ตอนที่ 205. สถานการณ์ตอนเริ่มเป็นสามก๊ก

 เจี้ยนอันศกปีที่สิบสอง เดือนสาม เล่าปี่เชิญขงเบ้งลงจากเขาโงลังกั๋งในขณะที่ขงเบ้งมีอายุเพียงยี่สิบเจ็ดปี ยุทธศาสตร์สามก๊กจึงเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่บัดนั้น

            ในขณะที่ยุทธศาสตร์สามก๊กเริ่มต้นขึ้นนั้น เล่าปี่มีกำลังทหารเพียงหมื่นคน ทหารเอกก็มีเพียงกวนอู เตียวหุย จูล่งเท่านั้น ที่ปรึกษาด้านการปกครองและการบริหารมีเพียงซุนเขียน บิต๊ก บิฮองและกันหยง กำลังอำนาจของเล่าปี่จึงเล็กที่สุด อ่อนแอที่สุด ดินแดนที่อยู่ในอำนาจก็ไม่มีแม้แต่กระผีกลิ้นเดียว เมืองซินเอี๋ยที่เล่าปี่เป็นเจ้าเมืองอยู่นั้นก็เป็นหัวเมืองชั้นจัตวาที่ขึ้นต่อเมืองเกงจิ๋วของเล่าเปียว เล่าปี่ได้มาอยู่เมืองนี้ก็เป็นเพราะเล่าเปียวให้อาศัยเท่านั้น

            นับแต่วันที่เล่าปี่เชิญขงเบ้งมาทำราชการได้สำเร็จ สภาพที่ฝ่ายเล่าปี่เล็กและอ่อนแอก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป แนวทางการเมืองที่ถูกต้องและสอดคล้องกับสถานการณ์คือยุทธศาสตร์สามก๊กได้ถูกกำหนดขึ้นแล้ว และการบัญชาการของฝ่ายเล่าปี่ที่มีขงเบ้งเป็นกุนซือได้ทำให้ฝ่ายเล่าปี่ก้าวเข้าสู่คุณภาพใหม่ ที่ไม่อาจประมาทได้อีกต่อไปแล้ว และนี่คือการเริ่มต้นของก๊กใหม่ที่มีเล่าปี่เป็นผู้นำ

            ทางด้านซุนกวนมีกำลังทหารร่วมสามสิบหมื่น มีทหารเอก ทหารรองและที่ปรึกษาเป็นจำนวนมาก ครองดินแดนฝั่งใต้แม่น้ำแยงซีเบ็ดเสร็จเด็ดขาด สืบทอดอำนาจต่อเนื่องมาถึงสามชั่วอายุคน สถานการณ์ในแดนกังตั๋งสงบสันติ ก่อรากฐานแห่งการพัฒนาที่มั่นคงในทุกด้าน อาณาประชาราษฎรและฝ่ายนำเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เสบียงอาหารอุดมสมบูรณ์

            แดนกังตั๋งยังมีแม่น้ำแยงซีเป็นปราการธรรมชาติที่สามารถป้องกันการรุกรานของข้าศึกได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญคือซุนกวนมีกองทัพเรือที่เข้มแข็งและชำนาญการศึก สามารถฝึกปรือสั่งสมประสบการณ์การยุทธนาวีได้อย่างช่ำชอง เพราะสภาพภูมิประเทศที่ตั้งอยู่ฝั่งทะเลและแม่น้ำแยงซีเป็นปัจจัยที่เกื้อหนุนอยู่

            หากข้าศึกจะรุกรานก็ต้องอาศัยกำลังอำนาจทางนาวี ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีกองทัพเรือของเมืองใดเข้มแข็งเติบใหญ่เสมอเหมือนกองทัพกังตั๋ง

            ดังนั้นกำลังอำนาจทั้งทางการเมือง การทหาร และการเศรษฐกิจของกังตั๋งเมื่อประกอบกันเข้าแล้วกังตั๋งจึงกลายเป็นขุมกำลังที่เข้มแข็ง ยากที่เมืองใดจะเอาชัยชนะได้โดยง่าย แต่เพราะเหตุที่ชาวเมืองกังตั๋งใฝ่การค้าขาย ไม่มีแนวความคิดที่จะกรีฑาทัพขึ้นเหนือเพื่อยึดครองแผ่นดินตงง้วนหรือที่ราบภาคกลางของประเทศจีน ดังนั้นยุทธศาสตร์ของกังตั๋งจึงเป็นยุทธศาสตร์เชิงรับ เป็นยุทธศาสตร์ที่กำหนดขึ้นเพียงเพื่อรักษาแดนกังตั๋งไว้เท่านั้น

            เมื่อครั้งที่ซุนกวนได้โลซกมาทำราชการ ได้กำหนดยุทธศาสตร์กังตั๋งขึ้น ในครั้งนั้นซุนกวนเสนอที่จะรวบรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่ง แต่โลซกได้เสนอว่า “แผ่นดินทุกวันนี้เป็นจลาจลอยู่ เห็นพระเจ้าเหี้ยนเต้จะไม่ครองราชสมบัติได้โดยปกตินั้นก็จริง แต่บัดนี้โจโฉได้เป็นมหาอุปราช มีสติปัญญาอยู่ ทั้งทหารก็มีฝีมือเป็นอันมาก แลท่านจะคิดหักหาญเอาโดยเร็วนั้นไม่ได้ แลอ้วนเสี้ยวก็ทำศึกขับเคี่ยวกันอยู่กับโจโฉ อันเล่าเปียวเจ้าเมืองเกงจิ๋วกับหองจอเจ้าเมืองกังแฮนั้นเป็นเสี้ยนหนามอยู่ใกล้เมืองเรา ขอให้ท่านคิดอ่านกำจัดเล่าเปียวและหองจอเสียก่อน แล้วจึงค่อยคิดการใหญ่ต่อไป”

            แผนการยุทธศาสตร์กังตั๋งซึ่งซุนกวนเห็นชอบตามข้อเสนอของโลซกนั้น ในส่วนที่เกี่ยวกับโจโฉคล้ายคลึงกับยุทธศาสตร์สามก๊กของขงเบ้งตรงที่ว่า โจโฉยังรุ่งเรืองและมีกำลังอำนาจเป็นอันมาก ยากที่จะกำจัดให้ราบคาบได้โดยง่าย ข้อต่างกันอยู่ตรงที่ยุทธศาสตร์กังตั๋งนั้นกำหนดขึ้นเพื่อกำจัดเล่าเปียวเจ้าเมืองเกงจิ๋วและหองจอเจ้าเมืองกังแฮซึ่งถือเป็นเสี้ยนหนามและอยู่ใกล้ที่สุด

            ฝ่ายกังตั๋งแลเห็นว่าโจโฉคือศัตรูที่เข้มเข็งที่สุด การกำหนดสถานการณ์ดังนี้จึงเหมือนดังยุทธศาสตร์สามก๊กของขงเบ้ง และเพราะมองสถานการณ์ตรงกันเช่นนี้ทั้งสองฝ่ายจึงต่างมีประโยชน์ร่วมกันที่จะต้องสามัคคีเป็นพันธมิตรเพื่อรับมือกับโจโฉในอนาคต

            ทางฝ่ายโจโฉนั้นครองอำนาจในเมืองหลวงภายใต้พระปรมาภิไธยของพระเจ้าเหี้ยนเต้ มีฐานะเป็นรัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมายของเมืองจีนในยุคนั้น ภายหลังจากโจโฉปราบหัวเมืองภาคตะวันออก และหัวเมืองฝ่ายเหนือได้แล้ว ทำให้ดินแดนในอำนาจของโจโฉขยายออกไปอย่างกว้างขวาง ครอบคลุมฝั่งเหนือของแม่น้ำแยงซีไปทางตะวันออกจรดทะเลหลวง ทางด้านเหนือจรดกำแพงเมืองจีน คงเหลือภาคพายัพซึ่งติดต่อกับเมืองเสเหลียงโดยมีม้าเท้งและหันซุยแข็งข้ออยู่กลุ่มหนึ่ง ทางด้านตะวันตกจรดเมืองฮันต๋งของเตียวล่อและเมืองเสฉวนของเล่าเจี้ยง โดยที่โจโฉยังขยายอำนาจและอิทธิพลไปไม่ถึงอีกกลุ่มหนึ่ง

            ส่วนทางด้านใต้มีเล่าเปียวเจ้าเมืองเกงจิ๋วและซุนกวนเจ้าเมืองกังตั๋ง ถึงกระนั้นดินแดนในอำนาจของโจโฉก็ยังคงมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งกว่าดินแดนในอำนาจของซุนกวน และยิ่งไม่ต้องพูดถึงเล่าปี่เพราะยังไม่มีดินแดนเป็นของตนเองเลย

            หลังจากปราบปรามหัวเมืองภาคตะวันออกกำจัดลิโป้ ปราบปรามอ้วนสุด อ้วนเสี้ยวเจ้าเมืองฝ่ายเหนือแล้ว ทำให้กำลังทหารของโจโฉเพิ่มขึ้นเป็นเจ็ดสิบหมื่น มีทหารเอก ทหารรองเป็นจำนวนมาก มีที่ปรึกษาในทุกด้านอย่างครบครัน ดังนั้นโจโฉจึงเป็นก๊กที่เข้มแข็งเติบใหญ่ที่สุด

            โจโฉกำหนดยุทธศาสตร์รวมแผ่นดินจีนให้เป็นหนึ่งโดยมียุทธวิธีคือกินข้าวทีละคำ ตีทีละส่วน ยึดทีละเมือง หลังจากสิ้นอ้วนเสี้ยวแล้ว โจโฉกำหนดจังหวะก้าวต่อไปคือกรีฑาทัพลงใต้ กำจัดเล่าเปียว เล่าปี่และซุนกวน จากนั้นจึงจะกรีฑาทัพขึ้นพายัพกำจัดม้าเท้ง หันซุย โดยละดินแดนภาคตะวันตกไว้เป็นจังหวะก้าวสุดท้าย

            ภายใต้ยุทธศาสตร์รวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่ง และจังหวะก้าวต่อไปคือการรุกลงใต้นั้น โจโฉจึงได้จัดเตรียมกองทัพเรือ ฝึกฝนทหารเรือที่ริมแม่น้ำเจียงโหแดนเมืองกิจิ๋วอย่างเอิกเกริก

            แผ่นดินจีนยามจะเริ่มเป็นสามก๊กจึงมีสภาพการณ์ของดินแดน กำลังอำนาจทางการเมือง การทหาร เศรษฐกิจ ตลอดจนยุทธศาสตร์ เข็มมุ่งและยุทธวิธี มีความแข็งความอ่อน ความใหญ่ ความเล็กของแต่ละฝ่าย ดังได้พรรณนามาฉะนี้

            เล่าปี่ครั้นพาขงเบ้งเข้าเมืองซินเอี๋ยแล้ว แต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาและเสนาธิการใหญ่ ทำการฝึกปรือและซักซ้อมบรรดาทหารทั้งปวง ปรับปรุงกองทัพ ฝึกฝนการสงครามทั้งเชิงรุก เชิงรับ การเข้าตี การถอย การซุ่มโจมตี การรบด้วยทหารเอก การรบด้วยค่ายกลพยุหะ การให้อาณัติสัญญาณทุกประการ

            เล่าปี่ประจักษ์น้ำใจน้องร่วมสาบานทั้งสองเป็นอย่างดีว่าไม่เลื่อมใสศรัทธาขงเบ้งและยังมีความขุ่นมัวอยู่ในใจ ดังนั้นเล่าปี่จึงเอาอกเอาใจขงเบ้งเป็นพิเศษ สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุว่าเล่าปี่ปรนนิบัติขงเบ้งเสมือนหนึ่งเป็นอาจารย์ผู้ใหญ่ และถึงขนาด “กินข้าวร่วมสำรับ”

            อยู่มาวันหนึ่งขงเบ้งจึงเสนอแก่เล่าปี่ว่า บัดนี้โจโฉสร้างกองทัพเรือ ทำการฝึกซ้อมทหารเรือที่เมืองกิจิ๋วเป็นการเอิกเกริกนัก อีกไม่นานโจโฉคงยกกองทัพรุกลงใต้ โดยมีเมืองเกงจิ๋วและเมืองกังตั๋งเป็นเป้าหมายอย่างแน่นอน แล้วว่าการที่โจโฉฝึกซ้อมทหารเรือดังนี้ ซุนกวนย่อมตระหนกตกใจเป็นแน่ จึงชอบที่ท่านจะได้ส่งคนไปสอดแนมสืบข่าวคราวความเคลื่อนไหวทางเมืองกังตั๋งว่าจะเตรียมการรับมือการศึกครั้งนี้ประการใดหรือไม่แล้วจะได้คิดการสืบไป

            เล่าปี่เห็นชอบกับความคิดของขงเบ้งจึงแต่งสายลับออกไปสอดแนมข่าวคราวที่เมืองกังตั๋ง

            ขงเบ้งได้เสนอต่อไปว่า โจโฉเตรียมกำลังทหารเพื่อรุกลงใต้ครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก ท่านมีทหารเพียงหมื่นคนไม่อาจต้านทานกำลังทหารอันมหึมาของโจโฉได้ ชอบที่จะซ่องสุมระดมผู้คน เสริมสร้างกองทัพให้เติบใหญ่เข้มแข็งเสียตั้งแต่บัดนี้

            เล่าปี่เห็นชอบกับความคิดของขงเบ้ง จึงสั่งการให้ระดมชายฉกรรจ์เสริมกำลังกองทัพตั้งแต่บัดนั้น

            ทางด้านเมืองกังตั๋งนั้น หลังจากซุนกวนเถลิงอำนาจและได้โลซกไว้เป็นที่ปรึกษาแล้ว โลซกได้เสนอยุทธศาสตร์กังตั๋งให้ซุนกวนรวบรวมหัวเมืองฝั่งใต้แม่น้ำแยงซีให้เป็นปึกแผ่น ระดมคนดีมีฝีมือเข้ามารับราชการ สร้างเสริมกำลังอำนาจทางนาวี และอาศัยแม่น้ำแยงซีเป็นปราการต้านศึก

            โลซกได้เสนอให้ซุนกวนเร่งระดมคนดีมีฝีมือเข้ามาเสริมสร้างกำลังอำนาจเพิ่มขึ้น ซุนกวนเห็นชอบด้วยจึงสั่งให้ก่อสร้างตึกรับรองขึ้นหลังหนึ่งตั้งชื่อว่า “อาคารเสวนาบัณฑิต” แล้วตั้งให้เกายงและเตียวเหียนเป็นหัวหน้าเจ้าพนักงานสำหรับรับรองผู้มีสติปัญญาซึ่งไปมา ณ อาคารเสวนาบัณฑิตนี้

            ซุนกวนให้ป่าวประกาศไปทั่วแดนกังตั๋งเชิญชวนนักปราชญ์ บัณฑิต แลผู้มีฝีมือทั้งปวงเข้ามาร่วมสังสรรค์เสวนาเพื่อคัดเลือกและเชิญเข้ารับราชการ ดังนั้นจึงมีผู้คนเป็นจำนวนมากหลั่งไหลแวะเวียนเข้ามาสังสรรค์เสวนา ณ อาคารเสวนาบัณฑิตแห่งนี้ ซุนกวนได้คัดเลือกและเชิญคนดีมีฝีมือจำนวนมากเข้าทำราชการ

            ในบรรดาผู้คนที่คัดเลือกได้นี้ ซุนกวนได้ตั้งให้ขอดเต๊กชาวเมืองห้อยแข        เหยียมจุ้นชาวเมืองเพ๊งเสีย ชีจ๋องชาวเมืองไพก๊วน เทียเป๋งชาวเมืองยีหลำ จีห้วน ลกเจ๊ก เตียวอุ๋นชาวเมืองตองง่อ เล่งทอง ง่อซันชาวเมืองห้อยแข รวมเก้าคนมีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษา

            ตั้งให้ลิบองชาวเมืองยีเอ๋ง ลกซุนชาวเมืองตองง่อ ชีเซ่งชาวเมืองลงเสีย พัวเจี้ยงชาวเมืองตองกุ๋น เตงฮองชาวเมืองโลกั๋ง รวมห้าคนเป็นนายทหาร

            เมื่อครั้งเจี้ยนอันศกปีที่เจ็ด โจโฉต้องการทดสอบว่าซุนกวนเจ้าเมืองหนุ่มซึ่งเพิ่งครองอำนาจเหนือกังตั๋งสืบต่อจากซุนเซ็กผู้พี่ว่ามีความคิดเอาใจออกหากหรือว่ายังสวามิภักดิ์ต่อเมืองหลวงประการใด จึงสั่งการให้ทูตพิเศษถือหนังสือเดินทางมากังตั๋งแจ้งให้ซุนกวนส่งบุตรไปถวายตัวต่อพระเจ้าเหี้ยนเต้

            ซุนกวนเพิ่งครองอำนาจได้ทราบความตามหนังสือของโจโฉดังนั้นก็เกิดความวิตก จึงนำความไปปรึกษาด้วยนางงอฮูหยินผู้เป็นมารดา นางงอฮูหยินจึงให้เชิญเตียวเจียวและจิวยี่เข้ามาปรึกษาพร้อมกัน

            ซุนกวนได้ปรารภว่าตัวข้าพเจ้าเพิ่งครองอำนาจขึ้นในแคว้นกังตั๋ง แผ่นดินเพิ่งสงบสุข บัดนี้โจโฉมีหนังสือแจ้งให้ส่งบุตรเข้าไปรับราชการในเมืองหลวง ท่านทั้งปวงจะมีความคิดเห็นเป็นประการใด

            เตียวเจียวขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายพลเรือนเสนอว่า เป็นธรรมเนียมแต่โบราณมาที่บรรดาเจ้าเมืองทั้งปวงต้องส่งบุตรเข้าไปถวายตัวต่อฮ่องเต้ทำราชการในเมืองหลวง ความอันโจโฉมีหนังสือมาทั้งนี้ชอบด้วยขนบธรรมเนียมอยู่ ถ้าหากทางเมืองกังตั๋งปฏิเสธก็จะถูกเมืองหลวงกล่าวหาว่าเป็นกบฏ แล้วยกขึ้นเป็นเหตุกรีฑาทัพใหญ่มาตีเมืองกังตั๋ง ราษฎรก็จะได้ยากถ้วนหน้ากัน

            ซุนกวนได้ฟังดังนั้นจึงถามจิวยี่ว่าตัวท่านมีความเห็นเป็นประการใด

            จิวยี่จึงว่าโจโฉมีหนังสือมาทั้งนี้ ความประสงค์ที่แท้ก็คือต้องการให้เมืองกังตั๋งส่งตัวประกันไปไว้ในเมืองหลวง หากว่าเราส่งตัวประกันไปแล้วสืบไปเมื่อหน้าจะคิดอ่านอย่างใดย่อมขัดสน โจโฉจะเอาตัวประกันนั้นข่มขู่ข่มเหงให้เราจำต้องยอมทำตามใจไม่มีที่สิ้นสุด สภาพดังนี้แม้ไม่ใช่เมืองขึ้นก็เหมือนหนึ่งเป็นเมืองขึ้น

            แล้วว่าความอันเตียวเจียวได้เสนอนั้นข้าพเจ้าไม่เห็นพ้องด้วย อนึ่งเล่าซุนกวนท่านเพิ่งรับภาระเมืองกังตั๋งสืบต่อจากบิดาและพี่ชายมาไม่ทันไร จะยกเมืองกังตั๋งให้แก่โจโฉย่อมไม่ควร ตัวข้าพเจ้าเองก็ไม่พร้อมใจด้วย มิฉะนั้นแล้ววันข้างหน้าจะบากหน้าไปพบซุนเกี๋ยนและซุนเซ็กในสัมปรายภพได้อย่างไรกัน

            เตียวเจียวได้ฟังดังนั้นจึงแย้งว่าบัดนี้โจโฉมีกำลังทหารเป็นอันมาก ชำนาญการสงครามทั้งอ้างอิงเอารับสั่งของพระเจ้าเหี้ยนเต้ในการแผ่นดินทั้งปวง หากท่านไม่เห็นด้วยความคิดข้าพเจ้าแล้ว ท่านจะรับมือโจโฉป้องกันเมืองกังตั๋งให้ปลอดภัยไว้ได้หรือ หากสู้โจโฉไม่ได้ก็ต้องยอมตามความประสงค์นั้นในที่สุด แต่เป็นการยอมในฐานะเชลยศึกซึ่งจะได้รับความอัปยศนัก

            ซุนกวนและนางงอฮูหยินได้ฟังคำเตียวเจียวดังนั้นก็พรั่นใจ หันมาทางจิวยี่พร้อมกันเป็นทีขอฟังความเห็นว่าคิดอ่านประการใด.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓