ตอนที่ 197. ความฉลาดที่ขาดความเฉลียว

ชีซีอุปมาขงเบ้งเสมอด้วยเตียวเหลียง วีรชนคู่บารมีของพระเจ้าฮั่นโกโจ มาบัดนี้สุมาเต๊กโชก็ได้เปรียบขงเบ้งว่ามีสติปัญญาเป็นอันมากเหมือนกับขวัญต๋ง งักเย ซึ่งเป็นผู้เรืองปัญญาในยุคเลียดก๊ก มีตำแหน่งเป็นอัครมหาเสนาบดีแล้วได้คิดอ่านทำนุบำรุงแผ่นดินจนเป็นสุข และเจริญรุ่งเรือง มีกิตติศัพท์ลือเลื่องประดุจฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย

            กวนอูซึ่งอยู่ในที่นั้นด้วยได้ฟังคำสุมาเต๊กโชยกย่องขงเบ้งเสมอด้วยขวัญต๋ง งักเย ซึ่งเป็นวีรชนของผู้คนทั้งแผ่นดินตลอดระยะเวลาอันยาวนานก็ขัดใจ ไม่ปลงใจเชื่อว่าจะมีผู้ใดในแผ่นดินมีสติปัญญาเสมอด้วยขวัญต๋งแลงักเย จึงท้วงขึ้นว่าคำอันท่านกล่าวนี้ข้าพเจ้าไม่เห็นพ้องด้วย อันขวัญต๋งแลงักเยนั้นเป็นวีรชนผู้มีคุณแก่แผ่นดินมาแต่ก่อน มีกิตติศัพท์ กิตติคุณงดงามยิ่งใหญ่ก้องทั่วฟ้าแลมหาสมุทร ไฉนจึงเอาขงเบ้งซึ่งเป็นชาวบ้านป่ายกขึ้นมาเปรียบเทียบกับวีรชนทั้งสองท่านดังนี้

            สุมาเต๊กโชได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ แล้วตอบว่า “เราว่าแต่เพียงนี้เป็นประมาณดอก พิเคราะห์ดูสติปัญญาของขงเบ้งนั้นจะเปรียบได้ถึงเก่งสง ผู้เป็นที่ทำนุบำรุงแผ่นดินพระเจ้าจิ๋วบุนอ๋อง ซึ่งได้เสวยราชสมบัติสืบมาได้ถึงแปดร้อยปีนั้นอีก”

            อันเก่งสงผู้นี้ประวัติศาสตร์จีนในยุคก่อนสามก๊กได้ยอมรับนับถือว่าเป็นผู้เรืองปัญญาแลความสามารถยิ่งกว่าผู้ใด พระเจ้าจิ๋วบุนอ๋องได้เสด็จออกจากพระนครไปเชิญเก่งสงให้มาทำราชการด้วยพระองค์เอง และเมื่อคราวเก่งสงเดินทางเข้าเมือง พระเจ้าจิ๋วบุนอ๋องซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์อันประเสริฐก็ได้ถ่อมพระองค์เชิดชูเกียรติคุณของเก่งสงให้ปรากฏไว้ในแผ่นดินโดยเสด็จพระราชดำเนินออกไปต้อนรับเก่งสงถึงนอกเมือง หลังจากเก่งสงเข้าทำราชการแล้วได้สร้างวีรกรรมและผลงานมากหลายยิ่งกว่าผู้ใดในประวัติศาสตร์ เพราะเหตุนี้วีรชนผู้นี้จึงมีกิตติศัพท์ลือเลื่องว่าเป็นผู้วางรากฐานแห่งการปฏิรูปทั้งด้านการเมืองและการปกครองแลการพัฒนาประเทศจีนในยุคประวัติศาสตร์ และทำให้ราชวงศ์ของพระเจ้าจิ๋วบุนอ๋องมั่นคงสถาพร สืบทอดต่อเนื่องยืนยาวนานได้ถึงแปดร้อยปี ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์จีน

            สุมาเต๊กโชกล่าวสิ้นคำแล้วก็คำนับลาเล่าปี่ เล่าปี่จะชักชวนให้อยู่กินโต๊ะก็ไม่ยอมรั้งรอรีบลาเล่าปี่แล้วเดินกลับออกไป พอเดินออกมาถึงประตูจวน สุมาเต๊กโชก็เงยหน้าขึ้นมองฟ้า หัวเราะแล้วว่า “ฮกหลงจะได้นายบัดนี้ก็สมควรอยู่แล้ว แต่เราคิดเสียดายด้วยเป็นคนอาภัพหาบุญมิได้”

            ว่าแล้วสุมาเต๊กโชก็สะบัดแขนเสื้อพลิ้วไสว เอามือทั้งสองมาไพล่ไว้ข้างหลังแล้วเดินลับตาไป

            ทางด้านชีซีเมื่อออกจากเขาโงลังกั๋งแล้วได้ขี่ม้ารีบเดินทางไปยังเมืองฮูโต๋ พอเดินทางล่วงเข้าถึงด่านชายแดน นายด่านเห็นชีซีเป็นชาวเมืองอื่นและเดินทางมาจากทิศทางของแดนเมืองเกงจิ๋ว ซึ่งเป็นปรปักษ์อยู่กับเมืองหลวงจึงเชิญชีซีมาซักไซร้ไต่ถาม

            ชีซีจึงแจ้งความทั้งปวงให้นายด่านได้ทราบ พอนายด่านทราบความแล้วเห็นจะเป็นความชอบแก่ตัวจึงรีบสั่งให้ม้าเร็วรีบเดินทางล่วงหน้าไปเมืองหลวงเพื่อรายงานความให้โจโฉทราบ แล้วจัดแจงเลี้ยงดูต้อนรับชีซีเป็นอย่างดี

            พอโจโฉได้ทราบความว่าชีซีกำลังเดินทางมาเมืองหลวงก็ดีใจที่เห็นแผนการสมคะเน คิดที่จะผูกใจชีซีให้ยินยอมพร้อมใจทำราชการอยู่ในเมืองหลวงจึงเรียกซุนฮกและเทียหยกเข้ามาสั่งการให้แต่งขบวนเกียรติยศยกไปรอต้อนรับชีซีที่หน้าประตูเมือง

            ซุนฮกซึ่งเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่และเทียหยกที่ปรึกษาคนสำคัญของโจโฉรับคำสั่งแล้วคำนับลาโจโฉออกมาจัดแจงเตรียมการแล้วยกขบวนออกไปตั้งรอต้อนรับชีซีอยู่ที่นอกประตูเมือง

            ทางฝ่ายชีซีหลังจากยินยอมรับการต้อนรับรับรองจากนายด่านอย่างสมเกียรติแล้ว ได้คำนับลาแล้วรีบเดินทางเข้าสู่เมืองหลวง พอมาใกล้ประตูเมืองเห็นขบวนกองเกียรติยศตั้งเป็นทิวแถว ครั้นขี่ม้าเข้าไปใกล้ก็มีทหารรักษาการณ์วิ่งตรงเข้ามาคำนับแล้วถามว่าตัวท่านนี้คือใคร เดินทางมาจากที่ไหน 

            ชีซีตอบว่าตัวเรานี้คือชีซี เดินทางมาแต่เมืองเกงจิ๋ว ต้องการจะเข้าพบท่านอัครมหาเสนาบดี ทหารรักษาการณ์ผู้นั้นทราบความแล้วจึงรีบวิ่งเข้าไปรายงานให้ซุนฮกทราบ

            ครั้นทราบความแล้ว ซุนฮกและเทียหยกจึงขี่ม้ามาหยุดไว้ข้างหน้าม้าของชีซี คำนับชีซีแล้วว่าท่านอัครมหาเสนาบดีทราบว่าท่านจะเดินทางมาเมืองหลวงจึงมีความยินดียิ่งนัก ให้ข้าพเจ้าทั้งสองคนนำกองขบวนเกียรติยศออกมารอต้อนรับ ขอเชิญท่านไปพบท่านอัครมหาเสนาบดีพร้อมกันเถิด

            ชีซีได้ฟังดังนั้นความครุ่นคิดคำนึงถึงมารดาก็ค่อยคลายลง เพราะคาดว่าอีกไม่กี่ชั่วยามก็จะได้พบหน้ามารดาให้สมกับที่ได้ดั้นด้นมาแต่ทางไกล จึงรับคำซุนฮกและเทียหยก

            ซุนฮกและเทียหยกได้นำชีซีพร้อมด้วยขบวนกองเกียรติยศเดินทางเข้าประตูเมือง แล้วตรงไปยังจวนของโจโฉ พอไปถึงที่หน้าจวนเห็นโจโฉออกมายืนต้อนรับอยู่ก่อนแล้ว ซุนฮกจึงบอกชีซีว่านั่นแล้วคือท่านอัครมหาเสนาบดี ว่าแล้วทั้งสามคนก็ตรงเข้าไปคำนับโจโฉตามอย่างธรรมเนียม

            พอคำนับเสร็จซุนฮกจึงรายงานแก่โจโฉว่าบัดนี้ชีซีได้เดินทางมาเมืองหลวงตามคำของมารดาแล้ว จึงพร้อมกันมาคารวะท่าน

            โจโฉได้เชิญทั้งสามคนเข้าไปนั่งที่ห้องรับรองในจวน แล้วจึงกล่าวกับชีซีว่า “ตัวท่านเป็นคนมีสติปัญญาอยู่ เหตุไฉนจึงไปอยู่กับเล่าปี่ซึ่งเป็นคนหาบรรดาศักดิ์มิได้”

            ชีซีเป็นคนมีสติปัญญาและรู้การธรรมเนียม ได้ฟังคำโจโฉแล้วแม้จะขุ่นข้องอยู่ในใจแต่สู้ข่มไว้แล้วตอบไปด้วยน้ำเสียงอันราบเรียบว่า “ซึ่งข้าพเจ้าไปอยู่กับเล่าปี่นั้นเพราะแต่ก่อนข้าพเจ้าทำความผิดเป็นข้อใหญ่กลัวเขาจะจับได้จึงเปลี่ยนชื่อเสีย แล้วเที่ยวหนีซอกซอนไปถึงเมืองซินเอี๋ย พอพบเล่าปี่ได้พูดจาเป็นมิตรรักใคร่กัน ข้าพเจ้าจึงอยู่ด้วย บัดนี้ข้าพเจ้ารู้ว่ามหาอุปราชเอามารดาข้าพเจ้ามาไว้ ข้าพเจ้าก็มีความยินดีนัก ข้าพเจ้าจึงมาหา”

            โจโฉได้ฟังดังนั้นจึงว่าท่านเดินทางมาครั้งนี้ก็ดีแล้ว เป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่าท่านนี้มีความกตัญญูกตเวทีต่อมารดาผู้เป็นบุพการี สองแม่ลูกได้พบหน้ากันจะได้ปรนนิบัติรับใช้มารดาให้มีความสุขตามประเพณีสืบไป ตัวเรามีความยินดีที่ได้เห็นผู้มีความกตัญญูดั่งนี้จึงตั้งใจจะทำนุบำรุงท่านให้มีเกียรติยศปรากฏในแผ่นดิน

            แล้วโจโฉจึงว่าท่านเดินทางไกลมาเหนื่อยนัก จงไปพบมารดาแล้วพักผ่อนอยู่ด้วยกันแต่เวลานี้เถิด วันเวลาว่างลงเมื่อใดเราจะได้เชิญท่านมากินโต๊ะสนทนาให้เป็นที่เบิกบานใจ

            ชีซีรับคำโจโฉแล้วคำนับลาโดยมีทหารนำทางไปที่เรือนพักของมารดา ครั้นมาถึงเรือนพักแล้วชีซีจึงแจ้งให้หญิงรับใช้เข้าไปรายงานให้มารดาทราบ

            มารดาชีซีทราบความก็ดีใจเป็นอันมากที่ได้พบบุตรซึ่งพลัดพรากจากกันเป็นเวลานาน จึงรีบออกมาที่ห้องรับรอง

            ชีซีเห็นมารดาแล้วก็ร้องไห้ คุกเข่าคำนับหมอบอยู่แทบเท้าของมารดา แต่พอมารดาของชีซีได้สติยั้งคิดก็ประหลาดใจว่าเหตุใดชีซีจึงมาเยือนถึงเมืองหลวงจึงรีบถามว่า เหตุใดเจ้าจึงทราบว่าเราพำนักอยู่ที่นี่แล้วมาเยือนเราได้ถูกที่

            ชีซีได้ฟังดังนั้นก็ฉงนใจ จึงเล่าความตั้งแต่ได้พบกับเล่าปี่ ช่วยคิดอ่านการศึก จนได้ชัยชนะแก่กองทัพของโจหยิน แล้วมารดามีหนังสือไปบอกว่าถูกโจโฉจับกุมตัว ให้รีบมาช่วยเหลือ มิฉะนั้นจะไม่พ้นโทษประหาร

            มารดาชีซีได้ฟังดังนั้นตรองความแล้วก็รู้ว่าชีซีต้องกลของโจโฉ ลวงเอาตัวมาจากเล่าปี่ก็โกรธชีซีเป็นอันมาก เอามือตบเก้าอี้จนถ้วยและกาน้ำชาพลัดตกลงแล้วว่า “อ้ายจัญไรโฉดเขลาหาปัญญามิได้ ธรรมเนียมมีหรือเกิดมาเป็นชาย มิได้พินิจพิเคราะห์ ได้แต่หนังสือแล้วก็เชื่อฟังเอา เสียแรงเที่ยวเรียนวิชามาแต่น้อยคุ้มใหญ่ คิดว่าจะดีเทียมคน มิรู้เลยว่าจะกลับซ้ำร้ายไปอีก กูจะอยู่ให้คนเห็นหน้าก็จะพลอยอายด้วย”

            มารดาชีซีด่าชีซีด้วยถ้อยคำอันรุนแรงเพราะน้ำใจนางนั้นยึดมั่นกตัญญูจงรักภักดีในพระราชวงศ์ฮั่น แรกได้ฟังว่าชีซีไปอยู่รับราชการด้วยเล่าปี่ซึ่งเป็นเชื้อสายของพระเจ้าเหี้ยนเต้ น้ำใจก็ล้นด้วยปิติเพราะคิดว่าเกิดมาเป็นข้าแผ่นดินได้รับใช้เชื้อพระวงศ์ดังนี้ย่อมไม่เสียทีที่เกิดมา แต่พอฟังลำดับมาถึงความที่ชีซีถูกโจโฉใช้อุบายลวงมาจากเล่าปี่ก็เสียน้ำใจนักที่บุตรผู้มีสติปัญญาแต่ขาดความเฉลียว เพ่งเอาแต่ความกตัญญูจนเกินการ ทำให้สติปัญญาถูกบดบัง จึงถูกศัตรูแผ่นดินลวงเอาดังนี้ ด่าชีซีสิ้นคำแล้วแม่เฒ่าก็หันหลังเดินกลับเข้าไปที่ข้างใน

            ชีซีได้ฟังคำมารดาก็รู้ว่าถูกโจโฉแต่งอุบายปลอมจดหมายไปลวงตัวมาจากเล่าปี่ก็เสียใจ ก้มหน้าร้องไห้อยู่กับที่จนแม่เฒ่าลับประตูห้องโถงเข้าไป ชีซีก็ยังร้องไห้หมอบนิ่งอยู่ที่นั้น

            แม่เฒ่าตรงเข้าไปที่ห้องนอน ลั่นกลอนประตูแล้วผูกคอตาย

            ในขณะที่แม่เฒ่าตรงรี่เข้าห้องนอนด้วยความรันทดสุดแสนประมาณนั้น หญิงรับใช้ประจำเรือนสังเกตอาการก็พรั่นใจ เห็นแม่เฒ่าเข้าห้องไปครู่หนึ่งแล้วก็เงียบเสียงจึงสงสัย เข้าไปเคาะที่ประตูก็ไม่มีเสียงขานรับ ร้องเรียกเท่าใดก็ไม่มีเสียงตอบจากแม่เฒ่า ให้รู้สึกตกใจนัก ออกไปตามพรรคพวกหญิงรับใช้ด้วยกันแล้วผลักดันประตูจนกลอนที่ลั่นดานไว้นั้นหักสะบั้น

            พอประตูเปิดออกภาพที่ปรากฏแก่ตาทุกผู้คนทำให้หญิงรับใช้ทุกคนร้องออกมาพร้อมกันว่าแม่เฒ่าผูกคอตายแล้ว หญิงรับใช้คนหนึ่งได้สติก่อนเพื่อนจึงรีบวิ่งออกมาที่ชีซี แล้วบอกว่าแม่เฒ่าผูกคอตายเสียแล้ว

            ชีซีได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ รีบวิ่งเข้าไปข้างในโดยมีหญิงรับใช้วิ่งนำไปที่ห้องของแม่เฒ่า ชีซีเห็นภาพแม่เฒ่าผูกคอตายก็เสียใจร้องไห้ รีบเข้าไปแก้แม่เฒ่าออกจากบ่วงที่คล้องคอแต่ไม่ทันการ แม่เฒ่าสิ้นลมเสียก่อนแล้ว

            ชีซีกอดแม่เฒ่าแล้วร้องไห้จนสิ้นสติสมประดีไป พักหนึ่งก็ฟื้นขึ้นจึงให้จัดแจงแต่งการศพของมารดาผู้วายชนม์

            โจโฉได้ทราบความที่มารดาชีซีผูกคอตายก็ตกใจ คาดคิดไม่ถึงว่าหญิงชราชาวบ้านนอกผู้นี้จะมีน้ำใจเด็ดเดี่ยวถึงเพียงนี้ แต่คิดที่จะถนอมน้ำใจชีซีไว้ต่อไปจึงสั่งเจ้าหน้าที่ให้จัดแจงแต่งการศพของมารดาชีซีอย่างสมเกียรติ ทั้งมอบข้าวของเงินทองเป็นอันมากเพื่อบำรุงขวัญของชีซี

            ชีซียอมรับเอาแต่การพิธีงานศพของมารดา ส่วนบรรดาข้าวของทั้งปวงนั้นไม่ยอมรับ กลับมอบคืนแก่โจโฉจนสิ้น

            ครั้นเสร็จพิธีการศพแล้ว ชีซีจึงให้นำศพมารดาไปฝังไว้ที่นอกเมืองฮูโต๋ทางทิศใต้ ตัวชีซีเองออกไปไว้ทุกข์เฝ้าหน้าหลุมฝังศพตามธรรมเนียมอยู่ถึงเดือนหนึ่ง

            พอเสร็จงานศพมารดาชีซีแล้ว โจโฉจึงเชิญบรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองทั้งปวงมาปรึกษาเตรียมการยกทัพลงใต้ปราบปรามเล่าเปียวและซุนกวน

            ซุนฮกได้ฟังปรารภของโจโฉดังนั้นจึงทักท้วงว่าขณะนี้เป็นเวลาเดือนอ้าย อยู่ในเทศกาลหน้าหนาว หากจะกรีฑาทัพในยามนี้ทหารจะได้ยากลำบากนัก ทั้งเป็นฤดูกาลที่ไม่ควรแก่การยาตราทัพ เพราะเพียงข้าศึกตั้งรับอยู่แต่ในเมืองก็จะเสียทีแก่ข้าศึกโดยง่าย ไว้ถึงฤดูร้อนแล้วจึงค่อยยกกองทัพไป

            โจโฉได้ฟังคำท้วงดังนั้นก็เห็นด้วยจึงสั่งให้งดกองทัพไว้ และมีคำสั่งให้เร่งฝึกปรือทหารเพื่อการรบทางเรือตามที่ได้เตรียมการไว้ที่ริมฝั่งแม่น้ำเจียงโหนั้น

            ฝ่ายเล่าปี่เมื่อสุมาเต๊กโชอำลาจากไปแล้ว ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เตรียมข้าวของเป็นกำนัลในการที่จะออกไปคำนับขงเบ้ง ณ เขาโงลังกั๋ง

            รุ่งขึ้นเวลาเช้าลมหนาวโชยมาเย็นยะเยือก เล่าปี่ก็มิได้ย่อท้อพากวนอู เตียวหุย พร้อมทั้งข้าวของที่เตรียมไว้นั้นออกจากเมืองซินเอี๋ยจะไปหาขงเบ้ง ณ เทือกเขามังกรหลับ

            เล่าปี่ในวันนี้ตระหนักแน่แน่วมั่นคงแล้วว่า หนทางก่อร่างสร้างตัวปราบยุคเข็ญ สร้างความร่มเย็นแก่แผ่นดิน ทำนุราชวงศ์ฮั่นให้สถาพรจักสำเร็จได้ก็แต่โดยการแสวงหาผู้มีปัญญาหลักแหลมมาเป็นที่ปรึกษาและคนผู้นี้คืออาจารย์ฮกหลง จูกัด-เหลียง ขงเบ้ง.
 

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘