งที่เปียนหองได้ทำไว้ ครั้นฟังคำของอิหลำดังนั้นก็ประจักษ์ชัดว่าสองคนนี้เป็นพวกเดียวกันกับเปียนหองแต่หักหลังกันเอง

            นางชีฮูหยินเพิ่งสิ้นสามี มาบัดนี้ตกอยู่ในเงื้อมมือของอิหลำจึงคำนึงว่าหากจะต่อสู้ก็ไร้กำลังที่จะขัดขืน จำเป็นจะต้องใช้อุบายหญิงจึงจะเอาตัวรอดได้ คิดดังนั้นแล้วจึงตอบอิหลำว่าตัวข้าพเจ้าเป็นสตรีจะมีชีวิตหม้ายแต่ผู้เดียวย่อมเป็นที่ครหาแก่คนทั้งปวงชอบที่จะหาหลักพักพิงใหม่ไว้เป็นที่พึ่งพาตามคำท่าน แต่ตัวข้าพเจ้านี้เพิ่งสิ้นสามีศพยังมิทันฝัง ใจยังไม่เป็นปกติ หากจะริมีสามีใหม่แต่วันนี้คนทั้งปวงจะครหานินทาได้ ดังนั้นขอให้ท่านงดความคิดไว้สักชั่วเวลาหนึ่งก่อน เมื่อเสร็จการพิธีศพแล้วข้าพเจ้าก็พร้อมใจที่จะเป็นภรรยาท่าน

            อิหลำได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ ตรองไปแล้วก็เห็นจริงตามคำนางจึงว่าเจ้ากล่าวความทั้งนี้ก็ชอบด้วยธรรมเนียม   เมื่อเจ้าพร้อมใจแล้วก็จงจัดแจงการศพของซุนเซียงให้เรียบร้อย จากนั้นเราจะมารับตัวเจ้าไปอยู่ด้วยกัน ว่าแล้วอิหลำก็กลับไปที่อยู่.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘