ตอนที่ 18 - เมื่อผู้ใหญ่ต้องไหว้เด็กวัด

 เมื่อไปถึงกุฏิธรรมนิวาสได้พบสินและสมปราชญ์ซึ่งเป็นศิษย์วัดรุ่นพี่กำลังนั่งคุยกันอยู่ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาด้านหน้ากุฏิ ทั้งสองคนเห็นผมเดินกลับมาด้วยสีหน้าซึมเศร้าก็ถามด้วยความเป็นห่วงว่าเป็นอะไรมา

            ผมจึงเล่าความให้ฟังตามความเป็นจริงและว่าคนเมืองหลวงซึ่งอยู่ในใจกลางของประเทศไทย มีความเจริญศิวิไลซ์ แต่ไฉนจิตใจจึงคับแคบ เต็มไปด้วยการดูถูกดูแคลนผู้ที่ต่ำต้อยกว่าตัวถึงเพียงนี้ ต่างกับคนบ้านนอกอย่างลิบลับ จะยากดีมีจนประการใดก็ยังมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้แก่กัน

            ผมบอกกับสองเด็กวัดรุ่นใหญว่าโรงเรียนใกล้จะเปิดเทอมเต็มทีแล้วยังไม่รู้ว่าจะได้เข้าเรียนที่ไหน จึงไม่รู้จะทำอย่างไรดี มาถึงวันนี้ทั้ง ๆ ที่ความเรื่องสถานที่เรียนยังเป็นปัญหาอยู่ ความที่ถูกดูหมิ่นให้เจ็บใจก็ประดังเข้ามาอีก จึงทำให้ผมรู้สึกไม่ค่อยสบายใจดังที่เห็นนี่แหละ

            สินและสมปราชญ์ได้ฟังดังนั้นก็ไม่ได้แสดงท่าทีที่ผิดความคาดหมายหรือแปลกใจแต่ประการใด กลับพูดว่าพวกเราเป็นเด็กบ้านนอก มีหัวอกอย่างเดียวกันก็เหมือนกันทั้งนั้นแหละ จะบากหน้าไปหาพึ่งพาใคร ใครไหนเขาจะช่วย เพราะการจะไปขอให้ใครช่วยเหลือก็ต้องทำความเชื่อให้เขาเชื่อเสียก่อนว่าเมื่อเขาช่วยเหลือแล้วเขาจะได้ประโยชน์อะไร เขาจะพึ่งพาอาศัยอะไรได้ในภายหน้า ไม่อย่างนั้นแล้วขืนบากหน้าไปก็ป่วยการและเจ็บใจเปล่า

            ทั้งสองคนบอกว่าอย่าคิดหวังให้พวกเขาช่วยหาที่เรียนเลย เพราะสินเองยังต้องไปเรียนที่โรงเรียนวัดสิงห์ ไกลแสนไกลจากวัดระฆัง ลำบากลำบนจนไม่มีใครอยากไปเรียนที่นั่น ส่วนสมปราชญ์ก็ว่าถึงมาอยู่กรุงเทพฯหลายปีแล้วแต่เป็นคนบ้านนอกหัวเดียวกระเทียมลีบเหมือนกัน ไม่มีเครดิตที่จะฝากใครให้เข้าเรียนได้เพราะผลการเรียนของสมปราชญ์เองก็ไม่ดี ทั้งยังค้างค่าเล่าเรียนอยู่ถึงสองเทอมแล้ว

            สองคนสบตากันครู่หนึ่งแล้วสมปราชญ์ได้บอกผมว่าวันพระไม่ได้มีหนเดียว วันนี้เขาทำให้เจ็บใจ วันหน้าก็จะถึงวันที่เราสะใจได้บ้าง แล้วว่าจะหาทางให้ผมแก้แค้นคนกรุงเทพฯที่ข่มเหงน้ำใจให้หนำแก่ใจให้จงได้

            ผมได้ฟังเช่นนั้นก็ได้แต่งุนงงเพราะไม่รู้ว่าเป็นเรื่องราวใด ทั้งในใจก็ไม่เคยคิดที่จะไปแก้แค้นหรือทำกับผู้ใดเพื่อความสะใจตัวแม้แต่นิดเดียว แต่ผมก็มิได้ติดใจว่าสองคนนั้นพูดด้วยความหมายอย่างไร

            เช้าวันหนึ่งหลังจากนั้นไม่กี่วันเป็นวันอาทิตย์ เป็นเวรของสมปราชญ์ที่จะต้องติดตามพระไปในกิจนิมนต์ต่าง ๆ สมปราชญ์ได้บอกผมว่าวันนี้พระมีกิจนิมนต์ซึ่งสมปราชญ์จะต้องติดตามไปกับพระ แต่บังเอิญมีธุระนัดกับแฟนไว้จึงไม่อาจติดตามพระได้ ขอให้ผมช่วยเข้าเวรติดตามพระไปกิจนิมนต์แทน แล้วย้ำว่ากิจนิมนต์วันนี้เป็นงานสำคัญ ให้ผมแต่งกายให้สุภาพสักหน่อย ผมก็รับปากแต่โดยดีโดยที่ไม่รู้ว่าจะไปในงานไหน

            ครั้นเวลาสายสมปราชญ์ก็เอาคัมภีร์ใบลานที่ห่อด้วยผ้าลายทองมาให้ผมแล้วบอกว่าไปกิจนิมนต์ในวันนี้นอกจากให้นำตาลปัตรไปด้วยแล้ว ให้นำคัมภีร์ใบลานนี้เอาไปด้วย
ครั้นได้เวลาพระมหาทรงธรรม์ก็ครองจีวรอย่างเรียบร้อยงดงามสมสมณสารูป ผมซึ่งแต่งตัวด้วยชุดนักเรียนคือนุ่งกางเกงขาสั้น ใส่เสื้อนักเรียนซึ่งเป็นเครื่องแบบชุดนักเรียนของโรงเรียนเก่าเตรียมตัวรอพร้อมอยู่แล้วจึงเดินตามพระมหาทรงธรรม์ออกจากกุฏิข้ามเรือจากท่าน้ำวัดระฆังไปยังท่าเรือฝั่งท่าช้างวังหลวง

            แต่ก็แปลกอยู่ในใจว่าเหตุไฉนไปกิจนิมนต์วันนี้พระมหาทรงธรรม์จึงมีความตั้งอกตั้งใจเป็นพิเศษ มิหนำซ้ำสมปราชญ์ยังกำชับให้ผมแต่งกายสุภาพอีกต่างหาก ทั้ง ๆ ที่ตามปกติแล้วหาได้เข้มงวดกวดขันเน้นย้ำในเรื่องการแต่งกายแต่ประการใดไม่

            ขึ้นเรือจากท่าช้างวังหลวงแล้วพระมหาทรงธรรม์เดินนำผมไปตามถนนหน้าพระลานเข้าไปในพระบรมมหาราชวัง ระหว่างทางพระมหาทรงธรรม์บอกว่าวันนี้ได้รับเวรนิมนต์มาเทศน์ในพระบรมมหาราชวัง ให้ระวังสำรวมกายใจให้เรียบร้อย เมื่อผ่านประตูพระบรมมหาราชวังเข้าไปแล้วให้ผมถือพระคัมภีร์ใบลานเดินนำหน้าท่านเข้าไป และเมื่อท่านขึ้นนั่งบนธรรมาสน์แล้วให้ผมประเคนพระคัมภีร์ใบลานแล้วออกมาคอยอยู่ด้านหน้า ผมก็รับคำ

            เป็นครั้งแรกที่ผมได้เข้าไปในบริเวณพระบรมมหาราชวัง มีผู้คนเป็นจำนวนมาก ซึ่งผมจำไม่ได้ว่าเป็นวันเทศกาลอะไรแต่เข้าใจว่าน่าจะเป็นวันพระ เหตุทั้งนี้เพราะมิได้คาดคิดว่าสมปราชญ์จะวางแผนให้ผมมากับพระในงานสำคัญและสถานที่สำคัญขนาดนี้

            แท้จริงแล้วปีนั้นเป็นปีมหามงคลของประเทศไทยและปวงชนชาวไทยทั้งประเทศเพราะเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเจริญพระชนม์พรรษาครบ 3 รอบ

            และแม้ว่าห้วงเวลานั้นประเทศไทยจะอยู่ในยุคเผด็จการทหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ แต่ก็ยังเป็นยุคที่ผู้นำเผด็จการมีความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์อย่างเปี่ยมล้น และได้ถวายความจงรักภักดีพร้อมทั้งสนับสนุนส่งเสริมให้สถาบันพระมหากษัตริย์ได้ฟื้นตัวเข้มแข้งขึ้นอย่างเด่นชัดเป็นครั้งแรกหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

            ดังนั้นตลอดทั้งปีนั้นรัฐบาลของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จึงได้จัดการเฉลิมฉลองครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในรัชกาล มีการฟื้นฟูพระราชพิธีโบราณมากมาย ที่สำคัญคือการจัดกระบวนพยุหยาตราเลียบพระนคร เป็นกระบวนพระเกียรติยศแห่งจอมทัพไทยตามโบราณราชประเพณี เพื่อเชิดชูพระบรมเดชานุภาพขององค์จอมทัพไทยเพื่อให้ข้าราชบริพารฝ่ายใน ฝ่ายหน้า ข้าราชการทั้งปวง พร้อมพสกนิกรได้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเพื่อถวายความจงรักภักดี

            กระบวนพยุหยาตราเลียบพระนครได้จัดเป็นกระบวนพยุหยาตราใหญ่ทางสถลมารคเต็มตามโบราณราชประเพณี เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ของปีนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จโดยกระบวนพยุหยาตราทางสถลมารคออกจากพระบรมมหาราชวังไปตามถนนราชดำเนินและไปยังวัดบวรนิเวศวิหาร นับเป็นพระราชพิธีครั้งยิ่งใหญ่และสำคัญที่สุดในรัชกาล

            มีประชาชนมาเฝ้าชมพระบารมีและถวายความจงรักภักดีอย่างเนืองแน่นสองฝั่งฟากถนน ตั้งแต่พระบรมมหาราชวังตลอดไปจนกระทั่งวัดบวรนิเวศวิหาร

            นอกจากการพระราชพิธีต่าง ๆ มากมายตลอดทั้งปีแล้วยังมีการพระราชกุศลทั้งในและนอกพระบรมมหาราชวังตลอดทั้งปี มีการเจริญพระพุทธมนต์และการแสดงพระธรรมเทศนาตามแบบฉบับที่มีมาตั้งแต่ครั้งต้นรัตนโกสินทร์

            พระมหาทรงธรรม์รับกิจนิมนต์เข้าไปเทศนาในครั้งนี้ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับการบุญการกุศลที่จัดขึ้นเนื่องในปีมหามงคลนี้นั่นเอง

            ผมเดินถือพระคัมภีร์ใบลานนำหน้าพระตามที่มีผู้นำทางไปทางด้านใดผู้คนที่เขานั่งรออยู่เขาก็ยกมือขึ้นไหว้ท่วมหัว ทำเอาผมรู้สึกประหม่าเพราะผู้คนมากอย่างหนึ่ง และคาดไม่ถึงว่าคนเฒ่าคนแก่และส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่มีอายุอานามมากกว่าผมทั้งสิ้นจะยกมือขึ้นไหว้ท่วมหัวด้วยความศรัทธาถึงปานนั้น แต่ก็เข้าใจได้ว่าที่ผู้คนเขาไหว้เช่นนั้นไม่ได้ไหว้ผมหรอก แต่เป็นการไหว้พระธรรมและไหว้พระมหาทรงธรรม์ซึ่งจะมาแสดงธรรมในวันนั้นต่างหาก

            ผมประหม่าและแปลกใจอยู่พักเดียวก็ระลึกขึ้นได้ถึงคำของสินและสมปราชญ์ที่ว่าจะคิดอ่านหาหนทางแก้แค้นคนกรุงเทพฯให้สมใจ จึงได้แต่รำพึงในใจว่าการคิดอ่านทำให้ผู้คนมากหลายมายกมือไหว้ในลักษณะเช่นนี้ช่างเป็นแผนที่ร้ายกาจและเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน แต่สำหรับผมนั้นไม่มีน้ำใจผูกเจ็บอาฆาต จึงไม่ได้รู้สึกสะใจหรือสมใจประการใด ทั้งตระหนักเป็นอย่างดีว่าเหตุการณ์แบบนี้ไม่มีใครเขาคิดอย่างที่สินและสมปราชญ์คิดเป็นแน่แท้

            พอได้เวลาพระมหาทรงธรรม์ขึ้นนั่งบนธรรมาสน์ ผมก็เอาพระคัมภีร์ใบลานไปประเคนแล้วก็ถอยกลับออกมาด้านนอกตามคำสั่ง

            พระมหาทรงธรรม์เสร็จสมณะกิจแล้วผมก็ติดตามพระมหาทรงธรรม์เดินทางกลับวัดระฆังตามเส้นทางเดิม ครั้นไปถึงกุฏิก็มีโยมอุปัฏฐากของพระมหาทรงธรรม์คนหนึ่งมานั่งคอยอยู่ก่อนแล้วพร้อมกับลูกสาวแสนสวยวัยเดียวกับผมอีกคนหนึ่ง

            พอผมส่งพระมหาทรงธรรม์ขึ้นกุฏิและเอาจตุปัจจัยที่ได้รับถวายมาวางไว้ที่โต๊ะเขียนหนังสือในห้องรับแขกแล้วพระมหาทรงธรรม์ก็สั่งว่าอย่าเพิ่งไปไหน ให้คอยรับใช้อยู่ในที่ใกล้ ๆ ผมก็รับคำแล้วออกมานั่งอยู่ด้านนอกกุฏิในระยะพอเป็นที่ได้ยินเสียงของพระ

            ที่พระมหาทรงธรรม์สั่งเช่นนั้นก็เพราะว่าเป็นผู้เคร่งอยู่ในศีล เคร่งอยู่ในพระวินัย ซึ่งบัญญัติห้ามพระสงฆ์นั่งคุยกับสตรีสองต่อสองซึ่งเป็นอาบัติข้อปาจิตตีย์ เพราะถึงแม้โยมอุปัฏฐากจะมีบุตรสาวมาด้วยพ้นลักษณะสองต่อสองแล้วก็ตาม แต่เพราะความเคร่งในพระวินัย พระมหาทรงธรรม์จึงต้องสั่งให้ผมซึ่งเป็นเด็กวัดคอยท่าอยู่ในที่ใกล้ ๆ

            นับว่าไม่เพียงแต่จะเคร่งครัดอยู่ในพระวินัยเท่านั้น แต่ต้องถือว่าเป็นความระแวดระวังตัวสมกับเป็นพระสงฆ์สาวกแห่งพระบรมศาสดา เพราะแม้การนั่งสนทนาจะไม่เป็นลักษณะสองต่อสอง แต่ฝ่ายโยมมีถึงสองคน หากพลาดพลั้งประการใดก็จะยิ่งเสียหายเป็นอันตรายมากกว่าเสียอีก เพราะเท่ากับฝ่ายโยมมีพยานยืนยันถึงสองคน การปฏิบัติของพระมหาทรงธรรม์เช่นนี้จึงเป็นทั้งระวังในเรื่องศีล ในเรื่องวินัย และในเรื่องกฎหมายของทางโลกอีกด้วย

            ในปัจจุบันนี้พระสงฆ์จำนวนมากเพิกเฉยละเลยต่อพระวินัยในประการนี้ นั่งสนทนาอยู่กับสตรีสองต่อสองในกุฏิซึ่งเป็นความผิดพระวินัยค่อนข้างจะหนักหน่วง คือเป็นความผิดถึงขั้นปาจิตตีย์ แม้เกิดเรื่องคาวฉาวโฉ่ขึ้นมาแล้วไม่ว่าจริงหรือไม่จริงประการใดก็มีแต่จะเกิดความเสียหายแก่สมณเพศและพระศาสนาทั้งสิ้น

            พระมหาทรงธรรม์ล้างหน้าล้างตา ปรับเปลี่ยนการครองจีวรเป็นแบบห่มดอง เอาเครื่องไทยทานและของถวายกันเทศน์เข้าไปเก็บแล้วก็เดินกลับออกมานั่งทักทายสนทนากับโยมอุปัฏฐากซึ่งผมทราบภายหลังว่าชื่อโยมทุเรียน

            โยมทุเรียนเป็นคหปตานี อายุราว 50 เศษ ๆ บุคลิกลักษณะมีสง่าเป็นผู้ดี มีบ้านอยู่ในซอยวังหลัง เป็นโยมอุปัฏฐากของพระมหาทรงธรรม์มาช้านานแล้ว ทุกเช้าพระมหาทรงธรรม์จะไปบิณฑบาตรที่บ้านของโยมทุเรียน ผมก็เคยตามพระมหาทรงธรรม์ไปบิณฑบาตรแต่ไม่เคยเห็นลูกสาวแสนสวยของโยมเลย เพิ่งมาเห็นก็แต่วันนี้

            โยมทุเรียนสนใจในพระอภิธรรม มักมาสนทนาซักถามข้อสงสัยในพระอภิธรรมกับพระมหาทรงธรรม์เป็นประจำ เพราะพระมหาทรงธรรม์นั้นนับเป็นอาจารย์ใหญ่องค์หนึ่งในด้านพระอภิธรรมซึ่งเป็นปิฎกหนึ่งในพระไตรปิฎก และว่ากันว่าในบรรดาผู้ที่มีความรู้เรื่องพระอภิธรรมที่ดีที่สุดในยุคนั้นก็มีพระมหาทรงธรรม์นี่แหละเป็นองค์หนึ่ง

            สำหรับฆราวาสที่มีชื่อเสียงเรื่องพระอภิธรรมในขณะนั้นคืออาจารย์แนบ มหานีรานนท์

            ผู้ที่รักด้านพระอภิธรรมมักจะทนงว่าพระอภิธรรมเป็นพระธรรมขั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนา เพราะชื่อก็บอกอยู่ในตัวว่าเป็นธรรมชั้นเลิศ ธรรมชั้นเหนือ ธรรมชั้นยอด ธรรมชั้นสูง แต่ในภายหลังเคยได้ยินท่านเจ้าคุณพุทธทาสแย้งว่าพระอภิธรรมปิฎกนั้นเป็นเรื่องเรียบเรียงขึ้นในภายหลัง ไม่ใช่ออกจากพระโอษฐ์โดยตรงเหมือนกับพระสูตรหรือพระวินัย

            ท่านเจ้าคุณพุทธทาสยังกล่าวด้วยว่าความรู้ในพระอภิธรรมนั้นเป็นความรู้ส่วนเกินคือจะรู้ก็ได้ ไม่ต้องรู้ก็ได้ คนเราสามารถบรรลุธรรมสูงสุดเป็นพระอรหันต์ได้โดยไม่จำเป็นต้องเรียนรู้พระอภิธรรม แต่การเรียนรู้พระอภิธรรมก็เป็นเรื่องที่ดีเพราะสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการโต้วาทีกับนักปราชญ์ทั้งหลายได้โดยไม่เพลี่ยงพล้ำ

            ท่านเจ้าคุณพุทธทาสได้แนะนำว่าอายุคนเราไม่ยาวนานนัก อย่ามัวเสียเวลาอยู่ด้วยเรื่องยืดยาดหรือเรื่องส่วนเกินเลย มุ่งตรงเข้าสู่เรื่องทุกข์และความดับทุกข์ที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนจะดีกว่า และวิธีเข้าถึงซึ่งความดับทุกข์ก็คือการละวางความยึดมั่นถือมั่น ละวางตัวกูของกูให้ได้ โดยวิธีการที่ท่านเจ้าคุณพุทธทาสสรรเสริญมากเช่นเดียวกับที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญก็คืออานาปานสติภาวนา

            ผมนั่งฟังคุณโยมทุเรียนสนทนาธรรมกับพระมหาทรงธรรม์เกี่ยวด้วยจิตดวงต่าง ๆ มากมาย และเกิดความงุนงงสงสัยว่าเหตุใดคนเราจึงมีจิตมากมายถึงปานนั้น ความจริงคนเราน่าจะมีจิตเดียว แต่อาการหรือความรู้สึกต่าง ๆ ที่บังเกิดกับจิตต่างหากที่อาจมีอาการหลายอย่างได้ ขึ้นอยู่กับพื้นฐานของจิต สิ่งที่มากระทบ อารมณ์ความรู้สึก และภาวะการปรุงแต่งของจิตนั้น

            ผมยิ่งฟังยิ่งงงและสงสัย แต่ก็รู้ได้ในขณะนั้นว่าผมไม่ค่อยชอบในการศึกษาพระอภิธรรม ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องที่แม่เคยพูดถึงอยู่เสมอ ๆ ดังนั้นเมื่อฟังสนทนาอยู่พักหนึ่งก็ไม่อยากจะฟัง และเมื่อไม่เห็นพระเรียกใช้สอยประการใดผมจึงถอยห่างออกไปไกลแล้วลุกไปนั่งที่ใต้ต้นชมพู่ริมแม่น้ำ

            ครู่หนึ่งเห็นสินเดินมาทางด้านหลังกุฏิแล้วกวักมือเรียกผม ผมเดินตามเข้าไป สินได้มอบจดหมายฉบับหนึ่งซึ่งไปรษณีย์เพิ่งมาส่ง ผมฉีกออกอ่านดูปรากฏว่าเป็นจดหมายของลุงเขียนจดหมายมาสั้น ๆ ว่าได้ทราบความที่ผมต้องการให้ช่วยเหลือเรื่องสถานที่เรียนแล้ว ลุงเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ จะติดต่อโรงเรียนวัดเทพ     ศิรินทร์ให้ได้เข้าเรียน ขอให้ตั้งตารออีกสักหน่อยจะส่งข่าวมาให้ทราบ.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘