ตอนที่ 201. เยือนโงลังกั๋งครั้งที่สาม

 เล่าปี่กำลังจะขึ้นม้ากลับเมืองซินเอี๋ยเพราะเสียน้ำใจในความผิดหวังจากการเดินทางมาเยือนโงลังกั๋งถึงสองครั้งแล้วก็ไม่พบขงเบ้ง มิหนำซ้ำได้รับความอัปยศอดสูน้ำใจที่หลงทักคนผิดมาโดยลำดับ แต่พลันที่ได้ยินคำของเด็กน้อยว่า “อาจารย์ผู้เฒ่ามาโน่นแล้ว” ความผิดหวังก็สร่างสิ้นไป กลับกระชุ่มกระชวยขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

            เพราะเหตุที่ในใจเล่าปี่รุ่มร้อนอยู่ด้วยความรู้สึกที่ใคร่ได้พบขงเบ้ง ดังนั้นพอได้ยินคำของเด็กน้อยก็สำคัญว่าขงเบ้งกำลังกลับมาบ้านก็ยินดี เหลียวหลังไปมองเห็นชายคนหนึ่งขี่ลากำลังเดินทางตรงมาที่กระท่อมน้อย ชายผู้นี้สวมหมวกปิดหน้ากันหิมะ ใส่เสื้อคลุมขนสุนัขจิ้งจอก ในมือถือไม้เท้ากิ่งไม้สาลี่ ด้านหลังมีเด็กน้อยในชุดอาภรณ์สีเขียวหิ้วน้ำเต้าใส่สุราเดินตามมาติด ๆ แล้วได้ยินเสียงชายนั้นร้องเพลงในทำนองโบราณเป็นเนื้อความว่า

         “จิตมนุษย์ใช่ว่าสุดจะหยั่งคาด
สรรพสิ่งสามารถค้นศึกษา
เพราะมนุษย์มีอุตตมะปัญญา
ต่างจากสัตว์สาราโดยทั่วไป
         อยากรู้ว่าบ้ายึดในอำนาจ
ลองให้อำนาจก็สิ้นซึ่งสงสัย
อยากรู้จิตคิดโลภประการใด
พอให้ต้องเงินตราก็รู้กล
         อยากรู้ว่ามั่นคงในศักดิ์ศรี
ให้ใกล้ชิดสตรีก็เห็นผล
ใคร่รู้ว่าจิตใจใช่หรือคน
กล่อมสุราแล้วจะดลให้เห็นจริง
         ใคร่รู้น้ำใจซื่อหรือว่าคด
ให้ลองบทพนันเล่นเห็นทุกสิ่ง
ห้าประการกลหยั่งใจได้ตามจริง
รู้ให้ยิ่งกระจ่างไว้เพื่อใช้คน”

            ความตอนนี้เป็นบทหนึ่งในกวีนิพนธ์ของขงเบ้งที่ได้มีการรวบรวมและปรากฏในชั้นหลัง ในสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ไม่ได้กล่าวถึงความนี้ แต่ได้พรรณนาว่า ชายผู้นี้ขี่อูฐจะมาที่กระท่อมน้อยของขงเบ้ง ซึ่งไม่เห็นสมเพราะในแผ่นดินตงง้วนใช้ลาเป็นพื้น ไม่ได้ใช้อูฐเป็นพาหนะ ต่างกับดินแดนซินเกียงซึ่งหลายท้องที่เป็นทะเลทรายจึงต้องใช้อูฐ ส่วนในสามก๊กฉบับสมบูรณ์นั้นระบุว่าพ่อตาของขงเบ้งขี่ลาและได้ท่องบทกวีมีเนื้อความว่า

“หนึ่งราตรีที่ลมหนาวทิศอุดรพัดมา
พาให้เกิดเมฆินทร์แดงหนาทึบถึงหมื่นลี้
หิมะกลางเวหาปลิววะว่อน
เปลี่ยนโฉมขุนเขาสายน้ำเก่า
ได้แหงนหน้าพิเคราะห์อากาศ
สงสัยเป็นมังกรหยกฟาดฟันต่อสู้
เกล็ดมังกรปรอย ๆ ปลิวบินว่อน
บัดดลกระจายทั่วจักรวาล
ขี่ลาข้ามสะพานเล็ก
ข้าผู้โดดเดี่ยวต้องถอนใจด้วยดอกเหมยชรา”

            เล่าปี่ได้ยินเสียงเพลงมีเนื้อความเกี่ยวกับหลักการหยั่งรู้น้ำใจคนน่าพิสดารยิ่ง ประกอบทั้งเห็นกิริยาอาการของชายผู้นี้แจ่มใส สง่างามนัก ทั้งยังมีเด็กน้อยเดินตามเหมือนหนึ่งศิษย์เดินตามอาจารย์ก็สำคัญว่าเป็นขงเบ้งจึงรีบลงจากหลังม้าเดินตรงเข้าไปคำนับแล้วว่า ท่านอาจารย์เดินทางฝ่าลมหนาวจากแห่งหนไหน ตัวข้าพเจ้าชื่อเล่าปี่ได้อุตส่าห์พยายามมาพบท่านสองครั้ง เป็นบุญแล้วที่ได้พบในวันนี้

            ชายนั้นได้ฟังว่าแขกแปลกหน้าชื่อเล่าปี่ซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์ก็ลนลานรับคำนับ แต่ยังมิทันที่จะพูดจาประการใด เสียงจูกัดกิ๋นร้องดังมาจากด้านหลังว่านั่นมิใช่ขงเบ้งดอก หากเป็นพ่อตาของขงเบ้งชื่ออุยสิง่าน

            เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ละอายใจ แต่ก็ข่มใจถามขึ้นว่าเนื้อเพลงซึ่งท่านร้องเมื่อสักครู่นี้มีความหมายล้ำลึกนัก ใคร่ทราบว่าใครเป็นผู้แต่งเพลงนี้

            อุยสิง่านจึงว่า เนื้อเพลงนี้ขงเบ้งแต่งขึ้นแต่ยังไม่ได้เผยแพร่ ข้าพเจ้าเห็นว่ามีความหมายล้ำลึกและมีความไพเราะจึงเอามาร้องเล่น

            เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็กล่าวคำอำลาอุยสิง่านแล้วขึ้นม้าพากวนอู เตียวหุย กลับไปเมืองซินเอี๋ย

            เล่าปี่มาหาขงเบ้งที่เขาโงลังกั๋งทั้งสองครั้ง ได้รับความอัปยศเพราะทักคนผิดหลายครั้งหลายหน ดูไปแล้วหาใช่เหตุการณ์ที่เป็นไปตามปกติไม่ แต่น่าจะเป็นกลอุบายของขงเบ้งที่วางขึ้นเพื่อลองใจเล่าปี่ว่ามีน้ำใจสุจริตและภักดีต่อตัวมั่นคงหรือไม่ เพราะขงเบ้งนั้นย่อมรู้ดีว่าการที่จะไปทำราชการด้วยเล่าปี่ “เป็นการใหญ่หลวงนัก” และคงรู้เหมือนกับที่สุมาเต๊กโชรู้ว่า “ฮกหลงจะได้นายบัดนี้ก็สมควรอยู่แล้ว” และ  “ชีซีจะไปแต่ตัวนั้นไม่ได้ จะให้ขงเบ้งได้ความระกำใจ รากโลหิตออกมาเมื่อภายหลัง”

            เพราะเหตุนี้กลวิธีลองน้ำใจเล่าปี่จึงสาหัสนัก เริ่มตั้งแต่ครั้งแรกที่รู้ว่าเล่าปี่จะมาพบ ขงเบ้งก็แสร้งซ่อนตัวเสียในบ้าน แล้วสอนศิษย์น้อยให้โต้ตอบถ้อยคำกับเล่าปี่ ลวงเล่าปี่ให้ท้อใจกลับไปก่อน พอเล่าปี่กลับออกไปก็ได้พบกับเพื่อนที่ชื่อซุยเป๋งเดินสวนมา แล้วท่องโคลงเป็นปริศนาจนเล่าปี่สำคัญผิดหลงคำนับว่าเป็นขงเบ้งทำให้ได้รับความอัปยศเป็นครั้งแรก

            พอครั้งที่สองก็แสร้งให้เด็กน้อยลวงว่าอาจารย์อยู่ในบ้าน ทำให้เล่าปี่สำคัญผิดว่าจูกัดกิ๋นผู้น้องคือขงเบ้ง ได้รับความอัปยศเป็นหนสอง ครั้นขากลับเด็กน้อยก็ยังร้องบอกเป็นเชิงลวงว่า “อาจารย์ผู้เฒ่ามาโน่นแล้ว” ซึ่งเป็นการล่อให้หลงว่าขงเบ้งกำลังเดินทางกลับบ้าน ทำให้เล่าปี่ได้รับความอัปยศเป็นหนสาม 

            การที่เล่าปี่ไม่ระย่อท้อถอยต่อความอัปยศอดสูทั้งปวง ไม่ระย่อท้อถอยต่อความยากลำบากในการฝ่าลมหนาวและหิมะจากเมืองซินเอี๋ยมาที่เขาโงลังกั๋ง และโดยไม่ถือตัวว่าเป็นเชื้อพระวงศ์ชั้นพระเจ้าอาของพระมหากษัตริย์ดังนี้ แม้เล่าปี่จะยังไม่มีโอกาสได้พบขงเบ้ง แต่มหายุทธนาการที่ขงเบ้งได้สร้างป้อมปราการเพื่อคุ้มครองตัวไม่ให้ต้องออกไปวุ่นวายกับบ้านเมืองจนต้องถึงกับ “รากเลือกตายในภายหลัง” กำลังถูกพลังแห่งความศรัทธา ความเพียร ความสุจริตและความภักดีมั่นคงของเล่าปี่โจมตีจนโยกคลอน

            แม้ไม่มีผู้ใดรู้ใจของขงเบ้งในยามนี้ แต่หากแม้นมองขงเบ้งด้วยน้ำใจของมหาบัณฑิตผู้แจ้งฟ้าจบดินแล้ว คนลักษณะนี้ไม่มีอำนาจใดไปสั่นไหวจิตใจให้โยกคลอนเป็นประการอื่นไปจากความรักที่จะปลีกวิเวกอยู่กับธรรมชาติอันสงบตามวิถีแห่งลัทธิเต๋าได้ คงมีอำนาจเดียวเท่านั้นที่อาจสามารถโจมตีจิตใจของยอดคนผู้ซ่อนกายได้ นั่นคืออำนาจแห่งธรรม คือความศรัทธา ความสุจริต ความเพียร และความภักดีมั่นคง ดังนั้นน้ำใจของขงเบ้งในยามนี้น่าที่จะไม่เป็นปกติดังเดิม คงต้องสั่นไหวไปด้วยพลังอำนาจดังกล่าวนั้น

            เล่าปี่กลับถึงเมืองซินเอี๋ย ในหัวใจเต็มไปด้วยความทุกข์ร้อน ไม่เป็นอันกินอันนอน ครุ่นคิดถึงแต่เรื่องที่จะเชิญขงเบ้งมาทำราชการ กำจัดยุคเข็ญ ทำนุบำรุงแผ่นดินให้เป็นสุข แต่เนื่องด้วยเป็นเทศกาลฤดูหนาว อากาศหนาวจัด ไม่สามารถเดินทางออกจากเมืองซินเอี๋ยไปเขาโงลังกั๋งได้ เล่าปี่จึงสู้เก็บความทุกข์ร้อนไว้ในอก รอวันเวลาให้ฤดูหนาวผ่านพ้นไป

            ขึ้นเจี้ยนอันศกปีที่สิบสอง เดือนสามข้างแรม ฤดูหนาวกำลังผ่านพ้นไป ฤดูใบไม้ผลิกำลังเข้ามาเยือน อากาศเริ่มอบอุ่นขึ้น เล่าปี่ได้สั่งให้โหรประจำเมืองซินเอี๋ยเข้ามาตรวจชะตาว่าจะออกไปเชิญขงเบ้งอีกครั้งหนึ่งจะเป็นผลประการใด

            โหรประจำเมืองซินเอี๋ยตรวจดูดวงชะตาเล่าปี่และฤกษ์ผานาทีที่เล่าปี่ถามความแล้วพยากรณ์ว่าชะตาท่านในบัดนี้จะได้ที่ปรึกษาคนสำคัญ มีปัญญานุภาพพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินได้ แลบัดนี้ถึงเวลาที่ท่านจะได้พบกับคนผู้นี้แล้ว จงเตรียมตัวออกไปเชิญก็จะสำเร็จดังปรารถนา

            เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ ทั้งเห็นว่าขึ้นปีใหม่แล้วจึงเปลี่ยนเสื้อคลุมตัวใหม่เพื่อความเป็นศิริมงคล แลตัวเล่าปี่เห็นว่าการนี้ใหญ่หลวงนักเกรงว่าอุปสรรคจะขวางกั้น จึงอาบน้ำชำระกาย ทำใจให้ผ่องใสบริสุทธิ์ และกินเจอยู่ถึงสามวัน ครั้นถ้วนสามวันแล้วจึงจัดแจงสิ่งของกำนัลจะออกไปหาขงเบ้งเป็นครั้งที่สาม

            กวนอูเห็นอาการของเล่าปี่ตลอดช่วงปลายฤดูหนาวที่ไม่เป็นอันทำการอย่างอื่นนอกจากพะว้าพะวงอยู่ด้วยเรื่องจะไปเชิญขงเบ้ง ครั้นแลเห็นเล่าปี่ถือศีลกินเจเปลี่ยนเสื้อใหม่เพื่อจะไปหาขงเบ้งอีกจึงกล่าวกับเล่าปี่ว่า พี่ใหญ่ถ่อมตัวไม่เห็นแก่ความเป็นเชื้อพระวงศ์ออกไปเยือนขงเบ้งที่บ้านป่าด้วยตนเองถึงสองครั้ง แต่ขงเบ้งก็ไม่ให้พบ เป็นการเสียมารยาทยิ่ง ข้าพเจ้าคิดว่าขงเบ้งผู้นี้มีแต่ชื่อเสียงอันจอมปลอม หาใช่ผู้มีสติปัญญาที่แท้จริงไม่ จึงเกรงกลัวความจริงจะปรากฏแล้วหลีกเร้นเสียไม่ให้พบ

            แล้วว่าคนผู้นี้จะเป็นใคร มีความรู้แลสติปัญญาประการใดก็ไม่เคยปรากฏ เหตุไฉนพี่ใหญ่จึงต้องหลงเชื่อคำคน สาละวนอยู่กับคนที่ไม่เคยรู้จักถึงเพียงนี้

            เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ไม่ตอบคำกวนอู ยังคงเตรียมการเพื่อจะออกไปพบขงเบ้งตามความตั้งใจเดิม เตียวหุยเห็นเช่นนั้นจึงหนุนคำกวนอูโดยกล่าวขึ้นบ้างว่า คำกวนอูนั้นเหมือนน้ำใจข้าพเจ้า พี่ใหญ่แม้นอยากได้ตัวขงเบ้งก็ไม่จำเป็นที่จะต้องออกไปหาด้วยตัวเอง ข้าพเจ้าจะใช้ทหารให้ออกไปเชิญขงเบ้งมาพบท่านจงได้ หากแม้นขงเบ้งไม่ยอมมาข้าพเจ้าก็อาสาเอาแต่เชือกเส้นเดียวไปผูกจูงขงเบ้งมัดกลับมาให้ท่าน พี่ใหญ่อย่าได้เดินทางไปอีกเลย

            เล่าปี่เห็นสองน้องร่วมสาบานรุมเร้ากันทักท้วงดังนั้นก็โกรธ หันมาตวาดใส่กวนอู เตียวหุย แล้วว่าเจ้าทั้งสองคนพูดจาหยาบช้าล่วงเกินขงเบ้งนัก ประหนึ่งไม่รู้จักน้ำใจแลความคิดเรา ประวัติศาสตร์เป็นแบบอย่างก็มีมาให้เห็น เจ้าทั้งสองลืมไปแล้วหรือว่าแต่ครั้งพระเจ้าจิ๋วบุนอ๋องผู้เป็นพระมหากษัตริย์อันประเสริฐ มีกฤษดานุภาพยิ่งใหญ่ก้องฟ้าเกริกดิน ก็ยังทรงนับถือผู้มีสติปัญญา ทรงอุตส่าห์เสด็จจากพระนครออกไปเชิญเก่งสงเข้ามาทำราชการ และยังทรงถ่อมพระองค์เสด็จออกไปรับเก่งสงเข้าพระนครด้วยพระองค์เอง

            พระมหากษัตริย์อันประเสริฐยังเคารพบูชาบัณฑิตผู้เป็นปราชญ์ถึงเพียงนี้ สำมะหาอะไรกับตัวเราซึ่งอาภัพอับวาสนา เป็นแค่เจ้าเมืองซินเอี๋ยเล็ก ๆ เท่านี้ ย่อมสมควรที่เราจะต้องออกไปเชิญขงเบ้งมาทำราชการด้วยตนเองจึงจะชอบ หากพวกเจ้าไม่เต็มใจไปด้วยเราก็จงอยู่ที่เมืองซินเอี๋ยนี้เถิด

            กวนอู เตียวหุย ได้ฟังเล่าปี่ยืนยันขันแข็งเด็ดเดี่ยวนักก็คล้อยตามใจเล่าปี่ แล้วว่าเมื่อพี่ใหญ่จะออกไปเชิญขงเบ้ง ข้าพเจ้าทั้งสองก็พร้อมใจติดตามพี่ใหญ่ไปด้วย

            เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นจึงว่าเมื่อพวกเจ้าจะตามเราไปก็ตามใจพวกเจ้า แต่อย่าได้กล่าวความอันใดที่ลบหลู่ล่วงเกินขงเบ้งอีกเป็นอันขาด กวนอู เตียวหุย ก็รับคำ

            เมื่อเป็นเช่นนี้เล่าปี่จึงพากวนอู เตียวหุย และคนติดตามจึงออกจากเมืองซินเอี๋ยไปเขาโงลังกั๋ง ครั้นเดินทางมาใกล้เขาโงลังกั๋งยี่สิบเส้นสวนกับจูกัดกิ๋นน้องของขงเบ้ง เล่าปี่จึงคำนับแล้วถามว่าข้าพเจ้าจะมาคำนับขงเบ้ง วันนี้พี่ชายของท่านอยู่ที่บ้านหรือไม่

            จูกัดกิ๋นจึงว่าพี่ชายของข้าพเจ้าไปท่องเที่ยวกับเพื่อนเพิ่งกลับมาแต่วานนี้ วันนี้อยู่ที่บ้าน ท่านมาคราวนี้ไม่เสียทีเปล่าคงจะได้พบขงเบ้ง จงรีบเข้าไปเถิด กล่าวสิ้นคำแล้วจูกัดกิ๋นก็คำนับลาเล่าปี่เดินทางต่อไป

            เล่าปี่ทราบว่าขงเบ้งอยู่ที่บ้านก็มีความยินดี หันมากำชับกวนอู เตียวหุย ว่าเจ้าทั้งสองอย่าได้ลืมคำแล้วพูดจาลบหลู่สติปัญญาของขงเบ้งอีก สองน้องร่วมสาบานเห็นอาการกิริยาผู้เป็นพี่ใหญ่ขึงขังก็รับคำว่าพี่ใหญ่อย่าได้กังวลใจ

            เล่าปี่ขี่ม้าพากวนอู เตียวหุย ตรงเข้าไปถึงซุ้มประตูหน้าบริเวณลานกระท่อมของขงเบ้งจึงลงจากหลังม้า เห็นเด็กน้อยคนเดิมเดินออกมาจากประตูกระท่อมตรงเข้ามาหาเล่าปี่แล้วยิ้มให้เป็นการทักทาย เล่าปี่เห็นดังนั้นจึงว่าได้ทราบจากจูกัดกิ๋นว่าวันนี้อาจารย์ฮกหลงอยู่บ้าน วานเจ้าช่วยเข้าไปรายงานว่าเล่าปี่มาคำนับ

            เด็กน้อยตอบกลับมาว่า วันนี้อาจารย์ข้าพเจ้าอยู่บ้านก็จริงอยู่ แต่กำลังนอนหลับข้าพเจ้าไม่กล้าที่จะปลุกอาจารย์ดอก.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘