ตอนที่ 191. วิพากษ์ค่ายกลพยุหะ
การรบด้วยค่ายกลพยุหะขนาดใหญ่ครั้งแรกในสามก๊กกำลังจะเกิดขึ้น ในขณะที่โจหยินกระหยิ่มยิ้มย่องว่าในกองทัพของเล่าปี่นั้นไม่มีผู้ใดรู้จักค่ายกลพยุหะชนิดนี้ และหวังใช้อานุภาพของค่ายกลพยุหะนี้เอาชัยชนะในการศึกกับเล่าปี่ แต่ขณะเดียวกันตันฮกผู้บัญชาการใหญ่ของกองทัพเล่าปี่กลับรู้จักค่ายกลพยุหะเป็นอย่างดี ถึงขนาดกล่าวกับเล่าปี่ว่าเพื่อนคนหนึ่งของตนทำค่ายกลพยุหะชนิดนี้เพียงแค่เป็นรั้วบ้านเท่านั้น
พอตันฮกบอกเล่าปี่ว่าค่ายกลพยุหะนี้มีชื่อว่า “ค่ายกลพยุหะประตูปราการทองคำแปดทิศ” แล้ว จึงว่าทหารของโจหยินกำลังคึกคะนองว่าอานุภาพของค่ายกลพยุหะจะทำให้ได้ชัยชนะแก่กองทัพของท่านนี้ ขอให้ท่านสั่งทหารไปลวงโจหยินว่าขอเวลาอีกหนึ่งชั่วยามเพื่อคิดหาวิธีเข้าตีค่ายกลพยุหะเพื่อให้ทหารของโจหยินอ่อนล้าอิดโรยเสียก่อนแล้วจึงค่อยเข้าโจมตี
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นจึงสั่งทหารให้ลงไปที่หน้าค่าย แล้วร้องตอบทหารของโจหยินไปว่าเล่าปี่ขอเวลาคิดอ่านหาวิธีโจมตีค่ายกลสักชั่วยามหนึ่ง หากคิดอ่านหาวิธีไม่ได้ก็จะยอมแพ้แก่สติปัญญาของโจหยิน
พอโจหยินทราบความดังนั้นก็ยิ่งกำเริบ ปรารภกับแม่ทัพนายกองทั้งปวงว่าอันค่ายกลพยุหะนี้ยุทธาจารย์แต่อดีตได้คิดค้นศึกษามานับร้อยปี เล่าปี่จะอาศัยเวลาเพียงชั่วยามศึกษาหาวิธีเข้าตีค่ายกลนี้ย่อมไม่มีทางสำเร็จ เล่าปี่คงเสียทีแก่เราเป็นมั่นคง ปรารภดังนั้นแล้วก็สั่งพลกลองให้ตีกลองสัญญาณปลุกใจทหาร
บรรดาทหารของโจหยินต่างพากันร่าเริงลำพองโดยถ้วนหน้ากันทั้งกองทัพ โดยหารู้ไม่ว่ายิ่งโห่ร้องลำพองใจเท่าใดก็ยิ่งเร่งความอ่อนล้าอิดโรยให้เกิดเร็วขึ้นและมากขึ้นเท่านั้น
ทางด้านเล่าปี่และตันฮกยืนม้าอยู่บนเนินเขาเห็นกองทหารของโจหยินจัดตั้งเป็นค่ายกลพยุหะท่ามกลางธงทิวแปดสีปลิวไสว ตันฮกจึงกล่าวกับเล่าปี่ว่าอันการจัดตั้งค่ายกลพยุหะนั้นย่อมประกอบขึ้นจากสภาวะธรรมชาติสามประการ คือความสมดุลแห่ง หยินและหยางประการหนึ่ง ความผันแปรแห่งธาตุทั้งห้าประการหนึ่ง และความสัมพันธ์ระหว่างสภาวะธรรมชาติกับธาตุทั้งห้าและคนเราอีกประการหนึ่ง ประกอบกันเข้าแล้วจึงจะเกิดเป็นอานุภาพที่ยิ่งใหญ่
และว่า “ค่ายกลพยุหะประตูปราการทองคำแปดทิศ” นี้ประกอบด้วยกองทหารแปดขบวน แต่ละขบวนตั้งแถวเป็นปราการสามชั้น โดยปราการแต่ละชั้นนั้นจำลองมาจากสัญลักษณ์ของฟ้าและดิน หรือหยินและหยาง ปราการหยางเป็นปราการที่มีประตูไร้สภาพ (มีลักษณะแถวทหารเป็นแถวเดียว คือ ____ ) ส่วนปราการหยินเป็นปราการที่มีประตูเป็นช่องอยู่ตรงกลาง (มีลักษณะแถวทหารเป็นสองแถว คือ ____ ____ )และมีจุดสมดุลแห่งหยินหยางอยู่ตรงกลางยึดโยงปราการทั้งแปดขบวนรวม 36 แถวให้ประสานรุกรับเปี่ยมด้วยพลานุภาพ
ปราการแต่ละด้านจัดวางประจำทิศ ยักย้ายถ่ายเทไปตามลักษณะแห่งพยุหะ จำนวนแถวทหารของทิศที่ตรงกันข้ามเมื่อรวมกันแล้วจะเท่ากับเก้าแถวเสมอไป เช่น จำนวนแถวทหารทางปราการประจำทิศตะวันออกเมื่อรวมกับจำนวนแถวทหารทางปราการทิศตะวันตกจะรวมได้เก้าแถว หรือจำนวนแถวทหารทางปราการประจำทิศเหนือเมื่อรวมกับจำนวนแถวทหารทางปราการประจำทิศใต้ก็จะรวมได้เก้าแถวเช่นเดียวกัน
แต่ละปราการมีชื่อประจำและมีธงสัญลักษณ์ประจำปราการนั้น ๆ คือปราการดิน ปราการฟ้า ปราการน้ำ ปราการลม ปราการไฟ ปราการภูเขา ปราการทะเล ปราการอสุนีบาต มีธงสัญลักษณ์ประจำแต่ละปราการคือธงดิน ธงฟ้า ธงน้ำ ธงวายุ ธงอัคนี ธงภูเขา ธงทะเล และธงอสุนีบาต รวมเป็นแปดกองธง
ปราการทั้งแปดมีประตูที่เห็นได้ด้วยตา คือประตูมีสภาพ และประตูที่มองไม่เห็นด้วยตาคือประตูไร้สภาพ มีชื่อประจำประตูทั้งแปดปราการ คือประตูหมดหวัง ประตูธรรมชาติ ประตูบาดเจ็บ ประตูตกใจ ประตูกำเนิด ประตูปิด ประตูมรณะ และประตูเปิด
แล้วตันฮกจึงว่าหากการจัดตั้งค่ายกลพยุหะเป็นไปอย่างสมบูรณ์เต็มรูปแบบแล้ว ในแถวทหารแต่ละแถวจะประกอบด้วยหมู่ทหารที่ตั้งขบวนแถวโดยจำลองจากรูปแบบสัญลักษณ์ของดิน ฟ้า น้ำ ไฟ ลม อสุนีบาต ภูเขา และทะเล โดยสมดุลกับธาตุทั้งห้าจึงจะสามารถผันแปรโดยไม่มีที่สิ้นสุด เหมือนกับรสทั้งห้าแห่งอาหาร เมื่อผ่านการปรุงแต่งจากพ่อครัวผู้ชาญฉลาดแล้ว ก็สามารถสร้างรสชาติที่ไม่มีที่สิ้นสุดได้ หรือนัยหนึ่งก็เหมือนดังเสียงดนตรีทั้งแปดเสียงเมื่อผ่านการรังสรรค์จากคีตกวีแล้ว ก็สามารถสร้างทำนองเพลงได้ไม่มีที่สิ้นสุดฉะนั้น
เล่าปี่ได้ฟังคำตันฮกพรรณนาความเกี่ยวกับค่ายกลพยุหะอย่างกว้างขวาง ก็ตะลึงพรึงเพริด ทอดสายตาไปดูค่ายกลพยุหะของโจหยินแล้วเห็นประกอบด้วยปราการทั้งแปดสมคำตันฮกทุกประการ
ตันฮกเห็นเล่าปี่มีท่าทีตื่นเต้นกับสิ่งที่ได้พบเห็นจึงว่าค่ายกลพยุหะของโจหยินที่จัดตั้งในครั้งนี้เป็นเพียงแบบแผนชั้นประถมเท่านั้น เพราะแถวทหารแต่ละแถวในแต่ละขบวนล้วนจัดวางเป็นแถวทหารธรรมดา หาใช่จัดตั้งตามรูปสัญลักษณ์แห่งดิน ฟ้า น้ำ ลม ไฟ อสุนีบาต ภูเขา และทะเลแต่ประการใดไม่
ว่าแล้วตันฮกจึงชี้ไปที่ศูนย์กลางของค่ายกลพยุหะ แล้วว่าตรงจุดศูนย์กลางของค่ายกลคือจุดสมดุลแห่งหยินและหยางที่เป็นตัวควบคุมบัญชาการความผันแปรของค่ายกลพยุหะและยึดโยงลักษณะรุกรับของค่ายกลพยุหะให้เปี่ยมด้วยพลานุภาพยังว่างเปล่าอยู่ แสดงให้เห็นว่าเป็นค่ายกลพยุหะตาย ไม่สามารถพลิกพลิ้วแปรขบวนเป็นรูปลักษณ์อย่างอื่นได้ ทั้งไม่สามารถบัญชาการรุกรับได้เต็มตามอานุภาพ
เมื่อเป็นค่ายพลพยุหะตายดั่งนี้แล้วย่อมง่ายแก่การเข้าตี ตันฮกชี้ไปยังธงประจำตัวแม่ทัพของโจหยินซึ่งอยู่ที่ต้นขบวนของปราการด้านทิศเหนือ แล้วว่าโจหยินตัวแม่ทัพใหญ่ยืนม้าอยู่ใต้ธงประจำตัวแม่ทัพทางหัวขบวนปราการด้านทิศเหนือนั้น เป็นการยืนผิดที่ผิดตำแหน่ง และคาดการณ์ได้ว่าโจหยินเองคงมุ่งประสงค์ที่จะล่อให้ฝ่ายเข้าตีหลงทางไปทางปราการด้านทิศเหนือ นี่เป็นการตั้งอยู่ในความประมาทและหมิ่นความคิดฝ่ายเราเป็นอันมาก โจหยินจะต้องปราชัยเป็นมั่นคง
ตันฮกกล่าวความถึงตอนนี้สีหน้าเต็มไปด้วยความอิ่มเอิบปลาบปลื้มยิ่งนัก มองขึ้นไปบนฟ้าสูดหายใจลึกอย่างโล่งใจ เล่าปี่เห็นดังนั้นจึงถามว่าตันฮกท่านคิดอะไรอยู่ในใจหรือ
ตันฮกจึงว่าข้าพเจ้าเห็นค่ายกลพยุหะดังนี้แล้วใจก็หวนรำลึกถึงเพื่อนสนิทอีกสี่คน เพื่อนคนหนึ่งของข้าพเจ้าสันทัดจัดจ้านในค่ายกลพยุหะยิ่งนัก ยามว่างจากการสนทนาเพื่อนผู้นี้มักเอากิ่งไผ่มาวางเรียงเป็นค่ายกลพยุหะให้เพื่อนอีกสามคนลองความคิดสติปัญญา แล้วพลิกพลิ้วค่ายกลพยุหะนั้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ประดุจดั่งสายน้ำแยงซีที่ไหลลงทะเลไม่เคยหยุดยั้งฉะนั้น
เล่าปี่ได้ยินตันฮกเอ่ยถึงเพื่อนอีกครั้งหนึ่ง ใจที่ยังฝังตรึงอยู่กับนาม “ฮกหลง” และ “ฮองซู” ก็แวบขึ้นในความคิดอีกครั้งหนึ่ง ชักม้าเข้ามาใกล้ม้าของตันฮกแล้วระล่ำระลักถามว่าเพื่อนของท่านผู้นี้เป็นผู้ใดกัน
ตันฮกไม่ตอบคำเล่าปี่ เบือนหน้าไปทางค่ายกลพยุหะของโจหยิน เอามือชี้ไปที่ค่ายกลทางด้านตะวันออก แล้วว่าโจหยินตั้งค่ายกลพยุหะครั้งนี้ วางประตูหมดหวังไว้ทางปราการด้านตะวันออก วางประตูธรรมชาติไว้ทางปราการด้านตะวันตก วางประตูบาดเจ็บไว้ทางปราการด้านทิศใต้ วางประตูตกใจไว้ทางปราการด้านทิศเหนือ วางประตูกำเนิดไว้ทางปราการด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ วางประตูปิดไว้ทางปราการด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ วางประตูมรณะไว้ทางปราการด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ วางประตูเปิดไว้ทางปราการด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
แล้วว่าให้ท่านจัดทหารม้าห้าร้อยให้จูล่งเป็นผู้คุมกองทหารหน่วยนี้เข้าตีค่ายกลพยุหะของโจหยินให้แตกพ่ายไปจงได้
เล่าปี่ได้ยินดังนั้นก็สงสัยจึงถามว่าโจหยินใช้กำลังทหารเกือบสองหมื่นคนจัดตั้งเป็นค่ายกลพยุหะขึ้น ท่านจะให้จูล่งนำทหารม้าเพียงห้าร้อยคนเข้าตีค่ายกลนี้จะไม่เสียทีแก่ข้าศึกดอกหรือ
ตันฮกหัวเราะแล้วว่าค่ายกลพยุหะประตูปราการทองคำแปดทิศนี้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ค่ายกลพยุหะประแจทองคำแปดทิศ” อันว่าประแจหรือกุญแจต่อให้ใหญ่โตแข็งแรงสักเพียงไหนแต่สามารถไขให้คลายได้ด้วยลูกกุญแจอันน้อยฉันใด ค่ายกลพยุหะที่มีกำลังคนสองหมื่นของโจหยินครั้งนี้ก็สามารถทำลายให้แตกพ่ายไปได้ด้วยทหารม้าเพียงห้าร้อยนายฉันนั้น
เล่าปี่จึงถามว่าจะให้จูล่งนำทหารเข้าตีค่ายกลพยุหะอย่างไร
ตันฮกจึงว่าประตูปราการทั้งแปดด้านนั้น มีทั้งประตูตัน ประตูมงคล และประตูอัปมงคล ประตูตันก็คือประตูที่ตาย และประตูปิด หากยกเข้าตีทางปราการด้านนี้ก็เหมือนเข้าโจมตีกำแพงและภูเขาไม่อาจจะทะลายค่ายกลได้ ประตูอัปมงคลคือประตูบาดเจ็บ ประตูตกใจและประตูหมดหวัง หากยกเข้าตีทางประตูนี้ก็จะถูกรุมกระหน่ำตีจากทุกทิศและจะตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้
ส่วนประตูมงคลนั้นคือประตูกำเนิด ประตูเปิด และประตูธรรมชาติ ถ้าเข้าตีทางสามประตูนี้ก็จะได้รับชัยชนะ
แล้วว่าให้ท่านบัญชาจูล่งให้ยกกำลังทหารเข้าตีทางปราการด้านทิศอาคเนย์ซึ่งเป็นประตูกำเนิด แล้วตีฝ่าตรงเข้าไปยังจุดศูนย์กลางของค่ายกลออกไปทางประตูธรรมชาติทางปราการด้านทิศตะวันตก แล้วตีตลบย้อนเข้ามาในทิศทางเดิมอีกครั้งหนึ่ง ค่ายกลพยุหะนี้ก็จะแตกพ่ายไปโดยง่าย
ตันฮกกล่าวต่อไปว่าในการเข้าตีค่ายกลครั้งนี้ดูทีท่าของโจหยินแล้วจะลวงให้ตีไปทางด้านทิศเหนือซึ่งเป็นประตูตกใจ และเป็นอัปมงคล ดังนั้นให้ท่านกำชับจูล่งให้มีใจมั่นคงในทิศทางที่เข้าตีที่กล่าวนี้ อย่าได้หวั่นไหวกับการล่อลวงให้หลงไปในทิศทางอื่นเป็นอันขาด
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี ชวนตันฮกให้กลับลงไปที่ค่าย ตันฮกจึงว่าท่านจะร้อนใจไปไยเวลายังมีอยู่อีกมาก ปล่อยให้โจหยินลำพองจนอ่อนล้าอิดโรยสักหน่อยจะดีกว่า เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นจึงหยุดม้าและปรารภขึ้นว่ายุทธาจารย์แต่อดีตช่างชาญฉลาดนัก จึงคิดอ่านวางแบบแผนค่ายกลพยุหะได้ล้ำลึกถึงปานนี้
ตันฮกจึงว่านับแต่ฟูซีเป็นผู้ปกครองดินแดนมนุษย์ครั้งบุพกาลแล้ว ได้คิดค้นสภาวะธรรมชาติและความสัมพันธ์ของธรรมชาติกับธาตุทั้งห้าและคนเราเป็นแบบแผนขึ้นครั้งแรก และได้รับการพัฒนาต่อมาในชั้นหลัง แตกแยกเป็นหลายแขนง ทั้งภาคการทหาร ภูมิสถาปัตย์และภาคพยากรณ์
แล้วว่าในทางการทหารนั้นซุนหวู่ผู้เป็นปรมาจารย์แห่งพิชัยสงครามได้ปรับปรุงพัฒนาความรู้ของคนรุ่นก่อนจนเป็นแบบแผนที่ละเอียดลึกซึ้ง สิ้นบุญซุนหวู่แล้วคัมภีร์นี้ได้ตกทอดมายังซุนปินผู้หลาน ในยุคเลี๊ยดก๊กเว่ยอ๋องได้ให้ผังจวนและซุนปินประลองความรู้เกี่ยวกับค่ายกลพยุหะ ซุนปินทราบลักษณะค่ายกลพยุหะของผังจวน แต่ผังจวนไม่ทราบลักษณะค่ายกลพยุหะของซุนปิน จึงลองถามความนัยจากซุนปิน ซุนปินวางใจเพื่อนร่วมสำนักจึงบอกเคล็ดลับของค่ายกลพยุหะที่ประลองกันนั้นแก่ผังจวน การประลองครั้งนั้นจึงได้ผลเสมอกัน แต่ผังจวนมีความคิดริษยาที่ซุนปินมีความรู้มากกว่า เกรงจะเป็นอุปสรรคต่ออนาคตทางการเมืองในภายหน้า จึงใช้อุบายใส่ความซุนปินเอาเป็นคนโทษจนซุนปินต้องทำเป็นบ้าใบ้เพื่อเอาตัวรอด เมื่อซุนปินได้หนีกลับมาแคว้นฉีแล้วแต่นั้นมาก็ไม่ปรากฏว่ามีการใช้ค่ายกลพยุหะในการสงครามอีกเลย ทั้งคัมภีร์นั้นก็สูญหายไป
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ถามว่าเพื่อนของท่านมีคัมภีร์นี้หรือไฉน จึงสามารถทำค่ายกลพยุหะเป็นของเล่นสนุกในยามว่างดังที่ท่านได้ว่าไว้
ตันฮกได้ฟังดังนั้นไม่ตอบคำถามเล่าปี่ แหงนหน้าขึ้นมองตะวันเห็นใกล้เที่ยงและมองไปยังค่ายกลพยุหะของโจหยินได้ยินเสียงโห่ร้องของทหารเบาเสียงลงและทหารก็อ่อนล้าอิดโรยลงจากเดิมเป็นอันมาก ตันฮกจึงชวนเล่าปี่ว่าบัดนี้ได้เวลาแล้วท่านจงลงไปบัญชาการทหารตามแผนการที่กำหนดนั้นเถิด
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็เหยียบบังโกลนม้าเป็นสัญญาณ แล้วขี่ม้าพาตันฮกลงไปที่ค่ายตรงไปที่กองทหารซึ่งเตรียมพร้อมอยู่แล้ว.
พอตันฮกบอกเล่าปี่ว่าค่ายกลพยุหะนี้มีชื่อว่า “ค่ายกลพยุหะประตูปราการทองคำแปดทิศ” แล้ว จึงว่าทหารของโจหยินกำลังคึกคะนองว่าอานุภาพของค่ายกลพยุหะจะทำให้ได้ชัยชนะแก่กองทัพของท่านนี้ ขอให้ท่านสั่งทหารไปลวงโจหยินว่าขอเวลาอีกหนึ่งชั่วยามเพื่อคิดหาวิธีเข้าตีค่ายกลพยุหะเพื่อให้ทหารของโจหยินอ่อนล้าอิดโรยเสียก่อนแล้วจึงค่อยเข้าโจมตี
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นจึงสั่งทหารให้ลงไปที่หน้าค่าย แล้วร้องตอบทหารของโจหยินไปว่าเล่าปี่ขอเวลาคิดอ่านหาวิธีโจมตีค่ายกลสักชั่วยามหนึ่ง หากคิดอ่านหาวิธีไม่ได้ก็จะยอมแพ้แก่สติปัญญาของโจหยิน
พอโจหยินทราบความดังนั้นก็ยิ่งกำเริบ ปรารภกับแม่ทัพนายกองทั้งปวงว่าอันค่ายกลพยุหะนี้ยุทธาจารย์แต่อดีตได้คิดค้นศึกษามานับร้อยปี เล่าปี่จะอาศัยเวลาเพียงชั่วยามศึกษาหาวิธีเข้าตีค่ายกลนี้ย่อมไม่มีทางสำเร็จ เล่าปี่คงเสียทีแก่เราเป็นมั่นคง ปรารภดังนั้นแล้วก็สั่งพลกลองให้ตีกลองสัญญาณปลุกใจทหาร
บรรดาทหารของโจหยินต่างพากันร่าเริงลำพองโดยถ้วนหน้ากันทั้งกองทัพ โดยหารู้ไม่ว่ายิ่งโห่ร้องลำพองใจเท่าใดก็ยิ่งเร่งความอ่อนล้าอิดโรยให้เกิดเร็วขึ้นและมากขึ้นเท่านั้น
ทางด้านเล่าปี่และตันฮกยืนม้าอยู่บนเนินเขาเห็นกองทหารของโจหยินจัดตั้งเป็นค่ายกลพยุหะท่ามกลางธงทิวแปดสีปลิวไสว ตันฮกจึงกล่าวกับเล่าปี่ว่าอันการจัดตั้งค่ายกลพยุหะนั้นย่อมประกอบขึ้นจากสภาวะธรรมชาติสามประการ คือความสมดุลแห่ง หยินและหยางประการหนึ่ง ความผันแปรแห่งธาตุทั้งห้าประการหนึ่ง และความสัมพันธ์ระหว่างสภาวะธรรมชาติกับธาตุทั้งห้าและคนเราอีกประการหนึ่ง ประกอบกันเข้าแล้วจึงจะเกิดเป็นอานุภาพที่ยิ่งใหญ่
และว่า “ค่ายกลพยุหะประตูปราการทองคำแปดทิศ” นี้ประกอบด้วยกองทหารแปดขบวน แต่ละขบวนตั้งแถวเป็นปราการสามชั้น โดยปราการแต่ละชั้นนั้นจำลองมาจากสัญลักษณ์ของฟ้าและดิน หรือหยินและหยาง ปราการหยางเป็นปราการที่มีประตูไร้สภาพ (มีลักษณะแถวทหารเป็นแถวเดียว คือ ____ ) ส่วนปราการหยินเป็นปราการที่มีประตูเป็นช่องอยู่ตรงกลาง (มีลักษณะแถวทหารเป็นสองแถว คือ ____ ____ )และมีจุดสมดุลแห่งหยินหยางอยู่ตรงกลางยึดโยงปราการทั้งแปดขบวนรวม 36 แถวให้ประสานรุกรับเปี่ยมด้วยพลานุภาพ
ปราการแต่ละด้านจัดวางประจำทิศ ยักย้ายถ่ายเทไปตามลักษณะแห่งพยุหะ จำนวนแถวทหารของทิศที่ตรงกันข้ามเมื่อรวมกันแล้วจะเท่ากับเก้าแถวเสมอไป เช่น จำนวนแถวทหารทางปราการประจำทิศตะวันออกเมื่อรวมกับจำนวนแถวทหารทางปราการทิศตะวันตกจะรวมได้เก้าแถว หรือจำนวนแถวทหารทางปราการประจำทิศเหนือเมื่อรวมกับจำนวนแถวทหารทางปราการประจำทิศใต้ก็จะรวมได้เก้าแถวเช่นเดียวกัน
แต่ละปราการมีชื่อประจำและมีธงสัญลักษณ์ประจำปราการนั้น ๆ คือปราการดิน ปราการฟ้า ปราการน้ำ ปราการลม ปราการไฟ ปราการภูเขา ปราการทะเล ปราการอสุนีบาต มีธงสัญลักษณ์ประจำแต่ละปราการคือธงดิน ธงฟ้า ธงน้ำ ธงวายุ ธงอัคนี ธงภูเขา ธงทะเล และธงอสุนีบาต รวมเป็นแปดกองธง
ปราการทั้งแปดมีประตูที่เห็นได้ด้วยตา คือประตูมีสภาพ และประตูที่มองไม่เห็นด้วยตาคือประตูไร้สภาพ มีชื่อประจำประตูทั้งแปดปราการ คือประตูหมดหวัง ประตูธรรมชาติ ประตูบาดเจ็บ ประตูตกใจ ประตูกำเนิด ประตูปิด ประตูมรณะ และประตูเปิด
แล้วตันฮกจึงว่าหากการจัดตั้งค่ายกลพยุหะเป็นไปอย่างสมบูรณ์เต็มรูปแบบแล้ว ในแถวทหารแต่ละแถวจะประกอบด้วยหมู่ทหารที่ตั้งขบวนแถวโดยจำลองจากรูปแบบสัญลักษณ์ของดิน ฟ้า น้ำ ไฟ ลม อสุนีบาต ภูเขา และทะเล โดยสมดุลกับธาตุทั้งห้าจึงจะสามารถผันแปรโดยไม่มีที่สิ้นสุด เหมือนกับรสทั้งห้าแห่งอาหาร เมื่อผ่านการปรุงแต่งจากพ่อครัวผู้ชาญฉลาดแล้ว ก็สามารถสร้างรสชาติที่ไม่มีที่สิ้นสุดได้ หรือนัยหนึ่งก็เหมือนดังเสียงดนตรีทั้งแปดเสียงเมื่อผ่านการรังสรรค์จากคีตกวีแล้ว ก็สามารถสร้างทำนองเพลงได้ไม่มีที่สิ้นสุดฉะนั้น
เล่าปี่ได้ฟังคำตันฮกพรรณนาความเกี่ยวกับค่ายกลพยุหะอย่างกว้างขวาง ก็ตะลึงพรึงเพริด ทอดสายตาไปดูค่ายกลพยุหะของโจหยินแล้วเห็นประกอบด้วยปราการทั้งแปดสมคำตันฮกทุกประการ
ตันฮกเห็นเล่าปี่มีท่าทีตื่นเต้นกับสิ่งที่ได้พบเห็นจึงว่าค่ายกลพยุหะของโจหยินที่จัดตั้งในครั้งนี้เป็นเพียงแบบแผนชั้นประถมเท่านั้น เพราะแถวทหารแต่ละแถวในแต่ละขบวนล้วนจัดวางเป็นแถวทหารธรรมดา หาใช่จัดตั้งตามรูปสัญลักษณ์แห่งดิน ฟ้า น้ำ ลม ไฟ อสุนีบาต ภูเขา และทะเลแต่ประการใดไม่
ว่าแล้วตันฮกจึงชี้ไปที่ศูนย์กลางของค่ายกลพยุหะ แล้วว่าตรงจุดศูนย์กลางของค่ายกลคือจุดสมดุลแห่งหยินและหยางที่เป็นตัวควบคุมบัญชาการความผันแปรของค่ายกลพยุหะและยึดโยงลักษณะรุกรับของค่ายกลพยุหะให้เปี่ยมด้วยพลานุภาพยังว่างเปล่าอยู่ แสดงให้เห็นว่าเป็นค่ายกลพยุหะตาย ไม่สามารถพลิกพลิ้วแปรขบวนเป็นรูปลักษณ์อย่างอื่นได้ ทั้งไม่สามารถบัญชาการรุกรับได้เต็มตามอานุภาพ
เมื่อเป็นค่ายพลพยุหะตายดั่งนี้แล้วย่อมง่ายแก่การเข้าตี ตันฮกชี้ไปยังธงประจำตัวแม่ทัพของโจหยินซึ่งอยู่ที่ต้นขบวนของปราการด้านทิศเหนือ แล้วว่าโจหยินตัวแม่ทัพใหญ่ยืนม้าอยู่ใต้ธงประจำตัวแม่ทัพทางหัวขบวนปราการด้านทิศเหนือนั้น เป็นการยืนผิดที่ผิดตำแหน่ง และคาดการณ์ได้ว่าโจหยินเองคงมุ่งประสงค์ที่จะล่อให้ฝ่ายเข้าตีหลงทางไปทางปราการด้านทิศเหนือ นี่เป็นการตั้งอยู่ในความประมาทและหมิ่นความคิดฝ่ายเราเป็นอันมาก โจหยินจะต้องปราชัยเป็นมั่นคง
ตันฮกกล่าวความถึงตอนนี้สีหน้าเต็มไปด้วยความอิ่มเอิบปลาบปลื้มยิ่งนัก มองขึ้นไปบนฟ้าสูดหายใจลึกอย่างโล่งใจ เล่าปี่เห็นดังนั้นจึงถามว่าตันฮกท่านคิดอะไรอยู่ในใจหรือ
ตันฮกจึงว่าข้าพเจ้าเห็นค่ายกลพยุหะดังนี้แล้วใจก็หวนรำลึกถึงเพื่อนสนิทอีกสี่คน เพื่อนคนหนึ่งของข้าพเจ้าสันทัดจัดจ้านในค่ายกลพยุหะยิ่งนัก ยามว่างจากการสนทนาเพื่อนผู้นี้มักเอากิ่งไผ่มาวางเรียงเป็นค่ายกลพยุหะให้เพื่อนอีกสามคนลองความคิดสติปัญญา แล้วพลิกพลิ้วค่ายกลพยุหะนั้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ประดุจดั่งสายน้ำแยงซีที่ไหลลงทะเลไม่เคยหยุดยั้งฉะนั้น
เล่าปี่ได้ยินตันฮกเอ่ยถึงเพื่อนอีกครั้งหนึ่ง ใจที่ยังฝังตรึงอยู่กับนาม “ฮกหลง” และ “ฮองซู” ก็แวบขึ้นในความคิดอีกครั้งหนึ่ง ชักม้าเข้ามาใกล้ม้าของตันฮกแล้วระล่ำระลักถามว่าเพื่อนของท่านผู้นี้เป็นผู้ใดกัน
ตันฮกไม่ตอบคำเล่าปี่ เบือนหน้าไปทางค่ายกลพยุหะของโจหยิน เอามือชี้ไปที่ค่ายกลทางด้านตะวันออก แล้วว่าโจหยินตั้งค่ายกลพยุหะครั้งนี้ วางประตูหมดหวังไว้ทางปราการด้านตะวันออก วางประตูธรรมชาติไว้ทางปราการด้านตะวันตก วางประตูบาดเจ็บไว้ทางปราการด้านทิศใต้ วางประตูตกใจไว้ทางปราการด้านทิศเหนือ วางประตูกำเนิดไว้ทางปราการด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ วางประตูปิดไว้ทางปราการด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ วางประตูมรณะไว้ทางปราการด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ วางประตูเปิดไว้ทางปราการด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
แล้วว่าให้ท่านจัดทหารม้าห้าร้อยให้จูล่งเป็นผู้คุมกองทหารหน่วยนี้เข้าตีค่ายกลพยุหะของโจหยินให้แตกพ่ายไปจงได้
เล่าปี่ได้ยินดังนั้นก็สงสัยจึงถามว่าโจหยินใช้กำลังทหารเกือบสองหมื่นคนจัดตั้งเป็นค่ายกลพยุหะขึ้น ท่านจะให้จูล่งนำทหารม้าเพียงห้าร้อยคนเข้าตีค่ายกลนี้จะไม่เสียทีแก่ข้าศึกดอกหรือ
ตันฮกหัวเราะแล้วว่าค่ายกลพยุหะประตูปราการทองคำแปดทิศนี้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ค่ายกลพยุหะประแจทองคำแปดทิศ” อันว่าประแจหรือกุญแจต่อให้ใหญ่โตแข็งแรงสักเพียงไหนแต่สามารถไขให้คลายได้ด้วยลูกกุญแจอันน้อยฉันใด ค่ายกลพยุหะที่มีกำลังคนสองหมื่นของโจหยินครั้งนี้ก็สามารถทำลายให้แตกพ่ายไปได้ด้วยทหารม้าเพียงห้าร้อยนายฉันนั้น
เล่าปี่จึงถามว่าจะให้จูล่งนำทหารเข้าตีค่ายกลพยุหะอย่างไร
ตันฮกจึงว่าประตูปราการทั้งแปดด้านนั้น มีทั้งประตูตัน ประตูมงคล และประตูอัปมงคล ประตูตันก็คือประตูที่ตาย และประตูปิด หากยกเข้าตีทางปราการด้านนี้ก็เหมือนเข้าโจมตีกำแพงและภูเขาไม่อาจจะทะลายค่ายกลได้ ประตูอัปมงคลคือประตูบาดเจ็บ ประตูตกใจและประตูหมดหวัง หากยกเข้าตีทางประตูนี้ก็จะถูกรุมกระหน่ำตีจากทุกทิศและจะตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้
ส่วนประตูมงคลนั้นคือประตูกำเนิด ประตูเปิด และประตูธรรมชาติ ถ้าเข้าตีทางสามประตูนี้ก็จะได้รับชัยชนะ
แล้วว่าให้ท่านบัญชาจูล่งให้ยกกำลังทหารเข้าตีทางปราการด้านทิศอาคเนย์ซึ่งเป็นประตูกำเนิด แล้วตีฝ่าตรงเข้าไปยังจุดศูนย์กลางของค่ายกลออกไปทางประตูธรรมชาติทางปราการด้านทิศตะวันตก แล้วตีตลบย้อนเข้ามาในทิศทางเดิมอีกครั้งหนึ่ง ค่ายกลพยุหะนี้ก็จะแตกพ่ายไปโดยง่าย
ตันฮกกล่าวต่อไปว่าในการเข้าตีค่ายกลครั้งนี้ดูทีท่าของโจหยินแล้วจะลวงให้ตีไปทางด้านทิศเหนือซึ่งเป็นประตูตกใจ และเป็นอัปมงคล ดังนั้นให้ท่านกำชับจูล่งให้มีใจมั่นคงในทิศทางที่เข้าตีที่กล่าวนี้ อย่าได้หวั่นไหวกับการล่อลวงให้หลงไปในทิศทางอื่นเป็นอันขาด
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี ชวนตันฮกให้กลับลงไปที่ค่าย ตันฮกจึงว่าท่านจะร้อนใจไปไยเวลายังมีอยู่อีกมาก ปล่อยให้โจหยินลำพองจนอ่อนล้าอิดโรยสักหน่อยจะดีกว่า เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นจึงหยุดม้าและปรารภขึ้นว่ายุทธาจารย์แต่อดีตช่างชาญฉลาดนัก จึงคิดอ่านวางแบบแผนค่ายกลพยุหะได้ล้ำลึกถึงปานนี้
ตันฮกจึงว่านับแต่ฟูซีเป็นผู้ปกครองดินแดนมนุษย์ครั้งบุพกาลแล้ว ได้คิดค้นสภาวะธรรมชาติและความสัมพันธ์ของธรรมชาติกับธาตุทั้งห้าและคนเราเป็นแบบแผนขึ้นครั้งแรก และได้รับการพัฒนาต่อมาในชั้นหลัง แตกแยกเป็นหลายแขนง ทั้งภาคการทหาร ภูมิสถาปัตย์และภาคพยากรณ์
แล้วว่าในทางการทหารนั้นซุนหวู่ผู้เป็นปรมาจารย์แห่งพิชัยสงครามได้ปรับปรุงพัฒนาความรู้ของคนรุ่นก่อนจนเป็นแบบแผนที่ละเอียดลึกซึ้ง สิ้นบุญซุนหวู่แล้วคัมภีร์นี้ได้ตกทอดมายังซุนปินผู้หลาน ในยุคเลี๊ยดก๊กเว่ยอ๋องได้ให้ผังจวนและซุนปินประลองความรู้เกี่ยวกับค่ายกลพยุหะ ซุนปินทราบลักษณะค่ายกลพยุหะของผังจวน แต่ผังจวนไม่ทราบลักษณะค่ายกลพยุหะของซุนปิน จึงลองถามความนัยจากซุนปิน ซุนปินวางใจเพื่อนร่วมสำนักจึงบอกเคล็ดลับของค่ายกลพยุหะที่ประลองกันนั้นแก่ผังจวน การประลองครั้งนั้นจึงได้ผลเสมอกัน แต่ผังจวนมีความคิดริษยาที่ซุนปินมีความรู้มากกว่า เกรงจะเป็นอุปสรรคต่ออนาคตทางการเมืองในภายหน้า จึงใช้อุบายใส่ความซุนปินเอาเป็นคนโทษจนซุนปินต้องทำเป็นบ้าใบ้เพื่อเอาตัวรอด เมื่อซุนปินได้หนีกลับมาแคว้นฉีแล้วแต่นั้นมาก็ไม่ปรากฏว่ามีการใช้ค่ายกลพยุหะในการสงครามอีกเลย ทั้งคัมภีร์นั้นก็สูญหายไป
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ถามว่าเพื่อนของท่านมีคัมภีร์นี้หรือไฉน จึงสามารถทำค่ายกลพยุหะเป็นของเล่นสนุกในยามว่างดังที่ท่านได้ว่าไว้
ตันฮกได้ฟังดังนั้นไม่ตอบคำถามเล่าปี่ แหงนหน้าขึ้นมองตะวันเห็นใกล้เที่ยงและมองไปยังค่ายกลพยุหะของโจหยินได้ยินเสียงโห่ร้องของทหารเบาเสียงลงและทหารก็อ่อนล้าอิดโรยลงจากเดิมเป็นอันมาก ตันฮกจึงชวนเล่าปี่ว่าบัดนี้ได้เวลาแล้วท่านจงลงไปบัญชาการทหารตามแผนการที่กำหนดนั้นเถิด
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็เหยียบบังโกลนม้าเป็นสัญญาณ แล้วขี่ม้าพาตันฮกลงไปที่ค่ายตรงไปที่กองทหารซึ่งเตรียมพร้อมอยู่แล้ว.