ตอนที่ 19 - อุบาย “หมูกินเซียน”

ผมทราบความในจดหมายแล้วก็ดีใจ แต่ก็หวั่นใจว่าคนกลัวเมียขนาดนี้จะเชื่อถืออะไรได้ ขนาดหลานแท้ ๆ ยังไม่กล้าพบหน้าต่อหน้าเมีย ไหนเลยจะกล้าเอาเวลาไปแสวงหาที่เรียนให้ แต่อย่างไรเสียก็ยังอุ่นใจว่าขนาดเมียควบคุมข่มเหงถึงเพียงนี้ ก็ยังสู้ห่วงหลานคิดอ่านจะหาที่เรียนให้

            สินได้บอกว่าโยมคนนี้มานั่งคุยกับพระทีไรก็จะคุยกันเป็นเวลานาน อย่ามัวเฝ้าคอยเลย แต่วันนี้ดีหน่อยที่ลูกสาวโยมตามมาด้วยพอเป็นเครื่องบำรุงความสุขทางสายตา ผมก็พยักหน้าแต่ไม่ได้ว่ากล่าวอะไร

            สินบอกอีกว่าอย่าไปสนใจเรื่องจิตกี่ดวง เพราะขืนมัวไปนั่งนับว่าจิตว่ามีกี่ดวงก็จะเป็นบ้าเสียเปล่า ๆ ดูเอาแต่พระมหาทรงธรรม์นั้นเถิด รู้ธรรมลึกซึ้งกว้างขวางยังไม่รู้จักปล่อยวาง ทุกวันมีสีหน้าท่าทางเคร่งเครียดจนผู้คนไม่กล้าเข้าใกล้

            ในเวลานั้นผมก็ยังสงสัยคำพูดของสินว่าการเรียนพระอภิธรรมมากจะทำให้คนเคร่งเครียดจริงดังคำที่สินว่าอย่างนั้นหรือ แต่ก็ได้เห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างพระอาจารย์ที่บ้านนอกซึ่งไม่เคยพูดถึงพระอภิธรรม แต่มีความอ่อนโยนสบาย ๆ ราวกับปุยเมฆที่ลอยไปในเวหา ผิดกับพระมหาทรงธรรม์ซึ่งเคร่งครัดเคร่งเครียดอย่างลิบลับ

            ผมเฝ้ารอคอยความหวังจากลุงว่าจะติดต่อให้ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนวัดเทพศิรินทร์อยู่หลายวัน วันเวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ครั้นถึงเวลาใกล้เปิดเทอมลูกผู้น้องก็กลับขึ้นมาจากบ้านเพื่อเตรียมตัวจะเข้าเรียนที่โรงเรียนวัดมกุฏกษัตริย์ ผมก็ยิ่งร้อนใจ เพราะยังไม่รู้จะหาที่เรียนที่ไหนเลย

            ลูกผู้น้องรับฝากจดหมายมามอบให้ผมสองฉบับ ฉบับแรกเป็นจดหมายของพ่อ บอกว่าให้พยายามขวนขวายหาที่เรียนเอง แม้จะมีความหวังว่าจะมีคนอื่นช่วยก็ตาม แต่ก็ต้องคิดพึ่งตนเองด้วย เพราะพระพุทธเจ้าสอนไว้ว่าตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน

            อีกฉบับหนึ่งเป็นจดหมายจากพระอาจารย์ที่ยังห่วงหาอาทรและยังคงให้ความเมตตากับผมมาโดยตลอด พระอาจารย์มีจดหมายมาราวกับว่าล่วงรู้ความทุกข์ร้อนในใจผมอย่างกระจ่างแจ้ง

            ในจดหมายของพระอาจารย์มีใจความสำคัญว่าความกังวลของคนมีมาแต่ความไม่รู้ความจริง เช่น ความที่ไม่ล่วงรู้ถึงอนาคตว่าอะไรจะบังเกิดขึ้น อย่าให้ความกังวลครอบงำใจมากจนเกินไปเพราะจะบดบังปัญญาและบั่นทอนกำลังใจให้อ่อนล้าลง เนื่องจากความกังวลเมื่อบังเกิดแล้วก็จะเกิดความว้าวุ่นทุรนทุรายในจิตใจ ทำให้กำลังความเพียรย่อหย่อนและเป็นความทุกข์

            พระอาจารย์ได้ให้กำลังใจว่าได้ตรวจดูแล้วคงจะมีที่เรียนแต่ต้องใช้ความพยายามสักหน่อยหนึ่ง พร้อมทั้งกำชับมาด้วยว่ามาอยู่ที่วัดระฆังแล้วอย่าได้ท้อถอยในสิ่งใด เรื่องไหนเกินกำลังคนก็ยังไม่เกินกำลังเทพ ดังนั้นหากขัดข้องถึงที่สุดแล้วก็ให้ไปขอกับเจ้าประคุณสมเด็จ ท่านคงประทานความเมตตาให้ได้ดังประสงค์ พระอาจารย์ได้อวยชัยให้พรตามประสาครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ว่าให้ผมประสพความสำเร็จตามที่ตั้งความปรารถนาจงทุกประการ

            ผมอ่านจดหมายจบแล้วให้มีความรู้สึกซาบซึ้งและสะเทือนใจจนน้ำตาไหลโดยไม่รู้สึกตัว พอคลายแล้วผมจึงสำรวมใจหันหน้าไปทางทิศใต้ ยกมือขึ้นไหว้รำลึกถึงพระคุณพ่อแม่และพระอาจารย์ที่ได้ให้สติ ให้กำลังใจ ในพลันนั้นความเชื่อมั่นก็บังเกิดขึ้นแก่ใจอย่างเต็มเปี่ยมว่าการณ์จะต้องเป็นไปตามที่พระอาจารย์ได้บอกมาในจดหมายนั้น

            ผมค่อยมีความอุ่นใจขึ้น ดังนั้นหลังจากหาข้าวหาปลากินในตอนเย็นวันนั้นแล้ว จึงเดินแวะเวียนผ่านไปตามถนนอรุณอัมรินทร์ ตรงเยื้องกับซุ้มประตูวัดระฆังมีร้านกาแฟเล็ก ๆ อยู่แห่งหนึ่ง เห็นในร้านมีคนเล่นหมากฮอสและมีคนมุงดูอยู่ราว 10 คน ผมเห็นว่าพอมีเวลาเหลือจึงแวะเข้าไปดูกับเขาบ้าง

            เห็นนักหมากฮอสประหลาดคนที่เคยพบที่ร้านกาแฟหน้าคณะหนึ่งวัดระฆังเมื่อวันก่อนที่ชื่อว่าเป๋กำลังเล่นหมากฮอสอยู่กับใครก็ไม่รู้ หมอเล่นหมากฮอสไปก็ร้องเพลงแหล่ไปเหมือนวันก่อน ฟังบทเพลงแล้วน่าสงสารยิ่งนัก

            ในบทเพลงที่นายเป๋แหล่อยู่นั้นเป็นเพลงที่เคยขับร้องโดยพร ภิรมย์ ชื่อเพลงเมียจาก มีความตอนหนึ่งว่า “ก่อนจะไปทำงานต้องถูบ้าน ซักผ้า หุงข้าวหุงปลาให้ลูกกินเสีย พาไปส่งโรงเรียน ผัวเพียรจนเพลีย ค่าเทอมก็เพิ่งเสียไปเมื่อวานซืน กางเกงก็ไม่เหลือ ทั้งเสื้อก็ขาด อเนจอนาถเงินขาดขมขื่น ทั้งโหลยาดองยังถูกเจ้าของเรียกคืน นี่อย่างช้ามะรืนก็ค่าน้ำ ค่าไฟ ทั้งค่าเช่าห้องเจ้าของเขาบอก ถ้าไม่ให้ก็ไล่ออก จะไปอยู่ทางไหน” อนาถหนอถ้าหากใครมีชีวิตเป็นดังที่ปรากฏในเนื้อความตามบทเพลงนี้

            คนที่มุงดูเขาเล่นหมากฮอสรู้สึกว่าจะมีความเพลิดเพลินถ้วนหน้ากัน ผมดูอยู่ครู่หนึ่งก็รู้ว่าเป็นการเล่นพนัน กระดานละ 10 บาท คู่เล่นของนายเป๋แต่งตัวภูมิฐานดูท่าจะเป็นคนมีฐานะ แต่สำหรับเชิงชั้นหมากฮอสนั้นดูไปแล้วฝีมือก็ไม่เท่าใดนัก ทั้งคู่ผลัดแพ้ผลัดชนะ ราวกับว่ามีฝีไม้ลายมือใกล้เคียงกัน

            หะแรกผมเข้าใจว่านายเป๋นี้ฝีมือคงไม่เท่าไหร่เพราะผมก็พอดูออกว่าคู่เล่นนั้น  ฝีมือพอประมาณ การที่นายเป๋เล่นหมากฮอสกับคนที่มีฝีมือพอประมาณและผลัดแพ้ชนะกันก็คงจะมีฝีมือไม่ต่างกันเท่าใด และทำให้คิดไปถึงคนประหลาดอีก 2 คน ที่เคยเล่นหมากฮอสกับนายเป๋ที่แผงลอยร้านกาแฟหน้าคณะหนึ่งว่าเมื่อพวกตัวมีฝีมือประมาณนี้ อีก 2 คนนั้นก็คงมีฝีมือประมาณกัน

            สักพักหนึ่งคู่เล่นของนายเป๋บอกว่าติดธุระและจะนัดเล่นกันใหม่ตอนกลางคืนที่ตลาดบ้านขมิ้น ขอให้เตรียมเงินเตรียมทองกันมาให้พร้อม นายเป๋ก็รับคำ ครู่หนึ่งคู่เล่นของนายเป๋ก็เดินออกไปจากร้านกาแฟ นายเป๋ยังคงนั่งขยับหมากฮอสอยู่คนเดียว เห็นผมเป็นคนท่าทางบ้านนอกจึงชวนผมลงเล่น ผมก็ไม่ขัดข้อง เพราะคิดเสียว่าฝีมือน่าจะใกล้เคียงกัน

            ผมรู้ตัวดีว่าฝีมือหมากฮอสผมเหนือกว่าคู่เล่นของนายเป๋ คาดว่าคงจะเอาชนะนายเป๋ได้ จึงเล่นด้วยความสบายใจ แต่เล่นกันไปหลายกระดานก็ยังคู่คี่ก้ำกึ่งอยู่นั่นเอง ผมรู้สึกเฉลียวใจว่าน่าจะมีอะไรผิดปกติ เพราะถ้าหากนายเป๋มีฝีมือขนาดทัดเทียมกับคนที่เป็นคู่เล่นเมื่อสักครู่นี้ก็คงจะสู้ผมไม่ได้แน่ แต่ไฉนจึงกลับสูสีผลัดแพ้ผลัดชนะ และเวลาที่นายเป๋จะแพ้ก็แพ้แบบขาดลอย แต่เวลาเป็นตาที่ผมแพ้กลับเป็นการแพ้อย่างหวุดหวิด ไม่ได้เป็นการแพ้แบบขาดลอยแบบนายเป๋ ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติ

            ในระหว่างเล่นหมากฮอสด้วยกันนั้นนายเป๋ชวนผมเล่นพนัน แต่ผมไม่มีนิสัยชอบทางการพนันจึงปฏิเสธ นายเป๋บอกว่าไม่ได้พนันอะไรกันมากมาย เอาแค่พนันกันว่าใครแพ้จ่ายค่ากาแฟก็ได้ ผมอยากจะลองว่ามีอะไรซ่อนเร้นอยู่จึงตอบตกลง แต่มีเงื่อนไขว่าขอเล่นกัน 10 กระดาน ใครแพ้มากกว่าคนนั้นเป็นผู้จ่ายค่ากาแฟ นายเป๋ก็ตกลงแต่โดยดี

            ผมเล่นหมากฮอสกับนายเป๋ครบ 10 กระดาน ปรากฏว่านายเป๋แพ้ผม 7 กระดาน และชนะผมเพียง 3 กระดาน ดังนั้นนายเป๋จึงเป็นผู้จ่ายค่ากาแฟในวันนั้นในฐานะเป็นผู้แพ้ แต่ผมกลับเฉลียวใจว่านายเป๋จะแพ้จริงหรือแกล้งแพ้กันแน่ และฝีมือที่แท้จริงของนายเป๋นั้นเป็นประการใด

            นายเป๋บอกว่าฝีมือหมากฮอสผมเหนือกว่าเขา ถ้าจะเล่นกันคราวต่อไปผมก็จะต้องเป็นฝ่ายต่อแต้มให้กับนายเป๋ คือในจำนวน 5 กระดาน ถ้าหากผมชนะไม่ถึง 3 กระดาน คือถ้ามีเสมอแม้กระดานเดียวก็ต้องถือว่าผมแพ้ และคราวหน้าควรจะพนันกันกระดานละ 10 บาท ตามจำนวนที่แพ้ชนะ ผมก็ว่าไว้พบกันวันหน้าค่อยว่ากันอีกทีก็ได้เพราะเห็นเจอหน้ากันแถวนี้ คงจะมีเวลาพบหน้ากันอีก

            แต่ในใจผมนั้นรำลึกถึงคำของก๋งที่เคยสอนสั่งตั้งแต่ครั้งยังน้อยว่าคนเราจะดูแต่หน้าค่าตา อากัปกิริยาภายนอกนั้นไม่ได้ เพราะที่ปรากฏอย่างหนึ่งแต่ความจริงอาจจะเป็นอีกอย่างหนึ่ง คนร้ายนั้นมักจะแฝงมาด้วยกิริยาวาจาที่น่าเชื่อถือชวนให้ลุ่มหลง หรือเผยลู่ทางให้เห็นว่ามีทางจะได้ประโยชน์เสียก่อน แต่บางคนแม้ภายนอกหยาบคายกระด้าง ส่วนเนื้อในใจแท้จริงอาจเป็นคนซื่อตรงก็เป็นได้

            ก๋งยังสอนไว้ด้วยว่าชีวิตของคนเราจะต้องแข่งขันต่อสู้ไม่มีที่สิ้นสุด ปัญหาไม่ได้อยู่ที่จะสู้แพ้ชนะอย่างไร แต่อยู่ที่ว่าควรจะสู้หรือไม่ต่างหาก หากไม่รู้จักข้อนี้ต่อให้เก่งกล้าสามารถอย่างไรก็ไม่สามารถดำรงชีวิตที่เป็นปกติอยู่ได้ ก๋งบอกว่าถ้าคิดว่าสู้ได้และชนะแม้สมควรจะต่อสู้ แต่ถ้าชนะได้โดยไม่ต้องสู้ก็จะดีกว่า และถ้าคิดว่าสู้ไม่ได้ก็อย่าคิดสู้ตายเป็นอันขาด เพราะถ้าคิดอย่างนั้นก็จะตายจริง ๆ

            รำลึกได้เช่นนั้นผมจึงระแวงฝีมือนายเป๋ว่าน่าจะเป็นนักต้มตุ๋นในเรื่องการพนันหมากฮอสเสียเป็นแน่ และเมื่อระแวงดังนั้นแล้วผมก็ติดใจอยากใคร่จะรู้ความจริง ดังนั้นในวันรุ่งขึ้นเวลาเย็นผมไปกินข้าวแถวตลาดบ้านขมิ้นและได้แวะไปที่ร้านกาแฟของนายโถซึ่งเป็นแหล่งเล่นหมากฮอสในย่านนั้น

            ได้ลองสอบถามคนขายกาแฟว่าเมื่อคืนนี้มีคนมาเล่นพนันหมากฮอสกันหรือไม่ เขาก็ว่ามี ผมถามว่าเป็นใครมาเล่นบ้าง เขาก็บอกว่าคนหนึ่งชื่อเป๋ อีกคนหนึ่งไม่รู้จักว่าชื่ออะไร และผลการเล่นในคืนนั้นปรากฏว่าเล่นหมากฮอสกันตั้งแต่ 3 ทุ่ม ไปเลิกเอาตอนตี 2 ในตอนแรกก็ผลัดแพ้ผลัดชนะ แต่อัตราค่าเดิมพันได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

            ผลที่สุดปรากฏว่าคู่เล่นของนายเป๋แพ้จนหมดตัว เมื่อเงินหมดแล้วยังสู้เอาสร้อยคอทองคำหนัก 10 บาท จำนำกับเจ้าของร้านเอามาเป็นเดิมพันเล่นหมากฮอสอีก และในที่สุดก็แพ้จนหมดตัวอีก คู่เล่นของนายเป๋แพ้แล้วยังไม่รู้จักแพ้ ยังสงสัยว่าที่แพ้เพราะฟลุคหรือเพราะมีอารมณ์หงุดหงิดคั่งค้างในจิตใจ จึงท้านายเป๋ว่าอีกสัปดาห์ข้างหน้าจะมาเล่นแก้มือกันใหม่

            ผมได้ทราบความดังนั้นก็กระจ่างในหัวใจว่าที่ตั้งความระแวงสงสัยนั้นเห็นจะไม่ผิดแน่แล้ว และนายเป๋ผู้นี้คงจะเป็นเซียนหมากฮอสในระดับที่ไม่เบา แต่เป็นเซียนพนันที่แฝงตัวทำตัวเป็นหมู และฝีมือที่เป็นเซียนหมากฮอสนั้นยังไม่สำคัญเท่ากับความสามารถในการปิดบังความสามารถจนอีกฝ่ายหนึ่งไม่อาจล่วงรู้ได้ ทำตัวเป็นหมูได้อย่างแนบเนียน จนอีกฝ่ายหนึ่งจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน แม้ว่าแพ้จนหมดตัวแล้วยังมีข้อกังขาไม่รู้ว่าแพ้ คิดจะมาแก้มืออีก หากเวลาสัปดาห์ข้างหน้ามาถึงก็คงจะแพ้หมดตัวอีกตามเคย

            ผมคิดดังนั้นแล้วก็คำนึงไปถึงว่าหากเจอนายเป๋ในวันข้างหน้าและถูกท้าเล่นพนันหมากฮอสจะทำฉันใด พลันก็นึกถึงคำของเจ้าของร้านแผงลอยขายกาแฟหน้าคณะหนึ่งซึ่งเป็นนักบิลเลียดตัวยง และนิยมที่จะใช้คำพูดว่าเซียนปราบเซียนสู้หมูปราบเซียนไม่ได้

            ผมเข้าใจความหมายนี้ในทันทีนั้นเอง จึงตั้งใจว่าวันหน้าเจอนายเป๋มาท้าพนันหมากฮอสอีกก็จะหาทางใช้วิธีกลหมูปราบเซียนสู้กับนายเป๋ดู อย่าให้นายเป๋ได้ทันรู้ว่าผมรู้เท่าทันแล้ว

            รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่งเวลาบ่ายหลังข้าราชการเลิกงานแล้ว เห็นนายเป๋มานั่งอยู่ที่โต๊ะกระดานหมากฮอสที่แผงลอยร้านกาแฟหน้าคณะหนึ่ง พอเห็นผมเข้าก็ดีใจ เรียกไปเล่นหมากฮอส ผมคะเนการณ์มั่นเหมาะอยู่ในใจแล้วจึงเข้าไปเล่นกับนายเป๋ด้วยดี

            ตอนแรกนายเป๋ก็ท้าว่ากระดานแรกใครแพ้เป็นคนจ่ายค่ากาแฟก็แล้วกัน ผมก็รับคำ ผลปรากฏว่ากระดานแรกผมชนะขาดลอย จึงเป็นอันว่านายเป๋ต้องเป็นผู้จ่ายค่ากาแฟเที่ยวนั้นอีก ถือได้ว่าผมเป็นหมูกินเซียนครั้งที่สองแล้ว

            เมื่อนายเป๋แพ้กระดานแรกแล้วกลับท้าว่าคราวนี้พนันกันด้วยเงินจะดีกว่า ตัวผมเองไม่ชอบการพนันเลยด้วยน้ำใสใจจริง แต่เพราะมีความคิดที่จะใช้กลหมูปราบเซียนและเพื่อจะได้ทำความรู้จักกับนายเป๋ ดังนั้นจึงตอบตกลง แล้วบอกกับนายเป๋ว่าขอกระดานละบาทเดียวก่อนก็แล้วกัน พอสนุกสนาน แล้วค่อย ๆ เพิ่มเดิมพันต่อภายหลัง

            นายเป๋ก็ว่าบาทเดียวเสียเวลา เอากระดานละ 10 บาทดีกว่า ผมรู้ทันจึงบอกว่ายังไม่รู้ฝีมือว่าเป็นประการใด หากรู้ชัดแล้วก็อยากจะพนันกระดานละ 200 บาท ชั้นนี้ขอเป็นกระดานละ 5 บาทก่อนก็แล้วกัน

            นายเป๋กล่าวอีกว่าให้ผมเป็นฝ่ายต่อแต้มตามที่พูดไว้เมื่อวันก่อน ผมตอบกลับไปว่าผมอายุน้อยกว่านายเป๋ตั้งหลายปี เพิ่งรู้จักกันไม่กี่วัน จะต่อกันได้อย่างไร หากจะต่อก็ต้องถืออายุเป็นเกณฑ์คือนายเป๋ต้องเป็นฝ่ายต่อให้กับผม แต่นายเป๋กลับบอกว่าเกิดมาชีวิตนี้ไม่เคยต่อฝีมือให้กับใครเลย เอาเป็นว่าเล่นแต้มเท่ากันก็แล้วกัน ผมก็ตกลง

            ผมสังเกตเห็นแววตาของนายเป๋มีความกระหยิ่มยินดีก็รู้ได้ว่านายเป๋คงตั้งความหวังว่าในเวลาต่อไปผมจะตกลงเล่นพนันกระดานละ 200 บาท ผมก็นึกกระหยิ่มในใจบ้างว่าเซียนก็หลงกลเป็นเหมือนกัน และทำให้เข้าใจว่าฝีไม้ลายมือที่แท้จริงยังไม่สำคัญเท่ากับสติปัญญาในการใช้อุบายก็ในคราวนี้แหละ

            ผมเล่นกับนายเป๋ไปได้ 3 กระดาน ปรากฏว่ากระดานแรกผมชนะหวุดหวิด กระดานที่ 2 เสมอกัน กระดานที่ 3 ผมชนะนายเป๋อย่างขาดลอย ผมได้เงินค่าพนันในครั้งนี้ 10 บาท ผมนึกในใจว่าได้ค่าพนันครั้งนี้เป็นเรื่องหมูกินเซียนครั้งที่สามแล้ว แต่นายเป๋กลับท้าว่าเพิ่มเดิมพันเป็นกระดานละ 20 บาทจะดีกว่า จะได้คุ้มค่ากับเวลา.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘