ตอนที่ 17 - อย่าคิดพึ่งพาคนกลัวเมีย

ยายแนะนำว่าลุงเขารับราชการเป็นตำรวจชั้นผู้ใหญ่ การไปหาเพื่อธุระเรื่องส่วนตัวจึงควรไปหาที่บ้านจะเป็นการสะดวกกว่า แต่ก็ได้เตือนว่าลุงเป็นคนที่กลัวเมียมาก ยายได้เตือนว่าอย่าได้ทำการสิ่งใดให้เป็นที่ขัดใจผู้เป็นเมียของลุงเป็นอันขาด แล้วยายก็บอกที่ตั้งของบ้านลุงให้ผมทราบ

ผมได้ยินกิตติศัพท์มาก่อนแล้วว่าลุงผู้นี้เป็นคนกลัวเมียมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ กิตติศัพท์ความกลัวเมียโด่งดังลือกระฉ่อนไปถึงบ้านนอก และเป็นที่รู้กันทั่วทั้งบางว่ายอดคนนักกลัวเมียแล้วในโลกนี้ไม่มีใครเกินลุงผู้นี้

ผมเดินทางไปตามถนนสุขุมวิทเพื่อไปหาบ้านลุงตามที่คุณยายท่านบอก เมื่อไปพบบ้านแล้วเห็นลุงและป้านั่งอยู่บนบ้าน ผมจำทั้งลุงและป้าได้เพราะพ่อเคยพามาหาครั้งหนึ่งเมื่อตอนมาถึงกรุงเทพฯ ใหม่ ๆ แต่ทั้งลุงและป้าจะจำผมได้หรือไม่ก็ไม่รู้ ผมเห็นดังนั้นก็กดกริ่งที่หน้าประตู

ครู่หนึ่งก็มีคนรับใช้ออกมาถามว่าผมเป็นใครและมาธุระอะไร ครั้นผมได้แนะนำตัวเองและแจ้งความประสงค์ให้ทราบแล้วเด็กรับใช้คนนั้นก็ได้บอกว่าให้คอยสักประเดี๋ยวหนึ่งจะเข้าไปดูก่อนว่าลุงอยู่บ้านหรือไม่ ว่าแล้วก็เดินกลับเข้าไป เห็นไปยืนคุยอยู่กับลุงและป้าบนบ้าน

ครู่หนึ่งคนรับใช้นั้นก็เดินออกมาที่ประตูบ้านแล้วบอกกับผมว่าลุงไม่อยู่บ้าน ออกไปธุระข้างนอก หากมีธุระอะไรก็ให้บอกฝากไว้

ผมได้ยินดังนั้นความรู้สึกก็ประดังพร้อม ๆ กัน ทั้งโกรธทั้งแค้นและทั้งน้อยใจ เพราะเห็น ๆ อยู่ตำตาว่าลุงนั่งอยู่ในบ้านแท้ ๆ แต่กลับให้คนรับใช้มาโกหกว่าไม่อยู่บ้าน

พออารมณ์เย็นลงหน่อยหนึ่งผมก็เข้าใจได้ว่าเป็นผลจากความกลัวเมียของลุงและเด็กรับใช้ผู้นี้คงประพฤติปฏิบัติเช่นนี้กับใครต่อใครมาจนเป็นปกติวิสัย

ผมเคารพผู้ใหญ่ เกรงใจผู้ใหญ่ แม้จะรู้สึกอย่างไรก็ข่มใจไว้เสียว่าเราเป็นคนบ้านนอกตัวน้อย ๆ มีแต่ต้องอดทนไว้เท่านั้นจึงจะควร เพราะถึงแม้จะแสดงความโกรธเคืองหุนหันพลันแล่นประการใดออกไปก็ไม่มีประโยชน์อันใด

ผมตระหนักดีถึงคำเตือนของคนโบราณที่ว่าในโลกนี้มีความกลัวอยู่สามอย่างที่กลัวแล้วก็แก้ไขให้ฟื้นคืนเป็นปกติไม่ได้ นั่นคืองูกลัวเชือกกล้วยหนึ่ง วัวที่เคยชนแพ้ทางกันมาแล้วหนึ่ง และคนกลัวเมียอีกหนึ่ง ในสามอย่างนี้เมื่อเกิดความกลัวขึ้นมาแล้วไม่มีทางที่จะเยียวยาแก้ไขได้เลย จึงพึงหลีกสิ่งขี้กลัวทั้งสามอย่างนี้เสียให้ไกล ไม่จำเป็นจริงๆ อย่าได้ไปเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะคนกลัวเมียนั้นอย่าไปคิดหวังพึ่งพาอาศัยใด ๆ เลย

ดังนั้นผมจึงเขียนข้อความเล็ก ๆ แนะนำตัวแล้วบอกว่าผมพักอยู่ที่วัดระฆัง คณะหนึ่ง กำลังหาที่เรียนอยู่ แต่ยังหาที่เรียนไม่ได้ ขอความกรุณาให้ลุงพิจารณาช่วยเหลือด้วย

เมื่อมอบหนังสือน้อยใบนั้นให้กับเด็กรับใช้แล้วผมก็พูดกับเด็กรับใช้นั้นเป็นการส่วนตัวว่ามาจากบ้านนอกก็ลำบากอย่างนี้แหละ จึงขอฝากหนังสือนี้ไว้ให้กับลุงด้วย ทั้ง  ๆ ที่ในขณะนั้นผมมองขึ้นไปบนบ้านก็ยังเห็นลุงนั่งคุยกับป้าอยู่ที่เดิม เด็กรับใช้คนนั้นคงมีหัวอกเป็นคนบ้านนอกเหมือนกัน ได้ฟังคำผมเช่นนั้นก็มีทีท่าเห็นใจแล้วรับหนังสือน้อยไว้แต่โดยดี

ทำได้แค่นี้ผมก็กลับไปวัดระฆัง ไปลงรถที่ข้างสนามหลวง แล้วแวะไปหาหมอปานซึ่งนั่งดูหมออยู่ที่ริมคลองหลอด เล่าความทั้งหลายให้ฟัง หมอปานได้ฟังแล้วก็หัวเราะและบอกว่าจะไปไหนมาเหตุใดจึงไม่ดูฤกษ์ดูยามเสียให้ดีก่อนจะได้ไม่เสียเวลาเดินทางไปมา ผมได้ฟังดังนั้นก็พลอยหัวเราะตามหมอปานไปด้วย

หมอปานบอกว่าวันนี้หากไม่มีธุระอะไรก็ให้รอหมอปานเพื่อจะได้กลับวัดพร้อมกัน ผมกำลังมีอารมณ์ความรู้สึกเซ็ง ๆ ยังไม่หายจึงรับปากหมอปานแต่โดยดี ดังนั้นเมื่อมีเวลาเหลืออยู่ในระหว่างรอกลับวัดผมจึงเดินไปซื้อหาหนังสือเก่า ๆ ซึ่งตั้งแผงขายอยู่ทั่วไปโดยรอบสนามหลวง ได้หนังสือเก่า ๆ เป็นจำนวนมาก ซื้อหนังสือเสร็จแล้วจึงไปนั่งคอยท่าหมอปานอยู่ที่ใกล้ ๆ กันนั้น

หมอเฒ่าเห็นผมซื้อหนังสือพะรุงพะรังก็ว่าแกนี่ก็แปลก ที่เรียนก็ยังไม่มี อาศัยวัดกินข้าวพระ สิใจหาญซื้อหนังสืออ่านตั้งมากมาย ผมก็ว่ามีเงินอยู่ไม่มาก ซื้อขนมซื้อข้าวกินหมดแล้วก็หมดเลย ซื้อหนังสือมาอ่านดีกว่าเพราะยังมีเหลือเป็นความรู้ เป็นปัญญาติดตัวไว้บ้าง

หมอปานถามว่าซื้อหนังสือประเภทไหนมาอ่าน ผมก็บอกว่ามาอาศัยวัดจะซื้อหนังสือโป๊อ่านอย่างไรได้ ผมได้ซื้อหนังสือตำรับตำราพิชัยสงคราม พงศาวดารไทย และจดหมายเหตุเก่า ๆ โดยเฉพาะเหตุการณ์ในสมัยรัชกาลที่ 5 ถ้าวันหน้าพอมีเงินก็อยากจะซื้อหาหนังสือมาอ่านให้ได้มากกว่านี้

หมอปานได้ฟังก็หัวเราะ แล้วพูดทำนองแกมเยาะแกมแนะว่า ไหน ๆ มาอยู่วัดแล้วก็ซื้อพระไตรปิฎกมาอ่านทีเดียวไม่ดีกว่าหรือ ผมก็ว่าอยากจะซื้อเหมือนกันแต่ไม่มีเงินพอที่จะซื้อพระไตรปิฎกมาเป็นสมบัติส่วนตัวได้ แล้วผมก็หยอกหมอปานกลับไปว่าในเมื่อหมอปานเป็นเจ้าความคิดแนะนำให้ซื้อพระไตรปิฎกซึ่งเป็นประโยชน์มากฉะนี้ หมอปานช่วยออกเงินให้สิ หมอปานได้ยินดังนั้นก็เบนไปพูดเรื่องอื่น ครั้นได้เวลาก็พากันกลับไปวัด

 ภารกิจสำคัญของผมในขณะนี้คือต้องหาที่เรียนให้ได้ เมื่อผิดหวังจากการไปหาลุง วันรุ่งขึ้นจึงไปหาลูกผู้พี่คนหนึ่งซึ่งเป็นลูกสาวของพี่ชายพ่อ และเดินทางเข้ามาเรียนกรุงเทพฯ ก่อนหน้าผมนานแล้ว ครั้นเรียนจบแล้วก็ทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ โดยเช่าหอพักพักอยู่ที่วงเวียนเล็ก

ก่อนออกเดินทางไปหาลูกผู้พี่คนนี้ผมได้ถือโอกาสทดสอบเรื่องฤกษ์ผานาทีด้วยวิชาทดสอบลมปราณของหมอปานที่เคยแนะนำพร่ำสอนไว้ ครั้นเดินทางไปถึงหอพักของลูกผู้พี่ก็พบว่าหลักวิชาของหมอปานในเรื่องนี้ได้ผล เพราะเมื่อไปถึงก็ได้พบทั้งลูกผู้พี่และพบทั้งเจ้าของหอพักซึ่งเป็นอาจารย์ผู้ใหญ่ของโรงเรียนสวนกุหลาบด้วย

หลังจากทักทายปราศรัยกันตามธรรมเนียมแล้วผมก็ปรารภความให้ลูกผู้พี่ฟังถึงความยากลำบากที่ยังหาที่เรียนไม่ได้ จึงบากหน้ามาเพื่อให้ช่วยหาที่เรียนให้ ลูกผู้พี่ได้ฟังดังนั้นก็บอกว่าเจ้าของหอพักนี้เป็นอาจารย์อยู่ที่โรงเรียนสวนกุหลาบ อาจจะฝากฝังหาที่เรียนได้แต่ไม่แน่ใจนัก

ผมจึงบอกว่าสถานการณ์อย่างนี้ไม่ว่าแน่ใจหรือไม่แน่ใจก็ต้องลองดูทั้งนั้น ขอรบกวนลูกผู้พี่ให้พูดจากับท่านเจ้าของหอพักให้ช่วยฝากเรียนที่โรงเรียนสวนกุหลาบดูที

ลูกผู้พี่ก็เต็มใจช่วยเหลือด้วยความยินดี พาผมไปแนะนำตัวกับเจ้าของหอพัก และแจ้งความประสงค์ให้ช่วยเหลือฝากฝังให้เรียนที่โรงเรียนสวนกุหลาบ ท่านเจ้าของหอพักผู้นี้เป็นสตรีอายุราว ๆ 50 ปีเศษ ผิวสีดำแดง รูปร่างเลยท้วมไปทางอ้วน ท่าทางเป็นคนเจ้าระเบียบ พอเห็นผมก็มองตั้งแต่หัวจรดเท้า ผมได้แต่เคอะเขินไปตามประสาเด็กบ้านนอก

เมื่อสำรวจตรวจตราตัวผมแล้วก็ลงมือสัมภาษณ์ในทันทีว่าเรียนมาจากโรงเรียนไหน ชั้นไหน ผลการเรียนเป็นอย่างไร เหตุใดจึงต้องการมาเรียนในกรุงเทพฯในเวลากลางคันเช่นนี้
ผมก็ตอบไปโดยความเคารพและตามความเป็นจริงทุกสิ่งอัน ด้วยหวังว่าความจริงและความเคารพนั้นจะเป็นที่ตั้งแห่งความเมตตาแล้วจะทำให้ท่านอาจารย์ผู้เป็นเจ้าของหอพักคิดอ่านช่วยเหลือเกื้อกูลให้ผมได้มีที่เรียนต่อไป

ท่านเจ้าของหอพักได้ฟังความถ้วนทั่วแล้วได้กล่าวว่า โอ๊ย! พวกเด็กบ้านนอกฉันไม่กล้าฝากให้เสียชื่อหรอก ฉันเคยฝากเด็กบ้านนอกให้เรียนหนังสือมาหลายคนแล้ว บางคนผลการเรียนจากบ้านนอกดีเลิศ แต่พอมาเรียนเข้าจริงที่ไหนได้กลายเป็นเด็กโง่ สอบตก ฉันจึงพลอยเสียชื่อมาหลายหนแล้ว ฉันไม่กล้าฝากเธอหรอก

เอาเข้าแล้วอีกไหมหล่ะ! เป็นเด็กบ้านนอกคอกนา ท่าทางเปิ่น ๆ ก็ต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้แหละ ลองเป็นลูกเศรษฐีแต่งตัวเป็นผู้ดีมีตระกูล นั่งรถเบนซ์ไปขอความช่วยเหลือดู ถึงแม้ผลการเรียนจะแย่กว่าของผมก็คงจะไม่ได้ยินคำตอบแบบนี้

ผมเป็นเด็กบ้านนอกก็จริงแต่รู้ประสา ไม่คิดเลยว่าคนเป็นครูบาอาจารย์ สั่งสอนศิษย์ให้เป็นคนดีมีความรู้ ครั้นได้พบกับผู้เดือดร้อนยากเข็ญบากหน้ามาหาตนแล้วจะมีทีท่าปราศรัยกันในลักษณะเช่นนี้ แต่ก็เห็นใจว่าคนที่ท่านเคยพบและให้การอนุเคราะห์มาแต่ก่อนได้ทำให้ท่านเสียหน้าเสียตามาหลายหน ท่านจึงฝังใจกลัวไม่อยากเสียชื่อเพราะการฝากผมให้เรียนหนังสืออีก

ในขณะนั้นใจก็หวนรำลึกถึงคำสอนของก๋งแต่น้อยที่ว่าคนเรามีบทเรียนเรื่องใดมาก็จะฝังใจเรื่อยไป  คนที่เคยถูกงูกัดครั้งหนึ่งก็จะระแวงและหวาดผวากลัวกิ่งไม้หรือเชือกไปตลอดชีวิต ก๋งยังบอกด้วยว่าคนเราจึงพึงแสวงหาบทเรียนที่ดี ๆ จะได้มีทัศนคติที่ดีติดตัวไว้ตลอดไป ผมดูท่าทางอาจารย์ผู้นี้แล้วก็สมจริงดังคำก๋งทุกประการ

แต่ผมก็คงเป็นปุถุชน เพิ่งผ่านความรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวน้อยเนื้อต่ำใจมาจากลุงยังไม่ทันคลายก็มาเผชิญกับเรื่องราวเช่นนี้อีกในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน ความรู้สึกน้อยใจ เสียใจ และโกรธประดังขึ้นมาพร้อมกัน ในขณะนั้นความรู้สึกหนึ่งผุดขึ้นมาว่าชีวิตนี้เมื่อถูกเขาดูหมิ่นเหยียดหยามถึงปานนี้แล้วจะต้องหาที่เรียนในโรงเรียนที่ไม่ด้อยไปกว่าโรงเรียนสวนกุหลาบให้จงได้ ความคิดนี้ได้ฝังใจและปักใจมั่นนับแต่วินาทีนั้นและกลายเป็นพลังวิริยภาพในใจที่คุกรุ่นรุนแรงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

ครั้นสนทนาเรื่องอื่นพอเป็นทางไม่ให้เสียกิริยาแล้วผมจึงลาท่านเจ้าของหอพักและลาลูกผู้พี่กลับที่พัก โดยนั่งรถเมล์จากวงเวียนเล็กไปเข้าถนนอรุณอัมรินทร์ ผมนั่งรถเลยป้ายวัดระฆังไปลงที่ป้ายศิริราช แวะเข้าไปหาของกินแก้หิวที่ตลาดบ้านขมิ้น เห็นร้านกาแฟร้านหนึ่งมีคนมุงกันอยู่เต็ม

ตลาดบ้านขมิ้นเป็นตลาดใหญ่ที่สุดในละแวกนั้น ตั้งอยู่ริมถนนที่ตัดตรงขึ้นมาจากโรงพยาบาลศิริราช ด้านหลังเป็นวัด อยู่เยื้องกับซอยบ้านช่างหล่อ ในพื้นที่ย่านนี้มีคนจากภาคใต้โยกย้ายมาตั้งถิ่นฐานทำมาหากินอยู่เป็นอันมาก

ตลาดบ้านขมิ้นนี้เป็นตลาดลูกผสม คือเป็นทั้งตลาดสดและตลาดแห้งอยู่รวมกัน ทั้ง ๆ ที่พื้นที่ไม่กว้างใหญ่เท่าใดนัก นอกจากนี้ยังมีร้านขายข้าวแกง ขายอาหารจานเดียว ขายของหวานและร้านกาแฟ ใครที่มาตลาดบ้านขมิ้นแล้วไม่ว่าต้องการจะจับจ่ายใช้สอยซื้อหาประการใดก็จะได้ครบถ้วน ราวกับว่าเป็นห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ดังที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้
ในร้านกาแฟแห่งนั้นมีโต๊ะอยู่ 4-5 โต๊ะ ตั้งกระดานหมากรุกและหมากฮอส มีคนเล่นหมากรุกและหมากฮอสกันครึกครื้นเป็นที่สนุกสนานยิ่งนัก ที่สนุกก็เพราะว่าแต่ละโต๊ะมีไทยมุงอยู่เต็ม ส่งเสียงเชียร์กันวุ่นไปหมด

แต่ยามนั้นผมไม่รู้สึกอยากเข้าไปร่วมสนุกสนานด้วยเพราะไม่มีใจจะสนใจ หลังจากหาของกินพออิ่มท้องหน่อยหนึ่งจึงเดินขึ้นตะวันออกไปทางท่าพรานนก ซื้อพวงมาลัยดอกไม้จากแผงข้างทางแล้วเดินกลับไปวัด เข้าไปในวิหารสมเด็จ กราบบอกความทุกข์ตรมทั้งหลายต่อเจ้าประคุณสมเด็จทุกประการ

กลับออกมาจากวิหารสมเด็จมาถึงแผงลอยร้านกาแฟหน้าวัด เห็นคนมุงอยู่เต็มมากกว่าวันก่อน ๆ จึงแวะเข้าไปดู เห็นคนท่าทางประหลาด 3 คนนั่งเล่นหมากฮอสอยู่ มีคนล้อมอยู่เต็ม

ด้านหนึ่งของโต๊ะกาแฟเป็นผู้ชายอายุราว 40 ปี สีหน้าขาวดุจดั่งหยก ทราบชื่อเสียงเรียงนามในภายหลังว่าชื่อกำธร เป็นข้าราชการในสังกัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งขณะนั้นยังมีฐานะเป็นเพียงเทศบาลนครเท่านั้น คู่ต่อสู้ที่นั่งอยู่อีกด้านหนึ่งของโต๊ะกาแฟนั้นมี 2 คนอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน คนหนึ่งใบหน้าแบน ๆ ชื่อว่าเป๋ ข้างคนชื่อเป๋เป็นชายตัวเตี้ยคนหนึ่งชื่อเณร ทั้งสองคนนี้แต่งตัวในเครื่องแบบชุดทหารเรือเหมือนกัน

คนชื่อเป๋เดินหมากฮอสไปร้องเพลงแหล่ไป คนชื่อเณรก็ร้องเพลงทำขวัญนาคไปเป็นที่สนุกสนาน ราวกับว่าทั้งสองคนนี้ต้องการรบกวนสมาธิของคนชื่อกำธรไม่ให้คิดอ่านแผนการเล่นได้อย่างเต็มที่ แต่ก็เห็นว่าหมอกำธรนั้นกลับนั่งนิ่งสงบเงียบราวกับไม่ได้ยินเสียงของคู่ต่อสู้เลย

 ผมมีความคับข้องหมองใจจากการดูถูกดูหมิ่นดูแคลนในการไปขอความช่วยเหลือให้ได้เข้าเรียนหนังสือ ดังนั้นแม้จะติดใจคนประหลาดสามคนที่กำลังเล่นหมากฮอสกันอยู่ก็ไม่มีแก่ใจที่จะสนใจดูการเล่นหมากฮอสทั้งที่เป็นกีฬาในร่มชนิดหนึ่งที่ผมมีความสนใจ จึงรีบเดินเข้าคณะหนึ่งไปที่พัก.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘