ตอนที่ 175. ต้นแบบจัดตั้งหน่วยรบเคลื่อนที่เร็ว

โจโฉปราบปรามหัวเมืองภาคเหนือเสร็จสิ้นราบคาบโดยพื้นฐานแล้ว เหลือแต่อ้วนชงและอ้วนฮีซึ่งอาจเป็นเหง้าหน่อของการแข็งข้อให้ภาคเหนือวุ่นวายได้ในภายหลัง อุปมาดั่งเสี้ยนแม้อันน้อยหากตำอยู่ในเท้าก็จะทำให้การก้าวย่างขัดเคืองไปสิ้น โจโฉจึงคิดปราบปรามเชื้อสายของอ้วนเสี้ยวดังกล่าวให้เสร็จสิ้นก่อนจึงค่อยยกทัพกลับเมืองหลวง

            แต่บรรดาแม่ทัพส่วนหน้ากลับเสนอความเห็นให้เลิกทัพกลับเมืองหลวงเพราะเหตุว่าแดนภาคตะวันตกของเมืองกิจิ๋วเป็นถิ่นทุรกันดาร และไม่รู้ว่าอ้วนชง อ้วนฮีอยู่แห่งหนตำบลใด การติดตามไล่ล่าอ้วนชง อ้วนฮีจึงเหมือนดั่งงมเข็มในมหาสมุทร และถ้าหากกองทัพเมืองเกงจิ๋วยกเข้าตีเมืองหลวงก็อาจเสียที

            โจโฉได้ฟังคำทัดทานแล้ว แม้ไม่ต้องด้วยความคิดตัวแต่ก็ใช่ว่าจะไร้เหตุผลจึงนิ่งอึ้งอยู่

            ในขณะนั้นกุยแกได้เข้าร่วมประชุมด้วย แต่ครั้งนี้มีสีหน้าซีดเผือด มีเสียงไอเป็นระยะ ๆ ไอแต่ละครั้งกุยแกต้องเอามือป้องไว้ที่ปาก เพราะมีลิ่มโลหิตปะปนมากับเสลด อาการป่วยของกุยแกนั้น สามก๊กทุกฉบับระบุว่ากุยแกเป็นโรคแพ้อากาศ แต่พิเคราะห์ดูแล้วไม่เห็นสม เพราะอาการดังนี้เป็นอาการของวัณโรคในระยะสุดท้าย และกำเริบรุนแรงขึ้นจากสาเหตุผิดอากาศ

            โจโฉได้ยินเสียงไอของกุยแกจึงหันมามอง พอเห็นลักษณะอาการของกุยแกดั่งนั้นก็พรั่นใจ ยังไม่ทันที่จะกล่าวความประการใด กุยแกได้กล่าวขึ้นว่า ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยกับความเห็นทั้งหลายที่จะให้เลิกทัพกลับเมืองหลวง เหตุผลของข้าพเจ้ามีอยู่สองประการ

            ประการแรก หัวเมืองฟากตะวันตกของเมืองกิจิ๋วไม่เคยมีการศึกพัวพัน จึงตั้งอยู่ในความประมาท ไม่คิดอ่านป้องกันว่าท่านจะยกเข้าโจมตี ดังนั้นท่านยกเข้าโจมตีเมื่อใดก็คงเอาชัยชนะได้เมื่อนั้น อันอ้วนชงและอ้วนฮีเมื่อหนีไปอยู่ในแดนตะวันตก แม้ไม่ทราบว่าอยู่เมืองใดก็ควรถือโอกาสนี้ปราบปรามหัวเมืองด้านตะวันตกของเมืองกิจิ๋วเสียให้ราบคาบจะได้ไม่เป็นกังวลในวันหน้า ดีร้ายก็จะได้ตัวอ้วนฮีและอ้วนชงพร้อมกันในคราวเดียวนี้

            ประการที่สอง ข้าพเจ้าเห็นว่าการข้างเมืองหลวงไม่น่าห่วงใย เพราะเล่าเปียวเจ้าเมืองเกงจิ๋วนั้น “เป็นแต่คนช่างพูด จะคิดการสิ่งใดก็ไม่ตลอด” แม้ได้เล่าปี่ไว้เป็นกำลัง แต่เล่าเปียวก็ไม่ไว้วางใจเล่าปี่ จะทำนุบำรุงก็คงไม่ถึงขนาดเพราะต้องตั้งความระมัดระวังไว้เป็นสำคัญ ส่วนเล่าปี่เล่ากำลังคิดอ่านตั้งตัวจะทำการประการใดก็คำนึงถึงอนาคตข้างหน้าของตัวเป็นสำคัญ คงจะไม่ทุ่มเทชีวิตอุทิศแก่เล่าเปียว เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างเล่าปี่ เล่าเปียวเป็นดั่งนี้ กองทัพเมืองเกงจิ๋วคงไม่สามารถยกไปตีเมืองหลวงได้

            แล้วว่าด้วยเหตุดั่งนี้จึงควรที่ท่านอัครมหาเสนาบดีจะได้ปราบปรามหัวเมืองฝ่ายเหนือให้ราบคาบเด็ดขาดเสียจึงจะชอบ

            โจโฉได้ฟังดังนั้นจึงตัดสินใจแจ้งแก่ที่ประชุมยืนยันให้ยกกองทัพไปปราบปรามอ้วนชง อ้วนฮีเพื่อบรรลุยุทธศาสตร์ปราบปรามภาคเหนือให้ราบคาบเสียแต่ครั้งนี้ตามที่กุยแกได้เสนอ และกำชับบรรดาแม่ทัพนายกองทั้งปวงอย่าได้เห็นแก่ความยากลำบาก ให้ถือเอาการตัดสินใจนี้เป็นหลักปฏิบัติของกองทัพ ทุกหน่วยอย่างเคร่งครัด แล้วว่านับแต่วันนี้ไปห้ามมิให้ผู้ใดคัดค้านทัดทานการตัดสินใจนี้อีก และให้ทุกคนถือว่านี่คือการตัดสินใจของทุกคนด้วย

            โจโฉรณรงค์ทางความคิดให้เกิดเอกภาพภายในกองทัพที่ต้องการให้ตั้งหน้ามานะบากบั่นไม่เห็นแก่ความยากลำบาก มุ่งเอาชัยชนะให้ได้แต่ถ่ายเดียว ดังนี้แล้วจึงสั่งให้จัดแจงเกวียนลำเลียงเสบียงสามพันเล่ม และให้เคลื่อนทัพออกจากเมืองลำพี้เพื่อตีหัวเมืองด้านตะวันตกที่ขึ้นแก่เมืองกิจิ๋วให้ราบคาบต่อไป

            กองทัพโจโฉได้กรีฑาไปทางด้านตะวันตกตามเส้นทางอันทุรกันดาร สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุว่ากองทัพโจโฉต้อง “ข้ามทุ่ง ป่าพงแลเขาเป็นหลายตำบล ทางนั้นกันดารนัก หาต้นไม้ใหญ่มิได้ ลมพัดหอบเอาทรายฟุ้งตลบไปทั้งกองทัพ”

            สามก๊กฉบับภาษาจีนระบุว่าเส้นทางเดินทัพครั้งนี้เข้าสู่เขตแดนทะเลทราย มีพายุทรายโหมกระหน่ำเป็นระลอก ๆ ทหารของโจโฉป่วยเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก

            กองทัพของโจโฉเผชิญทั้งพายุทรายและความหนาวเหน็บของอากาศทางภาคเหนือโน้มไปทางด้านพายัพอย่างลำบากแสนเข็ญ โจโฉเห็นทหารป่วยเจ็บล้มตายได้ยากดังนี้ก็ท้อแท้สงสารทหาร จึงคิดขึ้นในใจใคร่ยกกองทัพกลับคืนเมืองหลวง

            พอเย็นลงโจโฉจึงให้ปลงทัพเพื่อเตรียมเดินทางในวันพรุ่ง แต่ไม่เห็นกุยแกเข้ามาปรึกษาข้อราชการตามปกติ สอบถามทหารที่รับใช้ได้ความว่าบัดนี้กุยแกป่วยมีอาการหนักมาก สองสามวันมานี้นอนอยู่แต่ในเกวียน โจโฉได้ฟังดังนั้นก็ตกใจรีบไปที่เกวียนของกุยแก

            โจโฉเห็นสภาพกุยแกป่วยโทรม อาการทรุดหนัก ไม่มีแม้กำลังที่จะลุกขึ้นคำนับตามอย่างธรรมเนียมก็สงสารกุยแกเป็นอันมาก ชำเลืองมองข้างที่นอนของกุยแกเห็นในกระโถนมีเลือดเปรอะเปื้อนอยู่ก็นึกรู้ว่าอาการครั้งนี้ของกุยแกเพียบแปร้แล้วจึงอาเจียนเป็นเลือด ซึ่งอาจเกิดจากความกระทบกระเทือนในการเดินทางฝ่าถิ่นทุรกันดาร

            โจโฉเห็นดังนั้นก็ร้องไห้รักกุยแก จับเอามือกุยแกเข้ามากุมไว้ แล้วว่าท่านป่วยหนักทั้งนี้เพราะตามมาในกองทัพ ได้รับความยากลำบากนัก ทั้งที่ป่วยเจ็บก็ไม่เคยปริปาก เป็นความผิดของตัวเราเองที่เลินเล่อตั้งอยู่ในความประมาท มิได้ระมัดระวังในอาการของท่านจึงทรุดหนักลงดังนี้ ฉะนั้นเราคิดที่จะเลิกทัพกลับเมืองหลวงเพื่อรักษาพยาบาลท่านให้หายแล้วค่อยยกมาทำการใหม่

            กุยแกได้ฟังดังนั้นจะพยุงตัวลุกขึ้นนั่งแต่สิ้นเรี่ยวแรง โจโฉเห็นดังนั้นจึงปลอบใจว่าท่านจงนอนพักผ่อนก่อนเถิด อย่าได้ยากลุกขึ้นเลย อาการไข้ของท่านจะทรุดหนักลงไปเสียเปล่า ๆ

            กุยแกจึงพูดขึ้นด้วยเสียงอันแหบพร่าว่า “อันคุณของท่านมีอยู่แก่ข้าพเจ้าเป็นอันมาก อย่าวิตกถึงข้าพเจ้าเลย ถึงมาตรว่าข้าพเจ้าจะตายก็จะเอาชีวิตแทนคุณท่าน อันคำโบราณกล่าวไว้ว่าการสิ่งใดเห็นได้การแล้ว ก็ให้เร่งคิดอ่านทำการไปกว่าจะสำเร็จ ซึ่งจะยกกองทัพไปครั้งนี้ข้าพเจ้าเห็นจะช้า ทหารก็จะลำบากนัก แล้วชาวเมืองรู้ก็จะตระเตรียมไว้รบพุ่ง ขอให้ตั้งกองทัพไว้ที่นี่ ให้จัดแจงทหารซึ่งกล้าแข็ง เอาเสบียงใส่ไถ้คาดเอวถืออาวุธสำหรับมือแล้ว จับชาวบ้านให้นำทางไปเที่ยวโจมตีเอา อย่าให้ทันชาวเมืองรู้ตัวก็จะได้โดยง่าย”

            กุยแกป่วยหนักใกล้เข้าขั้นโคม่า แต่สติปัญญายังแกร่งกล้าแจ่มใส เสนอแผนยุทธการครั้งสำคัญให้แก่โจโฉอีกครั้งหนึ่งซึ่งเป็นต้นแบบของการจัดตั้งหน่วยรบเคลื่อนที่เร็วหลังยุคสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเป็นต้นมา เพราะแผนยุทธการที่กุยแกเสนอครั้งนี้คือการให้จัดตั้งหน่วยเคลื่อนที่เร็วขึ้นหน่วยหนึ่ง แยกออกจากกองทัพหลัก ซึ่งตั้งมั่นอยู่ ณ ที่เดิม หน่วยเคลื่อนที่เร็วหน่วยนี้พกพาเสบียงอาหารเพียงพอกินไม่กี่วัน จึงให้ใส่ไถ้คาดไว้กับเอว และอาวุธยุทโธปกรณ์ก็ให้ติดตัวไปเท่าที่ติดตัวไปได้เท่านั้น กุยแกกำหนดแผนยุทธการดังนี้เพราะคำนึงว่าทหารของโจโฉชำนาญการศึกและเตรียมพร้อม ในขณะที่หัวเมืองภาคตะวันตกของเมืองกิจิ๋วไม่ได้เตรียมการพร้อมรบ ตั้งอยู่ในความประมาท หากไม่ให้ทันตั้งตัวก็จะปราบปรามได้โดยง่าย แต่เนื่องจากภูมิประเทศเป็นถิ่นทุรกันดารและไร้ผู้สันทัด จึงให้จับชาวเมืองซึ่งคุ้นเคยภูมิประเทศเป็นผู้นำทาง ต้นแบบการจัดตั้งหน่วยรบเคลื่อนที่เร็วชนิดนี้ ในระยะหลังสุดได้พัฒนาเป็นต้นแบบยุทธวิธีสงครามกองโจรของฝ่ายรัฐ คือการจัดตั้งกองทหารพราน ก่อกำเนิดเป็นแผนยุทธการนักรบสีดำขึ้นในประเทศไทย

            โจโฉได้ฟังดังนั้นก็เห็นหนทางที่จะปราบหัวเมืองด้านตะวันตกของเมืองกิจิ๋วได้สำเร็จจึงสั่งให้หยุดทัพตั้งมั่นอยู่ในแดนของเมืองเอ๊กจิ๋วนั้น สั่งให้จัดทหารดูแลรักษาพยาบาลกุยแกเป็นพิเศษ และให้ทหารเชิญตัวนายบ้านเข้ามาพบเพื่อให้เป็นผู้นำทาง

            นายบ้านเข้ามาพบ คารวะโจโฉแล้วจึงว่าตัวข้าพเจ้าแม้เป็นนายบ้านแต่อุปนิสัยไม่ชอบการสัญจรท่องเที่ยวจึงไม่ทราบเส้นทางของแถบถิ่นนี้ แต่ทว่าในบ้านนี้มีทหารเก่าของอ้วนเสี้ยวอยู่คนหนึ่งชื่อเตียนติ๋น ออกจากราชการแล้วมาอยู่ที่บ้านนี้ มีความชำนาญในภูมิประเทศของดินแดนแถบนี้กระจ่างดังอ่านนิ้วในฝ่ามือ

            โจโฉได้ยินดังนั้นก็มีความยินดี ให้นายบ้านพาทหารไปเชิญเตียนติ๋นมาพบ และมอบหมายภารกิจให้นำทางแก่หน่วยเคลื่อนที่เร็ว แล้วถามว่าสภาพทั่วไปของภูมิประเทศเป็นประการใด จงบอกแก่เราให้แจ้งก่อน

            เตียนติ๋นจึงว่าดินแดนด้านตะวันตกนี้เรียกว่าดินแดนเมืองหลิวเซีย เป็นทางทุรกันดารมากที่สุดของหัวเมืองทั้งปวงที่ขึ้นอยู่กับเมืองกิจิ๋ว “ถ้าจะเดินเท้าก็ต้องลุยน้ำแลเลน แม้จะไปเรือน้ำก็ตื้น”

            แล้วว่าเส้นทางเดินยังมีป่าเขา ไม่อาจไปทางตรงได้เพราะเทือกเขาขวางกั้น จำเป็นจะต้องอ้อมไปทางตำบลอิหลง แล้วต้องเดินไต่ตามริมเนินเขาช่องแคบไป พ้นจากช่องแคบแล้วจึงเป็นทุ่งราบกว้างใหญ่ จะต้องตัดทางผ่านทุ่งราบวกอ้อมกลับเข้ามาทางเมืองหลิวเซีย อนึ่งเจ้าเมืองหลิวเซียนั้นชื่อว่าเป๊กตุ้น เอาแต่ใช้ชีวิตสนุกสนานไปในแต่ละวัน ไม่เคยคิดอ่านรบพุ่งป้องกันรักษาบ้านเมือง หากท่านใช้หน่วยเคลื่อนที่เร็วและเคลื่อนไปในลักษณะนี้และตามเส้นทางที่กล่าวแล้ว ข้าพเจ้าเห็นว่าจะได้ชัยชนะโดยง่าย

            โจโฉได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี มีคำสั่งตั้งให้เตียนติ๋นเป็นนายทหารประจำหน่วยเคลื่อนที่เร็ว ให้เตียวเลี้ยวเป็นกองหน้า ตัวโจโฉเป็นกองทัพหลวง แล้วเคลื่อนกองทัพหน่วยเคลื่อนที่เร็วไปตามเส้นทางที่เตียนติ๋นได้บอกกล่าวนั้น

            ทางฝ่ายอ้วนฮีและอ้วนชงหลังจากคิดพึ่งโฮห้วนขออาศัยที่เมืองเลียวไสไม่สำเร็จเพราะโฮห้วนแปรพักตร์ไปเข้ากับโจโฉเสียก่อน จึงดั้นด้นนำทหารหนีไปทางด้านตะวันตก เดินทางฝ่าดินแดนอันทุรกันดารและยากลำบากจนถึงเมืองหลิวเซีย และได้ขออาศัยเป๊กตุ้นอยู่ที่เมืองหลิวเซีย เป๊กตุ้นนั้นแม้เป็นเจ้าเมืองเล็ก ๆ อยู่สุดชายแดนด้านตะวันตกของเมืองกิจิ๋ว มีน้ำใจกตัญญูรู้คุณอ้วนเสี้ยว ครั้นเห็นลูกของนายเก่าตกยากลำบากก็เต็มใจให้อ้วนชงและอ้วนฮีอาศัยอยู่ที่เมืองหลิวเซียอย่างสมเกียรติ

            ครั้นหน่วยเคลื่อนที่เร็วของโจโฉเคลื่อนผ่านตำบลอิหลงถึงช่องแคบที่จะออกทุ่งราบใหญ่ หน่วยลาดตระเวนของเมืองหลิวเซียก็ได้ข่าวจึงรายงานให้เป๊กตุ้นทราบ

            เป๊กตุ้นทราบข่าวศึกจึงให้จัดแจงกองทัพพร้อมด้วยอ้วนชงและอ้วนฮียกไปตั้งสกัดกองทัพโจโฉอยู่ที่ปากทางอันเป็นรอยต่อระหว่างช่องแคบกับทุ่งราบนั้น

            พอกองทัพหน้าของเตียวเลี้ยวยกมาตามซอกเขาจะออกทุ่งราบ เห็นกองทัพสกัดอยู่ข้างหน้าก็ตกใจ ถามเตียนติ๋นผู้นำทางว่าที่นี่เป็นที่ใด เตียนติ๋นตอบว่าตรงจุดนี้เรียกว่าเขาเป๊กลงสัน เตียวเลี้ยวทราบชื่อภูมิประเทศแล้วและเห็นทหารที่ตั้งสกัดอยู่ที่ปากทางมีเป็นจำนวนมาก ประกอบทั้งไม่ทราบภูมิประเทศข้างหน้าจึงไม่กล้าบู่มบ่าม ดังนั้นจึงสั่งให้กองทัพหน้าหยุดทัพตั้งสงบอยู่ ตัวเตียวเลี้ยวเองรีบขี่ม้าย้อนกลับไปรายงานให้โจโฉทราบ

            โจโฉได้ทราบความดังนั้นจึงให้ทหารนำทางปีนขึ้นไปบนยอดเขาเพื่อสังเกตการณ์กองทัพที่ยกมาตั้งสกัดนั้นว่าเป็นประการใด

            พอขึ้นถึงยอดเขา ทอดสายตาไปเห็นทุ่งราบกว้างใหญ่ เบื้องสุดขอบฟ้านั้นเป็นเทือกเขาสีน้ำเงินเข้มทะมึนอยู่ สายลมหนาวโชยมากระทบใบหน้าจนเย็นเฉียบ โจโฉรำพึงว่าดินแดนแห่งนี้ช่างมีภูมิประเทศงดงามราวกับแดนสวรรค์ ทอดตาทั่วทั้งทุ่งกว้างแล้วมองไปที่กองทัพของเป๊กตุ้นซึ่งตั้งสกัดอยู่ที่ปากทางซอกเขา เห็นทหารของเป๊กตุ้นมีเป็นจำนวนมากแต่ขาดความเป็นระเบียบ มีสภาพราวกับชาวบ้านที่กำลังลงแขกทำนา

            โจโฉสังเกตพบจุดอ่อนของกองทัพเป๊กตุ้นว่ายกมามิได้เป็นกระบวนทัพตามแบบแผนแห่งพิชัยสงคราม มีลักษณะเพียงกองกำลังของชาวบ้านก็เบาใจ รีบลงมาจากยอดเขา แล้วมอบธงแดงอาญาสิทธิ์ประจำกองทัพให้แก่เตียวเลี้ยว และสั่งว่ากองทัพที่ยกมาตั้งสกัดไว้นี้ไม่ต่างอะไรกับกองกำลังของชาวบ้าน ไม่มีสิ่งใดน่ากลัวเกรง ให้ท่านนำทหารเข้าโจมตีกองทัพนี้ในทันทีก็จะได้รับชัยชนะโดยง่ายดาย.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘