ตอนที่ 193. อานุภาพแห่งปัญญา
โจหยินปราชัยในการยุทธที่ทุ่งหน้าเมืองซินเอี๋ยด้วยการรบแบบค่ายกลพยุหะแก่เล่าปี่ สูญเสียทหารเป็นจำนวนมากก็เสียน้ำใจ ครั้นได้ฟังคำท้วงติงของลิเตียนที่เป็นห่วงเมืองห้วนเสียว่าอาจถูกเล่าปี่ลอบยกกำลังไปยึดก็พรั่นใจ แต่แรงมานะยังเปี่ยมอยู่ในหัวใจและคิดว่าเล่าปี่ได้ชัยชนะแล้วจะตั้งอยู่ในความประมาท จึงคิดที่จะยกกำลังเข้าปล้นค่ายเล่าปี่ หากไม่สำเร็จแล้วจึงจะเลิกทัพกลับเมืองห้วนเสีย
ครั้นได้ฟังคำทักท้วงจากลิเตียนอีกว่าไม่ควรประมาทแก่เล่าปี่ หากยกกำลังเข้าปล้นค่ายเล่าปี่ก็อาจจะเสียทีซ้ำสอง โจหยินก็ขุ่นเคืองลิเตียนอีกครั้งหนึ่งแล้วว่า “อันการสงครามแม้คิดกลัวแพ้อยู่เหมือนท่านว่าฉะนี้แล้วจะทำศึกสืบไปกระไรได้”
โจหยินไม่ฟังคำห้ามปรามของลิเตียน สั่งการให้จัดกำลังเตรียมพร้อมไว้เพื่อทำการปล้นค่ายเล่าปี่ในคืนนี้
ทางด้านเล่าปี่หลังจากได้รับชัยชนะในการทำลายค่ายกลพยุหะประตูปราการทองคำแปดทิศในเวลาเที่ยงวันอย่างงดงามแล้ว พอยกทหารกลับเข้าค่ายก็เรียกประชุมบรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองเพื่อสรุปผลการรบในครั้งนี้
ในขณะที่กำลังปรึกษากันอยู่นั้น พลันมีลมพายุหมุนโดยรอบธงชัยประจำกองทัพที่ปักอยู่หน้าค่ายจนผืนธงชัยพลิ้วขึ้นไปอยู่ทางด้านบนเป็นที่อัศจรรย์ใจ เล่าปี่จึงถามตันฮกว่าพายุหมุนดังนี้เป็นนิมิตร้ายดีประการใด
ตันฮกจึงว่าเทศกาลหน้านี้เวลากลางวันกระแสลมจะพัดจากทิศเหนือสู่ทิศใต้ นำความหนาวจากเหนือลงใต้ การที่มีกระแสลมเปลี่ยนทิศทางโดยฉับพลันจากทิศใต้สู่ทิศเหนือแรงลมสองกระแสปะทะกันจึงกลายเป็นพายุหมุนโดยรอบธงชัยแล้วดันขึ้นสูงดังนี้จึงเป็นนิมิตเกี่ยวด้วยการสงคราม
ว่าแล้วตันฮกได้จ้องไปที่ธงชัยประจำกองทัพ เห็นเงาธงเริ่มทาบไปทางเบื้องตะวันออก คำนวณเวลาตามตำราแล้วจึงหงายมือขวาขึ้นแล้วเอาหัวแม่มือนับไปที่นิ้วนางข้อแรกวนไปตามนิ้วกลางข้อแรกผ่านนิ้วชี้ข้อแรกลงมายังนิ้วชี้ข้อที่สองแล้วหยุดอยู่ที่ข้อที่สาม ตันฮกนิ่งอยู่ครู่ใหญ่แล้วจึงว่าเวลาเกิดพายุหมุนนี้ต้องด้วยปูมอสุนีบาต เป็นนิมิตหมายว่าโจหยินจะปล้นค่ายของเราในค่ำวันนี้ ตันฮกไล่นับนิ้วต่อไปจากนิ้วชี้ข้อล่างไปทางนิ้วกลางข้อล่างจึงหยุด แล้วว่าข้าพเจ้าตรวจดูตามตำราพิเคราะห์แล้วเห็นว่าโจหยินคิดอ่านว่าท่านได้รับชัยชนะแล้วตั้งอยู่ในความประมาท จึงเตรียมการยกกำลังเข้าปล้นค่ายของเราในเวลาสองยามคืนนี้
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นจึงถามว่าซึ่งโจหยินจะยกกำลังเข้าปล้นค่ายครั้งนี้ท่านจะคิดอ่านป้องกันประการใด
ตันฮกหัวเราะแล้วตอบว่าท่านอย่าได้ปรารมภ์ในเรื่องนี้อีกเลย การเข้าปล้นค่ายของโจหยินครั้งนี้คือการรบครั้งสุดท้ายของการศึกครั้งนี้เป็นมั่นคง ข้าพเจ้าขอรับเป็นธุระวางแผนการตีทัพโจหยินให้แตกพ่ายไปในคืนนี้จงได้
ว่าแล้วตันฮกจึงสั่งให้จัดทหารเป็นสามกอง กองแรกจำนวนห้าร้อยนายให้เตรียมเชื้อเพลิงฟืนฟางเป็นอันมาก ในยามแรกให้ทหารกองนี้นำฟืนฟางและเชื้อเพลิงไปกองวางไว้หน้าค่ายห่างจากค่ายหนึ่งเส้นเป็นแนวยาวยี่สิบเส้นตลอดแนวหน้าค่าย รอฟังสัญญาณแล้วให้จุดไฟขึ้นพร้อมกัน กองที่สองจำนวนห้าร้อยนายให้เตรียมธนูเพลิงลอบยกไปที่ค่ายของโจหยิน เมื่อยามแรกผ่านพ้นไปแล้วโดยให้ดูสัญญาณจากกองไฟหน้าค่ายเมื่อเห็นไฟหน้าค่ายลุกขึ้นเมื่อใดก็ให้ระดมยิงธนูเพลิงเข้าไปในค่ายของโจหยิน
กองที่สามให้จูล่งคุมทหารสามพันออกไปซุ่มกำลังอยู่นอกค่ายทางด้านที่กองทัพโจหยินจะยกมา วางกำลังซุ่มห่างจากค่ายสิบเส้น และให้ดูสัญญาณไฟจากหน้าค่ายเมื่อไฟหน้าค่ายลุกขึ้นแล้วให้จูล่งคุมทหารตีตลบหลังกองทัพของโจหยิน ส่วนตันฮกและเล่าปี่คุมกำลังทหารที่เหลืออยู่รักษาค่ายและให้เตรียมพลเกาทัณฑ์ไว้ให้พร้อมคอยระดมยิงทหารของโจหยินในทันทีที่จุดเพลิงหน้าค่ายขึ้นแล้ว
สั่งการเสร็จแล้วเล่าปี่จึงกำชับให้ทหารทุกกองเตรียมพร้อมในที่ตั้งแล้วรีบหุงข้าวกินเสียก่อนตะวันพลบ จากนั้นให้ทหารพักผ่อนหนึ่งชั่วยามเตรียมปฏิบัติการหลังยามแรกของราตรีผ่านพ้นไป
วันนั้นเป็นคืนเดือนมืด พอค่ำลงกระแสลมเริ่มเปลี่ยนทิศอีกครั้งหนึ่ง ลมจากทิศเหนือชะลอตัวลง ในขณะที่ลมตะวันออกจากทะเลหลวงค่อย ๆ พัดแรงขึ้น ครั้นเวลาสองยามโจหยินจึงให้ทหารรักษาค่ายไว้แต่เพียงสองพัน ทหารนอกจากนั้นให้ติดตามโจหยินยกไปปล้นค่ายเล่าปี่ทั้งสิ้น
โจหยินยกทหารออกจากค่ายซึ่งตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของค่ายเล่าปี่ แต่พอไปถึงหน้าค่ายของเล่าปี่พลันเสียงประทัดก็ดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว แสงเพลิงเป็นแนวยาวลุกขึ้นตลอดแนวหน้าค่ายของเล่าปี่ และเสียงทหารโห่ร้องก้องกระหึ่ม มีลูกเกาทัณฑ์จำนวนมากระดมยิงมายังกองทหารของโจหยิน ในขณะนั้นเล่าปี่และตันฮกได้ยกทหารออกจากค่ายเข้าโจมตีทหารของโจหยินอย่างดุเดือด
โจหยินเห็นดังนั้นก็รู้ว่าต้องกลของเล่าปี่จึงสั่งทหารให้รีบถอยทัพ แต่ในขณะที่ทหารยังไม่ทันกลับหลังถอยทัพกลับ เสียงประทัดสัญญาณจากด้านหลังก็ดังขึ้นเคล้ากับเสียงโห่ร้องของทหารจำนวนมาก โจหยินก็ตกใจ
จูล่งคุมทหารตีตลบมาจากด้านหลังไล่ฆ่าฟันกองหลังของโจหยินซึ่งลิเตียนเป็นผู้ควบคุม ฆ่าฟันทหารกองหลังของโจหยินบาดเจ็บล้มตายเป็นอันมาก
ทหารในกองหลังของโจหยินถูกโจมตีโดยไม่ทันรู้ตัวก็แตกตื่นวิ่งหนีไปทางด้านหน้า ปะทะเข้ากับทหารกองหน้าที่โจหยินสั่งให้ถอยมาจากหน้าค่ายของเล่าปี่ ชนและเหยียบกันเองบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก บ้างก็สำคัญว่าเป็นทหารฝ่ายข้าศึกจึงฆ่าฟันกันเองบาดเจ็บล้มตายลงอีกส่วนหนึ่ง
ทั้งกองหน้าและกองหลังปะทะกันเองอยู่ครู่หนึ่งจึงพากันแตกตื่นหนีกระจัดกระจายคุมกันไม่ติด จูล่งนำทหารบุกตามตีตลบไปตลบมาจนทหารของโจหยินแตกกระจายไปหมดสิ้น ตัวโจหยินและลิเตียนจะพาทหารเท่าที่คุมกันได้กลับเข้าค่ายก็พลันเห็นแสงไฟลุกขึ้นในค่ายจากการระดมยิงของธนูเพลิงของทหารเล่าปี่ก็รู้ว่าเล่าปี่ได้ส่งทหารเข้าปล้นค่ายก็ตกใจ พากันหนีกลับไปทางเมืองห้วนเสีย
ฝ่ายทหารที่รักษาค่ายของโจหยิน พอกองทัพโจหยินยกออกจากค่ายก็มั่นใจว่าจะได้รับชัยชนะกลับมา ต่างคนจึงต่างขาดความระมัดระวังตัว เตรียมเข้าที่หลับนอนพักผ่อนแต่ไม่ทันหลับ แสงไฟก็ลุกขึ้นในค่าย ต่างคนต่างตกใจแตกตื่น ครั้นจะดับไฟก็ไม่ทันเพราะลมราตรีแรงจัดนัก ประกอบทั้งธนูเพลิงก็ถูกยิงเข้ามาไม่ขาดสาย บาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก พวกที่เหลือเห็นว่าจะรักษาค่ายไว้ไม่ได้ ทั้งมองไปทางด้านกองทัพของโจหยินที่ไปปล้นค่ายของเล่าปี่ก็เห็นแสงไฟลุกโชติช่วงขึ้น เสียงโห่ร้องของทหารฝ่าความเงียบของราตรีให้ได้ยินอย่างชัดเจนก็รู้ว่าโจหยินเสียทีแก่เล่าปี่แล้ว จึงพากันหนีเอาตัวรอดกลับไปทางด้านเมืองห้วนเสีย
โจหยิน ลิเตียน และทหารที่แตกหนีมาทั้งทางหน้าค่ายเล่าปี่และที่หนีมาจากค่ายของโจหยินเองมาทันกันที่กลางทาง ปรากฏว่าสูญเสียทหารไปเกือบห้าพันคน โจหยินเสียน้ำใจนักสั่งให้เดินทัพกลับเมืองห้วนเสียอย่างรีบด่วน
ครั้นเดินทัพมาถึงท่าข้ามแม่น้ำที่จะไปยังฝั่งแดนเมืองห้วนเสียก็จัดแจงหาเรือลำเลียงทหารจะข้ามแม่น้ำ ในพลันนั้นเสียงประทัดดังสนั่นขึ้นเคล้าด้วยเสียงโห่ร้องของทหารจำนวนมาก ปรากฏเป็นเตียวหุยนำทหารม้ายกออกจากที่ซุ่มริมแม่น้ำเข้ารุกไล่ฆ่าฟันกองทหารของโจหยินอย่างดุเดือด
โจหยินและลิเตียนรู้ว่าถูกซุ่มก็ตกใจไม่รู้ว่าทหารฝ่ายที่ซุ่มมากน้อยเพียงไหนจึงรีบกระโดดลงเรือข้ามแม่น้ำหนีไปยังฟากเมืองห้วนเสียได้ ทหารของโจหยินที่เหลือพากันแตกตื่นตกใจ วิ่งหนีลงแม่น้ำจมน้ำตายเป็นอันมาก พวกที่เหลืออยู่บนฝั่งก็ถูกทหารของเตียวหุยสังหารจนหมดสิ้น ทหารของโจหยินนับหมื่นคนถูกทำลายล้างอย่างสิ้นเชิง ณ ท่าข้ามแม่น้ำไปเมืองห้วนเสียด้วยประการฉะนี้
โจหยินและลิเตียนพาทหารที่เหลือรอดรีบเดินทางกลับเมืองห้วนเสียตลอดทั้งคืน พอย่ำรุ่งก็ถึงประตูเมืองห้วนเสีย สังเกตเห็นธงทิวที่เรียงรายอยู่บนเชิงเทินและกำแพงยังคงเป็นธงประจำกองทัพของโจโฉจึงคิดว่าเหตุการณ์ยังคงเป็นปกติก็คลายใจ แล้วร้องเรียกนายประตูให้รีบเปิดประตูเมืองรับ
ในทันใดนั้นเสียงประทัดด้านหลังประตูเมืองก็ดังสนั่นหวั่นไหวขึ้น โจหยินและลิเตียนซึ่งยืนม้าอยู่หน้าประตูเมืองตกตะลึงว่าเกิดเหตุประการใดขึ้นภายในเมือง ในพลันนั้นประตูเมืองก็เปิดออกปรากฏเป็นกวนอูนำทหารจำนวนมากบุกตีตะลุยเข้ามาอย่างรวดเร็วและดุเดือด
โจหยินและลิเตียนเห็นกวนอูนำทหารยกออกมาดังนั้นก็ตกใจ ต่างคนต่างหวาดกลัวฝีมือของกวนอูจึงพากันชักม้าหนีไปอย่างรวดเร็ว กวนอูนำทหารฆ่าฟันทหารของโจหยินบาดเจ็บล้มตายหลายพันคน ครั้นเห็นว่าโจหยินและลิเตียนหนีไปไกลแล้วกวนอูจึงสั่งทหารให้ถอยกลับเข้าไปในเมือง
โจหยินและลิเตียนเหลือทหารหนีติดตามไปเพียงไม่ถึงสามพันคนจึงรีบหนีกลับไปเมืองฮูโต๋ ในระหว่างเดินทางนั้นต่างคนต่างสงสัยว่าเหตุใดจึงพ่ายแพ้แก่กองทัพเล่าปี่อย่างง่ายดายดังนั้น ในขณะที่สองแม่ทัพผู้ปราชัยกำลังปรารภความสงสัยกันนั้นก็ได้ทราบรายงานจากทหารที่แตกหนีมาด้วยกันว่าบัดนี้ในกองทัพของเล่าปี่ได้ตันฮกมาเป็นที่ปรึกษาช่วยคิดอ่านแผนการสงคราม ทำให้เล่าปี่ได้รับชัยชนะในครั้งนี้
เล่าปี่และตันฮกนำทหารไล่ตามตีทหารของโจหยินมาตลอดทางจนกระทั่งถึงเมืองห้วนเสีย ครั้นตกสายเล่าปี่และตันฮกจึงพาทหารไปที่หน้าประตูเมือง กวนอูรู้ว่าเล่าปี่ยกทหารตามมาก็มีความยินดีรีบเปิดประตูเมืองออกมาต้อนรับเล่าปี่ แล้วเชิญเข้าไปในเมือง
กวนอูเชิญเล่าปี่เข้าไปที่ศาลาว่าราชการเมืองห้วนเสีย และเรียกบรรดาขุนนางข้าราชการเมืองห้วนเสียมาประชุมพร้อมกัน ในที่นั้นเล่าปิดซึ่งเป็นกรมการเมืองผู้ใหญ่ของเมืองห้วนเสีย เป็นเชื้อพระวงศ์และแซ่เดียวกับเล่าปี่ ครั้นได้เห็นเล่าปี่ก็มีความยินดีรายงานความทั้งปวงที่เป็นไปในเมืองห้วนเสียให้เล่าปี่ทราบทุกประการ
ครั้นเลิกประชุมแล้วเล่าปิดจึงสั่งให้แต่งโต๊ะเลี้ยงเล่าปี่ กวนอู และบรรดาทหารของเล่าปี่ ในขณะที่กินโต๊ะอยู่นั้นเล่าปี่สังเกตเห็น “หนุ่มน้อยรูปร่างอ่าโถง” ยืนอยู่ข้างหลังเล่าปิด จึงถามว่าทหารหนุ่มน้อยนี้เป็นผู้ใด
เล่าปิดจึงว่าทหารหนุ่มน้อยนี้มีชื่อว่าเค้าฮอง เป็นบุตรของพี่สาวข้าพเจ้า บิดาแลมารดาหาชีวิตไม่แล้ว ข้าพเจ้าจึงเอามาเลี้ยงไว้ คอยติดตามรับใช้ใกล้ชิด ว่าแล้วจึงสั่งเค้าฮองให้คำนับเล่าปี่
เล่าปี่เห็นดังนั้นใจหนึ่งก็ต้องการจะผูกน้ำใจเล่าปิดซึ่งเป็นคนแซ่เล่าด้วยกันให้แน่นแฟ้นขึ้น ใจหนึ่งก็พึงใจเค้าฮองที่มีบุคลิกสง่างาม จึงกล่าวกับเล่าปิดว่าข้าพเจ้าเห็นเค้าฮองกำพร้าก็มีใจสงสาร ใคร่ได้ไว้อุปถัมภ์ค้ำจุนเลี้ยงดูแทนท่าน จงยกเค้าฮองให้เป็นบุตรบุญธรรมของข้าพเจ้าเถิด
เล่าปิดได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดีหันไปกล่าวกับเค้าฮองว่า เป็นวาสนาของเค้าฮองเจ้าแล้วที่พระเจ้าอาเล่าปี่มีเมตตาดังนี้ เจ้าจงคำนับเป็นบุตรบุญธรรมของพระเจ้าอาเล่าปี่เถิด
เค้าฮองได้ฟังดังนั้นก็คุกเข่าลงคำนับเล่าปี่เป็นบิดาบุญธรรม เล่าปี่เห็นดังนั้นก็มีความยินดีลุกออกมาจากโต๊ะประคองเค้าฮองให้ลุกขึ้นแล้วว่าบัดนี้เจ้าเป็นบุตรบุญธรรมของเราแล้ว เราจะเปลี่ยนชื่อแซ่ใหม่ให้เจ้าให้ใช้แซ่เล่าตามอย่างเรา แต่นี้ไปเจ้ามีชื่อว่าเล่าฮอง เล่าฮองได้ฟังดังนั้นก็คำนับเรียกเล่าปี่เป็นบิดา
เล่าปี่จูงมือเล่าฮองไปที่โต๊ะของกวนอู เตียวหุย แล้วว่านี่คือกวนอู เตียวหุย เป็นน้องร่วมสาบานของเรา ให้เจ้ารีบคารวะท่านอาทั้งสอง เล่าฮองก็รีบปฏิบัติตาม
กวนอูสังเกตเห็นนัยน์ตาของเล่าฮองกลอกกลิ้งนักจึงทักขึ้นว่าเวลานี้บุตรท่านก็มีอยู่ ไฉนจึงเอาลูกคนอื่นมาเลี้ยง เอาเมี่ยงเขามาอม สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุความที่กวนอูทักท้วงว่า “เหตุไฉนจึงเอาผู้อื่นมาเป็นเนื้อ เหมือนหนึ่งเลี้ยงลูกปลูกหอย นานไปเห็นจะได้ความเดือดร้อน”
เล่าปี่จึงว่าแม้มิใช่เลือดเนื้อในอก แต่เรารักใคร่เสมอดังบุตร เล่าฮองย่อมต้องมีน้ำใจกตัญญูภักดีไม่คิดร้ายต่อเราเป็นมั่นคง
กวนอูเห็นเล่าปี่ยืนยันขันแข็งดังนั้นก็ไม่สบอารมณ์ แต่เกรงใจเล่าปี่จึงนิ่งอยู่ มิได้โต้ตอบประการใด
เล่าปี่กลับมาที่โต๊ะอีกครั้งหนึ่ง ปรึกษากับตันฮกแล้วจึงให้จูล่งคุมทหารพันหนึ่งรักษาเมืองห้วนเสีย ส่วนเล่าปี่ กวนอู เตียวหุย และตันฮกจะยกกลับไปเมืองซินเอี๋ย ในใจเล่าปี่นั้นเต็มไปด้วยความอิ่มเอิบใจที่ได้สัมผัสกับอานุภาพแห่งปัญญาของกุนซือ ที่ทำให้อานุภาพทางการทหารของกองทัพเล่าปี่เปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างสิ้นเชิง.
ครั้นได้ฟังคำทักท้วงจากลิเตียนอีกว่าไม่ควรประมาทแก่เล่าปี่ หากยกกำลังเข้าปล้นค่ายเล่าปี่ก็อาจจะเสียทีซ้ำสอง โจหยินก็ขุ่นเคืองลิเตียนอีกครั้งหนึ่งแล้วว่า “อันการสงครามแม้คิดกลัวแพ้อยู่เหมือนท่านว่าฉะนี้แล้วจะทำศึกสืบไปกระไรได้”
โจหยินไม่ฟังคำห้ามปรามของลิเตียน สั่งการให้จัดกำลังเตรียมพร้อมไว้เพื่อทำการปล้นค่ายเล่าปี่ในคืนนี้
ทางด้านเล่าปี่หลังจากได้รับชัยชนะในการทำลายค่ายกลพยุหะประตูปราการทองคำแปดทิศในเวลาเที่ยงวันอย่างงดงามแล้ว พอยกทหารกลับเข้าค่ายก็เรียกประชุมบรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองเพื่อสรุปผลการรบในครั้งนี้
ในขณะที่กำลังปรึกษากันอยู่นั้น พลันมีลมพายุหมุนโดยรอบธงชัยประจำกองทัพที่ปักอยู่หน้าค่ายจนผืนธงชัยพลิ้วขึ้นไปอยู่ทางด้านบนเป็นที่อัศจรรย์ใจ เล่าปี่จึงถามตันฮกว่าพายุหมุนดังนี้เป็นนิมิตร้ายดีประการใด
ตันฮกจึงว่าเทศกาลหน้านี้เวลากลางวันกระแสลมจะพัดจากทิศเหนือสู่ทิศใต้ นำความหนาวจากเหนือลงใต้ การที่มีกระแสลมเปลี่ยนทิศทางโดยฉับพลันจากทิศใต้สู่ทิศเหนือแรงลมสองกระแสปะทะกันจึงกลายเป็นพายุหมุนโดยรอบธงชัยแล้วดันขึ้นสูงดังนี้จึงเป็นนิมิตเกี่ยวด้วยการสงคราม
ว่าแล้วตันฮกได้จ้องไปที่ธงชัยประจำกองทัพ เห็นเงาธงเริ่มทาบไปทางเบื้องตะวันออก คำนวณเวลาตามตำราแล้วจึงหงายมือขวาขึ้นแล้วเอาหัวแม่มือนับไปที่นิ้วนางข้อแรกวนไปตามนิ้วกลางข้อแรกผ่านนิ้วชี้ข้อแรกลงมายังนิ้วชี้ข้อที่สองแล้วหยุดอยู่ที่ข้อที่สาม ตันฮกนิ่งอยู่ครู่ใหญ่แล้วจึงว่าเวลาเกิดพายุหมุนนี้ต้องด้วยปูมอสุนีบาต เป็นนิมิตหมายว่าโจหยินจะปล้นค่ายของเราในค่ำวันนี้ ตันฮกไล่นับนิ้วต่อไปจากนิ้วชี้ข้อล่างไปทางนิ้วกลางข้อล่างจึงหยุด แล้วว่าข้าพเจ้าตรวจดูตามตำราพิเคราะห์แล้วเห็นว่าโจหยินคิดอ่านว่าท่านได้รับชัยชนะแล้วตั้งอยู่ในความประมาท จึงเตรียมการยกกำลังเข้าปล้นค่ายของเราในเวลาสองยามคืนนี้
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นจึงถามว่าซึ่งโจหยินจะยกกำลังเข้าปล้นค่ายครั้งนี้ท่านจะคิดอ่านป้องกันประการใด
ตันฮกหัวเราะแล้วตอบว่าท่านอย่าได้ปรารมภ์ในเรื่องนี้อีกเลย การเข้าปล้นค่ายของโจหยินครั้งนี้คือการรบครั้งสุดท้ายของการศึกครั้งนี้เป็นมั่นคง ข้าพเจ้าขอรับเป็นธุระวางแผนการตีทัพโจหยินให้แตกพ่ายไปในคืนนี้จงได้
ว่าแล้วตันฮกจึงสั่งให้จัดทหารเป็นสามกอง กองแรกจำนวนห้าร้อยนายให้เตรียมเชื้อเพลิงฟืนฟางเป็นอันมาก ในยามแรกให้ทหารกองนี้นำฟืนฟางและเชื้อเพลิงไปกองวางไว้หน้าค่ายห่างจากค่ายหนึ่งเส้นเป็นแนวยาวยี่สิบเส้นตลอดแนวหน้าค่าย รอฟังสัญญาณแล้วให้จุดไฟขึ้นพร้อมกัน กองที่สองจำนวนห้าร้อยนายให้เตรียมธนูเพลิงลอบยกไปที่ค่ายของโจหยิน เมื่อยามแรกผ่านพ้นไปแล้วโดยให้ดูสัญญาณจากกองไฟหน้าค่ายเมื่อเห็นไฟหน้าค่ายลุกขึ้นเมื่อใดก็ให้ระดมยิงธนูเพลิงเข้าไปในค่ายของโจหยิน
กองที่สามให้จูล่งคุมทหารสามพันออกไปซุ่มกำลังอยู่นอกค่ายทางด้านที่กองทัพโจหยินจะยกมา วางกำลังซุ่มห่างจากค่ายสิบเส้น และให้ดูสัญญาณไฟจากหน้าค่ายเมื่อไฟหน้าค่ายลุกขึ้นแล้วให้จูล่งคุมทหารตีตลบหลังกองทัพของโจหยิน ส่วนตันฮกและเล่าปี่คุมกำลังทหารที่เหลืออยู่รักษาค่ายและให้เตรียมพลเกาทัณฑ์ไว้ให้พร้อมคอยระดมยิงทหารของโจหยินในทันทีที่จุดเพลิงหน้าค่ายขึ้นแล้ว
สั่งการเสร็จแล้วเล่าปี่จึงกำชับให้ทหารทุกกองเตรียมพร้อมในที่ตั้งแล้วรีบหุงข้าวกินเสียก่อนตะวันพลบ จากนั้นให้ทหารพักผ่อนหนึ่งชั่วยามเตรียมปฏิบัติการหลังยามแรกของราตรีผ่านพ้นไป
วันนั้นเป็นคืนเดือนมืด พอค่ำลงกระแสลมเริ่มเปลี่ยนทิศอีกครั้งหนึ่ง ลมจากทิศเหนือชะลอตัวลง ในขณะที่ลมตะวันออกจากทะเลหลวงค่อย ๆ พัดแรงขึ้น ครั้นเวลาสองยามโจหยินจึงให้ทหารรักษาค่ายไว้แต่เพียงสองพัน ทหารนอกจากนั้นให้ติดตามโจหยินยกไปปล้นค่ายเล่าปี่ทั้งสิ้น
โจหยินยกทหารออกจากค่ายซึ่งตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของค่ายเล่าปี่ แต่พอไปถึงหน้าค่ายของเล่าปี่พลันเสียงประทัดก็ดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว แสงเพลิงเป็นแนวยาวลุกขึ้นตลอดแนวหน้าค่ายของเล่าปี่ และเสียงทหารโห่ร้องก้องกระหึ่ม มีลูกเกาทัณฑ์จำนวนมากระดมยิงมายังกองทหารของโจหยิน ในขณะนั้นเล่าปี่และตันฮกได้ยกทหารออกจากค่ายเข้าโจมตีทหารของโจหยินอย่างดุเดือด
โจหยินเห็นดังนั้นก็รู้ว่าต้องกลของเล่าปี่จึงสั่งทหารให้รีบถอยทัพ แต่ในขณะที่ทหารยังไม่ทันกลับหลังถอยทัพกลับ เสียงประทัดสัญญาณจากด้านหลังก็ดังขึ้นเคล้ากับเสียงโห่ร้องของทหารจำนวนมาก โจหยินก็ตกใจ
จูล่งคุมทหารตีตลบมาจากด้านหลังไล่ฆ่าฟันกองหลังของโจหยินซึ่งลิเตียนเป็นผู้ควบคุม ฆ่าฟันทหารกองหลังของโจหยินบาดเจ็บล้มตายเป็นอันมาก
ทหารในกองหลังของโจหยินถูกโจมตีโดยไม่ทันรู้ตัวก็แตกตื่นวิ่งหนีไปทางด้านหน้า ปะทะเข้ากับทหารกองหน้าที่โจหยินสั่งให้ถอยมาจากหน้าค่ายของเล่าปี่ ชนและเหยียบกันเองบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก บ้างก็สำคัญว่าเป็นทหารฝ่ายข้าศึกจึงฆ่าฟันกันเองบาดเจ็บล้มตายลงอีกส่วนหนึ่ง
ทั้งกองหน้าและกองหลังปะทะกันเองอยู่ครู่หนึ่งจึงพากันแตกตื่นหนีกระจัดกระจายคุมกันไม่ติด จูล่งนำทหารบุกตามตีตลบไปตลบมาจนทหารของโจหยินแตกกระจายไปหมดสิ้น ตัวโจหยินและลิเตียนจะพาทหารเท่าที่คุมกันได้กลับเข้าค่ายก็พลันเห็นแสงไฟลุกขึ้นในค่ายจากการระดมยิงของธนูเพลิงของทหารเล่าปี่ก็รู้ว่าเล่าปี่ได้ส่งทหารเข้าปล้นค่ายก็ตกใจ พากันหนีกลับไปทางเมืองห้วนเสีย
ฝ่ายทหารที่รักษาค่ายของโจหยิน พอกองทัพโจหยินยกออกจากค่ายก็มั่นใจว่าจะได้รับชัยชนะกลับมา ต่างคนจึงต่างขาดความระมัดระวังตัว เตรียมเข้าที่หลับนอนพักผ่อนแต่ไม่ทันหลับ แสงไฟก็ลุกขึ้นในค่าย ต่างคนต่างตกใจแตกตื่น ครั้นจะดับไฟก็ไม่ทันเพราะลมราตรีแรงจัดนัก ประกอบทั้งธนูเพลิงก็ถูกยิงเข้ามาไม่ขาดสาย บาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก พวกที่เหลือเห็นว่าจะรักษาค่ายไว้ไม่ได้ ทั้งมองไปทางด้านกองทัพของโจหยินที่ไปปล้นค่ายของเล่าปี่ก็เห็นแสงไฟลุกโชติช่วงขึ้น เสียงโห่ร้องของทหารฝ่าความเงียบของราตรีให้ได้ยินอย่างชัดเจนก็รู้ว่าโจหยินเสียทีแก่เล่าปี่แล้ว จึงพากันหนีเอาตัวรอดกลับไปทางด้านเมืองห้วนเสีย
โจหยิน ลิเตียน และทหารที่แตกหนีมาทั้งทางหน้าค่ายเล่าปี่และที่หนีมาจากค่ายของโจหยินเองมาทันกันที่กลางทาง ปรากฏว่าสูญเสียทหารไปเกือบห้าพันคน โจหยินเสียน้ำใจนักสั่งให้เดินทัพกลับเมืองห้วนเสียอย่างรีบด่วน
ครั้นเดินทัพมาถึงท่าข้ามแม่น้ำที่จะไปยังฝั่งแดนเมืองห้วนเสียก็จัดแจงหาเรือลำเลียงทหารจะข้ามแม่น้ำ ในพลันนั้นเสียงประทัดดังสนั่นขึ้นเคล้าด้วยเสียงโห่ร้องของทหารจำนวนมาก ปรากฏเป็นเตียวหุยนำทหารม้ายกออกจากที่ซุ่มริมแม่น้ำเข้ารุกไล่ฆ่าฟันกองทหารของโจหยินอย่างดุเดือด
โจหยินและลิเตียนรู้ว่าถูกซุ่มก็ตกใจไม่รู้ว่าทหารฝ่ายที่ซุ่มมากน้อยเพียงไหนจึงรีบกระโดดลงเรือข้ามแม่น้ำหนีไปยังฟากเมืองห้วนเสียได้ ทหารของโจหยินที่เหลือพากันแตกตื่นตกใจ วิ่งหนีลงแม่น้ำจมน้ำตายเป็นอันมาก พวกที่เหลืออยู่บนฝั่งก็ถูกทหารของเตียวหุยสังหารจนหมดสิ้น ทหารของโจหยินนับหมื่นคนถูกทำลายล้างอย่างสิ้นเชิง ณ ท่าข้ามแม่น้ำไปเมืองห้วนเสียด้วยประการฉะนี้
โจหยินและลิเตียนพาทหารที่เหลือรอดรีบเดินทางกลับเมืองห้วนเสียตลอดทั้งคืน พอย่ำรุ่งก็ถึงประตูเมืองห้วนเสีย สังเกตเห็นธงทิวที่เรียงรายอยู่บนเชิงเทินและกำแพงยังคงเป็นธงประจำกองทัพของโจโฉจึงคิดว่าเหตุการณ์ยังคงเป็นปกติก็คลายใจ แล้วร้องเรียกนายประตูให้รีบเปิดประตูเมืองรับ
ในทันใดนั้นเสียงประทัดด้านหลังประตูเมืองก็ดังสนั่นหวั่นไหวขึ้น โจหยินและลิเตียนซึ่งยืนม้าอยู่หน้าประตูเมืองตกตะลึงว่าเกิดเหตุประการใดขึ้นภายในเมือง ในพลันนั้นประตูเมืองก็เปิดออกปรากฏเป็นกวนอูนำทหารจำนวนมากบุกตีตะลุยเข้ามาอย่างรวดเร็วและดุเดือด
โจหยินและลิเตียนเห็นกวนอูนำทหารยกออกมาดังนั้นก็ตกใจ ต่างคนต่างหวาดกลัวฝีมือของกวนอูจึงพากันชักม้าหนีไปอย่างรวดเร็ว กวนอูนำทหารฆ่าฟันทหารของโจหยินบาดเจ็บล้มตายหลายพันคน ครั้นเห็นว่าโจหยินและลิเตียนหนีไปไกลแล้วกวนอูจึงสั่งทหารให้ถอยกลับเข้าไปในเมือง
โจหยินและลิเตียนเหลือทหารหนีติดตามไปเพียงไม่ถึงสามพันคนจึงรีบหนีกลับไปเมืองฮูโต๋ ในระหว่างเดินทางนั้นต่างคนต่างสงสัยว่าเหตุใดจึงพ่ายแพ้แก่กองทัพเล่าปี่อย่างง่ายดายดังนั้น ในขณะที่สองแม่ทัพผู้ปราชัยกำลังปรารภความสงสัยกันนั้นก็ได้ทราบรายงานจากทหารที่แตกหนีมาด้วยกันว่าบัดนี้ในกองทัพของเล่าปี่ได้ตันฮกมาเป็นที่ปรึกษาช่วยคิดอ่านแผนการสงคราม ทำให้เล่าปี่ได้รับชัยชนะในครั้งนี้
เล่าปี่และตันฮกนำทหารไล่ตามตีทหารของโจหยินมาตลอดทางจนกระทั่งถึงเมืองห้วนเสีย ครั้นตกสายเล่าปี่และตันฮกจึงพาทหารไปที่หน้าประตูเมือง กวนอูรู้ว่าเล่าปี่ยกทหารตามมาก็มีความยินดีรีบเปิดประตูเมืองออกมาต้อนรับเล่าปี่ แล้วเชิญเข้าไปในเมือง
กวนอูเชิญเล่าปี่เข้าไปที่ศาลาว่าราชการเมืองห้วนเสีย และเรียกบรรดาขุนนางข้าราชการเมืองห้วนเสียมาประชุมพร้อมกัน ในที่นั้นเล่าปิดซึ่งเป็นกรมการเมืองผู้ใหญ่ของเมืองห้วนเสีย เป็นเชื้อพระวงศ์และแซ่เดียวกับเล่าปี่ ครั้นได้เห็นเล่าปี่ก็มีความยินดีรายงานความทั้งปวงที่เป็นไปในเมืองห้วนเสียให้เล่าปี่ทราบทุกประการ
ครั้นเลิกประชุมแล้วเล่าปิดจึงสั่งให้แต่งโต๊ะเลี้ยงเล่าปี่ กวนอู และบรรดาทหารของเล่าปี่ ในขณะที่กินโต๊ะอยู่นั้นเล่าปี่สังเกตเห็น “หนุ่มน้อยรูปร่างอ่าโถง” ยืนอยู่ข้างหลังเล่าปิด จึงถามว่าทหารหนุ่มน้อยนี้เป็นผู้ใด
เล่าปิดจึงว่าทหารหนุ่มน้อยนี้มีชื่อว่าเค้าฮอง เป็นบุตรของพี่สาวข้าพเจ้า บิดาแลมารดาหาชีวิตไม่แล้ว ข้าพเจ้าจึงเอามาเลี้ยงไว้ คอยติดตามรับใช้ใกล้ชิด ว่าแล้วจึงสั่งเค้าฮองให้คำนับเล่าปี่
เล่าปี่เห็นดังนั้นใจหนึ่งก็ต้องการจะผูกน้ำใจเล่าปิดซึ่งเป็นคนแซ่เล่าด้วยกันให้แน่นแฟ้นขึ้น ใจหนึ่งก็พึงใจเค้าฮองที่มีบุคลิกสง่างาม จึงกล่าวกับเล่าปิดว่าข้าพเจ้าเห็นเค้าฮองกำพร้าก็มีใจสงสาร ใคร่ได้ไว้อุปถัมภ์ค้ำจุนเลี้ยงดูแทนท่าน จงยกเค้าฮองให้เป็นบุตรบุญธรรมของข้าพเจ้าเถิด
เล่าปิดได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดีหันไปกล่าวกับเค้าฮองว่า เป็นวาสนาของเค้าฮองเจ้าแล้วที่พระเจ้าอาเล่าปี่มีเมตตาดังนี้ เจ้าจงคำนับเป็นบุตรบุญธรรมของพระเจ้าอาเล่าปี่เถิด
เค้าฮองได้ฟังดังนั้นก็คุกเข่าลงคำนับเล่าปี่เป็นบิดาบุญธรรม เล่าปี่เห็นดังนั้นก็มีความยินดีลุกออกมาจากโต๊ะประคองเค้าฮองให้ลุกขึ้นแล้วว่าบัดนี้เจ้าเป็นบุตรบุญธรรมของเราแล้ว เราจะเปลี่ยนชื่อแซ่ใหม่ให้เจ้าให้ใช้แซ่เล่าตามอย่างเรา แต่นี้ไปเจ้ามีชื่อว่าเล่าฮอง เล่าฮองได้ฟังดังนั้นก็คำนับเรียกเล่าปี่เป็นบิดา
เล่าปี่จูงมือเล่าฮองไปที่โต๊ะของกวนอู เตียวหุย แล้วว่านี่คือกวนอู เตียวหุย เป็นน้องร่วมสาบานของเรา ให้เจ้ารีบคารวะท่านอาทั้งสอง เล่าฮองก็รีบปฏิบัติตาม
กวนอูสังเกตเห็นนัยน์ตาของเล่าฮองกลอกกลิ้งนักจึงทักขึ้นว่าเวลานี้บุตรท่านก็มีอยู่ ไฉนจึงเอาลูกคนอื่นมาเลี้ยง เอาเมี่ยงเขามาอม สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุความที่กวนอูทักท้วงว่า “เหตุไฉนจึงเอาผู้อื่นมาเป็นเนื้อ เหมือนหนึ่งเลี้ยงลูกปลูกหอย นานไปเห็นจะได้ความเดือดร้อน”
เล่าปี่จึงว่าแม้มิใช่เลือดเนื้อในอก แต่เรารักใคร่เสมอดังบุตร เล่าฮองย่อมต้องมีน้ำใจกตัญญูภักดีไม่คิดร้ายต่อเราเป็นมั่นคง
กวนอูเห็นเล่าปี่ยืนยันขันแข็งดังนั้นก็ไม่สบอารมณ์ แต่เกรงใจเล่าปี่จึงนิ่งอยู่ มิได้โต้ตอบประการใด
เล่าปี่กลับมาที่โต๊ะอีกครั้งหนึ่ง ปรึกษากับตันฮกแล้วจึงให้จูล่งคุมทหารพันหนึ่งรักษาเมืองห้วนเสีย ส่วนเล่าปี่ กวนอู เตียวหุย และตันฮกจะยกกลับไปเมืองซินเอี๋ย ในใจเล่าปี่นั้นเต็มไปด้วยความอิ่มเอิบใจที่ได้สัมผัสกับอานุภาพแห่งปัญญาของกุนซือ ที่ทำให้อานุภาพทางการทหารของกองทัพเล่าปี่เปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างสิ้นเชิง.