ตอนที่ 168. ภาพตรงข้ามของวีรชนและทรชน

 เพราะสิมโพยไม่ตั้งตัวอยู่ในธรรม ใช้ความอำมหิตโหดเหี้ยมสั่งประหารบุตรภรรยา ครอบครัวและพรรคพวกของซินผีทหารเก่าของเมืองกิจิ๋วเสียถึงแปดสิบคน จึงไม่เพียงแต่ทำให้ซินผีและทหารที่เคยเป็นข้าเก่าของเมืองกิจิ๋วเคียดแค้นเท่านั้น แม้สิมเอ๋งซึ่งเป็นหลานของสิมโพยเองแต่เป็นเพื่อนของซินผีก็พลอยเคียดแค้นตามเพื่อน จึงคิดอ่านจะเปิดประตูเมืองรับกองทัพโจโฉ

            ทหารของซินผีได้รับหนังสือของสิมเอ๋งที่ผูกติดอยู่กับเกาทัณฑ์ และยิงมาตกใกล้กับกองทหารแล้ว จึงเอาหนังสือนั้นเข้าไปให้แก่ซินผี

            ซินผีแกะหนังสือออกอ่านทราบความแล้วก็ดีใจ เอาหนังสือนั้นเข้าไปรายงานให้โจโฉทราบ

            โจโฉได้ทราบความก็ยินดี จึงเรียกประชุมบรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองแล้วปรารภขึ้นในที่ประชุมว่าเมืองกิจิ๋วจะแตกในค่ำวันนี้แล้ว เพราะสิมโพยไม่ตั้งตนอยู่ในเมตตาธรรม ใช้อำนาจอย่างโหดเหี้ยมอำมหิตประหารผู้คนที่ไม่มีความผิดเสียเป็นอันมาก ทหารข้างในเมืองต่างเคียดแค้นและยอมเข้าด้วยเราเป็นอันมาก ในเวลากลางคืนวันนี้ข้างในเมืองจะลอบเปิดประตูเมืองรับกองทัพของเรา

            แล้วโจโฉจึงสั่งการให้ซินผีเป็นกองทัพหน้า โจโฉและซิหลงคุมทหารเป็นกองทัพหลวง ให้เตรียมกำลังไว้ให้พร้อม พ้นยามหนึ่งแล้วให้ยกกำลังไปตั้งซุ่มคอยทีอยู่ที่ประตูเมือง เมื่อใดที่ข้างในเมืองเปิดประตูเมืองออกรับ ให้กองหน้านำกำลังเคลื่อนทัพเข้าไปในเมืองยึดเมืองกิจิ๋วให้ได้ในคืนนี้ แล้วกำชับว่าห้ามทหารทุกหน่วยทุกกองทุกคนทำร้ายแก่ผู้คนในตระกูล “อ้วน” แลราษฎรทั้งปวง ผู้ใดฝ่าฝืนจะลงโทษประหารชีวิต

            ครั้นพ้นยามแรกกองทัพของโจโฉจึงเคลื่อนออกจากค่ายอย่างเงียบเชียบ อาศัยความมืดยกไปตั้งซุ่มอยู่หน้าประตูเมือง ระยะห่างประมาณสามสิบเส้น และให้ทหารคอยสอดแนมข้างในเมืองว่าเปิดประตูเมืองรับหรือไม่ เวลาใด

            ฝ่ายข้างในเมืองกิจิ๋ว สิมเอ๋งและพวกเพื่อนทหารที่สนิทตกลงพร้อมใจกันที่จะเข้าสวามิภักดิ์ด้วยโจโฉ จึงเตรียมกำลังซุ่มไว้ใกล้ประตูเมือง แต่ในยามต้นของคืนนั้นทหารรักษาการเวรยามยังมีอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่สะดวกที่จะทำการ จึงรั้งรอคอยโอกาสอยู่

            พอพ้นยามสามทหารที่รักษาเวรยามและสังเกตการณ์เบาบางลง พวกที่อยู่บนเชิงเทินต่างพากันง่วงนอนและยืนหลับอยู่กับที่ ทหารที่เฝ้าประตูเมืองก็เหลืออยู่เพียงสิบกว่าคน เกือบทั้งหมดหลับสนิทเหลืออยู่เพียงสองสามคนเท่านั้น สิมเอ๋งและพวกเพื่อนเห็นเป็นทีจึงยกกำลังกรูมาที่ประตูเมือง ฆ่าฟันทหารที่รักษาประตูเมืองนั้นจนตายสิ้น แล้วเปิดประตูเมืองออกรับทหารของโจโฉ

            ซินผีคุมกองทัพหน้าคุมเชิงอยู่ใกล้ประตูเมืองเห็นดังนั้นจึงให้จุดพลุสัญญาณขึ้นแล้วนำกองทัพหน้าเคลื่อนบุกเข้าไปในเมือง ขณะที่กองทัพหลวงเห็นสัญญาณจากกองทัพหน้าแล้วก็เคลื่อนกำลังตามเข้าไป

            ในคืนนั้นสิมโพยนอนรักษาการอยู่บนหอรบบนเชิงเทินด้านตะวันออกของกำแพงเมือง ได้ยินเสียงโห่ร้องของทหารอึกทึกจากข้างนอกเมืองก็ตกใจตื่นขึ้น ชะโงกหน้าไปดูที่เชิงเทิน เห็นกองทหารของโจโฉไหลหลั่งเคลื่อนเข้ามาดุจกระแสน้ำทางประตูเมืองด้านทิศใต้จึงพาทหารราวสามสิบคนวิ่งตามเชิงเทินไปยังประตูเมืองด้านทิศใต้

            ในขณะที่ซินผีนำกองทัพหน้าเคลื่อนเข้าไปในตัวเมืองนั้น กองทัพหลวงของซิหลงก็ได้แยกย้ายเข้าโจมตีกองทหารในเมืองกิจิ๋วทุกจุด

            ทหารของซินผีและซิหลงได้ฆ่าฟันทหารของเมืองกิจิ๋วบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก พวกที่เหลือเห็นว่าจะต่อสู้ป้องกันเมืองไว้ไม่ได้จึงยอมแพ้แต่โดยดี ทหารของโจโฉจึงยึดเมืองกิจิ๋วได้แต่คืนนั้น

            ในขณะเดียวกันนั้นซิหลงได้คุมทหารขึ้นไปบนเชิงเทินไล่ฆ่าฟันทหารที่รักษาเชิงเทินนั้นบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก เห็นสิมโพยคุมทหารประมาณสามสิบคนกำลังตรงมาจึงพาทหารวิ่งเข้าไปที่สิมโพย

            ซิหลงรบกับสิมโพยครู่หนึ่งก็จับเป็นสิมโพยได้ ให้ทหารมัดตัวจะเอาเข้าไปมอบแก่โจโฉ แต่พอพาตัวสิมโพยลงมาจากเชิงเทิน ซินผีทราบความเข้าความแค้นก็พลุ่งขึ้นในอก รีบควบม้าเข้ามาที่สิมโพยเอาแส้ม้าตีสิมโพยแล้วด่าว่าสิมโพยเป็นอันมาก อาฆาตว่าวันนี้กูจะฆ่ามึงด้วยน้ำมือของกูเอง

            สิมโพยไม่ได้ย่อท้อเกรงกลัวต่อความตาย น้ำใจชังพวกข้าขายเจ้า บ่าวขายนายโกรธแค้นซินผีที่ทรยศต่อตระกูลอ้วน จึงด่ากลับไปว่าตัวกูจะตายไม่เสียดายแก่ชีวิตเพราะได้อุทิศไว้แก่ตระกูลอ้วนแล้ว ตัวมึงเป็นคนทรยศกบฏต่อเจ้านาย ไปเข้าด้วยศัตรูราชสมบัติ กูตายไปก็จะเป็นผีมาล้างแค้นมึงจงได้

            ซินผีได้ฟังก็โกรธเอาแส้ม้าหวดไปที่หน้าของสิมโพยจนเลือดไหลเป็นทาง    ซิหลงเห็นดังนั้นจึงรีบคุมตัวสิมโพยออกจากเมืองไปมอบแก่โจโฉที่ค่าย

            โจโฉเห็นซิหลงคุมตัวสิมโพยเข้ามาในค่ายก็ลุกขึ้นยืน หัวเราะเยาะแล้วถามว่าผู้ใดเป็นผู้เปิดประตูเมืองรับกองทัพของเราในครั้งนี้เจ้ารู้หรือไม่?

            สิมโพยตอบว่าใครจะเปิดประตูเมือง ข้าพเจ้าไม่สนใจ เพราะเป็นเรื่องของ คนทรยศ ข้าพเจ้าจะไม่เก็บมาให้รกแก่ความคิดเป็นอันขาด 

            โจโฉจึงว่าเมื่อเจ้าไม่สนใจเราก็จะบอกให้เจ้าทราบว่าคนทรยศที่เจ้าพูดถึงนั้นไม่ใช่คนอื่นไกลแต่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเจ้าเองคือสิมเอ๋ง ซึ่งเป็นหลานของเจ้านั่นแหละ

            สิมโพยได้ยินความที่คาดคิดไม่ถึงดังนั้นก็โกรธ ร้องขึ้นสุดเสียงว่าคาดไม่ถึงว่า “อ้ายศัตรูน้อยเอาใจไปแผ่เผื่อข้าศึก หาไม่ก็จะไม่เสียเมือง”

            อ้ายศัตรูน้อยขายบ้านขายเมืองเปิดประตูเมืองให้ข้าศึกเข้ามาเหยียบย่ำทำลายบ้านเกิดเมืองนอน กดขี่ข่มเหงอาณาประชาราษฎรมีมาตั้งแต่ครั้งสามก๊ก ครั้นเวลาล่วงไปไม่ถึงสองพันปี อ้ายศัตรูน้อยก็กลับชาติมาเกิดใหม่ เปิดประตูเมืองให้ฝรั่งเข้ามาย่ำยียึดครองบ้านเมืองและข่มเหงอาณาประชาราษฎร ทำให้ประเทศสูญสิ้นเอกราช ทำให้ประชาชาติสูญสิ้นความเป็นไท

            โจโฉจึงว่าต่อไปว่าเมื่อครั้งที่เจ้าแต่งอุบายทำทีเป็นยอมแพ้ แล้วให้ชาวเมืองออกหน้าจะมาทำให้กองทัพของเราปั่นป่วนแล้วยกกองทัพมาตามตีนั้น เจ้าได้เกาทัณฑ์มาจากที่ไหนเป็นอันมาก

            สิมโพยไม่ตอบคำถาม กลับพูดขึ้นมาว่าตัวเราเป็นข้าในตระกูลอ้วน ตัวท่านเป็นศัตรูของนายเราก็เหมือนเป็นศัตรูของเราด้วย และเมื่อเป็นศัตรูต่อกัน หน้าที่ของเราคือกำจัดท่าน ครั้งนั้นเสียดายว่าเกาทัณฑ์ยังมีน้อยอยู่ หากเกาทัณฑ์มีมากกว่านั้นแล้ว ท่านคงตายในห่าเกาทัณฑ์แต่ครั้งนั้นแล้ว

            โจโฉเป็นผู้นำทัพที่มีน้ำใจรักผู้มีสติปัญญา ฝีมือกล้าหาญ หลังจากได้ขับเคี่ยวกรำศึกอยู่กับเมืองกิจิ๋วเป็นเวลาหลายปี หลายครั้งหลายหนได้ประจักษ์ถึงสติปัญญาและความคิดอ่านของสิมโพยว่ามีสติปัญญาเป็นอันมาก จึงใคร่ได้ตัวไว้ทำราชการ ด้วยอัธยาศัยเช่นนี้โจโฉได้วางความโกรธแค้นที่ต้องเสียหายจากความคิดของสิมโพยแต่อดีต แล้วกล่าวว่าตัวเจ้ามีความสัตย์ซื่อต่อเจ้านายเห็นประจักษ์ดั่งนี้ เรามีความพอใจเป็นอันมากใคร่ได้ตัวเจ้าไว้ทำราชการ ทำนุบำรุงแผ่นดินให้เป็นสุขสืบไป บัดนี้อ้วนเสี้ยวนายของเจ้าก็ตายแล้ว เจ้าจะยอมอยู่ทำราชการด้วยเราหรือไม่ หากเจ้าเต็มใจเราก็จะเลี้ยงดูเจ้าให้สมแก่สติปัญญา

            ซินผีตามสิมโพยเข้ามาถึงในค่ายของโจโฉด้วยความเคียดแค้นเต็มอยู่ในอกได้ยินคำโจโฉดั่งนั้นจึงสอดขึ้นว่า สิมโพยนี้เป็นอาชญากรสงคราม ได้สังหารผลาญชีวิตบุตร ภรรยา ผู้คนในครอบครัวและพรรคพวกข้าพเจ้าเสียเป็นอันมาก ขอท่านจงได้ประหารสิมโพยเสีย และข้าพเจ้าขออาสาเป็นเพชรฆาตตัดศีรษะสิมโพยด้วยตนเอง

            สิมโพยได้ยินดังนั้นจึงหันไปที่ซินผีแล้วว่า ตัวมึงเป็นข้าขายเจ้า บ่าวขายนาย ทรยศต่อตระกูลอ้วน แต่ตัวกูนี้กตัญญูรู้คุณต่อเจ้านายผู้มีคุณมาแต่ก่อน อาสาทำการจนถึงที่สุด ไม่เสียดายแก่ชีวิต ถึงตัวกูจะตายก็จะยอมเป็นผีที่เป็นบ่าวของตระกูลอ้วน วันข้างหน้าคนรุ่นหลังก็ยังฝังจิตจำได้ว่ากูเป็นคนกตัญญูรู้คุณคน ตัวกูนี้พร้อมจะตายวันนี้แล้ว ไม่ยอมเป็นข้าหลายเจ้า บ่าวหลายนาย ให้ได้รับความอัปยศ มึงไม่จำต้องมายุยงต่อหน้าให้เป็นเสนียดแก่หูของคนใกล้ตายดอก

            โจโฉได้ฟังดังนั้นก็โกรธและเห็นว่าสิ้นหนทางที่จะเกลี้ยกล่อมให้สิมโพยกลับใจทำราชการด้วยแล้ว จึงสั่งให้ทหารเอาตัวสิมโพยออกไปประหาร

            ทหารรับคำสั่งแล้วก็คุมตัวสิมโพยออกไปจากค่าย พอไปถึงลานประหารสิมโพยจึงว่ากับผู้คุมว่าตัวเราจะตายวันนี้แล้ว ขอความเมตตาท่านให้เห็นแก่ความกตัญญู ขอโอกาสให้ข้าพเจ้าได้กราบคารวะอำลาเจ้านายก่อน

            ผู้คุมได้ยินคำสิมโพยก็สงสาร แต่สงสัยว่าสิมโพยจะไปคารวะเจ้านายที่แห่งหนตำบลใด จึงว่าเรารับคำสั่งให้ทำการประหารท่าน ไม่สามารถอนุญาตให้ท่านไปกราบคารวะเจ้านายได้อีกแล้ว

            สิมโพยจึงว่าเจ้านายเรานั้นอยู่ข้างทิศเหนือ ไม่ต้องลำบากท่านถึงกับต้องคุมตัวเราไปที่ไหน ขอโอกาสให้เราได้หันหน้าไปทางทิศเหนือเท่านั้น ผู้คุมได้ยินดังนั้นก็สงสารอนุญาตให้สิมโพยหันหน้าไปทางทิศเหนือได้

            สิมโพยได้คุกเข่าลงกับพื้น บ่ายหน้าไปทางทิศเหนือแล้วว่า ข้าพเจ้าสิมโพยเป็นข้าของตระกูลอ้วน คิดถึงบุญคุณของตระกูลอ้วนอยู่มิได้ขาด ได้อาสาการศึกมิได้เห็นแก่ชีวิต บัดนี้เสียทีตกอยู่ในกำมือของข้าศึก ดาบของเพชรฆาตรั้งอยู่รอประหารไว้ตามคำขอของข้าพเจ้าจึงไม่มีโอกาสไปคารวะอำลา ดังนั้นจึงขอถือโอกาสสุดท้ายนี้กราบคารวะอำลาเจ้านาย ไว้ชาติหน้าหากมีจริงก็จะขอเป็นบ่าวตระกูลอ้วนต่อไป

            กล่าวความเสร็จแล้ว สิมโพยจึงว่ากับผู้คุมการประหารว่าข้าพเจ้าขอขอบใจพวกท่านที่ได้ให้โอกาสสุดท้ายแก่คนที่ใกล้จะตาย บัดนี้ข้าพเจ้าพร้อมแล้วท่านจงทำหน้าที่ของท่านเถิด เพชรฆาตจึงลงดาบประหารสิมโพย ณ บัดนั้น

            โจโฉได้ทราบความตามรายงานของผู้คุมการประหารแล้ว นึกสรรเสริญน้ำใจสัตย์ซื่อของสิมโพยเป็นอันมาก เล็งเห็นว่าความซื่อสัตย์ของสิมโพยดั่งนี้จะเป็นแบบอย่างให้แก่ทหารทั้งปวงได้มีน้ำใจซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อตัว ดังนั้นโจโฉจึงเรียกประชุมเหล่าทหารทั้งปวง แล้วประกาศสดุดีสิมโพยว่า “สิมโพยนี้มีความสัตย์ซื่อต่อนายนัก ผู้ใดจะทำราชการไปภายหน้า จงดูเยี่ยงอย่างสิมโพยเถิด”

            โจโฉยกย่องสรรเสริญสิมโพยซึ่งคิดอ่านสร้างความเสียหายให้กับกองทัพเป็นจำนวนมากก็เพราะจิตใจที่วีระกล้าหาญและกตัญญูต่อนายว่าเป็นวีรชน ในขณะที่ถึงแม้จะไม่ได้พูดก็คงจะนึกอยู่ในใจว่าซินผีและสิมเอ๋งซึ่งทำคุณแก่กองทัพตัว แต่แท้จริงก็คือทรชน ที่ประพฤติตนเป็นข้าขายเจ้า บ่าวขายนาย คนขายชาติจนบ้านเกิดเมืองนอนต้องสิ้นชาติคามือ

            และเพื่อสร้างภาพให้ทหารทั้งปวงเห็นว่ามีน้ำใจนับถือผู้ที่มีความซื่อสัตย์ โจโฉจึงให้แต่งพิธีการศพของสิมโพยอย่างสมเกียรติ แล้วเอาไปฝังตามธรรมเนียมและสมศักดิ์ศรีที่ปรึกษาเอก

            จากนั้นโจโฉจึงให้ทหารคุมตัวตันหลิมอดีตอาลักษณ์ในสมัยแผ่นดินพระเจ้าเลนเต้ ซึ่งหนีภัยสิบขันทีมารับราชการอยู่ที่เมืองกิจิ๋วและเป็นผู้เขียนแถลงการณ์ประวัติศาสตร์ขุดโคตรตระกูลโจโฉออกประณาม แล้วชวนหัวเมืองต่าง ๆ เข้าล้มล้างอำนาจปกครองของโจโฉเข้ามาพบ

            พอโจโฉเห็นทหารคุมตันหลิมเข้ามาที่ในค่าย จึงลุกขึ้นยืนหัวเราะแล้วว่า ไม่ได้พบกันเสียนาน ท่านสบายดีหรือ

            ตันหลิมเห็นโจโฉแสดงท่าทีเยาะเย้ยถากถางจึงนิ่งเสียไม่ตอบคำ

            โจโฉจึงว่า เมื่อครั้งที่อ้วนเสี้ยวให้ท่านแต่งแถลงการณ์ไปปิดตามหัวเมืองต่าง ๆ ชวนให้ยกกำลังเข้ามาทำร้ายเรานั้น ท่านเขียนแถลงการณ์ด่าว่าเราเพียงไหน เราไม่คิดโกรธ แต่ไฉนจึงต้องเขียนแถลงการณ์ประณามหยามเหยียดไปถึงบรรพบุรุษทั้งพ่อและปู่ของเราด้วยเล่า.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘