ตอนที่ 202. ยุทธศาสตร์สามก๊ก

ขึ้นปีใหม่แล้วเล่าปี่ถือศีลกินเจ ทำกายใจให้สะอาดบริสุทธิ์ เปลี่ยนเสื้อใหม่แล้วออกไปเขาโงลังกั๋งเป็นครั้งที่สามเพื่อจะเชิญขงเบ้งให้ละวิเวกออกมาทำราชการ กำจัดทุกข์เข็ญของแผ่นดิน แต่เมื่อไปถึงบ้านขงเบ้ง ขงเบ้งก็แสร้งนอนหลับ ทดสอบเล่าปี่เป็นครั้งสุดท้าย

            ครั้นเล่าปี่ได้ยินว่าขงเบ้งอยู่ในบ้านแต่นอนหลับอยู่ก็มีความยินดีเป็นล้นพ้น ใบหน้าเบิกบานสดใส กล่าวกับเด็กน้อยว่าเมื่ออาจารย์ฮกหลงนอนหลับพักผ่อนอยู่ ก็ให้นอนหลับตามสบาย อย่าได้วุ่นวายไปรบกวน ปล่อยให้ตื่นตามใจชอบเถิด

            ว่าแล้วเล่าปี่สั่งกวนอู เตียวหุย ให้รออยู่ข้างนอก ตัวเล่าปี่เดินเข้าไปที่กระท่อม พอข้ามธรณีประตูเห็นที่ด้านบนฝาผนังของห้องโถงมีอักษรแบบโบราณเป็นใจความว่า

            “ภูเขาไม่สำคัญที่ความสูง ความสำคัญอยู่ที่มีเทพสิงสถิตหรือไม่ ถ้ามีคนก็นับถือ

            แม่น้ำไม่สำคัญที่ความลึก ความสำคัญอยู่ที่มีมังกรสิงสถิตหรือไม่ ถ้ามีคนก็ยำเกรง

            บ้านไม่สำคัญที่ความใหญ่โตอัครฐาน ความสำคัญอยู่ที่มีปราชญ์สิงสถิตหรือไม่ ถ้ามีฮ่องเต้ผ่านมาก็ทรงแวะ”

            ภายในกระท่อมห่างจากธรณีประตูไม่มากนัก ยกพื้นสูงระดับหัวเข่า มีหนังสือเรียงรายโดยทั่วไป บนโต๊ะยาวที่วางอยู่บนพื้นสูงนั้นมีกระดานหมากล้อมทำด้วยไม้สีดำ ลายเส้นฝังไว้ด้วยไม้สีขาว ชิดกับฝาผนังมีโต๊ะสูง ตรงกลางมีพิณโบราณวางอยู่ คลุมด้วยผืนผ้าสีแดงเปลือกมังคุด ข้างผนังแขวนรูปแผนที่เป็นวิถีโคจรของดวงดาวในจักรวาล ภายในตัวบ้านมีสายลมโชยมาเย็นสบาย

            เล่าปี่เดินย่องเข้าห้องโถงแล้วมองไปที่ห้องข้างใน เห็นขงเบ้งนอนหนุนหมอนไม้ ผินหน้าเข้าทางฝาเห็นแต่ด้านหลัง เล่าปี่กุมมือทั้งสองไว้เบื้องหน้า ยืนอย่างสำรวมอยู่ ณ พื้นเบื้องต่ำด้วยความเคารพ จนเที่ยงวันผ่านพ้นไป

            กวนอู และเตียวหุยยืนรอเล่าปี่อยู่นอกบ้านนานช้า เห็นเงียบหายไปก็เริ่มกระวนกระวายใจ เดินไปเดินมาอยู่พักหนึ่งจึงย่องเข้าไปดู เห็นอาการเล่าปี่ยืนสำรวมอยู่เบื้องล่างในขณะที่ขงเบ้งนอนอยู่บนพื้นที่ยกสูงในห้องข้างในก็โกรธ ถอยกลับออกมาหากวนอูแล้วว่า ขงเบ้งคนนี้กิริยามารยาทหยาบช้า ดูหมิ่นเล่าปี่พี่ใหญ่ของเรานัก รู้แล้วว่าพี่ใหญ่ของเรามาหาก็แกล้งนอนหลับ ทรมานให้พี่ใหญ่ยืนรอคอยอยู่เบื้องล่าง ช่างไม่สมควรเลย

            เตียวหุยฮึดฮัดขึ้นมาแล้ว ความโกรธก็พลุ่งตาม แล้วกล่าวกับกวนอูว่าขงเบ้งดูหมิ่นพี่ใหญ่ฉะนี้ ข้าพเจ้าจะแกล้งเอาไฟไปจุดหลังบ้านให้ขงเบ้งตกใจตื่นขึ้นมาให้จงได้ ว่าแล้วก็ทำท่าจะผละไปด้านหลังบ้าน

            กวนอูเห็นดังนั้นก็รั้งแขนเสื้อเตียวหุยไว้แล้วว่า เจ้าจะทำดังนี้ไม่ชอบเหมือนทำลายความคิดและความพยายามของพี่ใหญ่ เราสู้อุตส่าห์มาถึงสามครั้งแล้ว จงอดรนทนรออีกสักหน่อยจะเป็นไรไป

            เตียวหุยถูกกวนอูรั้งเสื้อและทักท้วงดังนั้นก็ค่อยสงบลง แต่อารมณ์ฮึดฮัดฉุนเฉียวยังหนักอยู่ จึงปลีกออกไปนั่งเสียที่ใต้ร่มไม้

            ฝ่ายหนึ่งแสร้งนอนหลับ เพื่อทรมานและลองใจอีกฝ่ายหนึ่งว่ามีศรัทธา วิริยะอุตสาหะสุจริตใจภักดีต่อตัวแน่นแฟ้นสักเพียงไหน ในขณะที่ใจก็หวั่นไหวไปพร้อมกัน ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งนั้นยืนสำรวมสงบนิ่งประหนึ่งศิษย์รอคอยปรนนิบัติอาจารย์ผู้ใหญ่ ได้ความทรมานกายนัก แต่ในใจกลับปรีดาปราโมทย์ด้วยเชื่อมั่นว่าคนผู้นี้นี่แล้วที่จะไขประตูแห่งฟ้าพาตัวเข้าถึงบัลลังก์มังกรในวันหน้า ทำนุบำรุงอาณาประชาราษฎรได้ดังปณิธาน

            มหายุทธนาการครั้งที่สามในลักษณาการที่ว่านี้ได้ดำเนินไปตั้งแต่เวลาพระอาทิตย์ยังไม่คล้อยถึงศีรษะจนละลับไปทางตะวันตก จนกระทั่งยามเย็นเข้ามาเยือน ขงเบ้งก็พลิกตัวคล้ายประหนึ่งจะลุกตื่นขึ้น แต่ก็แสร้งทำหลับต่อไป

            ศิษย์ตัวน้อยของขงเบ้งเห็นเล่าปี่ยืนสำรวมนิ่งเป็นเวลาช้านานทรมานนักแล้วก็สงสาร เข้ามากระซิบเล่าปี่ว่าข้าพเจ้าจะปลุกอาจารย์ ท่านจะเห็นประการใด

            เล่าปี่ยกมือขึ้นปรามว่าเจ้าอย่าเพิ่งวุ่นวาย ปล่อยให้อาจารย์นอนหลับให้สบายเถิด มหายุทธนาการของฝ่ายหลับกับฝ่ายรอจึงดำเนินต่อไป

            ขงเบ้งแสร้งนอนหลับต่อมาจนตะวันบ่ายคล้อยใกล้จะพลบจึงพลิกตัวตื่น รำพึงความเป็นกลอนซึ่งยาขอบได้ถอดความจากฉบับภาษาอังกฤษของบริวิทเทเลอร์ว่า
“ยากจะหาผู้ใดรู้โชคตน
แต่ข้ามีกังวลเพราะเชื่อว่า
ที่สุดวันวันหนึ่งคงจะมา
ให้ข้าลาวิเวกสุขเข้าคลุกงาน”

            สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) พรรณนาว่าเมื่อขงเบ้งตื่นขึ้นได้ว่าโคลงสี่บทเป็นใจความว่า

“ผู้ใดนอนหลับใจก็มิรู้สัญญา จักษุอันหลับอยู่นั้นจะดูสิ่งใดก็มิได้เห็น
หอน้อยเรานี้ก็เป็นที่สำราญ ถึงเทศกาลฝนก็นอนอุ่น
พระอาทิตย์เจ้าเอ๋ย อย่าเพ่อคล้อยคลับให้ลับหน้าต่าง
หยุดส่องแสงอยู่ก่อนจะได้นอนให้สบาย”

            ส่วนสามก๊กฉบับสมบูรณ์ระบุว่า ขงเบ้งตื่นขึ้นแล้วปากก็ท่องโคลงว่า

“ความฝันอันยาวนาน ผู้ใดรู้ก่อนบ้าง
ตลอดชีวิตข้าย่อมรู้ดี
กระท่อมยามวสันต์นอนหลับสนิท
แสงตะวันนอกหน้าต่างช่างแชเชือน”

            ครั้นสิ้นความลง ขงเบ้งจึงเรียกศิษย์น้อยเข้าไปถามว่าเวลาวันนี้มีใครมาหาเราบ้าง ศิษย์น้อยตอบว่าเล่าปี่มาหาท่านแต่ก่อนเที่ยง ยืนคอยท่าอาจารย์อยู่ช้านานแล้ว

            ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นก็ทำทีดุศิษย์น้อยว่าเมื่อมีแขกมาเยือนถึงกระท่อม ไฉนเจ้าจึงไม่ปลุกเรา ปล่อยให้แขกต้องรอคอยนานถึงป่านนี้ ว่าแล้วขงเบ้งก็เดินเข้าไปข้างใน หวีผมใส่เสื้อแต่งตัวอีกครู่ใหญ่ แล้วเดินกลับออกมาที่ห้องโถง

            เล่าปี่แลเห็นขงเบ้ง “รูปร่างใหญ่โต สูงถึงหกศอก สีหน้าขาวเหมือนหยวก แต่งตัวโอ่โถง ท่วงทีเป็นอาจารย์ผู้ใหญ่” จึงเข้าไปคำนับแล้วว่า “ข้าพเจ้าตั้งใจมาหาท่านบัดนี้เพราะมีความปรารถนาจะขอสติปัญญาท่าน ด้วยแผ่นดินทุกวันนี้เป็นจลาจลจวนจะสาบสูญอยู่แล้ว ตัวข้าพเจ้านี้เป็นเชื้อวงศ์พระเจ้าเหี้ยนเต้ แต่ทว่ามีสติปัญญาน้อยแล้วก็เป็นชาวบ้านนอกอยู่เมืองตุ้นก้วน แจ้งว่าท่านเป็นคนดีมีสติปัญญา ปรากฏเอิกเกริกเสมือนเสียงฟ้า ข้าพเจ้ามีความยินดี มาคำนับท่านถึงสองครั้งแล้วก็มิได้พบจึงเขียนหนังสือฝากไว้หวังจะให้ท่านแจ้ง”

            ขงเบ้งรับคำนับเล่าปี่แล้วตอบว่าความอันท่านมาเยือนกระท่อมน้อยนี้แลหนังสือของท่านนั้นข้าพเจ้าได้รับแลรู้สิ้นแล้ว แต่วิตกว่าตัวข้าพเจ้ายังหนุ่มอ่อนวัยนัก เป็นคนบ้านนอกชาวป่ามีสติปัญญาอันน้อย ผิว่าจะไปทำราชการด้วยท่านแล้วเกรงว่าราชการท่านจะเสียไป

            เล่าปี่จึงว่าอาจารย์อย่าได้ถ่อมตัวเลย สุมาเต๊กโชและชีซีได้เล่าความเกียรติประวัติแลสติปัญญาความรู้ของท่านให้ข้าพเจ้าได้รู้แจ้งทุกประการแล้ว ขอท่านได้เมตตาอย่าได้บิดพลิ้ว ช่วยข้าพเจ้าทำนุบำรุงแผ่นดินให้เป็นสุข เพื่อให้ปรากฏอานุภาพแห่งสติปัญญาความคิดท่านสืบไปในเบื้องหน้าโน้นเถิด

            ขงเบ้งเชิญเล่าปี่นั่งลงบนพื้นที่ยกสูงในห้องโถงข้างโต๊ะยาว ตัวขงเบ้งก็นั่งลงที่อีกด้านหนึ่งของโต๊ะ แล้วสั่งศิษย์น้อยให้ยกชุดน้ำชาออกมาต้อนรับเล่าปี่ จากนั้นจึงถามว่า “ซึ่งท่านจะให้ข้าพเจ้าไปช่วยคิดอ่านทำราชการนั้น ความคิดท่านจะทำประการใด จงชี้แจงให้ข้าพเจ้าแจ้งก่อน”

            เล่าปี่ขยับตัวเข้าไปใกล้ขงเบ้งแล้วว่า แผ่นดินพระเจ้าเหี้ยนเต้เป็นจลาจลใกล้สาบสูญ ศัตรูราชสมบัติฮึกเหิมกำเริบ ทำร้ายบ้านเมืองแลราษฎร เดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ตัวข้าพเจ้าเป็นเชื้อพระวงศ์ฮั่น มีน้ำใจเจ็บร้อนด้วยแผ่นดิน ตั้งหน้าแสวงหาผู้มีสติปัญญามาช่วยคิดอ่านทำการเพื่อกำจัดศัตรูราชสมบัติ ทำนุบำรุงอาณาประชาราษฎรให้เป็นสุขแต่ยังไม่สมความคิด อันผู้คนทั้งปวงนั้นข้าพเจ้าเตรียมพร้อมอยู่แล้ว ขาดแต่ผู้มีสติปัญญาช่วยคิดอ่านบัญชาการ ดังนั้นข้าพเจ้าจึงมาคำนับท่านหวังเชิญท่านไปทำราชการช่วยทำนุบำรุงให้บรรลุปณิธาน ขอท่านจงเมตตาช่วยข้าพเจ้าด้วย

            ขงเบ้งจึงว่า นับแต่ตั๋งโต๊ะครองอำนาจเป็นใหญ่ในเมืองหลวงได้กบฏต่อแผ่นดิน ข่มเหงรังแกขุนนางข้าราชการแลราษฎรทั้งปวง หัวเมืองต่าง ๆ จึงพร้อมใจกันลุกขึ้นสู้กับอำนาจรัฐเพื่อกำจัดอำนาจของตั๋งโต๊ะเสีย แต่แตกแยกแตกสามัคคี แก่งแย่งแข่งดีกัน ทำลายล้างกันจนดับสูญ บรรดาหัวเมืองที่เหลือก็ตั้งตัวขึ้นเป็นใหญ่ สิ้นตั๋งโต๊ะแล้ว ลิฉุย กุยกีก็ทำหยาบช้าแก่บ้านเมืองแลราษฎรจนกระทั่งอำนาจตกอยู่แก่โจโฉ

            โจโฉครองอำนาจในเมืองหลวงแล้วซ่องสุมกำลังทหารไว้เป็นอันมาก แต่กระนั้นกำลังทหารก็ยังน้อยกว่าอ้วนเสี้ยว การที่โจโฉกำจัดอ้วนเสี้ยวเสียได้นั้นมิใช่ว่าจะสำเร็จได้เพราะกำลังทหารที่มากกว่า ด้วยทหารโจโฉมีน้อยกว่าอ้วนเสี้ยวถึงสิบเท่า แต่ทำการใหญ่หลวงสำเร็จลุล่วงได้ก็ด้วยอาศัยความคิดสติปัญญาตัว โจโฉนั้นแม้โฉดชั่วเป็นศัตรูราชสมบัติ ข่มเหงพระเจ้าเหี้ยนเต้ ทำการชั่วช้าต่อบ้านเมืองแลราษฎรถึงปานนี้แล้วก็ดี แต่ไม่อาจที่จะกำจัดโจโฉได้โดยง่าย

            ส่วนซุนกวนนั้นเล่า เป็นเจ้าเมืองกังตั๋ง แม้มีกำลังอันน้อยแต่อำนาจของซุนกวนได้สืบทอดมาแล้วถึงสามชั่วอายุคน ได้ซ่องสุมกำลังผู้คน นักปราชญ์ แลบัณฑิตไว้เป็นอันมาก แผ่นดินแดนกังตั๋งสงบร่มเย็น ฝ่ายครองอำนาจและฝ่ายอาณาประชาราษฎรสามัคคีสมานฉันท์เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน กำลังน้อยจึงเหมือนหนึ่งกำลังมาก ย่อมประมาทมิได้ ทั้งภูมิประเทศยังมีแม่น้ำแยงซีเป็นปราการขวางกั้นป้องกันการบุกรุกคุกคามจากข้าศึกเป็นแข็งแรง ชอบที่ท่านจะผูกมิตรไมตรีกับซุนกวน

            ส่วนเมืองเกงจิ๋วเป็นเมืองใหญ่แต่อยู่หน้าศึก เหมือนหนึ่งมีศัตรูรายเรียงรอบทั้งสี่ด้าน หากแม้นผู้ใดไม่มีสติปัญญาก็หาอาจที่จะป้องกันรักษาเมืองเกงจิ๋วไว้ได้ไม่ เมืองนี้ในภายหน้าจะตกเป็นสิทธิแก่ท่าน ส่วนเมืองเสฉวนนั้นเล่าเป็นหัวเมืองใหญ่มั่งคั่งสมบูรณ์ ทั้งภักษาหาร ธัญญาหารและมังสาหารก็อุดม แต่บัดนี้เล่าเจี้ยงผู้เป็นเจ้าเมืองเป็นคนไร้สติปัญญา มีน้ำใจโลเล มิได้เลี้ยงดูทหารโดยยุติธรรม แลราษฎรก็ไม่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน “ถึงจะมีสมบัติดังเมืองฟ้าก็นับวันจะสาบสูญ” เพราะบรรดาเหล่าทหารไม่พอใจ คิดเอาใจออกหากอยู่ เมืองเสฉวนนี้จะเป็นสิทธิ์แก่ท่านในวันหน้าเช่นเดียวกัน ตัวท่านก็เป็นเชื้อพระวงศ์ของพระเจ้าเหี้ยนเต้ มีสติปัญญาแลน้ำใจโอบอ้อมอารีเป็นอันมาก ถ้าคิดอ่านได้เมืองเกงจิ๋วแล้วก็จะได้เมืองเสฉวนด้วย อันพระเจ้าฮั่นโกโจปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮั่นก็ตั้งตัวได้ที่เมืองเสฉวนนี้ เมื่อท่านได้เมืองเกงจิ๋วแลเมืองเสฉวนสร้างไมตรีเป็นพันธมิตรกับหัวเมืองโดยรอบ จับมือเป็นพันธมิตรกับซุนกวนแห่งกังตั๋งไว้มั่นคงแล้ว แผ่นดินระส่ำระสายขึ้นเมื่อใดคงได้ทีคิดอ่านทำการยึดครองตงง้วนได้โดยสะดวก อาณาประชาราษฎรก็จะมีความสุขสืบไป ซึ่งท่านขอให้ข้าพเจ้าคิดอ่านช่วยทำนุบำรุงบ้านเมืองนั้นข้าพเจ้าก็ช่วยคิดอ่านสั่งสอนได้แต่เพียงเท่านี้ ท่านจงมีอุตสาหะวิริยะตั้งหน้าทำการไปตามแผนการแลความคิดนี้ก็จักสำเร็จลุล่วงบรรลุปณิธานเป็นมั่นคง

            นี่คือแผนยุทธศาสตร์สามก๊กที่ขงเบ้งกำหนดยุทธศาสตร์ให้ถือเอาโจโฉเป็นก๊กหนึ่งซึ่งถึงแม้โจโฉจะเป็นศัตรูราชสมบัติ ข่มเหงย่ำยีฮ่องเต้ตลอดจนขุนนางแลราษฎร แต่มีกำลังอำนาจใหญ่หลวงนัก ยังไม่อาจกำจัดได้โดยง่าย ซุนกวนก็เป็นอีกก๊กหนึ่งซึ่งถึงแม้มีกำลังน้อยแต่ความมีน้ำหนึ่งใจเดียวกันและความอุดมพร้อมมูลด้วยผู้คนแลเสบียงอาหาร ทั้งมีแม่น้ำแยงซีเป็นปราการอันสำคัญก็ประมาทมิได้ เล่าปี่ก็จะต้องตั้งตัวเป็นอีกก๊กหนึ่งโดยต้องยึดเกงจิ๋วและเสฉวนไว้เป็นฐานอำนาจ ผูกพันธมิตรไว้กับซุนกวนให้แน่นแฟ้น ได้ทีเมื่อใดแล้วจึงค่อยยึดครองเมืองหลวงหรือแผ่นดินตงง้วน ยุทธศาสตร์ที่ว่านี้ยาขอบได้สรุปเป็นหลักยุทธศาสตร์ว่า “เหนือรบโจโฉ ใต้จับมือซุนกวน” ซึ่งนับเป็นหลักยุทธศาสตร์ที่ลือลั่นในประวัติศาสตร์จีนและประวัติศาสตร์การสงครามของโลก.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘